แน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเพิ่มพูนให้แก่ท่านอิมามอะลี(อ)เหนือกว่าทุกๆศ่อฮาบะฮฺ นั้นคือการเพิ่มพูนวิชาการ จนท่านมีสิทธิ์ได้รับสมญานามว่า “ประตูแห่งนครความรู้”

ท่านคือประมุขสูงสุดทางวิชาการคนเดียวของบรรดาศ่อฮาบะฮฺ หลังจากการวะฟาตของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) บรรดาศ่อฮาบะฮฺนั้น ทุกๆครั้งที่ประสบความลำบากจนสุดวิสัยในการแก้ปัญหาก็จะกล่าวว่า

“ปัญหาอุปสรรคนั้น ไม่มีใครที่จะแก้ไขได้เลยนอกจากอะบุลฮะซัน” (145)

พระองค์ทรงเพิ่มพูนพลังไว้ในเรือนร่างของท่านอะลี(อ) จนท่านได้รับสิทธิในสมญานาม ราชสีห์แห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงพิชิตพลังอันแข็งแกร่ง และความกล้าหาญชาญชัยของท่านได้ถูกหยิบยกมาเป็นเยี่ยงอย่างตลอดมาในหลายชั่วอายุคน จนกระทั้งบรรดานักประวัติศาสตร์ได้นำมารายงานบันทึกถึงเรื่องนี้ในเชิงของชีวประวัติที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างมากมาย เช่น การตีประตูเมืองคัยบัรออกได้ ทั้งๆที่บรรดาศ่อฮาบะฮฺ จำนวน 20 คน ก็ยังไม่สามารถทำให้มันขยับเขยื้อนได้ (146)

ท่าน(อ)ยังได้รื้อถอนเทวรูปฮูบัลอันใหญ่โต(146) ออกจากเพดานของกะอฺบะฮฺ และท่าน(อ) ยังได้เลื่อนก้อนหินอันใหญ่มหึมาที่บรรดาทหารทุกคนหมดความสามารถที่จะขยับเขยื้อนมัน(146) ได้ และอื่นๆนอกเหนือจากนี้ก็ยังมีรายงานริวายัตอีกมากมาย

ท่านนบี(ศ)ได้ยกย่องท่านอะลี(อ)บุตรลุงของท่าน และได้อธิบายถึงคุณงามความดีของท่านอะลี(อ)ไว้ในทุกๆโอกาส ท่านได้แนะนำให้คนทั้งหลายรู้จักถึงคุณสมบัติพิเศษในด้านต่างๆของท่านอะลี(อ)อยู่เสมอ

ในครั้งหนึ่งท่าน(ศ)ได้กล่าวว่า “แท้จริง นี่คือพี่น้องของฉัน และทายาทของฉัน และค่อลีฟะฮฺของฉันภายหลังจากฉัน ดังนั้นจงปฏิบัติตามและเชื่อฟังเขาเถิด” (147)

ครั้งหนึ่ง ท่าน(ศ)กล่าวแก่ท่านอะลี(อ)ว่า “เจ้ากับฉันอยู่ในฐานะของฮารูนกับมูซา เพียงแต่ว่าจะไม่มีนบีภายหลังจากฉันอีก” (148)

อีกครั้งหนึ่ง ท่านได้กล่าวว่า

“ผู้ใดที่ต้องการจะมีชีวิตอย่างการมีชีวิตของฉัน และตายอย่างการตายของฉัน และพำนักในสวรรค์นิรันดรตามที่พระผู้อภิบาลของฉันได้สัญญาไว้กับฉัน ดังนั้น เขาพึงให้การยอมรับต่ออะลี บิน อะบีฏอลิบเถิด เพราะแท้จริงเขาจะไม่นำพวกท่านให้ออกจากทางนำ และจะไม่นำพวกท่านให้เข้าไปอยู่ในความหลงผิด” (149)

ผู้ที่ได้ศึกษาชีวประวัติของท่านศาสนทูตผู้ทรงเกียรติ(ศ)จะพบว่าท่านนบี(ศ)มิได้เพียงแต่ยกย่องด้วยคำพูดอย่างเดียวเท่านั้น ในเรื่องของท่านอะลี(อ) หากแต่ว่าคำพูดของท่านได้สำแดงถึงความเป็นจริงในเชิงปฏิบัติของท่านด้วย กล่าวคือท่านนบี(ศ) ไม่เคยออกคำสั่งให้ศ่อฮาบะฮฺคนหนึ่งคนใดมีอำนาจสั่งการท่านอะลี(อ)เลยตลอดชีวิตของท่าน ในขณะที่ท่านได้สั่งการให้คนบางส่วนอยู่ภายใต้การบัญชาของคนอีกบางส่วน กล่าวคือ ท่านได้สั่งการให้มีผู้บัญชาการสำหรับ อะบูบักรฺและอุมัร ในการทำสงครามหลายๆครั้งโดย อัมร์บินอาศ(150)

เช่นเดียวกันท่านนบี(ศ) ได้เคยสั่งการให้พวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดอยู่ภายใต้บัญชาการของคนหนุ่มรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งนั่นคือ อุซามะฮฺ บินซัยดฺ นั่นก็คือในกองทหารของอุซะมะฮฺ ก่อนที่ท่านนบี(ศ)จะถึงแก่กรรม สำหรับท่านอะลี(อ)นั้น ไม่เคยอยู่ในหมู่คนทหารแต่อย่างใดเลย เพียงแต่ว่าท่านคือผู้บัญชาการรบ แม้กระทั่งท่านนบี(ศ)ได้จัดกองพลทหารครั้งหนึ่งถึง 2 กองพล ท่านก็ยังได้ให้ท่านอะลี(อ)เป็นผู้บัญชาการกองทหารกองหนึ่ง และให้ คอลิด บินวะลีด เป็นผู้บัญชาการอีกกองหนึ่ง แล้วท่านยังได้กล่าวกับพวกเขาว่า

“ถ้าพวกท่านพรากจากกันก็ให้พวกท่านทุกคนอยู่ในกองทหารของเขาและถ้าพวกท่านพบกันก็ให้ถือว่า อะลี เป็นผู้บัญชาการของทหารทุกกอง”

นับจากเรื่องราวข้างต้นที่กล่าวมาแล้วทุกๆเรื่องเราสามารถจะสรุปได้ว่า ท่านอะลี(อ)นั้นเป็นผู้นำสูงสุดของบรรดาผู้ศรัทธาหลังจากท่านนบี(ศ)และไม่เป็นการสมควรสำหรับคนหนึ่งคนใดก็ตามที่จะกระทำการล้ำหน้าท่านอะลี(อ)

แต่ทว่านับเป็นสิ่งที่น่าเสียใจยิ่งนัก แน่นอนที่สุดบรรดามุสลิมได้ประสบกับความขาดทุนอย่างย่อยยับแม้จนกระทั่งถึงวันนี้ พวกเขาก็ยังอยู่ในฐานะที่ได้รับผลพวงมาจากสิ่งทั้งหลายที่เขาเหล่านั้นได้ก่อขึ้น และแน่นอนที่สุดคนรุ่นหลังกำลังได้ชิมรสความขมขื่นที่คนรุ่นแรกได้จัดตั้งกันไว้

ยังจะมีใครสักคนอีกหรือที่สามารถจะสร้างภาพความเป็นค่อลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมได้ เหมือนกับการเป็นค่อลีฟะฮฺของท่านอะลี(อ) ถ้าหากประชาชาตินี้ได้ทำตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ)คัดเลือกไว้ให้ กล่าวคือท่านอะลี(อ) เป็นคนที่มีความสามารถในการนำประชาชาติเป็นเวลาอันยาวนานได้ถึง 30 ปี บนเส้นทางอันเดียวกันกับที่ท่านศาสนทูต(ศ)เคยได้ชี้นำไว้ โดยปราศจากความเปลี่ยนแปลงใดๆ

ทั้งนี้ ก็เพราะว่า อะบูบักรฺและอุมัรนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงและใช้หลักวินิจฉัยตามความคิดเห็นของตนเอง ในลักษณะที่ขัดแย้งต่อข้อบัญญัติ จนถึงกับว่าพฤติกรรมของคนทั้งสองได้กลายมาเป็นซุนนะฮฺอันดับสองที่ติดตามมา ครั้นเมื่อมาถึงสมัยอุษมานเป็นค่อลีฟะฮฺ เขาก็ได้เปลี่ยนแปลงไว้อย่างมากมาย จนกระทั่งมีการกล่าวว่า “เขาฝ่าฝืนพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และฝ่าฝืนซุนนะฮฺของท่านรอศูล(ศ)และซุนนะฮฺของอะบูบักรฺและอุมัร จนบรรดาศ่อฮาบะฮฺได้ปฏิเสธต่อเขา”

เพราะเหตุนี้ จนประชาชนได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านเขา จนทำให้เขาต้องเสียชีวิต และนับว่าเป็นเหตุการณ์ฟิตนะฮฺที่ร้ายแรงที่สุดในประชาชาติ ที่บาดแผลของมันมิได้สูญสลายแม้จนกระทั้งบัดนี้

สำหรับท่านอะลี(อ) ท่านได้ดำเนินการต่างๆไปตามพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของท่านศาสดา(ศ)อย่างชนิดที่มิได้หันเหออกจากหลักการทั้งสองนี้เลย ประจักษ์พยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรื่องนี้ นั่นคือการที่ท่านปฏิเสธตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเมื่อครั้งที่พวกเขาเหล่านั้นกำหนดเงื่อนไขให้แก่ท่านว่า จะต้องดำเนินการปกครองตามแบบอย่างของค่อลีฟะฮฺสองคนแรก ควบคู่ไปกับพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของนบี(ศ)

นักตั้งคำถามน่าจะถามว่า เพราะเหตุใดท่านอิมามอะลี(อ) จึงยึดมั่นในการที่จะทำตามพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของศาสนทูต(ศ) ในขณะที่อะบูบักรฺ อุมัร และอุษมาน ได้พยายามอย่างหนักหน่วงในการจะใช้หลักวินิจฉัยและการเปลี่ยนแปลง ?

คำตอบก็คือว่า ท่านอะลี(อ)เป็นผู้ที่มีความรู้พิเศษ ชนิดที่ไม่มีอยู่ ณ พวกเขาเหล่านั้นเลย และแท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้เคยสอนวิชาความรู้ให้แก่ท่านถึง 1000 ประตู ซึ่งสำหรับทุกๆ ประตูนั้น ท่านได้เปิดเผยให้อีกเป็นประตูละ 1000 ประตู(151)

ท่านนบี(ศ)ได้เคยกล่าวกับท่านอะลี(อฺ)ว่า “เจ้านั้น โอ้อะลีเอ๋ยจะได้อธิบายให้แก่ประชาชาติของฉันอย่างชัดแจ้ง ในสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาขัดแย้งกันอยู่ภายหลังฉัน” (152)

ส่วนคอลีฟะฮฺอื่นๆ นั้น โดยมากแล้วจะไม่รู้ในกฎเกณฑ์ของอัล-กุรอานอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการตีความ กล่าวคือท่านบุคอรีและท่านมุสลิมได้บันทึกไว้ในตำราศ่อฮีฮฺของท่านทั้งสอง ในหมวดว่าด้วยการทำตะยัมมุมว่า ชายคนหนึ่งได้ถามท่าน อุมัร บินค็อฏฏอบ ในสมัยที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นค่อลีฟะฮฺว่า

“โอ้ท่าน อะมีรุลมุอ์มินีน แท้จริงข้าพเจ้ามีญุนุบ แต่ข้าพเจ้าไม่มีน้ำจะให้ข้าพเจ้ากระทำอย่างไร?”

ท่านอุมัรพูดกับเขาว่า “เจ้าจงอย่านมาซ”

และในทำนองเดียวกันนี้ที่ท่านไม่รู้ในกฎว่าด้วยเรื่องอัล-กิลาละฮฺ จนกระทั่งตายโดยท่านกล่าวว่า

“ฉันดีใจมากถ้าหากได้ถามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เกี่ยวกับเรื่องอัล-กิลาละฮฺ”

ในขณะที่เรื่องนี้ได้ถูกกล่าวถึงในอัล-กุรอาน และถ้าหากอุมัรเป็นเหมือนอย่างชาวอะลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ พูดไว้ว่า เป็นผู้ได้รับการดลใจจากพระผู้เป็นเจ้าจริงแล้ว เขาจะต้องไม่ถามคนอื่นๆ ที่ได้นำไปสู่ความคิดที่อุตริต่อศาสนาของอัลลอฮฺ โดยปราศจากวิชาความรู้ และไม่มีการชี้นำ และมิได้ทำตามพระคัมภีร์ที่มีแสงสว่าง หากแต่ได้มีการใช้หลักวินิจฉัยความตามทัศนะส่วนตัวทั้งสิ้น

สำหรับผู้พูดนั้นควรจะกล่าวว่า เมื่อเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างนี้แล้วทำไมท่านอิมามอะลี(อฺ)จึงมิได้อธิบายความให้แก่ประชาชาติหลังจากท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในสิ่งที่พวกเขาทั้งหลายขัดแย้งกันอยู่?

คำตอบในเรื่องนี้ก็คือว่า ท่านอิมามอะลี(อฺ)ไม่เคยย่อท้อต่อการอธิบายความที่เป็นปัญหาสำหรับประชาชาติ ในขณะที่ท่านเองมีฐานะเป็นที่พักพิงที่ต้องย้อนกลับของศ่อฮาบะฮฺในยามที่พวกเขาเหล่านั้นประสบกับปัญหาทุกประการ ซึ่งท่านได้ให้คำอธิบายอันชัดแจ้ง และได้ให้คำแนะนำ ซึ่งเขาเหล่านั้นก็ได้นำเอาไปจากท่าน แต่แล้วพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่พอใจ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่คล้องจองกันกับสถานะทางการเมืองของพวกเขา พวกเขาเหล่านั้นจึงแสวงหาแนวทางอื่นๆจากนี้ หน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ได้เป็นสักขีพยานมาแล้วสำหรับสิ่งที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่

ความเป็นจริงนั้นมีอยู่ว่า ถ้าหากไม่มีท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ) และไม่มีบรรดาอิมามผู้เป็นลูกหลานของท่านแล้วไซร้ แน่นอน มนุษยชาติจะไม่มีวันรู้จักโครงสร้างทางวิชาการของศาสนาเลย แต่คนทั้งหลายนั้นตามที่อัล-กุรอานได้สอนให้เรารู้ก็คือว่า พวกเขาไม่รักในสัจธรรม พวกเขาจะปฏิเสธตามอารมณ์ และจะหาแนวทางปฏิบัติสำหรับตนเพื่อต่อต้านกับบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ที่เป็นเสมือนศูนย์ควบคุมวงจรชีวิตของพวกเขาไว้

ท่านอะลี(อฺ)เคยขึ้นมิมบัรแล้วพูดกับประชาชาติทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายจงถามฉันก่อนที่ฉันจะจากพวกท่านไป”

สำหรับท่านอะลี(อฺ)นั้น เพียงพอแล้วที่ท่านได้มอบหนังสือนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺไว้ให้ และบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ที่ได้มอบวิชาการอันเต็มเปี่ยมในแขนงต่างๆ ดังที่บรรดาผู้นำมุสลิมทั้งซุนนะฮฺและชีอะฮฺต่างก็ยืนยันถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ข้าพเจ้าจะขอย้อนกลับไปกล่าวถึงพื้นฐานของหัวข้อเรื่องนี้ว่า ถ้าหากได้มีการกำหนดให้ท่านอะลี(อฺ)เป็นผู้นำประชาชาติ 30 ปี ตามเส้นทางชีวิตของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แน่นอน อิสลามจะต้องแพร่หลายไปทั่วโลก อะกีดะฮฺจะต้องถูกปลูกฝังไว้ในหัวใจของมนุษย์อย่างมั่นคง และอย่างลึกซึ้งและจะต้องไม่ปรากฏเหตุการณ์ฟิตนะฮฺต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้อยใหญ่ก็ตาม และจะไม่เกิดเหตุการณ์กัรบะลาอฺและอาชูรอ

และถ้าเราได้พิจารณาไปถึงการนำของบรรดาอิมามทั้ง 11 ท่านหลังจากท่านอิมามอะลี(อฺ) ตามที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้วางข้อบัญญัติไว้สำหรับพวกเขาตลอดระยะเวลาใน 3 ศตวรรษ โลกนี้ทั้งหมดก็จะเหลือเพียงแต่บ้านเมืองของมวลมุสลิมเท่านั้น และทุกแผ่นดินในโลกนี้จะไม่เป็นอยู่เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน แน่นอนที่สุด การดำเนินชีวิตของเราทั้งหลายก็จะเป็นไป ตามสภาพของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงในความหมายตามความเป็นจริงของมนุษย์

แต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“อะลิฟ ลาม มีม มนุษย์คิดหรือว่าเขาจะถูกปล่อยไว้เฉยๆ โดยมิได้รับการทดสอบใดๆ เพียงการที่เขาได้กล่าวเราศรัทธาแล้ว” (อัล-อันกะบูต / 2)

แต่ประชาชาติอิสลามทั้งหลายนั้นต่างประสบความพ่ายแพ้ในบททดสอบเช่นเดียวกับที่ประชาชาติต่างๆ ในอดีตได้เคยประสบกับความพ่ายแพ้มาแล้ว และแน่นอน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ก็ได้วางข้อบัญญัติไว้อย่างนั้นในโองการต่างๆ หลายครั้ง(153) และทำนองเดียวกัน ที่อัล-กุรอานก็ได้กล่าวถึงไว้ในหลายโองการ(154)

“แท้จริงมนุษย์นั้น เป็นทั้งผู้อธรรม เป็นผู้โง่เขลา”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้เคยกล่าวไว้ในข้อนี้ว่า

“จะไม่มีใครสามารถเข้าสู่สวรรค์ได้โดยผลงานของตนเองเลย นอกจากด้วยความเมตตาและคุณธรรมของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่อนุมัติให้แก่เขาเท่านั้น”(155)



หมายเหตุประกอบคำอธิบาย

ข้าพเจ้ามีความสลดใจเป็นอย่างมากกับการพูดถึงเรื่องการเสียตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ) ด้วยเหตุที่เคยได้พบกับกลุ่มนักวิชาการ ท่านครู ซึ่งมีท่านหนึ่งที่เคยแสดงการโต้แย้งกับข้าพเจ้าว่า

“ท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ) ได้กระทำอย่างไรต่ออัล-อิสลาม และต่อบรรดามุสลิมบ้าง แท้จริงแล้วเขาเคยได้ใช้ชีวิตไปในทางที่อยู่เบื้องหลังตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ด้วยเหตุนี้เอง เขาได้สังหารคนมุสลิมจำนวนนับพันคน และการทำสงครามทุกครั้ง ก็สืบเนื่องจากสาเหตุนี้ ในขณะที่สามค่อลีฟะฮฺก่อนหน้าเขานั้นได้ใช้ชีวิตไปในหนทางการเผยแพร่อิสลาม เขาเหล่านั้นได้เปิดประตูอิสลามสู่โลกกว้าง และขยายดินแดนออกไปยังเมืองต่างๆ

ถ้าหากไม่มีอบูบักรฺ ศิดดีก แน่นอนคนอรับจะต้องหันกลับจากศาสนาอิสลาม หากไม่มีอุมัร บินค็อฏฏอบ ชาวเปอร์เซียและโรมัน จะไม่หันหน้าสู่ศาสนาอิสลาม และถ้าหากไม่มีอุษมาน แน่นอน ท่านจะมิได้เป็นมุสลิม(156) จากนั้นท่านครูก็ได้หันไปยังบรรดาลูกศิษย์แล้วกล่าวว่า ครั้นพอท่านอะลี(อฺ)เข้ามาเป็นค่อลีฟะฮฺ (มีส่วนร่วมบ้าง เข้ามามีบทบาทในบางครั้งบ้าง) ปรากฏว่า เรื่องราวทั้งหลายเริ่มสั่นสะเทือนและอิสลามเริ่มประสบความยุ่งยากและพ่ายแพ้ หลังจากที่เคยอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในสมัยของค่อลีฟะฮฺที่ท่านตีญานีกล่าวตำหนิความสามารถของพวกเขา และตั้งข้อสงสัยในความเที่ยงธรรมของพวกเขา”

แล้วข้าพเจ้าจะให้คำตอบกับเขาอย่างไร โดยเฉพาะกับข้อหาที่เขาได้พ่วงเข้ามาในตอนท้ายคำพูด? ข้าพเจ้าต้องควบคุมความรู้สึก และต้องข่มความคิดส่วนตัว ขออภัยโทษต่อพระผู้อภิบาล แล้วกล่าวว่า

“พี่น้องผู้มีเกียรติทั้งหลาย พวกท่านเห็นด้วยกับท่านครูในสิ่งที่ท่านพูดไปกระนั้นหรือ?”

ส่วนมากพวกเขาตอบว่า “ใช่”

แต่มีบางส่วนที่ไม่ยอมตอบ อาจจะเป็นเพราะมีเจตนาดีต่อข้าพเจ้าหรือไม่ก็เพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยกับที่ท่านครูได้กล่าวไปแล้ว

ข้าพเจ้าได้พูดกับพวกเขาว่า

“ได้โปรดอภัยให้แก่ข้าพเจ้าด้วยที่จะต้องโต้แย้งท่านครูเป็นข้อๆ เพื่อที่ว่าหลังจากนี้แล้ว พวกท่านจะได้เห็นด้วยกับข้าพเจ้า หรือตำหนิข้าพเจ้าก็ได้ แต่ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านทั้งหลายรักความเป็นธรรม และอย่าได้มีความคิดเห็นเพื่อส่วนตัว”

พวกเขากล่าวว่า “เชิญได้เลย”

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ประการแรก ถ้าหากท่านอะลีมิได้ใช้ชีวิตของท่านในทำนองที่อยู่เบื้องหลังตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเหมือนอย่างที่ท่านครูของเราได้อ้างไว้ หรือยิ่งกว่านั้น ในทางตรงกันข้าม ซึ่งมันก็คือความจริงกล่าวคือ ถ้าหากท่านอะลีได้ดำเนินชีวิตอยู่เบื้องหลังตำแหน่งค่อลีฟะฮฺจริงๆ แล้ว แน่นอนที่สุดท่านจะก็ต้องละทิ้งมัยยิตของท่านศาสนทูตแห่งอัลอฮฺ(ศ) โดยจะมิได้มีการจัดแต่งตั้งตามหลักการ

และแน่นอนท่านจะต้องรีบรุดหน้าไปยังซะกีฟะฮฺ เช่นเดียวกับที่คนอื่นๆ ได้รีบเร่งกันไปที่นั่น และแน่นอนที่สุดข้อพิสูจน์ในตัวของท่านจะต้องมีน้ำหนัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนมากในบรรดาหมู่ศ่อฮาบะฮฺนั้นจะต้องเห็นด้วยกับทัศนะของท่าน หลังจากนั้นเรายังเห็นได้อีกว่า ภายหลังที่อะบูบักรฺเสียชีวิตและได้มอบตำแหน่งค่อลีฟะฮฺให้แก่อุมัรนั้น ท่านอะลี(อฺ)อยู่อย่างอดทน และมิได้คัดค้านเลย

ต่อมาหลังจากที่อุมัรได้เสียชีวิตแล้ว ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺก็ได้ตกมาอยู่ที่ท่าน แต่ท่านก็ได้ปฏิเสธเพราะเนื่องจากว่ามีเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งติดพันกับตำแหน่งในคราวนั้น และนี่คือหลักฐานอันยิ่งใหญ่ข้อหนึ่งสำหรับการโต้แย้งกับข้ออ้างของท่านครู เพราะเหตุว่าถ้าหากท่านปรารถนาในการที่จะได้มาซึ่งตำแหน่งค่อลีฟะฮฺก็ไม่เห็นจะมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นเพียงการที่ท่านจะยอมรับเงื่อนไข ในการปฏิบัติหน้าที่ว่าจะเป็นไปตามแบบอย่างของค่อลีฟะฮฺสองคนแรก

หลังจากนั้นในเวลาต่อมาท่านก็สามารถกระทำการได้ตามที่ท่านต้องการเหมือนอย่างที่อุษมานได้กระทำมาแล้วมิใช่หรือ? แต่ทว่าเกียรติยศของท่านอะลี(อฺ)ที่ได้สำแดงออกมาในสถานการณ์อย่างนั้น ได้แสดงให้เห็นว่าตลอดชีวิตของท่าน ท่านไม่เป็นคนโกหก และไม่เป็นคนบิดพริ้วสัญญาเพื่อเอาชนะคนอื่น ทั้งๆที่ พวกเขาเหล่านั้นกระทำในทุกวิถีทางเพียงเพื่อการให้ได้มาซึ่งจุดประสงค์ของพวกเขา แต่สำหรับท่านอิมามอะลี(อฺ) นั้น”

ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้ารู้ดีว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้เป็นที่สมหวังสำหรับพวกท่าน แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะทำให้พวกท่านสมหวังได้โดยวิธีการที่ทำร้ายตัวของข้าพเจ้าเอง”

ความยิ่งใหญ่ในเกียรติยศของท่านอิมามอีกประการหนึ่งที่บรรดานักประวัติศาสตร์ทั้งหลายกล่าวถึง นั่นก็คือว่า อะบูซุฟยานหัวหน้าชาวกุเรชได้เคยมาหาท่านอะลี(อฺ) และเสนอตำแหน่งค่อลีฟะฮฺให้ พร้อมกับทุ่มเททรัพย์สินและประชาชนให้แก่ท่านเพื่อต่อสู้กับอะบูบักรฺและพรรคพวก แต่ท่านอะลี(อฺ)ได้ปฏิเสธเขาทันทีว่า

“แท้จริงฉันรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของท่าน”

ฉะนั้นถ้าหากท่านมีจุดประสงค์ที่จะให้ได้มาซึ่งตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเพียงอย่างเดียวจริงๆ แล้วท่านก็สามารถที่จะยอมรับได้ แต่เพราะท่านเห็นกับความสันติสุขของประชาชาติอิสลามและมวลมุสลิม ท่านจึงยอมเสียสละและอดทน

ในขณะที่ท่านเคยกล่าวกับอิบนุอับบาซว่า

“แท้จริงสำหรับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของพวกท่านตามทัศนะของฉันนั้นเปรียบเสมือนใบไม้หนึ่งที่ติดอยู่ในปากของตั๊กแตน เพียงแต่ว่าฉันต้องการดำรงคงไว้ ซึ่งกฏเกณฑ์อันเป็นกฎมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)”

สำหรับคำกล่าวของท่านนั้น โอ้ท่านครูที่รัก ที่ว่าท่านอะลี(อฺ)เป็นผู้ที่ใช้ชีวิตติดตามอยู่เบื้องหลังตำแหน่งค่อลีฟะฮฺตลอดเวลานั้น นับว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์และปรากฏการณ์ที่เป็นจริง

ประการที่ 2 ข้ออ้างของท่านที่ว่า ท่านอะลี(อฺ) ได้สังหารบรรดามุสลิมจำนวนนับพันคนเพียงเพื่อการให้ได้มาซึ่งตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ และท่านได้กล่าวว่า การทำสงครามของท่านอะลี(อฺ)ทุกครั้งสืบเนื่องมาจากสาเหตุอันนี้ นี่ก็คือข้ออ้างที่มดเท็จ และนับว่าเป็นการใส่ร้ายทั้งหมด และถือว่าเป็นการกลบเกลื่อนความเป็นจริง เพราะถ้าหากท่านยังจำได้ ท่านก็จะต้องขออภัยโทษต่อพระผู้อภิบาลและต้องขอเตาบะฮฺต่อพระองค์

แต่ถ้าหากท่านนึกถึงเรื่องนี้ได้โดยมีความรู้ ก็ถือว่าความรู้ของท่านทั้งหมดนั้นเป็นโมฆะและเป็นการใส่ร้ายอันยิ่งใหญ่ เพราะเหตุว่าการทำสงครามของท่านอิมามอะลี(อฺ)ที่ได้กล่าวถึงนั้น ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นหลังจากท่านได้ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะฮฺแล้ว และเป็นสงครามที่ประชาชนบีบบังคับให้ท่านต้องยอมรับ จนกระทั่งพวกเขาเหล่านั้นข่มขู่ว่าจะสังหารท่าน

ประวัติศาสตร์ทุกตอนได้ยืนยันว่า ตลอดเวลา 25 ปี ท่านอิมามอะลี(อฺ) ได้เก็บตัวของท่านอยู่แต่ในบ้าน ท่านมิได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามใดๆ ตลอดชั่วระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งเป็นค่อลีฟะฮฺของสามคนแรก แล้วท่านจะอ้างได้อย่างไร?

โอ้ ท่านครูว่าการทำสงครามของท่านอะลี(อฺ)นั้นเป็นไปเพื่อการให้ได้มาซึ่งตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ? หลังจากนั้น ท่านจะพูดได้อย่างไรว่า เพราะเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺนี่เองที่ท่านต้องสังหารบรรดามุสลิมจำนวนนับพันคน ?

สงครามญะมัลที่อาอีชะฮฺ ฏ็อลฮะฮฺ และซุเบร ได้ก่อหวอดขึ้นมาสู้กับท่านนั้นก็เป็นเพราะว่าเขาเหล่านั้นได้เข้าไปยังเมืองบัศเราะฮฺ และได้ก่อความเสียหายขึ้นที่นั่น จนกระทั่งได้สังหารบรรดาผู้บริสุทธิ์อีกทั้งได้ปล้นสะดมทรัพย์สินบัยตุลมาล(157) และเหตุที่สงครามญะมัลได้รับฉายาว่าเป็นสงครามของผู้ที่ก่อความเสียหาย ก็เพราะเหตุว่าฏ็อลฮะฮฺและซุเบรได้ทำลายบัยอัตของตนเอง เมื่อครั้งที่ท่านอิมามอะลี(อฺ) ปฏิเสธให้คนทั้งสองปกครองเมืองกูฟะฮฺและบัศเราะฮฺ(158)

ส่วนสงครามศิฟฟีนนั้น คือสงครามที่มุอาวิยะฮฺ บุตรของอะบีซุฟยาน ได้ก่อหวอดขึ้น เขาเองคือผู้ที่ได้สังหารบรรดามุสลิมผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนนับพันคน ในจำนวนคนเหล่านั้น ก็มีซัยยิดินา อัมมาร บินยาซีร รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ก็เพราะความพยายามที่จะให้ได้มาซึ่งตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ

โอ้พี่ชาย ทำไมท่านจึงเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงทั้ง ๆ ที่ประวัติศาสตร์ได้ยืนยันว่า มุอาวิยะฮฺได้ก่อสงคามขึ้นอย่างอธรรม โดยอ้างว่าจะแก้แค้นให้กับชีวิตของอุษมาน แต่แท้จริงแล้วเขาต้องการที่จะได้มาซึ่งอำนาจการปกครองขณะเดียวกัน มุอาวิยะฮฺเองก็ได้ยืนยันไว้ด้วยตัวเขาเองด้วย(159) เพราะหลังจากเสร็จจากสงครามล้างผลาญชีวิตของผู้บริสุทธิ์ และสังหารบรรดามุสลิมนับพันคนแล้ว เขาก็ได้เข้าไปยังเมืองกูฟะฮฺ และได้กล่าวคำปราศรัยว่า

“แท้จริงข้าพเจ้าขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า มิได้ต่อสู้กับพวกท่านเพื่อที่จะให้พวกท่านทำนมาซ และมิได้ต่อสู้เพื่อที่จะให้พวกท่านถือศีลอด และมิได้ต่อสู้เพื่อที่จะให้พวกท่านทำฮัจญ์ อีกทั้งมิได้ต่อสู้เพื่อที่จะให้พวกท่านจ่ายซะกาต เพราะแท้จริงพวกท่านได้กระทำอย่างนั้นกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าที่ข้าพเจ้าได้ต่อสู้พวกท่านก็เพราะข้าพเจ้าจะได้ปกครองพวกท่าน แน่นอนที่สุดอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้มอบสิ่งนี้แก่ข้าพเจ้า ในขณะที่ท่านทั้งหลายเป็นผู้ชิงชัง”

สงครามศิฟฟีนนี้ได้รับสมญานามว่าเป็นสงครามพวกวางตัวเป็นกลาง และละเมิดส่วนส่งครามนะฮฺรอวานนั้น ก็คือสงครามคอวาริจญ์ มันก็เป็นสงครามหนึ่งอีกเช่นกันที่ได้ถูกก่อขึ้นมากับท่านอิมามอะลี(อฺ)จากฝ่ายของพวกที่นอกศาสนาทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นสงครามที่ได้ก่อขึ้นกับท่านอิมามอะลี(อฺ)และในทุกๆ สมรภูมิ ท่านจะเรียกร้องเชิญชวนเขาเหล่านั้นให้เข้าสู่คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และดำรงพวกเขาเหล่านั้นให้อยู่กับหลักฐาน หน้าที่ของท่านไม่มีอะไรอีกแล้ว

โอ้ ท่านครู นอกจากจะต้องอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ จนกว่าท่านจะไม่นำความเท็จมาสอดใส่ในความจริง และกล่าวร้ายต่อบรรดาเอาลิยาอฺของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

ท่านครูคนที่ 2 ได้พูดในอีกลักษณะหนึ่ง อาจเป็นเพราะว่า ท่านเป็นคนเชี่ยวชาญในเรื่องประวัติศาสตร์ ท่านกล่าวว่า

“ที่ท่านได้พูดไปทั้งหมดนั้น ถูกต้อง และเป็นไปมิได้ ที่ท่านอะลี กัรรอ มัลลอฮวัจญ์ฮะฮฺ จะมุ่งมาดปรารถนาต่อตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ และเป็นไปมิได้ที่ท่านจะสังหารคนแม้สักคนเดียวพื่อเหตุนั้น แต่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งก็ตรงที่มุสลิมบางคน ไม่วายที่จะสงสัยในตัวของท่านอะลี ในขณะที่ว่า ชาวคริสเตียน นะศอรอ ก็ยังยกย่องสรรเสริญท่านอะลี แน่นอนเมื่อเร็วๆนี้ ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือที่มีชื่อว่า “อะลีกับเสียงเรียกหาความยุติธรรมของมนุษย์” โดยผู้เขียนเป็นคนคริสเตียน เขาพูดถึงท่านอะลี ไว้อย่างน่าประทับใจมาก คนที่อ่านหนังสือนี้จะรู้จักคุณค่าของท่านอิมามอะลี”

คนที่สาม ได้กล่าวขัดจังหวะขึ้นว่า

“แล้วทำไมท่านจึงไม่พูดอย่างนี้เสียตั้งแต่ตอนแรก ?”

เขากล่าวว่า “ความจริงแล้วข้าพเจ้าเคยได้ฟังท่านตีญานีมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำความรู้จักกันมาก่อนเลย ดังนั้น ข้าพเจ้าต้องการจะได้ยินคำตอบของเขา และต้องการจะรู้ถึงระดับความรู้ของเขา มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เขาได้ทำให้เราอิ่มเอมไปกับหลักฐาน ประการทีสอง ตามความเชื่อถือของข้าพเจ้านั้น คิดว่าท่านครูจะต้องรู้ซึ้งถึงความเป็นจริงของท่านอิมามอะลี(อฺ) แต่ทว่าไฟแห่งความรักที่มีต่ออะบูบักรฺ และอุมัรได้กระหน่ำลงบนตัวเขาจนเขาต้องสบประมาทท่านอะลี(อฺ)ไป เหมือนกับเป็นการตอบโต้กับท่านตีญานี ไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว”

ท่านครูคนแรกค่อยมีอาการดีขึ้นกับคำพูดของลูกศิษย์ เพราะสามารถนำเขาออกพ้นจากบ่วงที่ตกลงมามัดตัวเขาต่อหน้าสาธารณชน แน่นอนสัจธรรมสามารถเอาชนะความเท็จได้ ทางที่ดีเขาน่าจะเป็นคนลำเอียงเข้าข้างศ่อฮาบะฮฺ เสียมากว่าจะเป็นคนโง่เขลา อย่างไม่รับรู้ความจริง เขาจึงกล่าวว่า

“ใช่แล้ว ข้าพเจ้าต้องการจะพูด เพราะว่าเกียรติยศของบรรดาค่อลีฟะฮฺที่มีต่ออิสลามและมวลมุสลิมนั้น ยิ่งใหญ่และสำคัญมาก พวกเขาได้กระทำไปแล้ว พวกเขาเป็นปุถุชนไม่เคยมีใครเลยที่อ้างว่าพวกเขาบริสุทธิ์ที่เราจะต้องกล่าวถึงความดีของพวกเขา ซึ่งมีอย่างมากมาย ส่วนพวกชีอะฮฺนั้นทุ่มเทความรักให้แก่ท่านอะลี(อฺ) แล้วพาลปฏิเสธค่อลีฟะฮฺคนอื่นๆ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ขออภัยเพื่อให้ข้าพเจ้าตอบท่านครูอย่างสมบูรณ์เถิด เพราะยังมีเรื่องที่จำเป็นจะต้องอธิบายให้ชัดแจ้ง เพื่อที่จะได้ไม่เหลือไว้ซึ่งข้อสงสัยใดๆ ในความรู้สึกของผู้ฟังบางท่าน คำพูดของท่านครูที่ว่าค่อลีฟะฮฺทั้งสามก่อนหน้าท่านอิมามอะลี(อฺ)ทุ่มเทชีวิตไปในงานเผยแพร่ศาสนาอิสลามและเปิดประตูดินแดนต่างๆ ด้วยชัยชนะ และถ้าหากไม่มีพวกเขาแล้วข้าพเจ้าก็จะมิได้ เป็นมุสลิมขอตอบดังนี้ :

1. ถ้าหากการพิชิตเมืองต่างๆ ที่กล่าวมานั้น มีจุดประสงค์เพื่อเอกองค์อัลลอฮฺ และเพื่อเกียรติยศของอิสลามแล้ว ก็ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานรางวัลแก่พวกเขา แต่ถ้าหากการกระทำเช่นนั้นเป็นไปเพราะการแสวงหาอำนาจ ล่าอาณานิคมเพื่อผลประโยชน์ ทรัพย์สิน และเพื่อเอาสตรีมาเป็นเชลย เพื่อให้มาอยู่ในอำนาจการครอบครองก็จะไม่ได้รับรางวัลและผลบุญใดๆ

ประวัติศาสตร์ได้บอกเล่าแก่เราว่าอุษมาน บินอัฟฟาน นั้น เมื่อมีคนต่อต้านคัดค้านมาก เขาได้ปรึกษาหารือกับมัรวาน บินฮะกัม และมุอาวิยะฮฺ พวกเขาได้ชี้แนะว่า ให้ส่งกองทหารไปรบเมืองอัฟริกา เพื่อให้พวกเขามีงานอันเป็นภารกิจไปเสีย เพราะจะมิได้มีใครตั้งข้อครหาเขาได้ นอกจากเพียงเล็กๆน้อยๆเหมือนตัวเหาที่ไต่อยู่บนหลัง(160)

แล้วอุษมาน ก็จัดส่งทหารซึ่งนำทัพโดย อับดุลลอฮฺ บินอะบีซะรีฮฺ เพื่อเดินทางไปทำการพิชิตเมืองอัฟริกา ครั้นพอเอาชนะได้สำเร็จก็ได้มอบทรัพย์สินต่างๆ ในเมืองอัฟริการให้แก่เขา โดยมิได้มีใครเข้ามามีส่วนร่วมกับเขาเลยแม้แต่คนเดียว เพราะอับดุลลอฮฺ บินอะบีซะรีฮฺ ผู้นี้เป็นพี่น้องร่วมน้ำนมกับอุษมาน เขาเป็นคนหากาฟิร และตกออกจากศาสนาหลังจากที่เคยศรัทธาแล้ว และท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เคยยินยอมให้หลั่งเลือดเขาได้ เมื่อครั้งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มีชัยชนะต่อเมืองมักกะฮฺ

ท่านได้สั่งเสียบรรดาสาวกไว้ว่าให้สังหารบุคคลผู้นี้ ถึงแม้จะพบว่าเขาเกาะกุมอยู่กับอัล-กะอฺบะฮฺก็ตาม แต่อุษมานได้ช่วยปกปิดตัวของเขาไว้ ครั้นเมื่อได้ยึดครองมักกะฮฺแล้ว อุษมานก็ได้นำเขามาหาท่านศาสนทูต(ศ) และช่วยแก้ต่างแทนเขาต่อท่านนบี(ศ) ท่านนบี(ศ)มิได้พูดอะไรเลย ท่านได้แต่รอคอยเหมือนดังจะกล่าวว่า

“ให้มีคนใดคนหนึ่งลุกขึ้นมาสังหารเขาเสีย”

อุมัรจึงกล่าวกับท่านว่า “ทำไมท่านจึงไม่ส่งสัญญาณให้แก่ข้าพเจ้า โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ”

ท่านกล่าวว่า “พวกเราบรรดาอัมบิยาอฺนั้นไม่พึงจะมีสำหรับเราซึ่งการหลอกลวงทางสายตา”(161)

ด้วยเหตุนี้นี่เอง อัฟริกาจึงถูกพิชิต และในลักษณะเช่นนี้เองสำหรับความเป็นอิสลามของมัน และโดยวิธีนี้เองข้าพเจ้าได้เป็นมุสลิม อันนี้เป็นประการที่หนึ่ง

2. ผู้ใดที่กล่าวว่า หากไม่มีเหตุการณ์ที่ซะกีฟะฮฺ และการปฏิวัติ และแรงผลักไสของท่านอะลี(อฺ)แน่นอนอิสลามจะประสบชัยชนะอันยิ่งใหญ่ อย่างดีเยี่ยม และเป็นที่ยอมรับ และแน่นอน อิสลามในปัจจุบันนี้จะต้องเจริญไปในทุกๆด้าน??

ทั้งๆที่อินโดนีเซียซึ่งไม่เคยปรากฏว่าจะถูกบุกพิชิตจากบรรดาค่อลีฟะฮฺ หากแต่อาศัยวิธีทำการค้า ประชาชนได้ให้การยอมรับต่ออิสลามด้วยข้อพิสูจน์มิใช่ด้วยคมดาบ และในปัจจุบันนี้ปรากฏว่ามีมุสลิมจำนวนมากมายมหาศาลนั่นคือ ดีกว่าประเทศสเปน ที่เคยถูกพิชิตด้วยคมดาบจากบุคคลเหล่านั้น แล้วได้เกิดการปฏิวัติ นั่นคือในปัจจุบันนี้ ได้มีการต่อต้านอิสลาม และบรรดามุสลิม ข้าพจ้าขออนุญาตท่านครู เพื่อเล่าเรื่องๆ หนึ่งตามความหมายอันนี้แก่ท่านพอเป็นสังเขป