ดังนั้น การเปลี่ยนความคิดของท่านอุมัร จึงเป็นผลลัพธ์และเป็นการตอบโต้กับพวกเหล่านั้นที่ต้องการจะกระทำมิชอบต่อกิจการของประชาชนด้วยการให้บัยอะฮฺต่ออะลี(อฺ) และนี่คือ สิ่งที่อุมัรไม่พอใจ เพราะเขาเชื่อมั่นว่าตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ คือกิจการของประชาชน และมิใช่สิทธิของท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ) ถ้าหากความเชื่อนี้ถูกต้อง ทำไมเขาจึงยอมใหตัวเองกระทำการมิชอบต่อประชาชนในกิจการของพวกเขา หลังจากท่านนบี(ศ)เสียชีวิต ซึ่งเขารีบเร่งให้บัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺโดยไม่มีการชูรอจากมวลมุสลิมเลย?

จุดยืนของอะบูฮัฟศ์(อุมัร)กับอะบูฮะซัน(อิมามอะลี)นั้นเป็นที่รู้ และเลื่องลือกันมาก และเขาเป็นผู้ที่พยายามทุกวิถีทางอย่างสุดความสามารถที่จะให้ท่านอิมามอะลี(อฺ)ห่างไกลจากอำนาจการปกครอง

ข้อสรุปอันนี้ เรายังมิได้พิจารณาประกอบกับคุฏบะฮฺในคราวก่อนของท่านเลย แต่ผู้ที่ติดตามศึกษาประวัติศาสตร์ ย่อมรู้ดีว่า อุมัร บินค็อฏฏอบนั้นเป็นผู้ปกครองตัวจริงตั้งแต่ในสมัยอะบูบักรฺ ทั้งนี้เพราะเราเห็นได้ว่าอะบูบักรฺ ได้ขออนุญาตต่อท่านอุซามะฮฺ บินซัยดฺ ให้ปล่อยตัวท่านอุมัร บินค็อฏฏอบมาช่วยเหลืองานของท่านในตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ(125) พร้อมกันนี้เราได้เห็นว่า ท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)นั้น ยังอยู่ห่างไกลจากความรับผิดชอบ

กล่าวคือ ท่านมิได้ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งใดๆ ไม่มีอำนาจใดๆ ไม่มีทั้งในด้านการทหาร และไม่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการคลัง ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาอันยาวนานทั้งสมัยค่อลีฟะฮฺของอะบูบักรฺ และอุษมาน

เราทั้งหลายต่างรู้ดีว่า อะลี บินอะลีฏอลิบ คือใคร ?

ที่น่าแปลกว่าเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือว่า เราได้อ่านหนังสือตารีคเล่มต่างๆว่า เมื่อตอนท่านอุมัรจะเสียชีวิตนั้น ท่านเสียใจที่อะบูอุบัยดะฮฺ อิบนุญัรรอฮฺ หรือซาลิม นายของเขาอะบูฮุซัยฟะฮฺ ไม่มีชีวิตอยู่เสียแล้วในเวลานั้น เพื่อที่ว่า ท่านจะได้มอบหมายหน้าที่การปกครองสืบต่อหลังจากท่าน แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ก่อนหน้าที่เขาจะเปลี่ยนความคิดเรื่องการบัยอะฮฺแบบนี้ที่ถือว่าเป็นความบังเอิญและเป็นการกระทำมิชอบต่อกิจการของมวลมุสลิมนั้น

แน่นอนท่านกำลังจะถางทางใหม่ในการบัยอะฮฺ เพื่อที่จะได้ตกอยู่ภายในหมู่พวกพ้องวงใน โดยที่ไม่มีใครดำเนินการล่วงหน้าในการบัยอะฮฺ แก่คนที่เขาเห็นว่าเหมาะสม และต้องให้ประชาชนทำบัยอะฮฺตาม เหมือนอย่างที่เขากระทำกับอะบูบักรฺ และที่อะบูบักรฺกระทำกับเขา หรือเหมือนอย่างที่คนๆ นั้นต้องการจะกระทำซึ่งกำลังรอให้อุมัรตายก่อน เพื่อจะได้บัยอะฮฺแก่พรรคพวกของตน ดังกล่าวนี้จะเป็นไปมิได้หลังจากที่อุมัรตัดสินว่า เป็นเรื่องฉุกเฉิน และเป็นการกระทำมิชอบ และเขาจะละทิ้งการชูรอจากมวลมุสลิมไม่ได้อีกเช่นกัน

เพราะเมื่อตอนที่เขาเข้าประชุมที่ซะกีฟะฮฺ หลังจากท่านนบี(ศ)วะฟาต เขาได้เห็นด้วยตาทั้งสองของเขาว่า ความขัดแย้งได้เกิดขึ้น เกือบจะสูญเสียและเกิดการนองเลือดกันมาแล้ว

ครั้งหลังสุด เขาได้เสนอแนวความคิดให้มีกลุ่มชูรอ หรือจำนวนหกคน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้จะได้ถูกเลือกเป็นค่อลีฟะฮฺ และจะไม่มีมุสลิมคนใดสามารถจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับพวกเขาในเรื่องนี้ได้เลย และท่านอุมัรรู้ดีว่า ความขัดแย้งระหว่างบุคคลทั้ง 6 ไม่แคล้วจะต้องเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้สั่งเสียว่า ถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นก็ให้พวกเขาเข้ากับฝ่ายที่มี อับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ ถึงแม้จะต้องฆ่าฝ่ายสามคนที่ขัดแย้งกับอับดุลเราะฮฺมาน นี่คือรูปแบบของคำสั่งถ้าทั้งหกคนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ซึ่งเป็นไปไม่ได้

เพราะท่านอุมัร รู้ดีว่า ซะอัด บินอะบีวักกอซนั้น เป็นหลายชายของอัลดุลเราะฮฺมาน คนทั้งสองมาจากตระกูลบะนี ซะฮฺเราะฮฺ และเขารู้ดีว่า ซะอัดนั้นไม่ชอบพอกับอะลี (อฺ) เพราะในจิตใจของเขายังมีความขุ่นเคืองอยู่ เพราะเหตุว่าอะลี(อฺ)เคยสังหารน้าอาเช่น อัลดุชัมส์ ขณะเดียวกัน อุมัรก็รู้ดีว่า อับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ มีความเกี่ยวดองกันกับอุษมาน เพราะภรรยาของอับดุลเราะฮฺมานคือ กุลษูม น้องสาวของ อุษมาน และเขายังรู้ดีอีกว่า ฏ็อลฮะฮฺ นั้น มีใจโน้มในทางของอุษมานอยู่แล้ว เพราะทั้งสองมีความสัมพันธ์กันตามที่นักรายงานริวายะฮฺบางท่านเคยได้กล่าวถึง

แน่นอนการที่เขาเข้าข้างอุษมาน ก็เท่ากับหันเหจากอะลี(อฺ)อยู่แล้ว เพราะว่าเขาคือคนในตระกูลตัยมี เนื่องจากตระกูลบะนีฮาชิมกับตระกูลตัยมี มีความบาดหมางกันมาเมื่อครั้งที่ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺได้แก่อะบูบักรฺ(126)

อุมัรรู้เรื่องเหล่านี้ดีทุกอย่าง ด้วยเหตุนี้เท่ากับว่า การคัดเลือกของบุคคลเหล่านี้ เป็นการคัดเลือกของอุมัรเอง เขาเหล่านี้ทั้งหก ล้วนเป็นชาวกุเรช ทุกคนล้วนเป็นชาวมุฮาญิรีน ในกลุ่มไม่มีชาวอันศอรเลยแม้สักคนเดียว ทุกคนทำหน้าที่และอยู่ในฐานะชี้นำเผ่าของตน และมีความสำคัญสำหรับเผ่า

1. อะลี บินอะบีฏอลิบ หัวหน้าตระกูลบะนีฮาชิม

2. อุษมาน บินอัฟฟาน หัวหน้าของตระกูลอุมัยยะฮฺ

3. อับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ หัวหน้าตระกูลบะนีซะฮฺเราะฮฺ

4. ซะอัด บินอะบีวักกอศ เป็นคนจากตระกูลบะนีซะฮฺเราะฮฺ น้าอาของเขาคือตระกูลอุมัยยะฮฺ

5. ฏอลฮะฮฺ บินอุบัยดิลลาฮฺ เขาคือประมุขของบะนีตะมีม

6. ซุเบร บินอัล-เอาวาม เขาคือบุตรของศ่อฟียะฮฺ ป้าของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เขาคือสามีของอัซมาอฺ บุตรีของอะบูบักรฺ

คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นอะฮฺลุล-ฮัล วัล-อักด์ (นักแก้ปัญหาและวางหลักเกณฑ์ในอิสลาม) การวางกฎเกณฑ์ของพวกเขามีผลบังคับต่อมุสลิมเสมอกันไม่ว่าจะอยู่ในมะดีนะฮฺ(เมืองหลวงของค่อลีฟะฮฺ) หรือนอกเหนือจากนั้นในโลกอิสลาม ทุกหนทุกแห่งมวลมุสลิมทั้งหลายจะเป็นอื่นมิได้ นอกจากจะต้องเชื่อฟังทำตาม (ฏออัต) โดยไม่มีการโต้แย้ง ผู้ใดที่ออกนอกแนวทางของพวกเขา ถือว่าจะต้องถูกหลั่งเลือด อันนี้เองที่เราต้องการจะสรุปแก่จิตสำนึกของท่านผู้อ่านเกี่ยวกับเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงเกิดการยอมจำนนอย่างเงียบเชียบ ไม่มีการกล่าวถึงข้อบัญญัติอัล-เฆาะดีร ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

เมื่อปรากฏว่าท่านอุมัร รู้ซึ้งถึงความในใจ แรงปรารถนาและจุดมุ่งหมายของคนทั้งหกเป็นอย่างดี ก็หมายความอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาผลักดันให้อุษมานเป็นค่อลีฟะฮฺหรือความจริงแล้ว เขารู้ดีว่า ส่วนมากในจำนวนคนทั้งหกนี้ไม่พอใจต่ออะลี(อฺ)อยู่แล้ว มิฉะนั้น แล้วทำไม และโดยสิทธิอันใดที่เขาให้น้ำหนักไปทางอับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ มากกว่าอะลี อิบนุอะบีฏอลิบ(อฺ) ในขณะที่มวลมุสลิมทั้งหลาย นับตั้งแต่วันแรกที่มีจนกระทั่งถึงวันนี้ พวกเขาจะขัดแย้งกันในเรื่องของคุณงามความดีว่าใครเหนือกว่าระหว่างอะลี(อฺ) กับอะบูบักรฺเท่านั้น แต่ไม่เคยมีใครได้ยินการเปรียบเทียบอะลี(อฺ) กับ อับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ สักคนเดียว

ตรงนี้ ถือว่าจำเป็นต้องหยุดคิดกันสักนิดหนึ่ง ข้าพเจ้าจะขอถามบรรดาอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ บรรดาผู้ที่ชอบคุยโวเกี่ยวกับเรื่องที่มาของการชูรอ และบรรดานักคิดอิสระทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอถามคนเหล่านี้ทั้งหมดว่าพวกท่านจะยอมรับได้อย่างไร ระหว่างการชูรอกับข้อเสนอที่ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบมีขึ้น จากความคิดนี้ที่ว่า ถ้าหากจะบ่งชี้ถึงอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็จะหมายความแต่เพียง การเผด็จการทางความคิดนั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะท่านเป็นคนเลือกคนเหล่านนั้นขึ้นมาเอง ไม่มีบรรดามุสลิมคนใดมีส่วนด้วยเลย และในเมื่อการเป็นคอลีฟะฮฺของท่านคือเรื่องบังเอิญเป็นไปแบบฉุกเฉิน แล้วท่านมีสิทธิอะไรที่วางข้อกำหนดแก่มวลมุสลิมทั้งหลายให้ขึ้นกับคนเหล่านั้นทั้งหก?

อย่างน้อยที่สุด เราก็ยอมรับว่า ระบอบการปกครองในอิสลามตามความเห็นของคนเหล่านั้น มิได้เป็นระบอบประชาธิปไตย เหมือนอย่างที่ผู้สนับสนุนระบบการชูรอ และการเลือกตั้งพยายามเข้าข้างอยู่

บางทีท่านอุมัรเองก็มิได้เชื่อถือในหลักการชูรอบนพื้นฐานอันนี้แต่ประการใด หากแต่ท่านเห็นแต่เพียงว่าตำแหน่งค่อลีฟะฮฺนั้นเป็นสิทธิประการหนึ่งของบรรดามุฮาญิรีนฝ่ายเดียว และมิใช่สิทธิของบุคคลใดที่จะขจัดพวกเขาออกไปจากกิจการอันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอุมัรก็ยังเชื่อเหมือนอย่างที่ท่านอะบูบักรฺเชื่อ นั่นก็คือเชื่อถือว่าตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวกุเรชเพียงพวกเดียวเท่านั้น เพราะว่าในบรรดาพวกมุฮาญิรีนมิได้เป็นชาวกุเรชทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นในหมู่พวกเขายังมีคนที่ไม่ใช่ชาวอรับรวมอยู่ด้วย ฉะนั้น จึงไม่ใช่สิทธิของซัลมาน อัล-ฟาร์ซี และมิใช่สิทธิของอัมมัร บินยาซิร

ไม่ใช่สิทธิของท่านบิลาล อัล-ฮับชี มิใช่สิทธิของศุฮัยบ อัร-รูมี และมิใช่สิทธิของอะบูซัร ฆ็อฟฟารี อีกทั้งมิใช่สิทธิของศ่อฮาบะฮฺอีกจำนวนหลายพันคนซึ่งเขาเหล่านั้นมิใช่ชาวกุเรช จึงไม่มีสิทธิ์ที่เขาเหล่านั้นจะพูดถึงตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ

อันนี้มิใช่เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นหามิได้ อันที่จริงแล้วมันคือความเชื่อถือของพวกเขาที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้สำหรับพวกเขา และบรรดานักฮะดีษก็ได้กล่าวไว้อีกด้วย เราลองหวนกลับมาพิจารณาดูคำปราศรัยตอนหนึ่งที่ท่านบุคอรี และมุสลิมได้นำมาบันทึกไว้ในตำราศ่อฮีฮฺของท่านทั้งสอง

ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบได้กล่าวว่า :

ข้าพเจ้าต้องการที่จะพูด ขณะที่ข้าพเจ้าได้เตรียมถ้อยคำที่น่าพอใจสำหรับข้าพเจ้าอยู่ประการหนึ่ง ข้าพเจ้าต้องการที่จะนำมันมาเสนอต่อท่านอะบูบักรฺ เพราะข้าพเจ้าต้องการที่จะปรึกษากับท่านในบางหัวข้อ ครั้นพอข้าพเจ้าต้องการจะพูด ท่านอะบูบักรฺได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านอยู่เฉยๆ เถิด ข้าพเจ้าไม่อยากจะโกรธเคืองท่าน” ครั้นแล้วท่านอะบูบักรฺก็ได้พูด ปรากฏว่าท่านมีความเฉลียวฉลาดกว่าข้าพเจ้า และท่านมีความสุขุมรอบคอบกว่า ขอสาบาน ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ท่านมิได้ทิ้งถ้อยคำใดๆ ที่ฉันมีความพอใจในการเตรียมคำพูดมาเลย คือท่านได้พูดตรงกันกับถ้อยคำที่ข้าพเจ้าเตรียมไว้ทุกอย่าง หรือดีกว่าด้วยซ้ำ จนกระทั่งข้าพเจ้านิ่งเงียบ โดยท่านกล่าวว่า

“สิ่งที่พวกท่านพูดกันในหมู่พวกท่านว่าพวกท่านมีสิทธิ์ในตำแหน่งนั้นไม่เป็นการดีแต่อย่างใดเลย(เป็นคำพูดที่มีต่อชาวอันศอร)จะไม่มีใครรู้จักภารกิจอันนี้ได้ นอกจากชาวกุเรช”(127)

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าท่านอะบูบักรฺและท่านอุมัร มิได้เชื่อถือในหลักการของชูรอ และการคัดเลือกแต่อย่างใด นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า อะบูบักรฺได้ทักท้วงต่อชาวอันศอรด้วยฮะดิษหนึ่งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่า “ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺนั้นต้องอยู่ในตระกูลกุเรช”

นี่คือฮะดีษที่ถูกต้องและเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย (ดังเช่นที่อัล-บุคอรีและมุสลิมได้ระบุในเรื่องนี้ ตลอดทั้งตำราศอฮีฮฺทุกเล่มจากสายซุนนะฮฺและชีอะฮฺ) ว่า

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า “ค่อลีฟะฮฺหลังจากฉันมีสิบสอง ทั้งหมดนั้นมาจากตระกูลกุเรช”

ยังมีอีกคือท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “กิจการนี้ยังคงอยู่ตลอดไปในพวกกุเรช ถึงแม้มนุษย์จะเหลือเพียงสองคนก็ตาม” (128)

อีกฮะดีษหนึ่งท่าน(ศ)กล่าวอีกว่า “มนุษย์คือ ผู้ปฏิบัติตามพวกกุเรชทั้งในแง่ดีและชั่ว” (129)

เพราะฉะนั้น บรรดามวลมุสลิมเมื่อยังเชื่อถือฮะดีษเหล่านี้อยู่ เขาจะพูดได้อย่างไร ท่านนบี(ศ)ปล่อยเรื่องศาสนาให้เป็นไปตามระบบชูรอระหว่างบรรดามุสลิมด้วยกันเอง เพื่อเลือกใครก็ได้ตามที่พวกตนต้องการ

การพูดเช่นนี้ถือเป็นความบกพร่องมิใช่หรือ โอ้ ท่านผู้มีปัญญา ???

เราไม่สามารถจะสรุปได้ว่า นี่คือความบกพร่อง เว้นแต่ ถ้าเราได้ยึดถือคำรายงานของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺและบรรดาชีอะฮฺของพวกเขา และคำรายงานของนักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ บางท่านที่ยืนยันว่า ท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มีข้อบัญญัติแต่งตั้งบรรดาค่อลีฟะฮฺ และได้ระบุถึงจำนวนที่แน่นอน และระบุถึงรายชื่อของพวกเขา ด้วยสิ่งนี้แหละที่ทำให้เราเข้าใจถึงจุดยืนของอุมัร และจัดตัวเองให้เป็นค่อลีฟะฮฺในตระกูลกุเรช ขณะที่ท่านอุมัร

เป็นที่รู้กันว่า ท่านเคยทำการวินิจฉัยขัดแย้งกับข้อบัญญัติที่บอกกล่าวไว้อย่างชัดแจ้งแม้กระทั่งในสมัยที่ท่านนบี(ศ)ยังมีชีวิตอยู่ เช่นในการทำสนธิสัญญาฮุดัยบียะฮฺ(130) การทำนมาซให้พวกมุนาฟิก(131) สร้างความมัวหมองให้เกิดขึ้นในพฤหัสบดี(132) ห้ามการแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับเรื่องสวรรค์ (133)

และเรื่องใหญ่ที่สุดได้แก่เรื่องที่เรากำลังกล่าวถึงจึงมิใช่เรื่องแปลก เมื่อท่านนบี(ศ)วะฟาต แล้วว่าเขาจะมีข้อวินิจฉัยในข้อบัญญัติจากฮะดีษที่ว่าด้วยตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ เขาจึงมองไม่เห็นความจำเป็นจะต้องยอมรับข้อบัญญัติการแต่งตั้ง อะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ(อฺ) ซึ่งเป็นคนอายุน้อยในตระกูล แต่เขาได้เจาะจงจะให้ฮะดีษนี้มีความหมายไปถึงชาวกุเรชโดยรวม จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ท่านอุมัรได้เลือกคนทั้งหกขึ้นมา ก่อนตัวเองจะตาย ซึ่งนับว่าล้วนเป็นผู้ใหญ่ของตระกูลกุเรช เพื่อจะได้ตรงตามความหมายของฮะดีษท่านนบี(ศ) และใครๆ ก็จะว่าอะไรเขามิได้

เพราะกิจการนี้ เป็นอภิสิทธิ์ของชาวกุเรชฝ่ายเดียวในตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ บางทีการนำท่านอะลี(อฺ) เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มด้วย ก็เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าคนเหล่านี้จะไม่คัดเลือกท่านอะลี(อฺ)อย่างแน่นอน มันเป็นเหตุผลหนึ่งของท่านอุมัรที่บังคับท่านอะลี(อฺ)ให้เข้าสู่การเมืองเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพื่อจะมิให้มีข้ออ้างใดๆ สำหรับพรรคพวกของท่านอะลี(อฺ) และผู้จงรักภักดีต่อท่าน ที่กล่าวว่าท่านคือผู้มีสิทธิอันดับหนึ่ง แต่ท่านอะลี(อฺ)ได้เล่าความเหล่านี้ทุกอย่างไว้ในคุฏบะฮฺของท่านต่อหน้าประชาชนทั้งหลาย โดยท่านกล่าวในเรื่องนี้ว่า

“ฉันต้องอดทนเป็นเวลายาวนาน และเป็นการทดสอบที่รุนแรงยิ่ง จนกระทั่งเหตุการณ์ได้ผ่านไปสำหรับวิถีทางของเขา แล้วเขาก็ดำเนินการให้เรื่องนี้อยู่ในความเห็นของญะมาอะฮฺหนึ่ง ซึ่งเขาอ้างว่าฉันก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น ด้วยพระนามของอัลอฮฺ สำหรับการชูรอเป็นมาแต่เมื่อไหร่ที่พวกเขาสงสัยในตัวฉันโดยเทียบเสมอกับบุคคลแรกของพวกเขา จนกระทั่งต้องมาอยู่ในระดับเดียวกับบุคคลต่างๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตามฉันได้แต่อดทน

ดังนั้น หนึ่งจากบรรดาพวกเขาได้หันเหออกจากสัจธรรมที่แท้จริง (ซะอัด บินอะบีวักกอศ) ส่วนอีกคนหนึ่งเนื่องจากเป็นน้องเขยของอีกคนหนึ่งก็เลยหันเหออกจากฉัน (หมายถึงอับดุลเราะฮฺมานที่เลือกอุษมาน) ส่วนที่เหลือก็อย่าให้กล่าวเลย”

5. ท่านอิมามอะลี(อฺ) ได้ประท้วงต่อพวกเขาในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เป็นการกระทำที่ปราศจากความรุนแรง และท่านอะลี(อฺ)ไม่เคยใช้ความพยายามบังคับคนที่ให้ทำการบัยอะฮฺ ในเมื่อคนเหล่านั้น มีจิตใจโน้มเอียงไปยังคนอื่นไม่ว่าจะด้วยความอิจฉาที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานความดีงามของพระองค์แก่ท่านหรืออาจเป็นไปด้วยความเคียยดแค้นต่อท่าน เพราะเหตุว่าท่านเคยสังหารบุคคลสำคัญในหมู่พวกเขาเหล่านั้น ท่านเคยล้มคนกล้าในหมู่พวกเขา ท่านเคยโจมตีแสกหน้าของพวกเขา

ท่านเคยทำให้พวกเขาตกต่ำ และเคยทำลายความองอาจอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา ด้วยคมดาบและด้วยความกล้าหาญของท่าน จนกระทั่งพวกเขาต้องยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม และในขณะเดียวกันนั้น ท่านก็เป็นผู้รองรับดูดซับวิชาการจากท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ผู้เป็นบุตรของท่านอา โดยมิเคยหวาดหวั่นต่อคำครหาของมนุษย์ และไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะทำลายความตั้งใจของท่านได้

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีด้วยความตระหนักในจิตใจ ในทุกโอกาสท่านจึงกล่าวถึงคุณงามความดีของพี่น้องของท่านและบุตรของลุงของท่าน เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นรักต่อท่านโดยท่าน(ศ)กล่าวว่า

“ความรักที่มีต่ออะลีคือความศรัทธา ความโกรธเกลียดอะลี คือ การเป็นมุนาฟิก” (134)

ท่าน(ศ) กล่าวอีกว่า “อะลีมาจากฉัน และฉันมาจากอะลี” (135)

ท่าน(ศ) กล่าวอีกว่า “อะลีเป็นวะลีของผู้ศรัทธาทุกคนภายหลังจากฉัน” (136)

ท่าน(ศ) ยังกล่าวอีกว่า “อะลีคือประตูแห่งนครความรู้ของฉัน และเป็นบิดาของบุตรทั้งสองของฉัน(137) และท่านยังกล่าวอีกว่า อะลีคือประมุขของมวลมุสลิม...และเป็นอิมามของมุตตะกีน และเป็นผู้นำของบรรดาคนเคร่งครัดต่อศาสนา” (138)

แต่ยังมีเรื่องน่าเสียใจที่ว่า ยิ่งมีเรื่องเช่นนี้มาเท่าใด แรงริษยาอาฆาตของพวกเขาก็จะทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ ท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) จึงได้เรียกท่าน(อฺ)เข้าพบก่อนท่าน(ศ)จะถึงแก่กรรม โดยกอดคอท่าน(อฺ)ไว้แล้วร้องไห้

ท่าน(ศ) กล่าวกับท่านอะลี(อฺ) ว่า

“โอ้ อะลีเอ๋ย แท้จริงฉันรู้ดีว่า เจ้าเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางในจิตใจของคนพวกหนึ่งอยู่ พวกเขาจะเปิดเผยมันให้ปรากฏแก่เจ้าภายหลังจากฉันสิ้นไปแล้ว ดังนั้นถ้าหากว่าพวกเขาให้บัยอะฮฺต่อเจ้า เจ้าก็จงยอมรับเถิด แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น เจ้าก็จงอดทน จนกว่าจะได้พบกับฉันในฐานะที่ได้รับความอธรรม” (139)

ดังนั้นเมื่อท่านอะลี(อฺ) จำเป็นต้องอดทนหลังจากมีการให้บัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะคำสั่งเสียของท่านศาสนทูต(ศ) ที่ให้ไว้กันท่าน และนี่คือฮิกมะฮฺอันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

6. นอกจากเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด สำหรับมวลมุสลิมนั้น เมื่อได้อ่าน อัล-กุรอาน และพิจารณาดูโองการต่างๆ ที่แนะนำให้รู้ดีถึงชีวประวัติของประชาชาติต่างๆ ในอดีตที่ล่วงมา ก็จะเห็นได้ว่า มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏมากกว่าที่ได้เกิดขึ้นในยุคของเราเสียอีก เช่นเรื่องของกอบีลที่สังหารฮาบีล พี่ชายของตัวเองด้วยความอธรรมและเป็นศัตรู เรื่องของนบีนูฮฺ(อฺ)ปู่ทวดของบรรดานบีที่ได้ต่อสู้มาเป็นเวลานับพันปี แต่พรรคพวกของท่านก็มิได้ปฏิบัติตาม นอกจากเพียงส่วนน้อย อีกทั้งภรรยาและบุตรของท่านก็ยังเป็นกาฟิร

เรื่องของนบีลูต(อฺ)ที่มิได้พบเลยว่าในญาติพี่น้องของตัวเองนั้น จะมีครอบครัวใดเป็นผู้ศรัทธานอกจากหลังเดียว เรื่องพวกฟิรเอาน์ที่หยิ่งผยองในหน้าแผ่นดินและกดขี่มนุษย์ก็ไม่มีใครเป็นผู้ศรัทธาเลย นอกจากมุอฺมินคนเดียวที่ซ่อนเร้นความศรัทธาไว้ เรื่องของพี่ๆ ของนบียูซุฟ(อฺ) บุตรของนบียากุ๊บ(อฺ) พวกเขาเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งพวกเขาวางแผนร้ายเพื่อสังหารน้องชายคนเล็ก ทั้งๆที่ไม่มีความผิดใดๆ ที่จะกล่าวหาเขาได้ แต่ด้วยความริษยาต่อเขา เพราะว่าบิดารักเขามากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ

และเรื่องของบะนีอิซรออีลที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้นบีมูซา(อฺ)ช่วยปลดปล่อยพวกเขา และนำพวกเขาผ่านพ้นทะเลแดง แล้วทรงบรรดาให้ศัตรูของพวกเขาและฟิรเอานฺจมน้ำ โดยที่พวกเขาไม่ต้องรับภาระในการทำสงครามและไม่ทันที่พวกเขาจะพ้นออกจากทะเลจนเท้าแห้ง พวกเขาก็ศิโรราบกราบกรานรูปปั้นเสียแล้ว

พวกเขากล่าวว่า “โอ้ มูซา จงสร้างพระเจ้าให้แก่เราเหมือนอย่างที่เขาเหล่านั้นมีพระเจ้ากันเถิด”

นบีมูซา(อฺ)กล่าวว่า “แท้จริงพวกท่านเป็นคนโง่เขลา”

และครั้นเมื่อนบีมูซา(อฺ)ได้เวลาที่ต้องเข้าเฝ้าต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และได้แต่งตั้งนบีฮารูน(อ.) ลูกผู้พี่ของท่านให้เป็นตัวแทน เขาเหล่านั้นก็ได้วางแผนการณ์ร้ายและคิดจะกำจัดท่าน(อฺ) และปฏิเสธต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) แล้วเคารพรูปปั้น รูปวัว หลังจากนั้นพวกเขาได้สังหารนบีของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ดังที่พระองค์ตรัสว่า

“ในทุกครั้งที่ศาสนทูตได้นำเรื่องที่ไม่สบอารมณ์ของพวกสูเจ้ามายังพวกสูเจ้า พวกสูเจ้าก็หยิ่งยะโส โดยที่บางพวก พวกสูเจ้าก็ปฏิเสธ และบางพวก พวกสูเจ้าก็สังหารเสีย” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 87)

ยังมีเรื่องของนบียะฮฺยา(อฺ) นบีซะกีรียา(อฺ) ซึ่งเป็นนบี และเป็นผู้มีคุณธรรมสูง พวกเขาต้องถูกเข่นฆ่า และถูกนำศีรษะไปสังเวยแก่จอมมารร้ายแห่งพวกบะนีอิซรออีล

ยังมีเรื่องของพวกยิว และพวกนะศอรอ ซึ่งวางแผนการณ์ร้ายเพื่อสังหารนบีอีซา(อฺ) บนไม้กางเขนและไหนยังมีเรื่องราวของประชาชาตินบีมุฮัมมัด(ศ)ที่ได้นำกองทหารร่วมสามหมื่นคน เข้าสังหารท่านอิมามฮูเซน(อฺ) หลานชายของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ผู้เป็นประมุขของชายหนุ่มชาวสวรรค์ ทั้งๆไม่มีใครเข้าร่วมกับท่านเลยนอกจากคนเพียงเจ็ดสิบสองคน พวกทหารเหล่านั้นฆ่าพวกเขาจนหมด ทั้งนี้รวมไปถึงทารกน้อยคนหนึ่งของท่านที่ยังไม่หย่านมอีกคนหนึ่งด้วย

หลังจากนี้แล้ว ยังจะมีอะไรที่ถือเป็นเรื่องแปลกอีก? แล้วจะแปลกอะไรในเมื่อท่านศาสนทูต(ศ)เองได้เคยกล่าวกับศ่อฮาบะฮฺของท่าน(ศ)ว่า

“พวกท่านจะเจริญรอยตามแบบอย่างของคนรุ่นก่อนหน้าพวกท่านทีละคืบๆ ทีละศอกๆ แม้ว่าพวกเขาจะเข้าไปในรูแย้ แน่นอน พวกท่านก็จะเข้าไปเหมือนกัน”

พวกศ่อฮาบะฮฺกล่าวว่า “ท่านหมายถึงพวกยิวและนะศอรอใช่ไหม?”

ท่าน(ศ) ตอบว่า “แล้วจะเป็นใครเสียอีก ?” (140)

จะแปลกอะไรในเมื่อเราเคยได้อ่านในบุคอรีและมุสลิมถึงคำกล่าวของนบี(ศ)ที่ว่า : ศ่อฮาบะฮฺของฉันในวันกิยามัตจะถูกนำไปยังทางทิศเหนือ

ฉันจึงกล่าวขึ้นว่า “จะไปยังนรก ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ”

ฉันจึงกล่าวอีกว่า “โอ้พระผู้อภิบาล เขาเหล่านั้นเป็นศ่อฮาบะฮฺของฉัน”

มีสุรเสียงดังขึ้นว่า “เจ้าไม่รู้หรอกว่า หลังจากสิ้นเจ้าแล้ว พวกเขาได้ก่อเหตุอันใดบ้าง”

ฉันจึงกล่าวอีกว่า “การลงโทษพึงประสบแด่คนที่พลิกแพลงภายหลังจากฉัน ดูเหมือนฉันเห็นว่า ไม่มีใครในหมู่พวกเขาจะคลาดแคล้วได้ นอกจากเพียงจำนวนน้อย” (141)

จะแปลกอะไร เมื่อท่านนบี(ศ)เคยกล่าวไว้ว่า “ประชาชาติของฉันจะแตกออกเป็นเจ็ดสิบสามพวก ทั้งหมดจะตกนรกนอกจากพวกเดียวเท่านั้น” (142)

องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งยิ่ง มีความสัตย์จริงเสมอ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้รอบรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า

“มนุษย์ส่วนมากนั้นจะไม่เป็นผู้ศรัทธา ถึงแม้เจ้าจะปรารถนาเพียงใดก็ตาม”(ยูซุฟ / 103)

“ทว่า สัจธรรมได้มีมายังพวกเขาแล้ว แต่ส่วนมากพวกเขาเป็นผู้ชิงชังต่อสัจธรรม” (อัล-มุมินูน / 70)

“แน่นอนยิ่งเราได้นำสัจธรรมมายังพวกเจ้าแล้ว แต่ส่วนมากพวกเจ้าเป็นผู้ชิงชังต่อสัจธรรม” (อัซ-ซุครุฟ / 78)

“แน่นอน สัญญาของอัลลอฮฺนั้นคือสัจธรรม แต่ส่วนมากพวกเขาไม่รู้” (ยูนุซ / 55)

“พวกเขาทำให้พวกเจ้าพอใจต่อลมปากของพวกเขา แต่หัวใจของพวกเขาขัดขืน และส่วนมากของพวกเขาเป็นผู้ละเมิด” (อัตเตาบะฮฺ / 8)

“แท้จริงอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ประทานเกียตริยศแก่มวลมนุษย์ แต่ส่วนมากพวกเขาไม่กตัญญู” ( ยูนุซ / 60)

“พวกเขารู้จักความโปรดปรานของอัลลอฮฺ จากนั้นพวกเขาก็ปฏิเสธมันเสีย และส่วนมากพวกเขาเป็นผู้เนรคุณ” ( อัล-นะฮฺลุ / 83)

“แน่นอนยิ่ง เราได้แจกแจงสาธยายไว้ในระหว่างพวกเขาเพื่อพวกเขาได้รำลึก แต่แล้วส่วนมากมนุษย์ขัดขืน ยิ่งกว่านั้นยังเนรคุณด้วย” ( อัล-ฟุรกอน / 50) “ส่วนมากพวกเขาไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังเป็นผู้ตั้งภาคี” (ยูซุฟ / 106)

“ยิ่งกว่านั้น ส่วนมากพวกเขาไม่รู้ถึงสัจธรรม ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นผู้บิดเบือน” (อัมบิยาอ์ / 24)

“เกี่ยวกับเรื่องนี้กระนั้นหรือที่พวกเจ้าแปลกใจ และหัวเราะเยาะในขณะที่พวกเจ้าเป็นคนหลงตามใจตัวเอง” (อัน-นัจมุ / 61)



ความสูญเสียและความขมขื่น

จะมิให้ข้าพเจ้ารู้สึกขมขื่นใจได้อย่างไร? จะมิให้คนมุสลิมทุกคนขมขื่นใจได้อย่างไร ในเมื่อได้อ่านความจริงต่างๆเหล่านี้เกี่ยวกับความสูญเสียของมวลมุสลิมเนื่องจากท่านอิมามอะลี(อ)ต้องห่างไกลจากตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ทั้งๆที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้แต่งตั้งท่าน(อ)แล้ว จนประชาชาติอิสลามต้องหมดโอกาสในการที่จะได้ปฏิบัติตามแนวทางอันประเสริฐ และวิชาการอันมากมายของท่าน

ถ้าหากคนมุสลิมได้พิจารณาให้ถ่องแท้โดยปราศจากความมีอคติ และไม่มีการใช้อารมณ์แล้วไซร้ ก็จะพบทันทีว่า ท่านอะลี(อ) คือผู้ที่มีความรู้มากที่สุดหลังจากท่านศาสนทูต(ศ) ประวัติศาสตร์ได้ยืนยันไว้ว่า ผู้รู้ในหมู่ศ่อฮาบะฮฺทั้งหลายต่างมาขอคำวินิจฉัยจากท่าน(อ)ในทุกๆปัญหาที่ประสบแก่พวกเขา และคำพูดของอุมัร บินค็อฏฏอบเองมากกว่าเจ็ดสิบครั้งที่ว่า “หากไม่มีอะลี แน่นอนอุมัรต้องได้รับความพินาศ” (143)

ในขณะที่ท่านอะลี(อ)นั้น ไม่เคยถามปัญหาจากพวกเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เช่นเดียวกันกับที่ประวัติศาสตร์ได้ยอมรับว่า อะลี อิบนุอะบีฏอลิบ(อ)เป็นคนกล้าหาญที่สุดในหมู่ศ่อฮาบะฮฺ และเป็นคนแข็งแรงที่สุด แน่นอนคนกล้าหาญหลายคนในหมู่ศ่อฮาบะฮฺเคยหลบหนีในหลายๆสมรภูมิรบ เนื่องจากความกลัว ขณะที่ท่านอะลี(อ) ยังคงยืนหยัดในสมรภูมิเหล่านั้นทุกครั้ง หลักฐานที่พอเพียงสำหรับเรื่องนี้ ได้แก่กรณีที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ให้การยกย่องท่านไว้ เมื่อคราวที่ท่าน(ศ)กล่าวว่า

“วันพรุ่งนี้ฉันจะมอบธงของฉันให้กับชายคนหนึ่งที่รักอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูตของพระองค์ และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)อีกทั้งศาสนทูตของพระองค์ก็รักเขา เขายืนหยัดมั่นคงไม่มีการหลบหนี อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงทดสอบหัวใจของเขาด้วยความมีอิหม่าน”

บรรดาศ่อฮาบะฮฺต่างก็มีความปรารถนาที่จะได้ในสิ่งนี้ แต่แล้วศาสนทูตก็ได้มอบธงนี้แก่ท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(144)

กล่าวโดยสรุป เรื่องการมีความรู้ ความกล้าหาญ ความมีพลังที่มีเฉพาะอยู่ในตัวของท่านอะลี(อ)นั้น เป็นที่รู้จักกันดีทั้งในหมู่ชาวซุนนีและชีอะฮฺ และไม่มีใครขัดแย้งกันในเรื่องนี้ จึงสามารถนำมาตัดสินหาข้อยุติได้กับข้อบัญญัติในเรื่องอัล-วิลายะฮฺ ของท่านในวันเฆาะดีรคุม และอื่นๆ เพราะอัลกุรอานจะไม่ยอมรับความเป็นผู้นำ และความเป็นอิมามให้แก่ใครนอกจากคนที่มีความรู้ ความกล้าหาญ ที่ทรงพลัง อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงมีโองการว่า ให้ปฏิบัติตามผู้รู้

“ผู้ที่ได้ชี้นำสู่สัจธรรมนั้นทรงสิทธิ์ในการได้รับการปฏิบัติตามหรือว่าผู้ที่ไม่ได้ชี้นำอะไรเลย นอกจากต้องได้รับการชี้นำ(จะทรงสิทธิ์ในการได้รับการปฏิบัติตาม) ดังนั้นพวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินอย่างไรก็ได้” (ยูนุซ / 35) อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดเป็นวาญิบให้การนำนั้นเป็นของผู้รู้ที่กล้าหาญ ที่มีพลัง ดังโองการที่ว่า

“พวกเขากล่าวว่า จะให้เขามีอำนาจปกครองเราได้อย่างไร ในขณะที่พวกเรามีสิทธิ์ในอำนาจการปกครองมากกว่าเขา และเขามิได้รับทรัพย์สินอะไรมากมาย พระองค์ตรัสว่า แท้จริงอัลลอฮฺ ทรงคัดเลือกเขาไว้ให้แก่พวกสูเจ้า และทรงเพิ่มพูนความกว้างขวางในวิชาการและร่างกายให้แก่เขา และอัลลอฮฺทรงประทานอาณาจักรการปกครองแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺทรงแผ่ไพศาล ทรงรอบรู้ยิ่ง” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 247)