ส่วนความเชื่อถือของชีอะฮฺนั้นยังคงความยิ่งใหญ่ และมั่นคง ด้วยการยืนยันว่า ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ คือรากฐานหนึ่งของศาสนา เพราะสภาพสังคมและวิถีการดำเนินชีวิตของปัจเจกชนจะดำเนินอยู่ในวิถีทางที่เที่ยงธรรมได้ ก็เพราะสิ่งนี้

คำยืนยันของพวกเขาที่ว่าตำแหน่งนี้ ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกของอัลลอฮฺ นับเป็นคำยืนยันที่มีเหตุมีผล เป็นที่ยอมรับของสติปัญญา และส่วนลึกในจิตใจ และยังมีการสนับสนุนโดยข้อบัญญัติจากอัล-กุรอานและซุนนะฮฺ ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้คิดคล้อยตามแรงปรารถนาทะยานอยาก โดยผู้ก่อความเสียหายและทำลายพันธสัญญา และโดยพวกมุนาฟิก ตลอดทั้งผู้แสวงหาอำนาจเผด็จการทั้งหลาย

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“พวกหนึ่งนั้นจะอยู่กับทางนำ และพวกหนึ่งความหลงผิดจะตกแก่พวกเขา แท้จริงพวกเขาถือเอามารร้ายเป็นพันธมิตรนอกเหนือจากอัลลอฮฺ และพวกเขาคิดว่า แท้จริงพวกตนเป็นผู้รับทางนำแล้ว” (อัล-อะรอฟ / 30)



กฎลิขิตและการกำหนดสภาวะ(เกาะฎอ-เกาะดัร)

ความเชื่อของพวกซุนนะฮฺในเรื่องเกาะฎอ-เกาะดัร

เรื่องกฎลิขิตและการกำหนดสภาวะ(เกาะฎอ-เกาะดัร)เป็นเรื่องหนึ่งที่ยังความสับสนปั่นป่วนตลอดชีวิตของข้าพเจ้าที่ผ่านมาในอดีต เพราะยังไม่พบคำอธิบายที่ลึกซึ้งและยังไม่เพียงพอแก่การยอมรับตามความคิดของข้าพเจ้า และยังไม่เกิดความยอมรับในจิตใจของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้ายังคงกระวนกระวายใจในขณะที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนอะฮฺลิซซุนนะฮฺว่ามนุษย์เรานั้น มีเส้นทางหนึ่งอยู่แล้ว สำหรับพฤติกรรมของตนเอง(ทุกคนจะดำเนินไปตามเส้นทางที่ถูกสร้างมาให้กับเขา) และเชื่อว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ส่งมะลาอิกะฮฺสององค์ไปยังทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา โดยจะบันทึกเรื่องวาระสุดท้ายของเขา ริซกีของเขาและการงานของเขาไว้อย่างเสร็จสรรพ ไม่ว่าจะเป็นคนเลวหรือคนดี(175)

ข้าพเจ้ามีความรู้สึกขัดแย้งอยู่เสมอระหว่างความเชื่อเหล่านี้กับสติปัญญาและส่วนลึกภายในจิตใจของข้าพเจ้าที่เป็นไปในเรื่องความยุติธรรมของอัลลอฮฺ และความไม่อยุติธรรมของพระองค์ต่อสรรพสิ่งทั้งมวลของพระองค์(มัคลูก)ที่ทรงสร้างมา เป็นได้อย่างไรที่พระองค์ทรงบังคับให้พวกเขามีพฤติกรรมหนึ่ง แล้วพระองค์มิได้สอบสวนพวกเขาในเรื่องนั้น และจะทรงลงโทษพวกเขาโดยสิ่งที่พระองค์ทรงบันทึกไว้ในวิถีชีวิตของพวกเขา และกำหนดให้พวกเขาเป็นอย่างนั้น

ข้าพเจ้าเองก็เหมือนกับคนหนุ่มชาวมุสลิมทั้งหลาย ที่ดำเนินชีวิตอยู่กับความเชื่ออันบกพร่องทางความคิดอันนั้น โดยที่ข้าพเจ้าเชื่อว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) คือผู้ทรงมีอำนาจเด็ดขาด ซึ่งพระองค์จะไม่ถูกสอบสวนในสิ่งที่ทรงกระทำ แต่พวกเขาเองต่างหากที่จะถูกสอบถาม(176) พระองค์คือผู้ทรงกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์(177) แน่นอนพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ และกำหนดให้ส่วนหนึ่งในหมู่พวกเขาเข้าสวรรค์ และให้อีกส่วนหนึ่งลงนรก

ต่อจากนั้นก็เชื่อว่าพระองค์คือ อัร-เราะฮฺมาน ฮิรเราะฮีม ผู้มีความเมตตาต่อปวงบ่าวของพระองค์ไม่มีความอธรรมแม้เพียงอณูเดียว(178)

“และพระผู้อภิบาลของเจ้าไม่มีความอธรรมใดๆต่อปวงบ่าว” (ฟุศศิลัต / 46)

“แท้จริงอัลลอฮฺมิทรงอธรรมต่อมนุษย์สักสิ่งเดียว แต่มนุษย์เองที่อธรรมต่อตัวของพวกเขา” (ยูนุซ / 44)

หลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงให้พวกเขามีความรัก มีความเป็นห่วงต่อสตรี เพื่อบุตรของนาง ดังที่มีบอกอยู่ในฮะดีษ(179) ยังมีอีกมากมายที่ความบกพร่องเหล่านี้ปรากฏให้เห็นในความเข้าใจของข้าพเจ้าที่มีต่อโองการต่างๆ ของอัล-กุรอาน ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเข้าใจว่า มนุษย์นั้นโดยตัวเขาเอง จะมีทางนำอันชัดแจ้ง เขาคือผู้รับผิดชอบคนเดียวจากการงานของเขา

“ดังนั้นผู้ใดที่กระทำความดี แม้เพียงธุลีหนึ่งเขาก็จะได้เห็นและผู้ใดที่กระทำความชั่วเพียงธุลีหนึ่ง เขาก็จะได้เห็น” (อัซ-ซัลซะละฮฺ / 7-8)

บางครั้งก็เข้าใจว่ามีเส้นลิขิตหนึ่งอยู่แล้ว และสำหรับมันจะไม่มีการแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น และไม่มีพลังใดๆ อีก จะไม่มีคามสามารถควบคุมสิ่งมีประโยชน์ใดๆ เพื่อตัวเอง และสิ่งที่เป็นอันตรายใดๆ และไม่มีริซกีใดๆ

“และพวกสูเจ้าจะมิได้ประสงค์สิ่งใด นอกจาก(สิ่งนั้น)อัลลอฮฺทรงประสงค์” (อัล-อินซาน / 30)

“ดังนั้น แท้จริงอัลลอฮฺทรงให้หลงผิดต่อผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์” (ฟาฏิร / 8)

ใช่แล้ว ไม่ได้เพียงข้าพเจ้าคนเดียว แต่มวลมุสลิมส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตอยู่กับความบกพร่องทางความคิดอันนี้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เราจะพบว่า บรรดาอาวุโสและนักปราชญ์ส่วนใหญ่ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเรื่องเกาะฎอเกาะดัร พวกเขาจะไม่มีคำตอบที่ควรแก่การยอมรับแม้ตัวของเขาเอง ก่อนที่จะทำให้คนอื่นๆ เกิดการยอมรับ

พวกเขากล่าวว่า “นี่คือเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปศึกษา”

บางคนห้ามมิให้ศึกษาในเรื่องนี้ไปเลย โดยกล่าวว่า

“จำเป็นสำหรับมุสลิมที่จะต้องเชื่อถือในเรื่องเกาะฎอเกาะดัร ทั้งในด้านความดีและความชั่ว และให้ถือว่า สิ่งเหล่านี้มาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)”

หากมีคนแข็งข้อถามพวกเขาว่า

“เป็นไปได้อย่างไรว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดให้บ่าวของพระองค์ประพฤติกรรมชั่ว ต่อจากนั้นแล้ว พระองค์ก็นำเขาเข้าสู่นรกญะฮันนัม?”

ผู้อาวุโสเหล่านั้นก็จะตั้งข้อกล่าวหาทันทีว่าเป็นกาฟิร เป็นพวกนอกศาสนา และอื่นๆ อีกสารพัดที่เป็นข้อหา ดังนั้น สติปัญญาจึงดับด้านความศรัทธาก็จะกลายเป็นว่า เรื่องแต่งงานก็ถูกกำหนดไว้แล้ว การหย่าก็ถูกกำหนดไว้แล้ว แม้กระทั่งการทำซินา ก็คือสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว โดยพวกเขาจะกล่าวว่า

“ได้ถูกบันทึกไว้แล้วสำหรับอวัยวะเพศของคนทุกคนเกี่ยวกับชื่อคู่ครองของตน และเช่นเดียวกันกับเรื่องการดื่มสุรา การฆ่าชีวิตคน แม้กระทั่งการกิน การดื่ม เพราะท่านจะไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่ม นอกจากตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดไว้ให้ท่าน”

ข้าพเจ้าเคยพูดกับนักปราชญ์ของเราบางท่านหลังจากที่เขาเสนอปัญหาต่างๆ เหล่านี้ทุกประการแล้วว่า

“แท้จริงอัล-กุรอาน ปฎิเสธการแอบอ้างอย่างนี้ และเป็นไปไม่ได้สำหรับฮะดีษที่จะมาหักล้างอัล-กุรอาน พระองค์ทรงมีโองการในเรื่องการแต่งงานว่า

“และจงแต่งงานกับสตรีที่ดีสำหรับสูเจ้า” (อัน-นิซาอ์ / 3)

อันนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความมีเสรีภาพในการเลือก ส่วนในเรื่องการหย่า ทรงมีโองการว่

า “การเฏาะลากนั้น มีสองครั้ง กล่าวคือให้ครองเรือนอย่างมีคุณธรรม หรือไม่ก็ให้หย่าร้างแต่โดยดี” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 229)

นี่ก็เช่นกันสำหรับการให้อิสระในการเลือกในเรื่องการทำซินา พระองค์ตรัสว่า

“และจงอย่าเข้าใกล้การซินา แท้จริงมันคือความชั่วและเป็นวิถีทางที่เลวยิ่ง” (อัล-อิซรออฺ / 32)

นี่ก็อีกเช่นกัน ที่เป็นหลักฐานในเรื่องการให้เลือกโดยอิสระ ในเรื่องสุราตรัสว่า

“แท้จริงชัยฏอนประสงค์จะก่อความเป็นศัตรูและความเกลียดชังระหว่างพวกสูเจ้าในเรื่องสุราและการพนัน และขัดขวางพวกสูเจ้าออกจากการรำลึกอัลลอฮฺ และออกจากการนมาซ ดังนั้น พวกสูเจ้าเป็นผู้หยุดยั้งแล้วหรือ” (อัล-มาอิดะฮฺ / 91)

นี่ก็คือสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม หมายความว่า ให้ทางเลือกนั่นเองส่วนการฆ่าชีวิตคน พระองค์ตรัสว่า

“และจงอย่าสังหารชีวิตซึ่งอัลลอฮฺทรงหวงห้าม นอกจากเป็นความชอบธรรม” (อัล-อันอาม / 151)

พระองค์ตรัสอีกว่า

“และผู้ใดที่สังหารผู้ศรัทธาโดยเจตนา ก็จะได้รับผลตอบแทนคือ ญะฮันนัม จะอยู่ตลอดกาลในนั้น และอัลลอฮฺจะทรงพิโรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และทรงกำหนดไว้สำหรับเขาคือการลงโทษอย่าสาหัส” (อัน-นิซาอ์ / 93)

นี่ก็อีกเช่นกัน ที่ให้ความหมายในทางด้านการมีสิทธิเลือก แม้กระทั่งในเรื่องการกินการดื่ม พระองค์ก็ยังมีคำสอนพื่อเป็นกฎสำหรับเรา ตรัสว่า

“จงกิน จงดื่ม แต่อย่าฟุ่มเฟือย แท้จริงพระองค์ไม่รักบรรดาคนฟุ่มเฟือย” (อัล-อะอฺรอฟ / 31)

นี่ก็ทรงให้สิทธิในการเลือกเช่นกัน

โอ้ท่าน จะเป็นไปได้อย่างไรว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)สำหรับบ่าวนั้น เป็นคนเดินตามเส้นทางในพฤติกรรมต่างๆ ทุกประการในเมื่อหลักฐานจากอัล-กุรอาน เป็นอย่างนี้ ????

เขาตอบข้าพเจ้าว่า “เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเป็นองค์เดียวที่บริหารกิจการในจักรวาล โดยหลักฐานจากดำรัสของพระองค์ว่า

“จงกล่าวเถิด ข้าแด่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเป็นเจ้าของอาณาจักร ทรงประทานอำนาจการครอบครองแก่ผู้ที่ทรงประสงค์ และทรงถอดถอนอำนาจการครอบครองอาณาจักรจากผู้ที่ทรงประสงค์และทรงให้อำนาจแก่ผู้ที่ทรงประสงค์ และทรงให้ความตกต่ำเกิดแก่ผู้ประสงค์ ความดีงามนั้นอยู่ในอำนาจของพระองค์ แท้จริงพระองค์ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง” (อาลิอิมรอน / 26)

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เรามิได้ขัดแย้งกันในเรื่องความประสงค์ของอัลลอฮฺ ถ้าอัลลอฮฺทรงประสงค์จะทรงกระทำสิ่งใด ทั้งมนุษย์และญิณ และมัคลูกทั้งมวลก็ไม่มีความสามารถจะคัดค้านความประสงค์ของอัลลอฮฺได้ เพียงแต่ว่าความขัดแย้งของเราอยู่ในเรื่องการกระทำของปวงบ่าวว่า มันมาจากพวกเขาเอง หรือว่าจากอัลลอฮฺ ??”

เขาตอบว่า “สำหรับท่านก็ศาสนาของท่าน สำหรับฉันก็ศาสนาของฉัน”

เขาปิดประตูการซักไซ้กันเพียงแค่นี้ นี่คือเรื่องราวในหลายๆ ครั้งที่นักปราชญ์ของเรามักจะนำมาใช้เพื่อหยุดการสนทนาลงเพียงแค่นั้น พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง และถือว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ทุกเรื่องเป็นบิดอะฮฺ จำได้ว่า ข้าพเจ้าได้กลับไปหาเขาอีก ในสองวันต่อมา ข้าพเจ้ากล่าวกับเขาว่า

“ถ้าหากความเชื่อของท่านหมายถึงว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเป็นผู้กระทำในทุกๆ สิ่งและปวงบ่าวทั้งหลายไม่มีสิทธิในการเลือกเองแม้แต่สิ่งเดียว แล้วทำไมท่านถึงไม่กล่าวยืนยันในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺอย่างเดียวกับคำพูดนั้นด้วยเล่าว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสร้างในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงเลือกในสิ่งที่ทรงประสงค์ ไม่ใช่หน้าที่สำหรับพวกเขาที่จะเลือก ?”

เขากล่าวว่า “ใช่ ข้าพเจ้าพูดอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นผู้คัดเลือกอะบูบักรฺ ต่อมาก็อุมัร ต่อมาก็อุษมาน ต่อมาก็อะลี และถ้าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ให้อะลีเป็นค่อลีฟะฮฺคนแรก มนุษย์และญินก็ไม่สามารถจะยับยั้งได้”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ตอนนี้ท่านพลาดไปแล้ว”

เขากล่าวว่า “ฉันพลาดอย่างไร ?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ที่ท่านกล่าวนั้นหมายความว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกเฉพาะแต่ค่อลีฟะฮฺรอชิดีน ทั้งสี่คนแล้วหลังจากนั้นพระองค์ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชนให้เลือกกันเองตามใจชอบนะซิ”

ก็ในเมื่อท่านกล่าวว่า : อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มิได้ปล่อยให้มนุษย์เลือกเอง พระองค์ก็ต้องเลือกค่อลีฟะฮฺทั้งหมดนับจากการวะฟาตของศาสนฑูต(ศ)จนถึงวันกิยามะฮฺ ใช่ไหม ?

เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าขอกล่าวโองการนี้เป็นครั้งที่สอง “ข้าแต่อัลลอฮฺผู้ทรงเป็นเจ้าของอาณาจักรทรงประทานอำนาจการครอบครองแก่ผู้ที่ทรงประสงค์ และทรงถอดถอนอำนาจการครอบครองจากผู้ที่ทรงประสงค์”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น หมายความว่า ผู้กระทำการผิดพลาดและหลงผิดทุกคน คนกระทำความชั่วทุกคนที่ปรากฏขึ้นมาในอิสลาม โดยสาเหตุของการมีอำนาจปกครอง และเป็นเจ้านายคนก็มาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะว่าพระองค์ทรงกำหนดให้ คนเหล่านั้นขึ้นครองอำนาจเหนือมวลมุสลิมกระนั้นหรือ ?”

เขาตอบว่า “ต้องเป็นอย่างนั้น ผู้มีคุณธรรมทั้งหลายได้อ่านโองการหนึ่งที่ว่า

“และเมื่อเราต้องการจะทำลายเมืองใด เราก็จะให้บรรดาผู้ที่ฟุ้งเฟ้อในเมืองนั้น เป็นผู้ปกครองมัน” คือ ให้เป็นเจ้าเมือง”

ข้าพเจ้าพูดด้วยความประหลาดใจว่า

“ถ้าเช่นนั้น แสดงว่า การสังหารท่านอะลี โดยน้ำมือของ อิบนุ มุลญิม และการสังหารท่านอิมามฮุเซน บุตรของท่านอะลี ก็เป็นไปตามความประสงค์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นะซิ ??”

เขาตอบอย่างผู้มีชัยชนะ

“ใช่แน่นอน ท่านไม่เคยได้ยินฮะดีษของท่านศาสนทูต(ศ)หรือที่ท่านกล่าวกับอะลีว่า : “คนเลวที่สุดในยุคสุดท้าย คือคนที่ฟาดฟันเจ้า ตั้งแต่ตรงนี้ถึงตรงนี้ (จะนองด้วยเลือด)” พลางท่านก็ชี้ไปยังศีรษะและเคราของท่านอะลี กัรเราะมัลลอฮฺฯ เช่นเดียวกัน ท่านซัยยิดินาฮุเซน ซึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ทราบดีว่าจะถูกสังหารที่กัรบะลาอฺ ท่านหญิงอุมมุซะละมะฮฺได้เล่าไว้อย่างนั้น

เช่นกันท่านทราบดีว่าซัยยิดินาฮะซันนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงแบ่งประชาชาติออกเป็นสองพวกใหญ่ๆ เพราะท่าน ดังนั้นทุกอย่างถูกขีดเส้นไว้แล้ว และถูกบันทึกไว้แล้วมนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตรงนี้ท่านเองนั่นแหละที่พลาดไม่ใช่ฉัน”

ข้าพเจ้านิ่งเงียบไปเล็กน้อย สังเกตดูว่าเขาพึงพอใจกับคำพูดนี้เป็นอย่างยิ่ง และคิดว่า สามารถเอาชนะข้าพเจ้าได้ ทำอย่างไร จะให้ข้าพเจ้ายอมรับกับคำพูดของเขา เพราะความรอบรู้ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มิได้หมายความเสมอไปว่าพระองค์ทรงกำหนดเรื่องนั้นๆ และจะบังคับมนุษย์ให้เป็นอย่างนั้น ข้าพเจ้ารู้มาก่อนแล้วว่า ความคิดของเขาจะไม่สามารถรับได้กับความเชื่อถืออย่างนี้ จึงได้ถามเขาใหม่ว่า

“ถ้าเช่นนั้นบรรดาผู้นำทุกคน และผู้ปกครองในอดีต จนถึงปัจจุบันทุกคน รวมทั้งพวกที่ทำสงครามกับอิสลามและมวลมุสลิมทั้งหมดนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้แต่งตั้งพวกเขามาใช่ไหม ?”

เขาตอบว่า “ใช่โดยไม่ต้องสงสัย”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “แม้แต่การล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสยังเมืองตูนิเซีย อัล-ญิเรีย มอรอคโคก็ล้วนมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ?”

เขากล่าวว่า “ใช่ จนถึงระยะเวลาตามกำหนด ฝรั่งเศสก็ออกไปจากดินแดนเหล่านั้น”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ ทำไมแต่ก่อนนี้ท่านสนับสนุนความคิดของอะฮฺลุลบัยตฺที่ว่าท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ตายแล้วปล่อยให้ภารกิจเป็นเรื่องชูรอกันระหว่างมวลมุสลิม เพื่อให้พวกเขาเลือกกันเองตามความประสงค์ ?”

เขากล่าวว่า “ใช่แล้ว บัดนี้ฉันก็ยังคงพูดเช่นนั้น และยังจะพูดต่อไป อินชาอัลลอฮฺ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เป็นไปได้อย่างไรที่ท่านสามารถยอมรับคำพูดสองอย่างในคราวเดียวกันได้คือ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเลือกเอง และประชาชนก็เลือกเองกับการชูรอ ?”

เขากล่าวว่า “โดยเหตุที่ว่า มวลมุสลิมนั้นได้คัดเลือกอะบูบักรฺ ดังนั้นเท่ากับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงคัดเลือกเขานั่นเอง”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ได้มีวะฮฺยูลงมายังพวกเขาที่ซะกีฟะฮฺ เพื่อเป็นหลักฐานว่าให้พวกเขาเลือกค่อลีฟะฮฺกระนั้นหรือ ?

เขากล่าวว่า “อัซตัฆฟิรุลลอฮฺ ไม่มีวะฮฺยูที่ไหนถูกประทานหลังจากมุฮัมมัด(ศ) เหมือนดังความเชื่อของพวกชีอะฮฺหรอก”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เราทิ้งเรื่องชีอะฮฺและการตำหนิพวกเขาก่อนเถิด แต่โปรดช่วยทำให้เรายอมรับความรู้ของท่านดีกว่าว่า ท่านทราบอย่างไรว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเลือกอะบูบักรฺ ?”

เขาตอบว่า “ถ้าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์จะขัดแย้งในเรื่องนั้น มวลมุสลิมและคนทั้งโลกก็ไม่อาจขัดขืนในสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ได้”

ข้าพเจ้ารู้ในบัดนั้นเองว่า พวกเขาไม่ได้คิดใคร่ครวญ และไม่ได้พิจารณาต่ออัล-กุรอาน และตามความเห็นของพวกเขานั้น จะไม่มีวันเที่ยงตรงไม่ว่ากับทฤษฎี ทางปรัชญาหรือทางวิชาการใดๆ

ตรงนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องราวอีกตอนหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยได้เดินกับเพื่อนคนหนึ่งในสวนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอินทผลัมอยู่มากมาย และข้าพเจ้ากับเขาได้สนทนากันถึงเรื่อง “เกาะฎอ-เกาะดัร” ได้มีผลไม้ข้างบนศีรษะข้าพเจ้าผลหนึ่งตกลงมา ข้าพเจ้าหยิบมันมาจากกอหญ้าเพื่อจะรับประทาน พอจะใส่ลงไปในปาก เพื่อนของข้าพเจ้าก็พูดด้วยความชอบใจว่า

“ท่านจะไม่ได้กิน นอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะบันทึกสิ่งนั้นๆ ให้แก่ท่าน ผลไม้นี้ตกลงมาในชื่อของท่าน”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ตราบใดที่ท่านยังเชื่อว่ามันถูกกำหนดมา ข้าพเจ้าก็จะไม่กินมัน”

ว่าแล้วข้าพเจ้าก็คายออกมาจากปาก

เขากล่าวว่า “ซุบฮานัลลอฮฺ ถ้าสิ่งนี้มิได้ถูกกำหนดมาเพื่อท่าน อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงนำมันออกมา แม้กระทั่งว่ามันจะอยู่ในท้องของท่าน”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นฉันจะกินมัน”

แล้วข้าพเจ้าก็เอาเข้าไปในปากใหม่ เพื่อจะชี้ให้เขาเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเองทั้งการจะกินมันเข้าไป หรือจะทิ้งมัน เพื่อนของข้าพเจ้าก็ยังคงเกาะที่คอข้าพเจ้าจนกระทั่งดูว่าข้าพเจ้าได้กลืนมันลงไปแล้ว บัดนี้เองเขากล่าวว่า

“ใช่แล้ว ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ มันถูกกำหนดมาเพื่อท่าน เขาเอาชนะข้าพเจ้าได้ด้วยวิธีนี้เอง เพราะข้าพเจ้าไม่สามารถอีกแล้ว ที่จะทำให้ผลไม้นั้นออกมาจากท้องของข้าพเจ้าได้”

ใช่ นี่คือความเชื่อของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ โดยเฉพาะในเรื่อง “เกาะฎอ เกาะดัร” หรือ จงกล่าวเถิดว่า นี่คือความเชื่อของข้าพเจ้าเองเมื่อครั้งยังเป็นซุนนี

เป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่กับความเชื่อแบบนี้ ความคิดก็สับสนระหว่างความขัดแย้งที่มีทั้งสองด้าน และเป็นธรรมดาที่ว่าเราจะต้องดักดานอยู่ตลอดไป และคอยว่าเมื่อไหร่ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงเปลี่ยนแปลงเราแทนที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองก่อน เพื่อให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเปลี่ยนแปลงตัวเรา เราหลีกหนีจากปัญหาความรับผิดชอบที่เราต้องรับภาระและผลักเรื่องเหล่านั้นให้กับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

ดังนั้น ถ้าท่านกล่าวกับคนทำซินา หรือกล่าวกับโจรผู้ร้าย หรือแม้กระทั่งกับคนที่ก่ออาชญากรรมที่ข่มขืนเด็กแล้วฆ่าหลังจากสำเร็จความใคร่แล้ว

เขาก็จะตอบท่านว่า “อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีอำนาจบังคับ พระผู้อภิบาลของข้าได้กำหนดให้ข้าอย่างนั้น”

“มหาบริสุทธิ์แด่องค์อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลนี้กระนั้นหรือที่สั่งให้มนุษย์ฝังลูกสาวของตัวเองทั้งเป็น”

แล้วถามเขาว่า “เขาถูกฆ่าเพราะความผิดอันใด? มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ อันนี้มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นการกล่าวร้ายอันยิ่งใหญ่ ?”

เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่นักปราชญ์ตะวันตกต้องลบหลู่ดูแคลนและหัวเราะเยาะสติปัญญาของเรา ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังล้อเลียนพวกเราด้วยฉายานามที่พวกเขาให้ชื่อว่า : พวกอรับที่ถูกลิขิต จนทำให้พวกเขาเป็นผู้นำของเราเนื่องจากความโง่เขลาและล้าหลังของเรา

เป็นธรรมดาอีกเช่นกันที่ผู้ทำการศึกษาจะต้องรู้ว่าความเชื่ออันนี้ ถูกสร้างขึ้นมาโดยอำนาจรัฐของตระกูลอุมัยยะฮฺ ซึ่งเป็นพวกที่พอใจที่จะกล่าวว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นผู้ประทานอำนาจการปกครองให้กับพวกเขา และทรงให้พวกเขาเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองประชาชน จึงจำเป็นแก่ประชาชนที่จะต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามพวกเขา มิให้มีการขัดขืน

เพราะการปฏิบัติตามพวกเขาเท่ากับปฏิบัติตามอัลลอฮฺ(ซ.บ.) การออกนอกคำสั่งของพวกเขาเท่ากับขัดขืนอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จึงจำเป็นต้องประหารชีวิต สำหรับเราในเรื่องนี้มีพยานหลักฐานมากมายในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม

อุษมาน บินอัฟฟาน เป็นคนหนึ่ง เมื่อประชาชนขอร้องต่อเขาว่าให้ถอนตัวออกจากตำแหน่ง ก็ได้ปฏิเสธแล้วกล่าวว่า

“ฉันจะไม่ถอดเสื้อคลุมที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสวมใส่ให้แก่ฉัน”(180)

ตามความเห็นของเขาถือว่าตำแหน่งค่อลีฟะฮฺคือ อาภรณ์ของเขาที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสวมใส่ให้แก่เขาโดยเฉพาะ จึงไม่เป็นการบังควรสำหรับใครๆ ในหมู่ประชาชนที่จะถอดมันออกจากเขา นอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เท่านั้น หมายถึงโดยการเสียชีวิต

มุอาวียะฮฺ ก็เป็นคนหนึ่ง เขาเคยกล่าวว่า

“ฉันมิได้ต่อสู้กับพวกท่านเพื่อให้ถือศีลอด และมิใช่เพื่อให้จ่ายซะกาตหากแต่ที่ฉันต่อสู้กับพวกท่าน ก็เพื่อจะได้ปกครองพวกท่าน แน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงประทานสิ่งนี้ให้แก่ฉันแล้ว ในขณะที่พวกท่านชิงชัง”

อันนี้ ยังไปไกลกว่า อุษมาน เพราะเขากล่าวหาพระผู้อภิบาลผู้ทรงเกียรติว่าทรงช่วยเหลือสนับสนุนเขาให้สังหารมวลมุสลิม เพื่อจะได้ปกครองพวกเขา

คำคุฏบะฮฺของมุอาวิยะฮฺ ตอนนี้เป็นที่เลื่องลือกันมาก(181)

แม้กระทั่งในการที่เขาเลือกยะซีดบุตรชายขึ้นมา แล้วมอบอำนาจการปกครองประชาชนให้ มุอาวิยะฮฺ ก็อ้างว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นผู้ทรงแต่งตั้งยะซีดบุตรชายของตนให้ปกครองประชาชน ดังกล่าวนี้มีรายงานบันทึกโดยบรรดานักประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่เขาบันทึกการให้สัตยาบันไปยังเมืองต่างๆ ปรากฏว่า ข้าหลวงของเขาที่ประจำอยู่ในเมืองมะดีนะฮฺ คือ มัรวาน บินฮะกัม โดยเขาได้เขียนบันทึกว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงอนุมัติให้ปลายลิ้นของเขาทำการบัยอะฮฺแก่ยะซีด(182)

เช่นเดียวกันนี้ อิบนิซิยาด ผู้ละเมิดศาสนาก็ได้กระทำเช่นกัน ในเมื่อพวกเขาได้นำท่านอะลี ซัยนุลอาบิดีน(อฺ) เข้าพบเขาในสภาพที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน

เขาได้ถามคนเหล่านั้นว่า “นี่คือใคร ?”

พวกเขาตอบว่า “อะลี ซัยนุลอาบิดีน”

เขากล่าวว่า “อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ยังมิได้สังหารอะลี บินฮุเซน อีกหรือ ?”

ท่านหญิงซัยนับ ผู้เป็นอาได้ตอบเขาไปว่า “หามิได้ ศัตรูของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศัตรูของท่านศาสนทูตของพระองค์(ศ)ต่างหากที่สังหารเขา”

อิบนุซิยาด กล่าวกับนางว่า “ท่านเห็นแล้วหรือยัง ว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกระทำอย่างไรกับครอบครัวของท่าน”

นางกล่าวว่า “ข้ามิได้เห็นอะไร นอกจากความดีงาม เขาเหล่านั้น คือ พวกที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบันทึกไว้ว่า การสังหารจะมีแก่พวกเขา ดังนั้น พวกเขาก็จะแสดงความกล้าเพื่อเผชิญหน้า และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงรวบรวมระหว่างท่านกับพวกเขา แล้วจะมีการขัดแย้ง พิพาทกัน ดังนั้นจงคอยดูเถิดว่าใครกันแน่ที่จะประสบความเสียหาย ขอให้มารดาของเจ้า ยังความวิบัติให้เกิดแก่เจ้าเถิด โอ้ บุตรของคนเลว” (183)

เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของความเชื่ออันนี้ ที่มาจากตระกูลอุมัยยะฮฺ และสมุนของพวกเขา และเป็นเรื่องที่ลึกลับสำหรับประชาชาติอิสลามโดยเฉพาะกับชีอะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)



ความเชื่อของพวกชีอะฮฺ ในเรื่องเกาะฎอ เกาะดัร

จนกระทั่งข้าพเจ้าได้มาทำความรู้จักกับนักปราชญ์ชีอะฮฺ(184) และได้อ่านตำราของพวกเขา ข้าพเจ้าก็ได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่ให้ความกระจ่างชัดในเรื่อง “เกาะฎอ-เกาะดัร”

ท่านอิมามอะลี(อฺ) ได้อธิบายเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งและสมบูรณ์ที่สุด โดยที่ท่านได้กล่าวกับคนที่ถามท่านถึงเรื่อง “เกาะฎอ-เกาะดัร” ว่า

“ท่านเอ๋ย บางทีท่านอาจคิดว่า กฎสภาวะ หมายถึง การกำหนดอย่างตายตัว การจำกัดอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าหากมันเป็นอย่างนั้น ก็เท่ากับว่ารางวัลการตอบแทน และการมีบทลงโทษ ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ การสัญญาและการวางข้อผูกพันย่อมหมดความหมาย

แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงบัญชาปวงบ่าวของพระองค์ ในรูปแบบที่ให้อิสระ ทรงห้ามพวกเขาอย่างคาดโทษ ทรงมอบภาระให้แต่สิ่งที่ง่ายดายและไม่ทรงมอบภาระในสิ่งที่ลำบาก ทรงประทานแก่สิ่งเล็กน้อยโดยสิ่งที่มากมาย ไม่ทรงละเมิดต่อผู้พ่ายแพ้ ไม่ทรงรับการฎออัตอย่างผู้ขัดขืน ไม่ส่งบรรดานบีอย่างละเล่น ไม่ประทานคัมภีร์แก่ปวงบ่าวอย่างไร้สาระ ไม่สร้างฟ้าและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างมันทั้งสองอย่างไร้สาระ “นี่คือสิ่งที่บรรดาผู้ปฏิเสธสงสัย ดังนั้น ความวิบัติจึงประสบแด่บรรดาผู้ปฏิเสธด้วยไฟนรก...”(185)

นับว่าเป็นการอธิบายอย่างชัดเจนยิ่งนัก ข้าพเจ้าไม่เคยอ่านคำพูดใดๆ ในเรื่องนี้อย่างได้ความหมายล้ำลึกและเป็นข้อพิสูจน์มากกว่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงที่สุดสำหรับชาวมุสลิมจะต้องยอมรับว่าการงานของตนนั้น คือสิ่งที่มาจากเจตนารมณ์ของตนเอง เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบัญชาเรา แต่พระองค์ทรงปล่อยให้เรามีความอิสรเสรี นั่นคือคำยืนยันของอิมาม(อฺ)ที่ว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบัญชาปวงบ่าวในรูปแบบที่ให้ความอิสระ”

ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงห้ามเรา และคาดโทษต่อเรา ถ้าฝ่าฝืนพระองค์ ซึ่งคำพูดของท่านยืนยันว่า สำหรับมนุษย์นั้นมีเสรีภาพที่จะผันแปรและสามารถจะขัดขืนคำบัญชาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในลักษณะเช่นนี้ จำเป็นต้องมีบทลงโทษ นั่นคือคำยืนยันของท่านอิมามอะลี(อฺ)ที่ว่า

“ทรงห้ามพวกเขาอย่างคาดโทษ”

ท่านอิมามอะลี(อฺ) ยังได้มีการอธิบายปัญหานี้เพิ่มเติมอีกว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺ ไม่ทรงละเมิดต่อผู้แพ้พ่าย”

ข้อนี้หมายความว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น ถ้าหากพระองค์ต้องการจะบีบบังคับปวงบ่าวของพระองค์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ความสามารถของพวกเขาทั้งหมดที่มีอยู่ไม่อาจเอาชนะคำบัญชาพระองค์ได้ ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า พวกเขามีอิสระเสรีในการเคารพภักดี และในการละเมิดได้เอง ซึ่งตรงกับความจริงตามโองการของพระองค์ที่ว่า

“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) สัจธรรมนั้นจากพระผู้อภิบาลของพวกสูเจ้า ดังนั้น ผู้ใดที่ประสงค์ก็ให้เขาศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็ให้เขาปฏิเสธ” (อัล-กะฮฺฟี / 29)