2. เมื่อครั้งที่ท่านศาสนทูต(ศ)ป่วยหนัก นั่นก็คือ ก่อนการวะฟาต สามวัน ท่านได้ขอกระดาษและปากกาจากพวกเขาเพื่อจะบันทึกข้อความไว้ให้พวกเขา ซึ่งจะไม่ทำให้พวกเขาหลงผิดภายหลังจากท่านตลอดกาล ดังนั้นอุมัร บิน ค็อฏฏอบ ก็ได้กล่าว่า

“ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้มีอาการเพ้อไปแล้ว เรามีคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้วก็พอ”(192)

ถ้าหากว่าก่อนหน้านั้นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เคยได้พูดกับพวกเขาว่าฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่าน คือ “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของฉัน” ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ก็ย่อมไม่กล้าจะพูดออกมาว่า

“เรามีคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็พอแล้ว”

เพราะการพูดเช่นนั้น เท่ากับว่าท่านศ่อฮาบะฮฺที่พูดตามคำพูดของท่านปฏิเสธต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และถือว่าการปฏิเสธต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เป็นกาฟิรอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่ต้องสงสัยเลย อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น กลับพอใจในเรื่องนี้ (ขอเสริมตรงนี้ว่า ท่านอุมัรเป็นผู้ที่ยับยั้งศ่อฮาบะฮฺ จากรายงานฮะดีษนี้)

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเข้าใจว่าฮะดีษนี้ได้ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยคนรุ่นหลังบางกลุ่มที่ขัดขวางบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้ขจัดพวกเขาออกพ้นตำแหน่งค่อลีฟะฮฺไปแล้วดูเหมือนว่าผู้อุปโลกน์ฮะดีษ “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของฉัน” ต้องการจะให้ประชาชนยึดถือคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และละทิ้งเชื้อสายนบี(ศ) แล้วเอาบุคคลอื่น นอกเหนือจากคนเหล่านั้นเป็นผู้นำ โดยเขาคิดว่าการปลอมฮะดีษขึ้นมาจะช่วยส่งเสริมเส้นทางเดินของพวกเขา และทำให้ห่างไกลจากการวิพากษ์วิจารณ์ศ่อฮาบะฮฺ ที่ขัดขืนคำสั่งเสียของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

3. เป็นที่ยอมรับกันว่า ตอนแรกๆ ที่เกิดเหตุการณ์ต่อต้านท่านอะบูบักรฺในช่วงแรกของการเป็นค่อลีฟะฮฺนั้น ได้มีการคาดโทษเพื่อทำสงครามกับผู้ไม่ยอมจ่ายซะกาต จนท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ต้องคัดค้านและแสดงหลักฐานฮะดีษแก่เขาว่า:

ท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า “ผู้ใดกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ มุฮัมมัดเป็นร่อซุลของอัลลอฮฺแล้ว ถือว่าเลือดเนื้อและทรัพย์สินของเขาย่อมถูกปกป้องสำหรับฉันนอกจากโดยสิทธิอันชอบธรรม และหน้าที่ในการสอบสวนเขาเป็นสิทธิสำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)”

ดังนั้นถ้าหากซุนนะฮฺของท่านศาสนทูต(ศ)เป็นที่รู้กัน อยู่อย่างแน่นอนย่อมเป็นไปไม่ได้ที่อะบูบักรฺจะไม่รู้ เพราะท่านคือประชาชนคนแรกสุดสำหรับการรู้จักสิ่งนั้น

แต่ถายหลังจากนั้นปรากฏว่าอุมัรต้องยอมรับการตีความของอะบูบักรฺ สำหรับฮะดีษนี้ที่เขารายงานมา และคำพูดของอะบูบักรฺก็คือว่าซะกาตถือเป็นสิทธิในแง่ของทรัพย์สมบัติ แต่ทว่าพวกเขาลืมเลือน หรือต่างพากันลืมซุนนะฮฺของท่านศาสนทูต(ศ)ในเชิงปฏิบัติที่ไม่ยอมรับการตีความ นั่นก็คือประวัติของษะฮ์ละบะฮฺที่ไม่ยอมจ่ายซะกาตแก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และได้มีโองการอัล-กุรอานประทานมาในเรื่องของเขา ซึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ก็มิได้สังหารเขา และมิได้บีบบังคับให้จ่ายซะกาตนั้น อะบูบักรฺกับท่านอุมัรอยู่ที่ไหน ในประวัติของอุซามะฮฺ บินซัยดฺที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แต่งตั้งเขาเป็นผู้นำทัพ ครั้นเมื่อสามารถจับชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าศึกได้

ชายคนนั้นกล่าวว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ”

แต่อุซามะฮฺก็ได้สังหารเขาเสีย เมื่อเรื่องทราบไปถึงท่านนบี(ศ)

ท่านได้กล่าวว่า “โอ้ อุซามะฮฺ เจ้าได้ฆ่าเขาหลังจากที่เขากล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺกระนั้นหรือ ? ปรากฏว่า เขาขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทันที”

เขาบ่นเรื่องนี้อยู่เสมอมา จนเขาถึงกับตั้งใจไปเลยว่า

“ข้าพเจ้ายังมิได้เข้ารับอิสลาม ก่อนเหตุการณ์ในวันนั้น”(193)

ด้วยเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด เราไม่อาจเชื่อฮะดีษ “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของฉัน” ได้ เพราะศ่อฮาบะฮฺในรุ่นแรกก็ยังไม่รู้เรื่องซุนนะฮฺนบีแล้วคนรุ่นหลังจากพวกเขาอีกจะเป็นอย่างไร และจะเป็นอย่างไรอีกกับผู้ที่อาศัยนอกเมืองมะดีนะฮฺ ?

4. เป็นที่ยอมรับกันอีกว่า พฤติกรรมเป็นส่วนมากของบรรดาศ่อฮาบะฮฺหลังจากท่านศาสนทูต(ศ)ขัดแย้งกับซุนนะฮฺ อาจเป็นไปได้ว่า ศ่อฮาบะฮฺเหล่านั้นรู้เรื่องซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ)ดี แต่พวกเขาขัดแย้งกับมันโดยเจตนา ด้วยการวินิจฉัยความของพวกเขาเองที่เป็นในทางตรงกันข้ามข้อบัญญัติของท่านนบี(ศ) และพวกเขาได้อ้างว่าขึ้นตรงต่อคำตรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า

“ไม่มีสิทธิสำหรับมุอฺมินชายและหญิง ถ้าอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ทรงกำหนดกิจการใดๆ ในอันที่พวกเขาจะเลือกเองได้ และผู้ใดที่ละเมิดต่ออัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์เท่ากับเขาหลงผิดโดยการหลงอย่างชัดแจ้ง” (ซูเราะฮฺ อัล-อะฮฺซาบ / 36)

หรืออาจเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องซุนนะฮฺนบี(ศ) เลย ดังนั้น ถือว่าไม่เหมาะสมสำหรับท่านศาสนทูต(ศ)ที่จะกล่าวในสภาพการณ์ที่เป็นที่อยู่อย่างนั้นกับพวกเขาว่า ฉันได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งซุนนะฮฺของฉัน ในเมื่อท่านทราบดีว่าศ่อฮาบะฮฺและบุคคลที่ใกล้ชิดท่านมากที่สุดมิได้รอบรู้ในเรื่องนี้เลย แล้วคนที่มาทีหลังจากพวกเขาจะเป็นอย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่รู้จักและไม่เคยเห็นนบี(ศ)เลย จึงจำเป็นแก่ท่านและในสภาพการณ์อย่างนั้นที่จะต้องสั่งให้พวกเขาบันทึกซุนนะฮฺของท่านไว้ เพื่อที่ว่าจะได้เป็นเสาหลักประการที่สองสำหรับบรรดามุสลิม

ส่วนคำพูดของพวกเขาที่ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กลัวว่าซุนนะฮฺจะปะปนกับอัล-กุรอาน อันนี้ถือว่า เป็นความผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง เพราะท่านสามารถที่จะทำหนังสือเล่มหนึ่งสำหรับซุนนะฮฺ ดังเช่นที่ทำหนังสือเล่มหนึ่งสำหรับบันทึกวะฮฺยู และรวบรวมแต่ละเล่ม ให้เป็นเล่มหนึ่งๆ โดยเฉพาะกันไป เหมือนอย่างที่เป็นอยู่กับพวกเราในปัจจุบัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจึงจะถือว่าถูกต้องแล้ว ที่ท่าน(ศ)กล่าวว่า

“ฉันได้ละทิ้งคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของฉันไว้ในหมู่พวกท่าน”

5. เป็นที่รู้อีกว่า ซุนนะฮฺมิได้มีการถูกบันทึกแต่อย่างใด นอกจากเมื่อมาถึงสมัยของอาณาจักรอับบาซียะฮฺ และหนังสือเล่มแรกที่มีการบันทึกฮะดีษก็คือ “มุวัฏเฏาะฮฺ” ของอิมามมาลิก นี่คือหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างใหญ่หลวงไปแล้ว โดยผ่านเหตุการณ์ฮิจญ์เราะฮฺหลังจากเมืองมะดีนะฮฺมีอิสรภาพ ศ่อฮาบะฮฺได้ถูกสังหารในเหตุการณ์นั้นอย่างทารุณ แล้วประชาชนจะให้การยอมรับอย่างสนิทใจกับรายงานบอกเล่าของผู้ที่ใกล้ชิดกับนักปกครองที่เดินในเส้นทางของโลกดุนยาได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการโจมตีฮะดีษ ตำหนิติเตียนกันและกัน และประชาชาติได้แบ่งแยกกันออกไปเป็นมัซฮับ นิกายต่างๆ ดังนั้น อะไรที่มีการยืนยันอย่างแน่นอนในมัซฮับนี้ ก็จะไม่มีการยืนยันไว้ในมัซฮับอื่น อะไรที่ศ่อฮีฮฺในมัซฮับนี้ ก็จะเป็นเรื่องเท็จในมัซฮับอื่น

เราจะเชื่อได้อย่างไรว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)พูดว่า “ฉันได้ละทิ้งคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของฉันไว้ในหมู่พวกท่าน” จริงในขณะที่ท่านเองก็ทราบดีอยู่แล้วว่าพวกมุนาฟิก พวกสร้างปัญหาที่ผิดพลาดจะกุเรื่องขึ้นมาใส่ท่าน ซึ่งท่านเคยได้กล่าวไว้ว่า

“คนที่โกหกใส่ฉันจะมีมากมาย ดังนั้น ผู้ใดที่โกหกใส่ฉันก็ให้เขาเตรียมที่นั่งของเขาไว้ในไฟนรก”(194)

เพราะในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้น ได้มีคนโกหกใส่ท่านมากมาย หมายความว่าศ่อฮาบะฮฺของท่านบางคน บอกเล่าฮะดีษของท่านด้วยการใส่ความเท็จแล้วอ้างอิงท่านนบี(ศ)เข้าไป แล้วท่านจะมอบภาระให้อุมมะฮฺของท่านปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถจะรู้ถึงความถูกต้องที่ไม่มีการทำให้บกพร่องสำหรับฮะดีษนั้นๆ

6. อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ได้รายงานไว้ในตำราศ่อฮีฮฺของพวกเขาว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ละทิ้งสิ่งสำคัญสองประการ หรือสองค่อลีฟะฮฺ หรือสองสิ่งก็ตาม

ครั้งหนึ่งพวกเขารายงานว่า : คัมภีร์ของอัลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านศาสนทูตของพระองค์(ศ)

ครั้งต่อมารายงานว่า : หน้าที่ของพวกท่านคือซุนนะฮฺของฉันและซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺรอชิดีนหลังจากฉัน

จำเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวที่จะต้องยอมรับว่า ฮะดีษถัดมานั้น ผนวกต่อกับกิตาบุลลอฮฺ(คัมภีร์ของอัลลอฮฺ)และซุนนะฮฺของศาสนฑูตของพระองค์(ศ) นั่นก็คือซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺรอชิดีน จึงเป็นอันว่า ได้มีหลักยึดตามศาสนบัญญัติขึ้นมาสามประการ แทนที่จะเป็นสองประการ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าขัดกับฮะดีษษะเกาะลัยน์ ที่เป็นศ่อฮีฮฺและเชื่อถือตรงกันทั้งฝ่ายซุนนะฮฺของชีอะฮฺ

แน่นอนฮะดีษที่ว่า “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และอิฏเราะตี(เชื้อสายบริสุทธิ์ของฉัน)” นั่นเอง และเป็นฮะดีษที่เราได้นำมาเสนอไว้ก่อนแล้ว ภายใต้การบันทึกโดยตำราจำนวนมากกว่า 20 เล่มของฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ อันเป็นที่เชื่อถือ นอกเหนือไปจากตำราต่างๆ ของสายชีอะฮฺ ซึ่งเรายังมิได้กล่าวถึง

7.ในเมื่อท่านศาสนทูต(ศ)รู้ดีอยู่แก่ใจโดย “อิลมุล-ยะกีน” ว่าศ่อฮาบะฮฺของท่านที่อัล-กุรอานประทานลงมาในภาษาของตนเอง และในสำเนียงของตนเองนั้น มิได้รู้อะไรมายมายในการตัฟซีรและในการตีความอัล-กุรอาน แล้วจะเป็นอย่างไรสำหรับผู้ที่มาทีหลัง และจะเป็นอย่างไรกับคนที่เพิ่งเข้ายอมรับอิสลามในเมืองโรมัน ในเปอร์เซีย และในเมืองเอธิโอเปีย และทุกๆ แว่นแคว้นที่ไม่เข้าใจภาษาอรับและที่พูดอรับไม่ได้

ได้มีการยืนยันมาในประวัติศาสตร์ว่าอะบูบักรฺ เคยถูกถามเกี่ยวกับโองการที่ว่า “วาฟากิฮะ วะอับบัน”(และผลไม้และจนกระทั่งหญ้า)-(อะบะซะ / 31)

ท่านกล่าวว่า “ฟ้าที่ไหนจะให้ร่มเงาแก่ข้าพเจ้า แผ่นดินไหนจะรองรับข้าพเจ้า หากข้าพเจ้ากล่าวถึงคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)โดยที่ไม่รู้”(195)

เช่นเดียวกับท่านอุมัร บิน ค็อฏอบ อีกเหมือนกัน ที่ไม่รู้ความหมายของโองการนี้ รายงานจาก อะนัซ บินมาลิกว่า : แท้จริงอุมัร บิน ค็อฏฏอบ อ่านบนมิมบัรว่า (โองการที่ 27-31 ซูเราะฮฺ อะบะซะ) แล้วกล่าวว่า ทั้งหมดนี้เรารู้ความหมาย แต่คำว่า “อัลอับ” หมายถึงอะไร ?

ต่อจากนั้นท่านกล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระนามของอัลลอฮฺ มันเป็นภาระหนัก เมื่อท่านไม่มีความสามารถจะรู้ความหมายของคำว่า อัล-อับ ก็จงปฏิบัติตามแต่สิ่งที่ชัดแจ้งสำหรับพวกท่าน อันเป็นทางนำของพระองค์จากคัมภีร์ ดังนั้น จงปฏิบัติตามมันและเรื่องใดที่ท่านไม่รู้ ก็จงมอบหมายเรื่องนั้นๆ ยังพระผู้เป็นเจ้า” (196)

อะไรที่ท่านกล่าวในเรื่องการตัฟซีรคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ท่านก็จะกล่าวอย่างนั้น ในเรื่องตัฟซีรซุนนะฮฺของนบี(ศ)อันทรงเกียรติเช่นกัน ฮะดีษที่ว่ามาจากท่านนบี(ศ)ตั้งเท่าไรที่ยังคงเป็นเรื่องขัดแย้งกันอยู่ระหว่างศ่อฮาบะฮฺ ขัดแย้งระหว่างมัซฮับ ขัดแย้งระหว่างซุนนะฮฺกับชีอะฮฺ ทั้งนี้ก็เหมือนกันไม่ว่าจะขัดแย้งเพราะเกิดจากการตัดสินให้ฮะดีษนั้นศ่อฮีฮฺ หรือจะเกิดจากการตัดสินว่าฎออีฟก็ตาม หรือเกิดจากการอธิบายและเข้าใจฮะดีษและเพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าจะขอเสนอตัวอย่างเหล่านี้แก่ท่านผู้อ่านต่อไป



1.ความขัดแย้งระหว่างศ่อฮาบะฮฺว่าฮะดีษนั้นถูกต้องหรือเป็นความเท็จ

นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับอะบูบักรฺในช่วงแรกสมัยของท่าน เมื่อท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรอ(อฺ)มาพบท่านเพื่อขอร้องให้ท่านมอบที่ “ฟะดัก” ซึ่งอะบูบักรฺได้ยึดไปจากนาง หลังจากที่บิดาของนางวะฟาต อะบูบักรฺ จึงปฏิเสธนางในเรื่องนี้ โดยอ้างว่า

บิดาของนางคือศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวว่า “เราชาวอัมบิยาอฺไม่มีการสืบมรดก สำหรับสิ่งที่เราละทิ้งไว้ถือเป็นทานทั้งสิ้น”

ดังนั้น ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อฺ) ก็ได้ปฏิเสธต่ออะบูบักรฺ อีกต่อหนึ่ง ในแง่ที่ว่าฮะดีษนี้จะเป็นของบิดาของนาง นางคัดค้านด้วยคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) การขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนกระทั่งนางได้ตายลงในขณะที่ยังโกรธต่ออะบูบักรฺ โดยไม่พูดด้วยเลยดังที่มีรายงานเรื่องนี้ในศ่อฮีฮฺบุคอรีและมุสลิม

ทำนองเดียวกันกับความขัดแย้งที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ อุมมุล-มุอฺมินีน มีกับอะบูฮุร็อยเราะฮฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ที่ตื่นตอนเช้าโดยมีญุนุบในเดือนรอมฎอน กล่าวคือนางเห็นว่า อันนี้ถือว่าถูกต้องได้ ในขณะที่อะบูฮุร็อยเราะฮฺ เห็นว่าผู้ใดที่ตื่นเช้ามาในสภาพมีญุนุบ การถือศีลอดย่อมเป็นโมฆะ ขอให้ท่านดูประวัติอย่างละเอียด

รายงานโดยอิมามมาลิกในหนังสืออัล-มุวัฎเฎาะอฺ และอัล-บุคอรี ได้บันทึกไว้ในศ่อฮีฮฺ จากรายงานของท่านหญิงอาอิชะฮฺ และอุมมุซะละมะฮฺ ภรรยาทั้งสองของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ทั้งสองกล่าวว่า

ท่าน(ศ)ตื่นมาในสภาพมีญูนุบโดยการร่วมประเวณี มิใช่การฝันในเดือนรอมฎอน ต่อจากนั้นท่าน(ศ)ก็ถือศีลอด

และจากอะบูบักรฺ บินอับดุรเราะฮฺมาน ได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้ากับบิดาเคยอยู่กับมัรวาน บินฮะกัน ขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมะดีนะฮฺ บิดาได้กล่าวกับเขาว่า

อะบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวว่า “ใครที่ตื่นเช้ามาในสภาพญุนุบถือว่าการถือศีลอดเป็นโมฆะ”

ในวันนั้น มัรวาน กล่าวว่า “ข้าขอยืนยันกับท่าน โอ้ อับดุรเราะฮฺมาน ท่านจะต้องไปหาท่านหญิงอาอิชะฮฺ อุมมุล-มุอฺมินีน และท่านหญิงอุมมุซะละมะฮฺอย่างแน่นอน ขอให้ท่านถามคนทั้งสองในเรื่องนี้”

แล้วอับดุรเราะฮฺมานได้ไป ข้าพเจ้าก็ได้ไปพร้อมกับเขาด้วย จนกระทั่งเราได้เข้าไปหาท่านหญิงอาอิชะฮฺ เมื่อให้สลามแก่นางแล้ว

ท่านได้กล่าวว่า “โอ้ท่าน อุมมุล-มุอ์มินีน พวกเราเคยอยู่กับมัรวาน บินฮะกัม แล้วได้มีการกล่าวแก่เขาว่า : อะบูฮุร็อยเราะฮฺกล่าวว่า “ใครที่ตื่นเช้าในสภาพมีญุนุบ ถือว่าศีลอดเป็นโมฆะ”

ในวันนั้นท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า “ไม่เหมือนที่อะบูฮุร็อยเราะฮฺหรอก โอ้อับดุรเราะฮฺมาน หรือว่าชิงชังในสิ่งที่ท่านศาสนฑูตกระทำ”

อับดุรเราะฮฺมานกล่าวว่า “ไม่เลย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ”

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า “ดังนั้นฉันขอยืนยันว่า ท่านศาสน-ทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เคยตื่นเช้าในสภาพญุนุบจากการร่วมประเวณี มิใช่จากการฝัน จากนั้น ท่านก็ถือศีลอดในวันนั้น”

ท่านกล่าวว่า : หลังจากนั้น เราก็ได้เข้าพบท่านหญิงอุมมุซะละมะฮฺ แล้วได้ถามนางในเรื่องนั้น นางก็ได้พูดเหมือนท่านหญิงอาอิชะฮฺพูด

ท่านกล่าวว่า : แล้วเราก็ออกมา ขณะนั้นมัรวานได้เข้ามา อับดุรเราะฮฺมานก็กล่าวกับเขาถึงเรื่องที่ท่านหญิงทั้งสองกล่าว

มัรวานได้กล่าวว่า “ฉันได้ยืนยันกับท่านแล้วใช่ไหม โอ้ อะบูมัฮัมมัด แน่นอนท่านจะต้องขี่พาหนะของข้าพเจ้า เพราะอันนี้ย่อมเป็นประตู ดังนั้นท่านจะต้องไปหาอะบูฮุร็อยเราะฮฺ ที่อัล-อะกีก แล้วท่านก็บอกเขาในเรื่องนี้”

ดังนั้น อับดุรเราะฮฺมานก็ได้ขี่พาหนะไป และข้าพเจ้าก็ได้ขี่พาหนะไปด้วย จนกระทั่งเราเข้าพบอะบูฮุร็อยเราะฮฺ แล้วอับดุรเราะฮฺมานก็ได้สนทนากับเขาเป็นเวลาชั่วโมงหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็กล่าวถึงเรื่องนี้

อะบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวกับเขาว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ หากแต่ได้มีคนหนึ่งบอกเล่าเรื่องนี้กับฉัน” (197)

จงดูเถิด ผู้อ่านทั้งหลาย ศ่อฮาบะฮฺอย่างอะบูฮุร็อยเราะฮฺ ซึ่งในทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ถือว่าเป็นนักรายงานฮะดีษคนหนึ่งของอิสลาม เป็นอย่างไรที่เขาวินิจฉัยความกฏเกณฑ์ศาสนาตามความนึกคิด และอ้างเรื่องนั้นให้ท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ในขณะที่ท่านเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนบอกท่านในเรื่องนั้น ดังนั้นเท่ากับท่านเตรียมหลักการศาสนาไว้ให้แก่พวกเขาทั้งๆ ที่ท่านเองก็ไม่รู้จักถึงที่มาของเรื่องนั้นๆ



เรื่องที่อะบูฮุร็อยเราะฮฺขัดแย้งกับตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

ท่านอับดุลลอฮฺ บินมุฮัมมัดได้รายงานว่า : ท่านฮิชาม บินยูซุฟ ได้เล่าเราว่า : ท่านมุอัมมัรได้เล่า : เราจากรายงานของท่านดุฮฺริ จากรายงานของอะบีซะลามะฮฺ จากอะบีฮุร็อยเราะฮฺ(ร.ฎ.) กล่าวว่า :

ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “ไม่มีการถือเรื่องอาเพศ ไม่มีการถือเรื่องโชคลาง และไม่มีการถือเรื่องแก้เคล็ด”

ชาวอรับคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ทำไมเล่าในเมื่อปัสสาวะของอูฐก็ดี กวางก็ดี ตกลงไปอยู่ในพื้นทราย ครั้นถ้าหากอูฐซึ่งเป็นโรคเรื้อนมาคลุกเคล้ากับทรายนั้น โรคเรื้อนก็จะติดไปถึงอูฐ (ตัวที่ถ่ายปัสสาวะ)”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า “เป็นเพราะว่ามันติดมาจากทรายในครั้งก่อน”

รายงานจากท่านอะบีซะลามะฮฺ กล่าวว่า : ท่านได้ยินอะบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวหลังจากที่ได้พูดถึงฮะดีษของท่านนบี(ศ)ที่ว่า

“ท่านอย่าให้คนป่วยคลุกคลีกับคนที่มีสุขภาพดี”

ซึ่งท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้ปฏิเสธรายงานฮะดีษในครั้งแรกของท่าน

พวกเราจึงกล่าวว่า “ท่านเคยบอกเล่าไว้มิใช่หรือว่าให้ถือเรื่องการเกิดอาเพท ซึ่งได้สลายไปแล้วในเมืองฮับชะฮฺ”

อะบูซะลามะฮฺ กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นว่าเขา (อะบูฮุร็อยเราะฮฺ) จะลืมฮะดีษบทใดนอกเหนือจากนี้อีก” (198)

ตรงนี้ขอให้ท่านผู้มีความเข้าใจในเรื่องซุนนะฮฺของท่านนบนี(ศ) หรืออย่างน้อยในเรื่องที่ถูกอ้างถึงท่านศาสนทูต(ศ)พิจารณาดูเอาเอง ครั้งหนึ่งอะบูฮุร็อยเราะฮฺพูดว่า เขาไม่เคยรู้เรื่องฮะดีษที่หนึ่งของเขา เขากล่าวแต่เพียงว่าคนบอกเล่าผู้หนึ่งได้เล่าเขา แต่อีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาถูกติติงว่า การรายงานของเขาบกพร่อง เขาก็มิได้ให้คำตอบแก่คนเหล่านั้นแต่อย่างใด

ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่าผู้รายงานฮะดีษของอิสลามนี้จะกลายไปเป็นอย่างไรในทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ



ความขัดแย้งของท่านหญิงอาอิชะฮฺกับท่านอิบนุ อุมัร

ท่านอิบนุญะรีลได้รายงานว่า : ข้าพเจ้าได้ยินท่านอะฏอฮฺเล่าว่า : ท่านอุรวะฮฺ ซุบัยรฺได้บอกเล่าแก่ข้าพเจ้าว่า : ฉันและอิบนุอุมัรอยู่ตรงกับหน้าห้องของท่านหญิงอาอิชะฮฺ และเราได้ยินเสียงแปรงของนางกระทบกับฟัน อุรวะฮฺ บินซุบัยรฺ ได้กล่าวว่า :

ฉันได้พูดขึ้นว่า “โอ้อะบู อับดุรเราะฮฺมาน(อิบนุอุมัร) ท่านนบี(ศ)ได้ทำอุมเราะฮฺในเดือนเราะอฺญับกระนั้นหรือ”

เขาตอบว่า “ใช่แล้ว”

แล้วฉันก็ได้พูดกับท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “โอ้มารดาของเรา ท่านได้ยินเรื่องที่อะบู อับดุรเราะฮฺมานพูดหรือไม่ ?”

นางตอบว่า “เขาพูดว่าอย่างไร ?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เขาพูดว่าท่านนบี(ศ)ทำอุมเราะฮฺในเดือนเราะอฺญับ”

นางกล่าวว่า “ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)อภัยโทษแก่อะบู อับดุรเราะฮฺมานด้วยเถิด ขอสาบานด้วยอายุขัยของฉันว่า ท่านไม่เคยทำอุมเราะฮฺในเดือนเราะอฺญับเลย และเขาก็ไม่เคยทำอุมเราะฮฺใดๆสักครั้งหนึ่ง เว้นแต่จะต้องทำพร้อมกับท่านเสมอ”

ท่านอุรวะฮฺ บินซุบัยรฺ กล่าวว่า “ท่านอิบนุอุมัรฟังเฉยๆ คือเขาไม่ได้กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่” และมิได้กล่าวยอมรับว่า “ใช่” เขานิ่งเงียบไปเฉยๆ” (199)



ความขัดแย้งของท่านหญิงอาอีชะฮฺกับภรรยาทั้งหลายของท่านนบี(ศ)

รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า : ท่านซะฮฺละฮฺ บุตรสาวของ ซุฮัยล์ ซึ่งเป็นภรรยาของอะบูฮุซัยฟะฮฺ นางเป็นคนชาวตระกูลอามิร ได้มาหาท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

นางได้กล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เราถือว่าซาลิมนั้นเป็นบุตร และเขาก็เข้ามาเยี่ยมฉันเสมอ ในขณะที่ฉันอยู่ในสภาพที่เปิดเผย และเราก็ไม่มีบ้านหลายหลังจากเพียงหลังเดียวเท่านั้น ท่านมีความเห็นอย่างไร ในเรื่องของเขา”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวว่า “จงให้นมแก่เขาเถิด”

นางกล่าวว่า “ฉันจะให้นมแก่เขาได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นผู้ชายที่โตแล้ว มีหนวดเคราแล้วด้วย ?”

ท่านศาสนทูต(ศ) กล่าวว่า “เธอจงให้นมกับเขาเถิด”

แล้วความไม่พอใจในสีหน้าของอะบูฮุซัยฟะฮฺก็หายไป ท่านหญิงอาอีชะฮฺ มารดาของศรัทธาชนก็ได้ถือเอาเรื่องนี้ปฏิบัติกับคนที่นางชอบจะให้เข้ามาเยี่ยมบ้านของนางในบรรดาคนผู้ชาย แล้วนางก็ยังเคยสั่งให้อุมมุกุลซูมบุตรของอะบูบักรฺ อัศศิดดีก น้องสาวของนาง และสั่งหลายๆ ของนางว่า

“ให้ทำการให้นมแก่คนที่พวกนางชอบที่จะให้เข้าสู่บ้านเรือนของนางที่เป็นผู้ชาย”

แต่บรรดาภรรยาอื่นๆ ของท่านนบี(ศ) ในหมู่บรรดามารดาแห่งศรัทธาชนนั้นได้ปฏิเสธและไม่ยอมรับในการที่จะให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้ามาในบ้านเรือนของนางด้วยวิธีการให้นมอย่างนั้น

พวกนางกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เราไม่เคยเห็นว่าเรื่องที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)สั่งซะฮฺละฮฺ บุตรสาวของซุฮัยล์ ให้กระทำนั้นจะเป็นอื่นใด นอกจากว่าเป็นเพียงการอนุโลมจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ในเรื่องการให้นมแก่ซาลิมคนเดียวเท่านั้น หามิได้ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ จะไม่มีใครได้เข้ามาหาสู่กับพวกเราสักคนเดียว เพราะการให้นมในวิธีนี้กล่าวคือบรรดาภรรยาของท่านนบี(ศ)นั้นมีทัศนะอย่างนี้ในการให้นมคนที่มีอายุมากแล้ว”(200)

ผู้ที่ทำการวิเคราะห์ เมื่อได้อ่านถึงรายงานริวายัตประเภทนี้ สายตาของเขาจะไม่ยอมเชื่อ จะไม่ยอมรับ และจะปฏิเสธความจริงในสิ่งที่เขาได้แลเห็น และในเรื่องที่เขาได้อ่าน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือเรื่องที่ทำลายความสะอาดบริสุทธิ์ของท่านศาสนทูต(ศ)และเป็นเรื่องที่ทำให้ท่านกลายเป็นคนที่ถูกเยาะเย้ย ลบหลู่ในเกียรติยศ ในจริยธรรมอันสูงส่งของท่าน และยังเป็นการทำให้ศาสนาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)มีกฏเกณฑ์อันน่าขำเหมือนกับเรื่องราวของคนวิกลจริต

ผู้มีสติปัญญาย่อมไม่สามารถที่จะยอมรับได้ มันเป็นเรื่องของคนที่ไม่มีสติ ไม่มีความคิด ไม่มีความละอาย ไม่มีความสุภาพ และไม่มีอีหม่าน คนมุสลิมจะยอมรับฮะดีษที่น่ารังเกียจเหล่านี้ได้อย่างไร ว่าเป็นเรื่องที่มาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ผู้ซึ่งได้กำหนดให้เรื่องการหวงแหนภรรยาและความละอาย เป็นรากฐานหนึ่งของความศรัทธา

ผู้ศรัทธาใดจะยอมรับบ้างหรือว่าจะยอมให้ภรรยาของตนควักเต้านมของนางออกมาให้ชายหนุ่มดูด เพื่อจะได้เป็นบุตรบุญธรรมทางด้านการให้นมและหลังจากนั้นนางได้กลายเป็นแม่ของหนุ่มคนนั้น ???

มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ แท้จริงแล้ว มันเป็นการใส่ร้ายอย่างชัดแจ้ง อย่างใหญ่หลวง ข้าพเจ้าคิดไม่ออกว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ทรงห้ามและถือเป็นฮะรอมแก่เราที่สัมผัสมือสตรีที่เป็นบุคคลภายนอก แต่กลับยินยอมให้เราดูดนมของนางได้อย่างไร ข้าพเจ้าไม่เข้าใจความหมายของการกุเรื่องแบบนี้ขึ้นมาเป็นฮะดีษ แต่ปัญหามิได้หยุดแค่เพียงขอบเขตของฮะดีษ หากแต่ยังพัวพันต่อไปอีก และกลายเป็นว่ามันคือซุนนะฮฺหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตาม

กล่าวคือปรากฏว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ ได้ส่งผู้ชายที่นางชอบให้เข้าไปหานาง ไปหาอุมมุกุลซูม น้องสาวของท่านหญิงอาอิชะฮฺเอง แล้วให้พวกเขาดูดนมของนาง ท่านผู้อื่นไม่มีหน้าที่อย่างอื่นนอกจากจะต้องยอมรับว่าจำเป็นจะต้องมีการดูดนมจนอิ่มถึง 5 ครั้ง ท่านหญิงอาอิชะฮฺจึงยอมให้พวกเขาเข้ามาหาสู่กับนางได้

ได้มีรายงานฮะดีษจากท่านหญิงอาอิชะฮฺเองกล่าวว่า “ในข้อความที่ถูกประทานมาในอัล-กุรอานนั้นให้กำหนดการให้นมสิบครั้ง จึงเป็นที่ต้องห้าม ต่อจากนั้นได้มีการยกเลิกเป็นห้าครั้ง ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้วะฟาตไปในขณะที่พวกเราก็ยังคงอ่านอยู่อย่างนั้น” (201)