มีเจ้าเมืองคนหนึ่งแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนก่อนจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งเขาจะต้องใช้เวลาในสมัยนั้น ถึงหนึ่งปีเต็ม หลังจากที่เขาได้เดินทางไปแล้ว คนใกล้ชิดเขาบางคนวางแผนการณ์ที่จะสังหารผู้สำเร็จราชการคนนั้น แล้วก็ได้สังหารได้ในเวลาต่อมา แล้วก็ได้ดำเนินการแต่งตั้งคนของพวกเขาคนหนึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ดังนั้น คนผู้นี้ก็ได้ทำหน้าที่อย่างดี มีการพัฒนา ก่อสร้างมัสญิดต่างๆ จนหัวหน้าเผ่าต่างๆ ยินยอมสวามิภักดิ์โดยดี ทั้งๆที่เคยเป็นกบฏมาก่อน อาณาจักรนั้นก็ได้ขยายออกไปกว้างขวางกว่าแต่ก่อน

แต่ทว่า เมื่อเจ้าเมืองเดินทางกลับมา และได้รู้ว่า ผู้สำเร็จราชการของตนถูกสังหรณ์เสียแล้ว ก็มีความโกรธแค้นเป็นอย่างยิง และคาดโทษบรรดาผู้วางแผนด้วยการประหารชีวิต ดังนั้น จึงมีคนๆ หนึ่งในกลุ่มพวกเขาออกมาพูดว่า

“โอ้ ท่านเจ้าเมืองที่เคารพ ผลงานที่เราได้กระทำไว้ล้วนแต่เป็นความดีงาม และเป็นการรับใช้บ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง และการขยายอาณาจักรออกไปแผ่ไพศาล พอจะช่วยอุทธรณ์ต่อท่านได้มิใช่หรือ?”

เจ้าเมืองคนนั้นกล่าวด้วยความโกรธว่า “โกหก เจ้าคนเลว พวกเจ้าสังหารผู้สำเร็จราชการของข้าที่ข้าตั้งขึ้นเพื่อปกครองพวกเจ้า พวกเจ้าถือดีกับข้าเป็นการส่วนตัว และยังไม่รักษาเกียรติยศของข้า เรื่องราวต่างๆ ที่พวกเจ้าถือว่าเป็นการรับใช้บ้านเมือง ล้วนเป็นเรื่องที่เขาคนเดียวก็สามารถกระทำได้มากกว่าหลายเท่า ทั้งๆที่พวกเจ้าทั้งหมดร่วมกันทำ...”

คนทั้งหมดพากันหัวเราะเยาะกับเรื่องเล่านี้

พวกเขากล่าวว่า “เราเข้าใจความหมายดีหรอก”

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ฉะนั้น เราลองมาพิจารณากับถ้อยคำตอนหลังที่ท่านครูกล่าวว่า “ท่านอิมามอะลี(อฺ) ได้เข้ามามีส่วน มีบทบาทในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ...” ตลอดจนจบประโยคซิ...ตามที่ท่านได้กล่าวไปแล้ว”

เราทุกคนทราบดี และประวัติศาสตร์ก็ยืนยันว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยอุษมาน บินอัฟฟานเป็นความอัปยศ และอุษมานเป็นคนที่นำเอาญาติสนิทของตนซึ่งเป็นคนฟาซิก ที่ละเมิดอย่างร้ายแรงต่อศาสนาเข้ามามีส่วนและยังได้แต่งตั้งคนเหล่านั้นให้ปกครองมวลมุสลิมทั้งๆที่บรรดาคนเหล่านั้นมีศ่อฮาบะฮฺที่ประเสริฐซึ่งพวกเขามิได้รับอะไรจากอุษมาน นอกจากการถูกเฆี่ยนตี(162) ถูกเนรเทศ (163)และถูกทุบตีจนกระดูกหัก(164) และอิสลามเริ่มได้รับการกระทบกระเทือนอย่างจริงจัง และต้องรับความพ่ายแพ้ เพราะบรรดามุสลิมได้กลายเป็นทาสของบะนีอุมัยยะฮฺเสียแล้ว

โอ้ท่านครู ทำไมท่านจึงไม่พูดความจริงกับประชาชนและลูกศิษย์ของท่าน เพื่อให้ความสว่างแก่สติปัญญา และนำทางพวกเขาไปสู่หนทางที่ถูกต้อง สำหรับท่านอะลี(อฺ)นั้น เมื่อท่านได้เข้ารับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ท่านก็พบว่าในหมู่ประชาชนทั้งหลายนั้น มีทั้งพวกผิดสัญญา หรือพวกวางตัวเป็นกลาง หรือไม่ก็เป็นพวกนอกศาสนา และส่วนหนึ่งยังคงเหลืออยู่ก็คือ พวกมุนาฟิก และไม่มีใครอยู่กับอิสลามเคียงข้างท่านอย่างแท้จริง นอกจากเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำการให้บัยอะฮฺต่อท่านเหมือนอย่างการให้บัยอะฮฺต่อท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

ท่านได้พยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ไขเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาได้ก่อความเสียหายไว้ จนกระทั่งท่านต้องพลีชีพไปในวิถีทางของการแก้ไขนั้น และอิมามแต่ล่ะท่านจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ล้วนมิได้รับอะไรนอกจากว่า ทุกๆท่านเหล่านั้นจะต้องพบกับคมดาบ หรือไม่ก็ยาพิษ ทุกๆท่านล้วนพลีชีพไปในหนทางการแก้ไขสภาพการณ์ของประชาชาติแห่งปู่ทวดของพวกท่านเองทั้งสิ้น

แท้จริง สำหรับข้าพเจ้าในโอกาสนี้ จะขอกล่าวถึงแนวทางเพื่อบอกเล่าแก่ท่าน จนกระทั่งให้พวกท่านเข้าใจอย่างชัดแจ้ง ว่าฐานะภาพอันสูงส่งของท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)นั้นเป็นอย่างไร

ได้มีชายคนหนึ่ง เข้าพบท่านอิมามอะลี(อฺ) แล้วพูดกับท่านว่า “โอ้ท่านอะมีรุ้ลมุอฺมินีน ข้าพเจ้าอยากถามท่านสักอย่างตามความข้องใจของข้าพเจ้า?”

ท่านอิมามกล่าวว่า “ถามข้อสงสัยของท่านมาเถิด”

ชายคนนั้นถามว่า “เหตุไฉน กิจการปกครองจึงราบรื่นสำหรับอะบูบักรฺ และอุมัร แต่มิได้ราบรื่นสำหรับท่าน ?”

ท่านอิมาม(อฺ) ตอบทันควันว่า “เพราะอะบูบักรฺและอุมัรนั้น ปกครองประชาชนอย่างข้าพเจ้า กิจการของพวกเขาจึงราบรื่น ส่วนฉันต้องมาปกครองอย่างท่าน จึงเพราะเหตุนี้ กิจการงานสั่นคลอน”

มันเป็นคำตอบที่คมคายที่สุดจากผู้รู้ที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยรับรู้อย่างนี้มาก่อน หลังจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

ผู้ฟังมีความประทับใจกับรายงานบทนี้

และพวกเขากล่าวว่า “แท้จริงท่านอะลี คือประตูของเมืองแห่งวิชาการ”

และข้าพเจ้าได้จบคำพูดของข้าพเจ้าลงด้วยคำพูดดังนี้

“สำหรับสิ่งที่ท่านครูได้กล่าวมานั้น ที่ว่าข้าพเจ้าตำหนิความสามารถของพวกเขาและตั้งข้อสงสัยในความเที่ยงธรรมของพวกเขา หมายถึงค่อลีฟะฮฺทั้งสามนั้น อันนี้ถือเป็นการจาบจ้วงและตั้งข้อกล่าวหา ซึ่งไม่ได้ยืนอยู่กับหลักฐานใดๆ เพราะข้าพเจ้ามิได้พูดอะไร นอกจากพูดตามที่ท่านบุคอรี และท่านมุสลิมพูดไว้ และที่นักประวัติศาสตร์สายซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺพูดไว้ ครั้นหากจะถือว่าอันนี้ คือ การตำหนิ และเป็นการประณามในเรื่องความเที่ยงธรรมของพวกเขา ก็จงติเตียนเขาเหล่านั้น อย่าได้มาติเตียนข้าพเจ้า

หน้าที่ของข้าพเจ้าสำหรับพวกท่านก็คือ การหยิบยกหลักฐานที่มั่นคงตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ เท่านั้น สำหรับพวกท่านจึงไม่มีสิทธิที่ตั้งข้อกล่าวหาข้าพเจ้า นอกจากจะต้องย้อนกลับไปพิจารณาดูตัวบทต่างๆ ที่พวกเขาได้บันทึกไว้เท่านั้น ถึงจะมาติเตียนข้าพเจ้าคนเดียวได้ว่าโกหก”

พวกเขาทั้งหมดกล่าว่า “นี่คือความจริง การวิเคราะห์ปัญหาต้องกระทำกันอย่างนี้”

และพวกเขาก็ขอร้องให้ท่านครู ขออภัยต่อข้าพเจ้า ซึ่งท่านก็กระทำตาม มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก



หลักฐานอีกประการหนึ่งในเรื่องวิลายะฮฺของท่านอะลี(อฺ)

เหมือนกับว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ที่จะให้เรื่องวิลายะฮฺของท่านอะลี(อฺ) เป็นข้อทดสอบสำหรับมวลมุสลิมกล่าวคือ ทุกๆ บทตอน จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะเอกองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงมีความปรีชาเป็นเลิศต่อปวงบ่าวพระองค์ มิได้เอาโทษคนรุ่นหลังด้วยเหตุแห่งการกระทำของคนรุ่นแรก วิทยปัญญาของพระองค์ที่ประทานให้ในเหตุการณ์นั้น มีปรากฏการณ์อีกสิ่งหนึ่งซึ่งดูคล้ายกับเป็นเรื่องมุอฺญิซาต ที่อยู่เคียงข้างประชาชาตินี้ โดยบรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ถ่ายทอดต่อๆ กันมา เผื่อว่าอาจได้ชี้นำไปสู่สัจธรรมได้จากวิถีทางของการอธิบาย



หลักฐานที่ 1 เกี่ยวกับบทลงโทษผู้ปฏิเสธวิลายะฮฺของท่านอะลี(อฺ)

นั่นก็คือ หลังจากที่ข่าวที่เฆาะดีรคุมแพร่สะพัดออกไป ว่ามีการแต่งตั้งท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ) ขึ้นเป็นค่อลีฟะฮฺของบรรดามวลมุสลิม โดยท่านศาสนทูต(ศ)ได้กล่าวกับพวกเขาว่า

“ให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ประกาศต่อไปยังคนที่มิได้อยู่ในเหตุการณ์”

ข่าวนี้ได้แพร่ถึง ฮาริษ บินนุอฺมาน อัล-ฟะฮฺรี เขารู้สึกไม่พอใจกับข่าวนี้(165) เขาจึงได้เข้าพบท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เขาผูกสัตว์พาหนะของเขาไว้ที่หน้าประตูมัสญิด แล้วเข้าไปหาท่านนบี(ศ) เขากล่าวว่า

“โอ้มุฮัมมัด แท้จริงเจ้าได้สั่งให้เราปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และแท้จริงเจ้าเป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เราก็ได้ยอมรับเจ้าในข้อนี้ไปแล้ว เจ้าได้สั่งเราให้นมาซห้าครั้งในวันกับคืนหนึ่งๆ ให้เราถือศีลอดในเดือนรอมฎอนให้เราทำพิธีฮัจญ์ ให้เราจ่ายซะกาตทรัพย์สินของพวกเรา ซึ่งเราก็ได้ยอมรับในเรื่องนั้น ๆ จากเจ้าแล้ว เจ้าก็ยังไม่พอใจ เพียงแค่นี้จนถึงกับยกเอาบุตรของลุงของเจ้าขึ้นมาเป็นผู้นำเหนือประชาชนทั้งหลาย แล้วเขายังได้กล่าวว่า “ผู้ใดที่ข้าได้เป็นเมาลาของเขา ดังนั้ อะลี(อฺ) ก็คือเมาลาของเขาด้วย เรื่องนี้มันมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) หรือว่ามาจากเจ้ากันแน่ ?”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวในขณะที่ดวงตาของท่าน(ศ)แดงก่ำ “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์ เรื่องนี้มาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และมิได้มาจากฉันเลย”

ท่านกล่าวอย่างนี้ถึงสามครั้ง

ฮาริษได้ยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “ข้าแต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ถ้าหากสิ่งที่มุฮัมมัด(ศ)พูดเป็นความจริง ก็ได้โปรดส่งก้อนหินให้ลงจากฟ้ามาถูกเราเถิด หรือให้มีการลงโทษอันแสนทรมานประสบแก่เราเถิด”

ท่านกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ไม่ทันที่เขาจะเดินไปถึงอูฐเลย อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ทรงขว้างก้อนหินจากฟากฟ้ามาใส่เขาทันที ดังนั้น ก้อนหินจึงได้ตกลงมาถูกที่กระหม่อม แล้วก็พุ่งออกไปทางทวารและเสียชีวิตในทันที และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงประทานโองการว่า

“ผู้ขอคนหนึ่งได้ขอให้มีการลงโทษ อันได้ปรากฏขึ้นแล้วต่อพวกปฏิเสธซึ่งไม่มีสิ่งปกป้องใดๆ สำหรับเขา”

เหตุการณ์นี้บรรดานักปราชญ์อะลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จำนวนหนึ่งนอกเหนือจากที่เรากล่าวถึงเขาไปแล้วได้ถ่ายทอดบอกเล่ากันไว้(166) ผู้ใดที่ต้องการจะศึกษาเพิ่มเติม ก็ขอให้อ่านดูในหนังสือ “อัล-เฆาะดีร” ของอัล-ลามะฮฺอามินี

*หลักฐานที่ 2 เกี่ยข้องกับบทลงโทษผู้ที่ปกปิดการยืนยันถึงเหตุการณ์ในเฆาะดีรและต้องประสบกับโทษทันฑ์ตามที่ท่านอิมามอะลี(อฺ)ขอ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อท่านอะลี(อฺ) ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นค่อลีฟะฮฺอันเป็นวันที่ประชาชนทั้งหลายชุมนุมกันในอัร-เราะฮฺบะฮฺ ท่านอะลี(อฺ)ได้ประกาศมาจากมิมบัรว่า

“จงยืยันต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เถิด สุภาพบุรุษมุสลิมทุกคนที่ได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวในวันเฆาะดีรคุมว่า :

“ผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา อะลีก็เป็นเมาลาของเขาเช่นกัน จะต้องลุกขึ้นยืนแล้วยืนยันในสิ่งที่ตนได้ยิน และอย่าได้มีใครลุกขึ้นยืนนอกจากคนที่ได้เห็นท่านด้วยตัวเอง”

จึงได้มีคนลุกขึ้นยืน 30 คนในบรรดาศ่อฮาบะฮฺส่วนหนึ่งนั้นเป็นชาวบัดรี(เคยร่วมรบในสมรภูมิบะดัร) พวกเขายืนยันว่า ท่านนบี(ศ)ได้จับมือของท่านอะลี(อฺ) แล้วกล่าวกับประชาชนว่า

“พวกท่านรู้หรือไม่ว่าฉันผู้มีอำนาจเหนือมวลผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง ?”

พวกเขากล่าวว่า “ใช่แล้ว”

ท่านนบี(ศ) “ผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้น ผู้นี้ก็เป็นเมาลาของเขาด้วย โอ้อัลลอฮฺ โปรดคุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อผู้ที่เป็นศัตรูกับเขา”

แต่ทว่ามีศ่อฮาบะฮฺบางคน ซึ่งเป็นคนที่เคยได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์วันเฆาะดีร กลับนั่งเฉยด้วยความอิจฉา หรือด้วยความชิงชังต่อท่านอิมาม(อฺ) พวกเขาไม่ลุกขึ้นยืนยัน บรรดาคนเหล่านี้ มีท่านอะนัซ บินมาลิก รวมอยู่ด้วย ท่านอิมามอะลี(อฺ) เดินลงมาจากมิมบัรมาหาเขา แล้วพูดกับเขาว่า

“ทำไมเล่าท่านอะนัซถึงไม่ยืนขึ้นพร้อมกับศ่อฮาบะฮฺของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แล้วยืนยันไปในสิ่งที่ท่านได้ฟังมาจากท่านศาสดาในวันนั้น เหมือนอย่างที่พวกเขาเหล่านั้นยืนยันไปแล้ว ?”

เขากล่าวว่า “โอ้อะมีรุ้ลมุอฺมินีน อายุของฉันก็แก่มากแล้ว และฉันก็ลืมเลือนไปแล้ว

ท่านอิมามอะลี(อฺ)กล่าวว่า “หากท่านพูดโกหก ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงลงโทษท่านด้วยโรคเรื้อนที่ผ้าโพกศีรษะก็มิอาจปิดบังได้”

ทันทีที่เขาลุกขึ้นยืนก็ปรากฏว่าใบหน้าของเขามีสีขาวเพราะโรคเรื้อนหลังจากนั้นเขาก็ร้องไห้ แล้วกล่าวว่า

“คำขอดุอาอฺของบ่าวที่ศอลิฮฺได้มาประสบแก่ข้าพเจ้าแล้ว เพราะว่าข้าพเจ้าปกปิดการยืนยันเรื่องของเขา”

นี่คือประวัติที่เลื่องลือกันอย่างมาก โดยท่านอิบนุกุตัยบะฮฺได้บันทึกไว้ในหนังสือ “มะอาริฟ”(167) ซึ่งเขาได้จัดให้อะนัซเป็นศ่อฮาบะฮฺผู้ประสบความเสียหาย ในหมวดว่าด้วย “เรื่องโรคเรื้อน” และเช่นเดียวกับอิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล ได้กล่าวไว้ในหนังสือมุซนัดของท่าน(168) ซึ่งท่านกล่าวว่า :

แล้วพวกเขาก็ยืนขึ้น ยกเว้นสามคนเท่านั้น ซึ่งคำขอดุอาฮฺของท่านอะลี(อฺ) ก็ได้ประสบกับพวกเขา

เราควรจะได้กล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้เกี่ยวกับบุคคลทั้งสามที่อิมามอะฮฺมัด ได้เอ่ยถึงโดยริวายัตของบะลาซุรี(169) ท่านได้กล่าวหลังจากพูดถึงท่านอะลี(อฺ)ที่เรียกร้องให้ทำการยืนยันว่า ท่านอะนัซ บินมาลิก ท่านบัรรอฮฺ บินอาซิบ ท่านญะรีร บินอับดุลลอฮฺ อัล-บัจลี นั่งอยู่ข้างล่างมิมบัร แม้ท่านอะลี(อฺ) จะทบทวนคำถามซ้ำ เขาก็มิได้ตอบท่านเลยสักคน ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า

“โอ้อัลลอฮฺ ใครที่ปกปิดการเป็นพยานในเรื่องนี้ ทั้งๆที่รู้ดีแก่ใจเป็นอย่างดี ก็ขออย่าให้เขาตายจากโลกนี้ไปก่อน จนกว่าจะทรงบันดาลให้เกิดสัญญาณอย่างหนึ่งสำหรับเขาจนให้เป็นที่รู้กันด้วยเถิด”

ท่านได้เล่าว่า : ปรากฏว่าอะนัซ บินมาลิก เป็นโรคเรื้อน บัรรอฮฺ บินอาซิบ ต้องตาบอดส่วนญะรีร ได้เดินทางกลับบ้านเมืองหลังจากที่เคยอพยพมาแล้ว เขาได้ประสบภัยร้าย แล้วถึงแก่ความตายที่บ้านของมารดา

นี่คือประวัติอันเป็นที่เลื่องลือ ตามที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ได้บอกเล่าต่อๆ กันมา(170)

ขอให้คิดใคร่ครวญดูเถิด ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย

ผู้ที่ศึกษาตามเรื่องราว ย่อมจะรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี(171) ว่าตลอดเวลา 25 ปีที่ท่านอิมามอะลี(อฺ)ใช้ชีวิตนั้น ถึงแม้เกือบจะเป็นที่ลืมเลือนไปแล้ว สำหรับฐานะภาพอันยิ่งใหญ่ของท่านอิมามอะลี(อฺ) และระดับความสำคัญอันสูงส่งของท่าน และจิตใจที่ประเสริฐของท่าน ในขณะที่ท่านต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมาก ท่านได้แนะนำแก่ อะบูบักรฺ อุมัร และอุษมาน ในสิ่งที่ท่านตระหนักว่า สิ่งที่ท่านแนะนำพวกเขานั้น จะเป็นผลดีแก่อิสลาม และมวลมุสลิม พร้อมกันนั้น ท่านก็รับภาระเรื่องราวในเหตุการณ์แห่งเฆาะดีรคุมไว้อย่างเต็มไปด้วยความหมาย

หมายความว่า ในส่วนที่ลึกท่านถือว่าเรื่องนี้ย่อมมีความสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของท่าน ดังนั้น เมื่อสบกับโอกาสที่เหมาะสมในการรื้อฟื้นเรื่องราวอันนี้ขึ้นมาใหม่ ท่านก็มอบให้เป็นภาระของคนอื่นเพื่อยืนยันเป็นสักขีต่อเรื่องนั้นโดยผู้ที่ได้ยินได้เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น

ลองพิจารณาดูเถิดว่า วิธีการรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเป็นอย่างไร มีวิทยปัญญาอันลึกล้ำซ่อนเร้นอยู่แค่ไหน สำหรับการหยิบยกหลักฐานแก่มวลมุสลิม ซึ่งมีทั้งคนที่อยู่ในเหตุการณ์และที่มิได้อยู่ในเหตุการณ์ ครั้นถ้าหากว่าท่านอิมามอะลี(อฺ)จะกล่าวว่า

“โอ้ประชาชาชนทั้งหลาย แน่นอน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ทำพิธีมอบสัตยาบันแก่ฉันที่เฆาะดีรคุม สำหรับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ แน่นอน”

การทำอย่างนั้นย่อมจะเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมาในจิตใจของผู้ฟังและแน่นอนพวกเขาจะแย้งท่าน(อฺ)ได้ว่า แล้วทำไมท่าน(อฺ)ถึงเงียบอยู่ได้เป็นเวลานานเช่นนั้น แต่เมื่อท่าน(อฺ)กล่าวว่า

“ขอให้ยืนยันต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)เถิด สุภาพบุรุษมุสลิมทุกคนที่ได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวในวันเฆาะดีรคุม”

ซึ่งปรากฏว่าเหตุการณ์อันนั้น ก็ได้ถูกถ่ายทอดจากปลายลิ้นของคนสามสิบคนที่เป็นศ่อฮาบะฮฺ ในจำนวนนั้นมีชาวบัดรีสิบหกคน

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านอิมาม(อฺ)ใช้เป็นวิธีการตัดปัญหาของผู้ปฏิเสธ และผู้ตั้งข้อสงสัยและผู้ที่แย้งในเรื่องที่ว่า ท่าน(อฺ)เงียบเฉยอยู่เป็นเวลานานในช่วงนั้นเพราะสามสิบคนที่นับว่าเป็นศ่อฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติต่างก็นิ่งเงียบ พร้อมกับท่าน(อฺ)จึงถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญประการหนึ่ง และถือว่าการนิ่งเงียบในยามนั้น เป็นผลดีต่ออิสลามอย่างไม่ต้องสงสัย



หมายเหตุสำหรับเรื่องการชูรอ

ในบทก่อนเราได้เห็นมาแล้ว ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ตามคำสอนของพวกชีอะฮฺนั้น ถือว่า มีขึ้นโดยการคัดเลือกของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และการแต่งตั้งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) หลังจากที่ได้มีวะฮฺยูลงมายังท่านในเรื่องนั้นแล้ว

นี่คือคำสอนที่เดินตามปรัชญาของอิสลามในกฏเกณฑ์ต่างๆ และบทบัญญัติต่างๆ ทั้งหมด เพราะว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)คือผู้สร้างตามที่พระองค์ทรงประสงค์ “และทรงคัดเลือกตามที่ประสงค์ สำหรับพวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการที่จะเลือก” (อัล-เกาะศ็อส / 68)

โดยเหตุที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ให้ประชาชาติของศาสดามุฮัมมัด(ศ)เป็นประชาชาติที่ประเสริฐ อันถูกนำออกมาให้เป็นที่ปรากฏแก่มวลมนุษยชาติ จึงจำเป็นสำหรับประชาชาตินี้ ที่จะต้องมีผู้นำที่ประกอบด้วยวิทยปัญญาอันลึกซึ้ง เที่ยงธรรม รอบรู้ มีพลัง กล้าหาญ สะอาดบริสุทธิ์ สมถะ ที่อยู่ในระดับสูงส่งไป ด้วยความอีหม่าน บุคคลเช่นนี้จะมีมามิได้ นอกจากโดยการคัดเลือกจากเอกองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.) พระองค์ตรัสว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺทรงคัดเลือกจากมวลมะลาอิกะฮฺให้เป็นทูตและจากมวลมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงมองเห็น” (อัล-ฮัจญ์ / 75)

เช่นเดียวกับที่ว่า บรรดานบีนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงคัดเลือกมา บรรดาทายาทของศาสดาก็เป็นในทำนองเดียวกัน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เคยกล่าวไว้ว่า

“สำหรับทุกๆนบีนั้น มีทายาทสำหรับฉัน ทายาทของฉันคืออะลี บินอะบีฏอลิบ” (172)

อีกฮะดีษหนึ่ง ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า

“ฉันคือผู้มาให้ความสมบูรณ์แก่บรรดานบี ส่วนอะลีคือผู้มาให้ความสมบูรณ์แก่บรรดาทายาทของนบี”(173)

ตามพื้นฐานอันนี้ จะเห็นได้ว่าบรรดาชีอะฮฺ จะสบายใจและปลอดโปร่งใจที่สุด พวกเขายอมรับให้กิจการของพวกเขา เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูตของพระองค์ จึงไม่มีใครในหมู่พวกเขาแม้สักคนเดียวที่จะพูดว่าตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเป็นของตัวเขาเอง และเขาอยากได้ตำแหน่งนั้น ไม่ใช่ทั้งข้อบัญญัติ และไม่ใช่ทั้งการคัดเลือก ทั้งนี้เพราะว่า

1.ถ้าถือว่าเป็นข้อบัญญัติ ก็เท่ากับปฏิเสธการเลือกตั้ง และปฏิเสธระบบชูรอ

2.เพราะข้อบัญญัตินั้นมาจากท่านศาสนทูต แห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่กำหนดลงมายังบุคคลจำนวนหนึ่งที่มีรายชื่อที่แน่นอนอยู่แล้ว(174) จึงไม่มีใครมุ่งมาดปรารถนาในตำแหน่งนี้อีกเลยในหมู่พวกเขา และถ้าใครทำ เช่นนั้น ก็จะถือว่าเป็นผู้ละเมิดและออกนอกศาสนา

ส่วนตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกและการชูรอ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเปิดประตูที่ไม่มีใครในประชาชาตินี้จะปิดมันลงไปได้สักคนเดียว พวกเขาทุกคนไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลต่างก็มีความปรารถนาในตำแหน่งนี้ได้ทั้งสิ้น จนกระทั่งว่า ตำแหน่งนี้ถึงกับเปลี่ยนมือไปจากชาวกุเรชไปเป็นของบ่าวทาส และเป็นของคนเก่งกล้าสามารถและของผู้ครองอาณาจักร ต่อๆกันไป

คุณค่าและเงื่อนไขต่างๆ ที่พวกเขาวางไว้ในตำแหน่งค่อลีฟะฮฺนั้น อบอวลล่อใจอย่างยิ่ง เพราะปุถุชนนั้นย่อมมีกิเลส มีความคิดเห็นแก่ตัวตามวิสัยโดยธรรมชาติ เพียงเพื่อการให้ได้เข้าสู่อำนาจการปกครอง ถึงจะต้องกลับคืนสู่สภาพเดิม และเป็นคนเลวกว่าที่เคยเป็นก็ยอม ทั้งนี้ประวัติศาสตร์ของอิสลามได้ยืนยันเป็นอย่างดีสำหรับเรื่องนี้ ดังนั้น จึงได้มีนักปกครองมวลมุสลิมประเภทที่ก่อความเสียหายและละเมิดศาสนา และมีทั้งคนที่ไม่มีความละอาย ไม่มีทั้งจริยธรรมและศาสนา

ข้าพเจ้าหวั่นใจว่า ท่านผู้อ่านจะหาว่าข้าพเจ้าพูดจนเกินเลย ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ได้อ่านดูประวัติศาสตร์ของตระกูลอุมัยยะฮฺ และตระกูลอับบาซียะฮฺ และอื่นๆ ดูเถิด เพื่อจะได้รู้ว่า “อะมีรุลมุอฺมินีน” เป็นคนดื่มสุราอย่างเปิดเผย เป็นคนหยอกเล่นกับลิง สวมใส่ทองคำ “อะมีรุลมุอฺมินีน” ให้ทาสหญิงสวมชุดแต่งกายของตนเพื่อนมาซกับมวลมุสลิม “อะมีรุลมุอ์มินีน” นั้น เมื่อนางสนมที่ตนรักยิ่งถึงแก่ความตาย สติปัญญาถึงกับเลอะเลือน “อะมีรุลมุอฺมินีน”รบกวนนักกวีให้ทำการสรรเสริญยกย่องตนเอง

เพราะเหตุใดที่เราลืมเลือนเรื่องของบุคคลเหล่านี้ผู้ซึ่งเคยได้ปกครองมวลมุสลิม เป็นเพราะว่าพวกเขามิได้ทำตัวเป็นอย่างอื่น นอกจากทำตัวเป็นจักพรรดิ์ที่ดุดัน และไม่ทำตัวเป็นค่อลีฟะฮฺ ด้วยเหตุนี้จึงมีรายงานฮะดีษบอกเล่ากันมา นั่นคือ คำพูดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่ว่า

“ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ จะมีภายหลังจากฉันเพียงสามสิบปี หลังจากนั้นตำแหน่งนี้ก็จะกลายเป็นระบบกษัตริย์ที่เผด็จการ”

ข้าพเจ้าได้ตอบคนเหล่านั้นว่า โปรดพิจารณาดูค่อลีฟะฮฺที่สามในบรรดาค่อลีฟะฮฺรอชิดีนดูเถิด เขาผู้นั้น คือคนที่มีฐานะภาพประเสริฐกว่าท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ) เสียอีกตามทัศนะของพวกเขา พวกเขาให้ฉายานามแก่คนผู้นั้นว่า “ซุล-นูรัยน์” (ผู้มีสองรัศมี) ซึ่งมะลาอิกะฮฺของ อัร-เราะฮฺมาน ยังต้องให้ความคารวะ แต่เขาก็ถูกโค่นล้มด้วยพลังของการปฏิวัติอิสลาม เพราะความประพฤติตัวของเขา คนทั้งหลายให้ความชิงชังในตัวเขา จนกระทั่งขับเขาออกจากกรอบของอิสลาม ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการอนุมัติให้สังหารเขา และให้ฝังเขาในสุสานอื่นที่มิใช่ของมุสลิม โดยไม่มีการอาบน้ำฆุซุล ไม่มีการห่อกะฝั่น และถมทับ มัยยิต ของเขาด้วยก้อนหิน

ใครที่ได้อ่านประวัติศาสตร์ ก็จะรู้สึกแปลกใจต่อพฤติกรรมของค่อลีฟะฮฺแห่งมวลมุสลิม ที่สร้างความน่าเกลียดยิ่งกว่าคนสามัญทั่วไป

ข้อสำคัญ เรามิได้ทำการวิเคราะห์กันถึงหัวข้อนี้ ดังนั้น ผู้ใดที่ต้องการศึกษาเรื่องนี้ ก็ขอให้ย้อนไปศึกษาหนังสือประวัติศาสตร์ ตารีค ฏ็อบรี ตารีคอัล-กะษีร อะบูอัล-ฟิดาฮฺ อิบนุ กุตัยบะฮฺ และอื่นๆ

ข้าพเจ้าเพียงแต่ต้องการจะอธิบายเกี่ยวกับพื้นฐานเรื่องการคัดเลือกและเท้าความถึงทฤษฎีจากรากฐานเดิมของเรื่อง เพราะว่าคนที่เราเลือกขึ้นมาในวันนี้ เราก็เคยเกลียดชังเขาในวันพรุ่งนี้ และเป็นที่แน่ชัดแก่เรา ว่าเราผิดพลาดไปแล้ว และเราไม่สามารถทำการเลือกให้ดีได้ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับอับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ เอง เมื่อเขาเลือกให้ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเป็นของอุษมาน บินอัฟฟาน แล้วเขาก็ต้องเสียใจในภายหลัง แต่ว่าความเสียใจของเขานั้นไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดแก่ประชาชาติ ในเมื่อมันเป็นการผูกมัดจนแน่นไปแล้ว

ในเมื่อปรากฏว่า ศ่อฮาบะฮฺผู้มีเกียรติในรุ่นแรก อย่างอุษมานเองก็ยังไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้แก่ อับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ ยังไม่สามารถทำการเลือกให้ดีที่สุดได้ สำหรับผู้มีสติปัญญาก็ไม่อาจที่จะปล่อยเลยตามเลยกับทฤษฎีที่เป็นหมันนี้ได้อีกต่อไป และผลิตผลที่ก่อเกิดมาจากทฤษฎีนี้ก็ไม่มีอะไร นอกจากความยุ่งยาก ไม่มีความสงบ มีแต่การนองเลือด ก็ในเมื่อการให้บัยอะฮฺแก่อะบูบักรฺ ถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน ตามที่ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ กล่าวไว้

แต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงปกป้องความชั่วร้ายของมันมิให้ประสบแก่มวลมุสลิม และปรากฏว่า ศ่อฮาบะฮฺกลุ่มใหญ่ขัดแย้งและขัดขืน และในเมื่อการให้บัยอะฮฺต่อท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ) ที่มีในภายหลังจากนั้นมีขึ้นโดยคนระดับหัวหน้ากลุ่มต่างๆ แต่ก็ยังมีศ่อฮาบะฮฺบางคนลบล้างการให้บัยอะฮฺ ต่อจากนั้น ก็สานต่อเป็นสงครามญะมัล สงครามศิฟฟิน สงครามนะฮฺรอวาน และทำให้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเสียเป็นจำนวนมาก

บรรดาผู้มีสติปัญญาจะคล้อยตามหลักเกณฑ์อันนี้ต่อไปอีกได้อย่างไร ในเมื่อมันให้แต่ความพ่ายแพ้สูญเสียอย่างยับเยิน เป็นค่าตอบแทนนับตั้งแต่ต้น และมันได้กลายเป็นความขมขื่นของมวลมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราได้รู้ว่าบรรดาผู้ที่ยืนยันถึงหลักการชูรอนั้น พวกเขาจะเลือกค่อลีฟะฮฺกัน แต่แล้วก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือขับเขาออกจากตำแหน่งได้อีกเลยแน่นอน มวลมุสลิมเคยใช้ความพยายามขับอุษมานออกจากตำแหน่ง แต่อุษมานก็ได้ปฏิเสธ แล้วกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าจะไม่ถอดเสื้อที่อัลลอฮฺสวมมันให้แก่ข้าพเจ้า”

ข้อสังเกตเพิ่มเติมสำหรับเราจากทฤษฎีนี้ก็คือว่า ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าอารยธรรมของโลกตะวันตกที่อ้างตนว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตยในการเลือกผู้นำของประเทศ จะเห็นได้ว่ามีพรรคการเมืองอย่างมากมาย ต่างต่อสู้ ช่วงชิงกับองค์กรต่างๆ และแข่งขันกันเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งในรัฐบาลได้มีการใช้เงินเพื่อการนี้เป็นจำนวนนับล้านดีนาร ซึ่งใช้เฉพาะเพื่อการโฆษณาโดยสื่อต่างๆทุกแขนงและจะทุ่มเทความสามารถอย่างมากตามความรู้สึกของผู้ถูกกดขี่จากมวลหมู่ประชาชนผู้ยากไร้ที่มีความปรารถนา ความต้องการเป็นอย่างยิ่ง

แต่ทันทีที่คนๆ หนึ่งในหมู่พวกเขาได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้นำโดยวิธีเล่นการเมืองที่พวกเขายอมรับ นั่นคืออาศัยการตัดสินใจโดยเสียงส่วนใหญ่ เพราะถือเป็นหนทางเดียวในการหยุดปัญหาได้ ความเห็นแก่ตัวก็เข้ามาครอบงำทันทีโดยมีการมอบตำแหน่งให้ผู้สนับสนุนตนเอง และสมาชิกพรรค มิตรสหายญาติพี่น้อง ทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบต่องานใหญ่ๆ และควบคุมองค์กรสำคัญๆ เพื่อบริหาร แล้วปล่อยให้อีกพวกหนึ่งทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสมัยที่เขาเป็นผู้นำ

ทั้งนี้โดยความเห็นตรงกันอีกด้วย โดยพวกเขาก็จะสร้างปัญหาที่ยุ่งยากพิสดาร โดยจะใช้ความพยายามจนสุดความสามารถในการเปิดโปงและห้ำหั่นเขาทุกวิถีทางเพื่อให้พ่ายแพ้จนประชาชนหมดความไว้วางใจต่อการทำงานของเขา

ตั้งเท่าไหร่มาแล้วที่คุณค่าของมนุษย์ตกต่ำลงไป ตั้งเท่าไหร่มาแล้วที่ความต่ำต้อยของมารร้ายได้หยิบยกเอานามคำว่าเสรีภาพและประชาธิปไตยมาเชิดชู ภายใต้คำขวัญต่างๆ อันสวยหรู จนเรื่องรักร่วมเพศ(ลิวาฎ)ได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย การละเมิดประเวณี(ซินา) วิธีแลกเปลี่ยนผัวเมียกัน ถูกถือเป็นเรื่องทันสมัย วิเศษสุด เรื่องเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และไม่มีอุปสรรคใดๆ