หลังจากนั้นแล้ว ท่านอิมามอะลี(อฺ) ก็ได้พูดกับมนุษย์เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยได้ให้หลักฐานยืนยันว่า ถ้าหากมนุษย์ถูกบังคับจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในพฤติกรรมต่างๆ ของเขาที่มีดังที่คนบางกลุ่มเข้าใจแล้ว แน่นอน เท่ากับว่า การส่งบรรดานบีมาและการประทานคัมภีร์ต่างๆ มาก็เพียงเป็นการเล่นตบตาและเป็นเรื่องเหลวไหลซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเป็นมหาบริสุทธิ์ ปลอดพ้นสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง เพราะการดำเนินงานของบรรดานบี(อฺ)ทั้งหมด และการประทานคัมภีร์มา ก็เพื่อปรับปรุงมนุษยชาติ และนำพวกเขาออกจากความมืดสู่แสงส่วางและมอบหมายหนทางบำบัดเยียวยาที่มีประโยชน์สำหรับโรคร้ายทางจิตใจ และอธิบายถึงแนวทางในการไปสู่วิถีชีวิตอันบรมสุข

พระองค์ตรัสว่า

“แท้จริง อัล-กุรอานชี้นำไปสู่หนทางที่เที่ยงตรง” (อัล-อิชรอฮฺ / 9)

ท่านอิมามอะลี(อฺ)ได้ลงท้ายคำอธิบายว่าความเชื่อในเรื่องการถูกกำหนดบังคับอย่างเด็ดขาด เป็นอันเดียวกับความเชื่อที่ว่างานสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างมันทั้งสองเป็นสิ่งไร้สาระ คือ การปฏิเสธ ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสัญญากับบรรดาผู้กล่าวอย่างนั้นด้วยไฟนรก

และเมื่อเราพิจารณาอย่างถ่องแท้กับคำกล่าวของชีอะอฺ ในเรื่อง”เกาะฎอ-เกาะดัร” เราจะพบว่าเป็นคำยืนยันที่มีเหตุผล และเป็นทัศนะที่เที่ยงธรรม ขณะเดียวกับในระหว่างที่มีพวกหนึ่งกล่าวว่า “หมายถึงการถูกกำหนดมาอย่างตายตัว(จากพระผู้เป็นเจ้า)” ก็ยังมีอีกพวกหนึ่งที่กล่าวว่า “หมายถึงการมอบอำนาจให้ทั้งหมด (คือพระองค์มอบอำนาจให้แก่มนุษย์ ซึ่งหลังจากนั้นมนุษย์จะกำหนดชะตาชีวิตของตนเองโดยไม่มีพระองค์มาเกี่ยวข้อง)”

บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)มาเพื่อสอนวิชาและความรู้ที่ถูกต้องและนำคนเหล่านั้นกลับไปหาสัจธรรม

พวกเขากล่าวว่า “ไม่ใช่ทั้งการบังคับอย่างเป็นกฎตายตัว และไม่ใช่ทั้งการมอบอำนาจให้โดยสิ้นเชิง หากแต่หมายถึงสภาพการณ์ที่อยู่ระหว่างสองอย่างนี้นั่นเอง”(186)

ท่านอิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อฺ) ได้ยกอุทาหรณ์เปรียบเทียบในเรื่องนี้อย่างเรียบง่ายที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ตามขีดสติปัญญาของพวกเขา คือท่านได้กล่าวกับคนที่ถามท่าน เมื่อถามว่า

“คำพูดของท่านที่ว่า มิใช่การถูกกำหนดอย่างบังคับ และมิใช่การมอบอำนาจให้อย่างสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างสองเรื่องนี้ มีความหมายอย่างไร ?”

ท่านอิมามศอดิก(อฺ) ตอบว่า “การเดินของท่านบนดินและการตกของท่านไม่เหมือนกัน”

ประโยคนี้หมายความว่า เราเดินบนดินด้วยการตัดสินใจของเรานั่นเอง แต่ถ้าเราตกลงบนดิน ก็หมายความว่าไม่ใช่ด้วยการตัดสินใจของเรา และในหมู่พวกเราจะมีใครบ้างอยากจะตกลงบนพื้นดิน จนเป็นเหตุให้อวัยวะบางส่วนแตกหัก จนต้องกลายเป็นคนพิการ

ดังนั้น “เกาะฎอ-เกาะดัร” จึงเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างสองเรื่องนี้ หมายความว่า ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่มาจากเราเอง และโดยการตัดสินใจของเรา และเรากระทำมันขึ้นโดยเจตนารมณ์ของเรา

อีกส่วนหนึ่ง อยู่นอกเหนือจากเจตนารมณ์ของเรา และเราต้องยอมจำนวนกับมัน และไม่สามารถจะผลักไสมัน ดังนั้น เราจะถูกสอบสวนเฉพาะที่เกี่ยวกับส่วนที่หนึ่ง แต่เราจะไม่ถูกสอบสวนในเรื่องที่เกี่ยวกับส่วนที่สอง

คนเราจึงอยู่ในสภาพการณ์อย่างนี้ และอยู่ท่ามกลางที่ตนสามารถตัดสินใจได้เอง ส่วนหนึ่งกับการอยู่ในเส้นทางเดินที่ถูกกำหนดมาแล้วส่วนหนึ่งในเวลาเดียวกัน

ก. ความมีอิสรเสรีในพฤติกรรม หมายถึง สิ่งที่ปรากฏออกมาจากเขาหลังจากที่มีการใช้ความคิด และพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว โดยได้ผ่านขั้นตอนของการตัดสินใจและการขับเคี่ยวระหว่างการก้าวไปข้างหน้ากับการถอยหลัง ผลที่สุดก็คือ เขาอาจจะกระทำ หรืออาจละเว้นก็ได้ และนี่คือเรื่องที่พระองค์ทรงมีโองการไว้ว่า

“และ (จงสนใจ) ชีวิต และที่ทำให้มันมีความสมดุลแก่มัน ดังนั้นพระองค์ทรงดลให้แก่มัน ทั้งความดื้อรั้น และความยำเกรงของมัน แน่นอนยิ่ง ผู้ชำระชีวิตจนสะอาด เขาย่อมได้รับชัยชนะ และผู้หมักหมมกับมัน เขาย่อมขาดทุน” (อัช-ชัมส์ / 6-10)

ดังนั้น การซักฟอกจิตใจให้สะอาด และการหมักหมม ทั้งสองประการนี้ คือ ผลิตผลของการตัดสินใจจากส่วนลึกของคนเราทุกคน

ข. เส้นทางเดินที่ถูกกำหนด ในทุกๆ สิ่งอันได้แก่ระบบของจักรวาล และการโคจรของมันอย่างยอมจำนนนั้น ขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทุกเสี้ยวส่วน ทุกองค์ประกอบ และทุกๆ อณูของมัน ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีสิทธิที่จะเลือกเพศของตน จะเป็นชาย จะเป็นหญิง ไม่มีสิทธิจะเลือกสีผิวของตน ไม่มีสิทธิจะเลือกบิดามารดา เพื่อจะได้อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของบิดา มารดาที่ร่ำรวย แทนที่จะอยู่กับบิดา มารดาที่ยากจน ไม่มีสิทธิที่จะเลือกขนาดความสูงต่ำของร่างกาย และลักษณะของเรือนร่าง

มันเป็นเรื่องที่จำนนอยู่กับอำนาจอันยิ่งใหญ่ (เช่นโรคทางกรรมพันธุ์เป็นต้น) และกับระบบธรรมชาติ อีกเป็นอันมาก ที่ให้คุณค่าแก่ตนและที่คุ้มครองป้องกันตนโดยปราศจากการรับภาระใดๆ กล่าวคือ จะนอนหลับเมื่ออ่อนเพลีย จะตื่นนอนเมื่อสบายตัว จะกินเมื่อหิว จะดื่มเมื่อกระหาย จะยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อดีใจ จะร้องไห้และหดหู่ใจเมื่อเศร้าหมอง และภายในร่างกายซึ่งทำหน้าที่ของมัน และผลิตฮอร์โมน บำรุง ผลิตอสุจิเพื่อการแปรสภาพ ในขณะเดียวกับที่ร่างกายของเขาได้อยู่ในตราชูอันสมดุลอย่างน่าพิศวง และตัวเขาเองกับสิ่งเหล่านี้ ไม่มีการรับรู้อะไรเลย ทั้งนี้เพราะเป็นเจตนารมณ์ของพระเจ้า ที่ขีดเส้นไว้แล้วในทุกๆ เสี้ยววินาทีของชีวิต ยิ่งกว่านั้น แม้จะตายไปแล้ว ในความหมายตรงนี้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“มนุษย์คิดหรือว่าเขาจะถูกทอดทิ้งอย่างไร้ความหมาย เขาเองก็เคยเพียงหยดหนึ่งจากอสุจิที่ถูกหลั่งออกมามิใช่หรือ ? หลังจากนั้น อสุจินั้น กลายเป็นก้อนเนื้อ แล้วทรงบันดาลและทรงจัดระบบการกำเนิดอย่างสมบูรณ์ จากนั้น ทรงบันดาลมาจากนั้น คู่ทั้งสอง คือ ชายและหญิง พระองค์ผู้ทรงอานุภาพบันดาลสิ่งนั้น จะไม่ทรงอานุภาพที่จะประทานแก่คนตายให้มีชีวิตขึ้นอีกกระนั้นหรือ ?” (อัล-กิยามะฮฺ / 36-40)

ใช่แล้ว มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ด้วยการสรรเสริญพระองค์ พระผู้อภิบาลของเรา ทรงสูงสุดยิ่ง พระองค์ทรงสร้าง แล้วทรงจัดให้สมดุล พระองค์ทรงกำหนด แล้วทรงนำทาง พระองค์ทรงบันดาลให้ตาย หลังจากนั้นทรงให้มีชีวิต พระองค์ทรงมีความจำเริญ และพระองค์ทรงสูงส่งยิ่ง ดังนั้น พระองค์ทรงแผ่พลังอย่างไพศาล และความหลงทางอย่างไกลลิบย่อมตกแก่ผู้ที่ขัดแย้งพระองค์ และเขาไม่อาจจำกัดสิทธิ์ที่แท้จริงแห่งการกำหนดพระองค์ได้เลย

เราจะขอสรุปการอธิบายเรื่องนี้โดยถ้อยคำพูดของท่านอิมามอะลี บินมูซา(อฺ) นั่นคืออิมามที่ 8 แห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ซึ่งวิชาการของท่านเป็นที่เลื่องลืออย่างยิ่งในสมัยของมะอฺมูน ขณะที่ท่านมีอายุได้ 14 ปี จนกระทั่งท่านได้เป็นคนมีความรู้มากที่สุดในยุคนั้น(187) มีชายคนหนึ่งถามท่านเกี่ยวกับความหมายของคำพูดของท่านอิมามศอดิก(อฺ) ปู่ของท่านที่ว่า

“มิใช่การถูกกำหนดอย่างถูกบังคับ และมิใช่การมอบอำนาจ ให้อย่างสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างกลางสองเรื่องนั้น”

ท่านอิมามริฎอ(อฺ) ตอบว่า “ใครที่อ้างว่าอัลลอฮฺ ทรงกระทำพฤติกรรมของเราโดยพระองค์เอง หลังจากนั้น พระองค์ก็ลงโทษเราเพราะการกระทำนั้น เท่ากับพูดว่า “ถูกกำหนด อย่างถูกบังคับ” และใครที่อ้างว่า อัลลอฮฺทรงมอบอำนาจอย่างสิ้นเชิงในกิจการ สรรพสิ่ง และริซกีแก่บรรดาข้อพิสูจน์ของพระองค์(หมายถึงบรรดาอิมาม)เท่ากับพูดว่าเป็น “การมอบอำนาจให้อย่างสิ้นเชิง” คนที่ยืนยันว่า “เป็นการถูกกำหนดอย่างถูกบังคับ” ย่อมเป็นกาฟิร ส่วนคนที่ยืนยันว่า “เป็นการมอบอำนาจให้อย่างสิ้นเชิง” ย่อมเป็นมุชริก

สำหรับความหมายของคำว่า “เป็นเรื่องหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างกลางเรื่องทั้งสอง” นั้นหมายความว่า “ยังมีวิถีทางหนึ่งอันนำไปสู่การปฏิบัติตามพระบัญชาของอัลอฮฺ และละเว้นสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม หมายความว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานความสามารถแก่เขาในการกระทำความชั่วและละเว้นเช่นเดียวกับที่ทรงให้ความสามารถแก่เขาในการกระทำความดีและละเว้นพระองค์ทรงบัญชาอันนี้แก่เขา และห้ามเขาจากอันนั้น”

นี่คือ คำอธิบายอันแหลมคมที่ให้ความเข้าใจได้อย่างเพียงพอสำหรับระดับสติปัญญา และสามารถเข้าใจได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนมีวิชาการหรือไม่ใช่นักวิชาการก็ตาม

เป็นจริงตามที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวไว้โดยท่านได้กล่าวถึงสิทธิของพวกเขาว่า

“พวกท่านอย่าได้กระทำการล้ำหน้าพวกเขา เพราะจะทำให้พวกท่านเสียหาย และอย่าล้าหลังพวกเขา เพราะจะทำให้พวกท่านเสียหาย และพวกท่านจงอย่าสอนสั่งพวกเขา เพราะพวกเขารู้ดีกว่าพวกท่าน” (188)

**ความเกี่ยวพันระหว่าง “ค่อลีฟะฮฺ” กับความนัยของ “เกาะฎอ-เกาะดัร” ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น ถึงแม้จะมีความเชื่อเรื่อง “เกาะฎอ-เกาะดัร” ในแง่ของการเป็นกฎตายตัว และเชื่อว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงขีดเส้นทางเดินสำหรับปวงบ่าวของพระองค์ในเชิงพฤติกรรมของเขา และพวกเขาไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใจเลือกเองได้เลยก็ตาม

แต่ทว่า ในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ พวกเขากลับพูดว่า

“ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ตายไปโดยปล่อยให้กิจการนี้เป็นหน้าที่การชูรอระหว่างประชาชนกันเอง เพื่อพวกเขาจะได้เลือกกันเพื่อตัวของพวกเขาเอง”

พวกชีอะฮฺ กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ถึงแม้ว่าความเชื่อของพวกเขามีอยู่ว่า มนุษย์นั้น มีอิสระในการประพฤติของตนเองทุกประการ และถือว่าบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น กระทำได้ตามที่พวกเขาต้องการ นอกเสียจากว่าในกิจการเรื่องค่อลีฟะฮฺ

พวกเขากล่าวว่า “พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการคัดเลือก”

ดูเหมือนว่า ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นจากสองฝ่ายทั้งซุนนะฮฺและชีอะฮฺนับจากเริ่มต้นกันเลยทีเดียว แต่ความจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่

ฝ่ายซุนนะฮฺนั้น เมื่อพวกเขากล่าวว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นผู้กำหนดเส้นทางเดินแก่ปวงบ่าวของพระองค์ในแง่พฤติกรรมของพวกเขา พวกเขาต่างพากันขัดแย้งกับความจริงอันนั้น ทั้งๆตามทัศนะของพวกเขานั้นถือว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) คือผู้ทรงคัดเลือกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แต่พระองค์ก็ทรงละทิ้งให้พวกเขาเลือกกันไปตามความรู้สึก เพราะว่า ผู้ที่เลือกอะบูบักรฺ ในวันแห่งซะกีฟะฮฺนั้นคือท่านอุมัร ต่อมาก็เป็นศ่อฮาบะฮฺบางท่าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเป็นผู้ล่วงละเมิดต่อกิจการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่ทรงกำหนดให้พวกเขาเป็นสื่อกลางตาม เหตุผลอันนี้ที่อ้างขึ้น หาไม่แล้ว ต้องไม่เป็นอย่างนั้น

ส่วนพวกชีอะฮฺ เมื่อพวกเขากล่าวว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้สิทธิในการตัดสินใจแก่ปวงบ่าวของพระองค์ในแง่พฤติกรรมของพวกเขา ก็ไม่มีใครขัดแย้งต่อคำยืนยันของพวกเขาที่ว่า : ค่อลีฟะฮฺ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เองเพียงองค์เดียว

“พระผู้อภิบาลของเจ้าทรงสร้าง และทรงคัดเลือกตามที่ทรงประสงค์”

พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะเลือก เพราะตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ก็เหมือนกับตำแหน่งนบี คือมันมิใช่งานการของปวงบ่าว และมิได้อยู่ในอำนาจของพวกเขา ดังเช่นที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกศาสนทูตของพระองค์(ศ)มาจากหมู่มวลมนุษยชาติก็เป็นเช่นเดียวกันกับค่อลีฟะฮฺของศาสนทูต(ศ) สำหรับมนุษย์มีสิทธิที่จะปฏิบัติตามอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และมีสิทธิที่จะละเมิดคำสั่งของพระองค์ดังเช่นที่เคยปรากฏมาแล้ว ในวิถีชีวิตของบรรดานบีในยุคก่อนๆ มา

ดังนั้น มนุษย์จึงมีเสรีภาพแม้กระทั่งในเรื่องที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเลือกไปแล้ว สำหรับผู้ศรัทธาที่มีคุณธรรม ก็จะยอมรับในสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือก ส่วนผู้ปฏิเสธต่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ก็จะผลักไสสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเลือกให้แก่เขา และขัดขืนต่อพระองค์

พระองค์ทรงมีโองการว่า

“แล้วผู้ใดประพฤติตามสิ่งชี้นำของข้า แน่นอนเขาจะไม่หลงผิด และเขาจะไม่ลำเค็ญ ส่วนผู้ใดหันเห ออกจากคำเตือนของข้า แน่นอน เขาจะต้องพบกับการดำรงชีพอันคับแค้น และเราจะรวบรวมเขา ในวันฟื้นคืนชีพ ในสภาพตาบอด เขา(ผู้หันเห)กล่าวว่า : โอ้องค์อภิบาล เพราะเหตุใดพระองค์จึงต้องรวบรวมข้าพเจ้าในสภาพตาบอด ทั้งๆ ที่แต่เดิมข้าพเจ้าตาดี พระองค์ตรัสว่า “เช่นนั้น” (เพราะ) เมื่อโองการต่างๆ ของเราได้มาสู่เจ้า เจ้าก็ลืมเลือนโองการเหล่านั้น และเช่นนั้นในวันนี้ เจ้าจึงถูกลืมด้วย” (ฏอฮา / 123-125)

หลังจากนั้น จงพิจารณาดูตามทฤษฎีของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺในปัญหานี้เองเถิด ท่านไม่อาจกล่าวตำหนิใครได้เลยสักคน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังเกิดขึ้นโดยสาเหตุของเรื่องค่อลีฟะฮฺ และหยาดเลือดทุกๆ หยด ที่ได้หลั่งไป ชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไป ทั้งหมดนั้นล้วนมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

พวกเขาคนหนึ่งกล่าวกับข้าพเจ้าอย่างมีความรู้ว่า

“ถ้าพระผู้อภิบาลของท่านประสงค์แล้ว พวกเขาจะทำอะไรมันไม่ได้”

แต่สำหรับทฤษฎีของฝ่ายชีอะฮฺถือว่า ทุกคนที่เป็นตัวต้นเหตุของความผิดพลาดจะต้องแบกความรับผิดชอบ และทุกคนที่ละเมิดคำสั่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และทุกคนล้วนขึ้นอยู่กับภารกิจที่เขากระทำไว้ และจะต้องรับภาระของคนที่ปฏิบัติตามการอุตริของเขา จนถึงวันกิยามัต ทุกๆท่านล้วนเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่อยู่ในความดูแลของตนเอง

พระองค์ทรงมีโองการว่า

“และพวกเจ้าจงหยุดพวกเขาไว้ แท้จริงพวกเขาเป็นผู้ถูกสอบสวน” (อัศ-ศอฟาต / 24)



ข้อขัดแย้งในเรื่องสิ่งที่ท่านศาสนทูต(ศ)ละทิ้งไว้

ในบทก่อนเราได้ทราบมาแล้ว ตลอดคำอธิบายจากบทนำในทัศนะของชีอะฮฺ และอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ และสิ่งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กระทำไว้เบื้องหน้าของประชาชาติตามคำอธิบายของทั้งสองฝ่าย

มีหรือไม่ สิ่งที่ท่านศาสนทูต(ศ)ละทิ้งไว้ให้ประชาชาติของท่านยึดถือและย้อนกลับไปยังสิ่งนั้นๆ ในยามที่เกิดความขัดแย้งที่จำเป็นจะต้องมีหลักเกณฑ์อันนั้นเป็นข้อยุติ และที่คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้กล่าวไว้ว่า

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามศาสนทูต และผู้ทรงสิทธิในกิจการงานของพวกสูเจ้า ครั้นหากพวกสูเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องใดๆ ก็จงย้อนกลับไปหาอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ ถ้าหากพวกสูเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันปรโลก อันนี้ดีที่สุดและเป็นการให้ความหมายที่ดีงาม” (อัน-นิซาอฺ / 56)

ใช่แล้ว จำเป็นสำหรับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ที่จะต้องละทิ้งหลักการใดๆ ไว้เพื่อให้ประชาชาติได้ยึดถือ เพราะอันที่จริงท่านถูกแต่งตั้งให้เป็นเราะฮฺมะฮฺสำหรับสากลโลก และท่านปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้ประชาชาติของท่านเป็นประชาชาติที่ดีที่สุด และอย่าได้ขัดแย้งกันภายหลังจากท่าน ด้วยเหตุนี้ บรรดาสาวกและนักฮะดีษรายงานว่า

ท่าน(ศ)ได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการ ตราบใดที่พวกท่านยึดถือกับสองสิ่งนี้ ก็จะไม่หลงผิดภายหลังจากข้าพเจ้าอย่างเด็ดขาด นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และอะฮฺลุลบัยตฺของข้าพเจ้า และสองสิ่งนี้จะไม่แยกจากกัน จนกระทั่งได้คืนกลับสู่ข้าพเจ้า ณ อัล-เฮาฏ์ ดังนั้น จงพิจารณาดูเถิด พวกท่านขัดแย้งกับฉันในสองสิ่งนี้อย่างไร”(189)

นี่คือฮะดีษค่อฮีฮฺ ที่แน่นอน รายงานโดยนักฮะดีษของทั้งสองฝ่าย ซุนนีและชีอะฮฺ พวกเขารายงานไว้ในตำรามุซนัดทั้งหลายของพวกเขา และในตำราศ่อฮีฮฺของพวกเขา จากสายรายงานมากกว่าจำนวนสามสิบคนในหมู่ศ่อฮาบะฮฺ

โดยเหตุที่ว่าข้าพเจ้า ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่จะไม่อ้างหลักฐานจากตำราทั้งหลายของฝ่ายชีอะฮฺ และไม่นำคำพูดของนักปราชญ์ชีอะฮฺมาอ้างจึงถือเป็นความจำเป็นสำหรับข้าพเจ้าที่จะกล่าวถึงเฉพาะแต่นักปราชญ์สายซุนนีเท่านั้น ซึ่งนำฮะดีษนี้มารายงาน ในฐานะที่ยอมรับถึงความถูกต้อง เพื่อที่จะให้คำอธิบายในหัวข้อนี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมอยู่เสมอ (ถ้าจะให้เป็นธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องอ้างหลักฐานจากฝ่ายชีอะฮฺด้วย) และเหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่สรุปมาอย่างสังเขปจากผู้รายงานฮะดีษนี้จากนักปราชญ์ซุนนะฮฺ

1. ศ่อฮีฮฺมุสลิม กิตาบ ฟะฎออิล อะลี บินอะบีฏอลิบ เล่ม 7 หน้า 122

2. ศ่อฮีฮฺติรมีซี เล่ม 5 หน้า 328

3. อิมาม อัน-นะซาอี ในเคาะศออิศ หน้า 21

4. อิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล เล่ม 3 หน้า 17

5. มุซตัดร็อก ฮากิม เล่ม 3 หน้า 109

6. กันซุล-อุมมาล เล่ม 1 หน้า 154

7. อัฏ-เฏาะบากอต อัล-กุบรอ ของอิบนุซะอัด เล่ม 2 หน้า 194

8. ญามิอุล-อุศูล ของอิบนิ อัล-อะซีซ เล่ม 1 หน้า 187

9. ญามิอุล-ศ่อฆีร ของซะยูฏี เล่ม 1 หน้า 353

10. มัจมุอุซซะวาอิด ของฮัยษุมี เล่ม 9 หน้า 163

11. อัล-ฟัตฮุล-กะบีร ของนับฮานี เล่ม 1 หน้า 451

12. อะซะดุล-ฆอบะฮฺ ฟี มะอฺริฟะติศ-ศ่อฮาบะฮฺ ของอิบนิ อัล-อะซีซ เล่ม 2หน้า 12

13. ตารีค อิบนุ อะซากิร เล่ม 5 หน้า 436

14. ตัฟซีร อิบนุ กะษีร เล่ม 4 หน้า 113

15. อัต-ตาญุล-ญามิอฺ ลิล-อุศูล เล่ม 3 หน้า 308

รวมทั้งท่านอิบนุฮะญัร ซึ่งได้กล่าวถึงฮะดีษนี้ในหนังสือ “ศ่อวาอิก” ของท่าน โดยยอมรับว่าเป็นฮะดีษศ่อฮีฮฺ และท่านซะฮะบี ในหนังสือ “ตัลคีศ” ก็ยอมรับว่า ฮะดีษนี้ศ่อฮีฮฺตามเงื่อนไขของบุคอรี-มุสลิม ท่านเคาะวาริซมี อัล-ฮะนะฟี อิบนุ อัล-มะฆอซะลี อัช-ชาฟิอี ท่านฏ็อบรอนีในหนังสือ “อัล-มัอฺญัม” และเช่นเดียวกับเจ้าของหนังสือ “ซีเราะตุน-นุบูวะฮฺ” ในภาคผนวก “ซีเราะฮฺอัล-ฮะละบียะฮฺ” และเจ้าของหนังสือ “ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ” และอื่นๆ

หลังจากนี้แล้วจะมีใครอ้างได้อีกหรือว่า “ฮะดีษอัษ-ษะเกาะลัยน์”(กิตาบุลลอฮฺ และเชื้อสายของฉัน) พวกอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ไม่รู้จัก หากแต่เป็นเพียงฮะดีษที่อุปโลกน์ขึ้นมาโดยชีอะฮฺเท่านั้น ? อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสาปแช่งพวกลำเอียงด้วยอคติ และด้านทางสติปัญญา และเร่าร้อนอย่างพวกญาฮิลียะฮฺ

เราขอละเว้นการกล่าวถึงคนเหล่านั้น เพื่อการวิเคราะห์ของเราจะได้สัมพันธ์กับบรรดาผู้มีเสรีภาพที่วิเคราะห์ในสัจธรรม เพื่อขึ้นตรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) บางทีพระองค์อาจทรงชี้นำหนทางอันถูกต้องแก่พวกเขาได้

ดังนั้น ฮะดีษ อัษ-ษะเกาะลัยน์ที่ท่านนบี(ศ)ได้สั่งเสียไว้ว่า ให้ยึดถือคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเชื่อสายอันบริสุทธิ์ของท่าน เป็นฮะดีษศ่อฮีฮฺ ตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ดังที่เราได้กล่าวผ่านไปแล้ว และตามทัศนะของชีอะฮฺนั้น ถือเป็นฮะดีษที่มีสายงานมุตะวาติร ตรงกันหลายสาย และหลายผู้รายงาน จากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ แล้วทำไมที่บางคนยังตั้งข้อสงสัยในฮะดีษนี้ โดยพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเปลี่ยนฮะดีษนี้ไปเป็น “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และซุนนะฮฺของฉัน”

และถึงแม้ว่าเจ้าของหนังสือ “มิฟตาฮุ กุนูซุส-ซุนนะฮฺ” จะรายงานไว้ในหน้า 478 หัวข้อเรื่อง “คำสั่งเสียของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในเรื่องคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของศาสนทูต(ศ)” โดยอ้างจากอัล-บุคอรี มุสลิม ติรมีซี และอิบนุมาญะฮฺ อย่างไรก็ดีถ้าท่านศึกษาในหนังสือเหล่านี้ทั้งสี่เล่มดังกล่าว ท่านจะไม่พบการชี้แนะไปยังฮะดีษนี้เลยไม่ว่าจะใกล้หรือจะไกลก็ตาม แต่ในหนังสือบุคอรีได้มีหัวข้อเรื่อง “การให้ยึดถือคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺ”(190) แต่ทว่าท่านจะไม่พบว่าจะมีฮะดีษนี้อยู่ในหนังสือเลย

อย่างมากที่สุด เท่าที่เราพบในศ่อฮีฮฺบุคอรี และในหนังสือดังกล่าวว่า ฏ็อลฮะฮฺ บินมุศร็อฟ ได้กล่าวว่า :ข้าพเจ้าได้ถามท่านอับดุลเลาะฮฺ บินอะบีเอาฟา(รอฎิยัลลอฮฺ) ว่า

“ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้สั่งเสียไว้บ้างหรือ ?”

ท่านตอบว่า “ไม่มี”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เป็นไปได้อย่างไร ถูกกำหนดคนทั้งหลายให้มีการสั่งเสีย หรือคนทั้งหลายถูกสั่งบัญชาให้มีการสั่งเสีย ?”

ท่านกล่าวว่า “ท่านสั่งเสียโดยคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)”(191)

จึงไม่ปรากฏว่าจะมีฮะดีษของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่กล่าวว่า

“ฉันได้ละทิ้งสิ่งทำคัญสองประการในหมู่พวกท่าน คือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และซุนนะฮฺของฉัน”

ถึงแม้จะสมมุติว่ามีในตำราบางเล่ม แต่ก็ไม่ถือเป็นหลักเพราะอิจมาอฺ(ความเชื่อถือโดยส่วนรวมของบรรดานักปราชญ์) มีความขัดแย้งกัน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

หลังจากนั้น ถ้าหากเราได้ศึกษาฮะดีษที่ว่า “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และซุนนะฮฺของฉัน” เราก็จะพบว่า ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งในด้านการรายงานและในด้านสติปัญญา และเรามีบางประเด็นที่สามารถคัดค้านได้ดังนี้

1. นักประวัติศาสตร์ และนักฮะดีษต่างมีความเชื่อถือตรงกันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ห้ามการบันทึกคำพูดของท่าน และมิได้มอบหมายให้คนใดทำหน้าที่บันทึกซุนนะฮฺนบี(ศ)ในสมัยที่ท่านนบี(ศ)มีชีวิตอยู่ ดังนั้น คำพูดของท่านศาสนทูต(ศ)ที่ว่า

“ฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของฉัน”

จึงไม่สอดคล้องในส่วนของคัมภีร์ที่ถูกวะฮฺยูลงมา และถูกจดจำไว้ในใจของคนทั้งหลายที่ศ่อฮาบะฮฺคนใดก็สามารถจะย้อนกลับไปหาคัมภีร์ได้ ถึงแม้จะไม่จดจำก็ตาม

แต่ในส่วนของซุนนะฮฺท่านนบี(ศ)นั้น ไม่ได้เป็นหนังสือที่ถูกบันทึกไว้แต่อย่างใด คือไม่เป็นตำรา หรือเป็นหนังสือที่ถูกรวบรวมไว้ในสมัยของท่านนบี(ศ) ดังนั้น ซุนนะฮฺนบี(ศ)ซึ่งเป็นที่รู้กัน และเชื่อถือตรงกันก็คือ ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ท่านศาสนทูต(ศ)ได้พูดไว้ ได้กระทำไว้ หรือได้แสดงออกไว้ และเป็นที่รู้กันอีกเช่นกันว่า ท่านศาสนทูต(ศ)ไม่เคยจัดประชุมศ่อฮาบะฮฺของท่านเพื่อสอนซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) แต่ท่านจะพูดในทุกๆโอกาส และบางทีก็จะมีพวกเขาบางคนมาหา และมักจะไม่มีใครอยู่พร้อมกับท่าน นอกจากศ่อฮาบะฮฺของท่านคนเดียว แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรสำหรับท่านศาสนทูต(ศ)ในสภาพการณ์เช่นนั้นที่จะกล่าวกับพวกเขาว่า

“ฉันได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งซุนนะฮฺของฉัน” ??