แน่นอน อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงมีความประสงค์ให้ อะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)เป็นค่อลีฟะฮฺของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) โดยข้อบัญญัติที่มาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเช่นเดียวกับการเลือกตั้งของมวลมุสลิม ซึ่งประชาชาติของอิสลามกลุ่มหนึ่งทั้งซุนนีและชีอะฮฺต่างลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์สำหรับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของท่านอะลี(อฺ) แต่จะมีความเห็นขัดแย้งกัน สำหรับการเป็นค่อลีฟะฮฺของบุคคลอื่นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย

ขอกล่าวว่า “โอ้หนอ ความสูญเสียของปวงบ่าวแห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)หากพวกเขายอมรับตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงคัดเลือกให้ แน่นอน พวกเขาจะได้บริโภคทั้งของที่อยู่เหนือศีรษะและอยู่ใต้เท้าของพวกเขา และแน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงประทานความจำเริญจากฟากฟ้าแก่พวกเขา และแน่นอนบรรดามุสลิมปัจจุบันนี้ต้องเป็นผู้นำโลก ตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ ถ้าพวกเขาเชื่อถือตามพระองค์”

“และพวกเจ้าจะสูงส่ง หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา” (อัล-กุรอาน)

แต่ชัยฏอนนั้น เป็นศัตรูของพวกเราอย่างเปิดเผย พระองค์ทรงมีโองการเกี่ยวกับคำพูดของมันต่อพระองค์ว่า

“ดังนั้นโดยที่ทรงให้ฉันหลงผิด แน่นอนฉันจะนั่งเฝ้าพวกเขาที่หนทางอันเที่ยงตรงของพระองค์ หลังจากนั้น ฉันจะเข้าหาพวกเขาทั้งจากด้านหน้า และด้านหลังของพวกเขา จากทางขวาและทางซ้ายของพวกเขา และพระองค์จะไม่ได้พบเลยว่าส่วนมากพวกเขาจะเป็นผู้ขอบพระคุณ” (อัล-อะอฺรอฟ / 16-17) ปัญญาชนสมัยใหม่ พึงพิจารณาดูสภาพของบรรดามุสลิมในโลกนี้หรือที่เรียกกันว่า ประเทศในโลกที่สามเถิด เพราะพวกเขาล้าหลัง โง่เขลา ถูกควบคุมอยู่ตามแนวทางและมาตรการของคนเหล่านั้น พวกเขาตกต่ำ ไม่มีความสามารถในสิ่งใดเลย

เห็นไหมว่า พวกเขาต้องยอมจำนนอยู่ข้างหลังอำนาจรัฐที่ยอมรับอิสราเอล นั่นคือปฏิเสธการยอมรับพวกเขา ไม่ให้เกียรติพวกเขา แม้กระทั่งการเข้าไปในอัล-กุดส์ที่ได้กลายเป็นเมืองหลวงของคนเหล่านั้นไปแล้ว แล้วท่านก็เห็นแล้วว่า ประเทศมุสลิมปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร ท่านจะเห็นว่า พวกเขาอยู่ภายใต้ความเมตตาของอเมริกาและรัสเซีย

แน่นอนความยากจนได้เกาะกินประชาชนเหล่านั้น ความหิวและความเจ็บไข้ได้ป่วยกำลังเข่นฆ่าพวกเขาในขณะที่สุนัขในยุโรปได้กินเนื้อประเภทต่างๆ ปลาชนิดต่างๆ บรรดามุสลิมกำลังจะตายด้วยความหิวโหย ไม่พานพบแม้ข้าวโพดสักหนึ่งคำ หรือเศษขนมปังสักชิ้นในประเทศอิสลามบางประเทศ ขอกล่าวว่า ไม่มีพลัง และไม่มีอำนาจใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ผู้ทรงสูงสุด ผู้ทรงยิ่งใหญ่

ประมุขของสตรี-ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรอ (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)ได้ออกแถลงเมื่อตอนที่ท่านโต้แย้งกับอะบูบักรฺ ท่านหญิงได้กล่าวคุฏบะฮฺ ในที่ชุมนุมของมุฮาญิรีนและอันศอร ในตอนจบท่านได้กล่าวถึงความหันเหของประชาชาติว่า

“ขอสาบานด้วยอายุขัยของข้า แน่นอนขอยืนยันว่า ต้องมีปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อผลิตผลของมันสุกงอมหลังจากนั้นผู้คนระดับเจ้านายจะทำการดูดดื่มเลือดอย่างโหดเหี้ยม จะมีการกดขี่อย่างเผด็จการ เมื่อนั้นเองคนที่ทำผิดจะขาดทุน คนที่หันเหจะรับรู้ถึงผลกรรมที่คนรุ่นแรกก่อตั้งไว้ ต่อจากนั้นพวกเขาก็จะเสวยสุขจากโลกดุนยาอันหอมหวนของพวกท่าน และพวกเขาสงบมั่นอยู่กับความเสียหายอันขมขื่น

พวกเขาจะแจ้งข่าวดีด้วยคมดาบ และแส้ที่หวดลงมาอย่างพรั่งพร้อม และจะมีการข่มเหงรังแกจากผู้อธรรม กลุ่มหนึ่งของพวกท่านจะปล่อยปละละวางถือสันโดษ แต่การรวบรวมกลุ่มของพวกท่านเป็นการแสวงหาประโยชน์ โอ้หนอ ความสูญเสียของพวกท่าน พวกท่านจะเป็นฉันใด แน่นอนมันมืดมน แก่พวกท่านแล้ว จะให้เราดำเนินการกับมัน เพื่อพวกท่านกระนั้นหรือ ก็พวกท่านเป็นผู้ชิงชังรังเกียจกับมัน” (110)

ท่านประมุขของเหล่าสตรีให้ความสัตย์จริงเหมือนที่ท่านบอกเล่าไว้ เพราะท่านคือสายเลือดของท่านนบี(ศ) และเป็นที่ตั้งของศาสนา แน่นอน คำพูดของท่านได้กล่าวถึงรูปธรรมของประชาชาติ ใครจะรู้บ้างว่า บางครั้งผู้ที่รอคอยท่านอยู่จะนึกอดสูใจในสิ่งที่กระทำไปแล้วก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาชิงชังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานมา ดังนั้น ผลงานของพวกเขาจึงถูกลบล้าง



ข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์

ยังมีข้อมูลที่สำคัญอีกประการหนึ่ง สำหรับการวิเคราะห์เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ซึ่งควรแก่การพิจารณาและศึกษาอย่างยิ่ง บางทีอาจจะเป็นข้อเสนอเดียวที่ส่วนมากแล้วจะมีผลกระทบ ในยามที่ผู้โต้เถียงจนมุมต่อหลักฐานแล้ว แต่ยังไม่พบหนทางที่จะทำให้เกิดการยอมรับต่อข้อบัญญัติชัดแจ้งได้ ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความอัศจรรย์ และเห็นว่าไกลเกินความจริง คนจำนวนแสนจากบรรดาศ่อฮาบะฮฺอยู่ร่วมในพิธีแต่งตั้งท่านอิมามอะลี(อฺ)

ต่อจากนั้น คนทั้งหมดกลับหวนมาขัดแย้งกับท่าน ปฏิเสธท่าน ทั้งๆที่ในจำนวนนั้นมีศ่อฮาบะฮฺที่ทรงธรรมและประชาชาติที่ดีเลิศอยู่ นี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเองในตอนแรกๆ ที่ทำการค้นคว้า ข้าพเจ้าไม่เชื่อและเป็นไปไม่ได้สักคนที่จะเชื่อในเมื่อปัญหาข้อนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเสนอ แต่พอเราศึกษาประเด็นของปัญหาจากแง่มุมในด้านต่างๆ ทั้งหมด

ความมหัศจรรย์ใจเช่นนั้นก็ค่อยๆ สูญหายไป เพราะปัญหาได้เป็นเหมือนอย่างที่เราสร้างมโนภาพ หรือเหมือนอย่างที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺเสนอมา โดยที่ใช้คำพูดอย่างคมคาย ฉะนั้น มาดูซิ ศ่อฮาบะฮฺ จำนวนแสนได้ขัดขืนคำสั่งของศาสนทูต(ศ) เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

1. คนหนึ่งอยู่ในพิธีบัยอะฮฺแห่งอัล-เฆาะดีรนั้น มิได้เป็นคนที่อาศัยอยู่ในเมืองมะดีนะฮฺทั้งหมด หากแต่อาจคาดคะเนได้ว่าอย่างมากก็ประมาณ 3 ถึง 4,000 คน ที่อาศัยที่มะดีนะฮฺ เมื่อเราเคยทราบมาแล้วว่า ในจำนวนคนเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นคนรับใช้ เป็นข้าทาส เป็นผู้อ่อนแอที่มุ่งมาหาท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)จากที่ต่างๆ พวกเขาไม่มีเผ่าพันธุ์ และไม่มีญาติมิตรในเมืองมะดีนะฮฺ เช่น อะฮฺลุศสิฟฟะฮฺ จึงหมายความว่า พวกเขามีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นคือ สองพันคน

ถึงกระนั้น พวกเหล่านี้ก็ยอมจำนนต่อบรรดาหัวหน้าเผ่าและระบบเครือญาติที่กำลังเจริญรุ่งเรือง เพราะท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เคยกำชับพวกเขาในเรื่องนี้ กล่าวคือเมื่อมีแขกเมืองมาหาท่าน ท่านจะให้หัวหน้า และนายของคนเหล่านั้นจักการทำหน้าที่ดูแล ด้วยเหตุนี้ เราจึงพบการปรับปรุงใหม่ขึ้นมา เพื่อมีการเรียกพวกเขาในอิสลามว่า อะฮฺลุล-ฮัล วัล-อักด์ (นักแก้ไขและวางหลักเกณฑ์)

2. เมื่อเรามาพิจารณาดูการจัดประชุมที่ซะกีฟะฮฺ ซึ่งมีขึ้นในขณะที่ท่านนบี(ศ)วะฟาตอย่างทันทีทันใด เราพบว่าผู้เข้าร่วมซึ่งรับหลักการในการเลือกอะบูบักรฺเป็นค่อลีฟะฮฺนั้นมีไม่เกิน 100 คน โดยประมาณเป็นอย่างมาก เพราะว่าชาวอันศอรมิได้เข้าร่วมเลยทั้งๆที่พวกเขาเป็นชาวมะดีนะฮฺ ทั้งนี้ยกเว้นคนระดับเจ้านายและหัวหน้าของพวกเขาเท่านั้น เช่นกันกับชาวมุฮาญิรีนที่ไม่เข้าร่วมด้วย ทั้งที่พวกเขาเป็นชาวมักกะฮฺที่อพยพมาพร้อมกับท่านนบี(ศ) นอกจากเพียง 3 หรือ 4 คนเท่านั้น ที่เป็นตัวแทนของชาวกุเรช

นับว่าพอเป็นหลักฐานให้เรามโนภาพถึงขนาดของซะกีฟะฮฺได้ กล่าวคือเราทั้งหลายทราบกันอยู่ว่า ในอดีตกาลที่ผ่านมานั้น ซะกีฟะฮฺเป็นสถานที่มีความหมายว่าอย่างไร กล่าวคือ มิใช่สถานที่สำหรับจัดประชุม และมิใช่ที่รโหฐานสำหรับการประชุม ฉะนั้น เมื่อเรากล่าวว่าจำนวนคนประมาณ 100 ที่ซะกีฟะฮฺ บะนี สาอิดะฮฺ ก็ให้ถือว่าเป็นจำนวนมากที่สุดตามความเชื่อของเรา

เพื่อให้ผู้ค้นคว้าได้เข้าใจว่า 100,000 คนนั้น มิได้เข้าร่วมด้วยแต่อย่างใด พวกเขามิได้ยิน แม้กระทั่งจะมีเหตุการณ์ใดๆ ที่ซะกีฟะฮฺ นอกจากเมื่อเวลาได้ผ่านไปนานแล้ว เพราะในยุคนั้น ไม่มีการสื่อสาส์นทางอากาศ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีโทรคมนาคม และไม่มีดาวเทียม

หลังจากที่คนระดับหัวหน้าเผ่าต่างๆ ตกลงกันแต่งตั้งอะบูบักรฺ เป็นคอลีฟะฮฺแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีผู้โต้แย้ง เช่นประมุขของชาวอัน-ศอร ซะอัด บิน อุบาดะฮฺ หัวหน้าเผ่าค็อซร็อจ และบุตรชายคือ “ก็อยซฺ” อย่างไรเสียคนส่วนใหญ่ที่เป็นแกนนำ (ตามที่เรียกกันในวันนั้น) ได้ให้การยอมรับในหลักการและยอมประนีประนอมด้วยในยามที่คนมุสลิมส่วนใหญ่ไม่รู้เห็นเรื่องราวแห่งซะกีฟะฮฺ

และส่วนหนึ่งก็กำลังสาละวนอยู่กับการจัดศพท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)หรือไม่ก็กำลังตื่นตะลึงอยู่กับข่าวการเสียชีวิตของท่าน และอุมัร บินค็อฏฏอบเองก็ได้ขูเข็ญ และสร้างความหวาดหวั่นแก่พวกเขาอยู่ หากพูดว่าท่านนบี(ศ)ตาย (111)

เสริมตรงนี้อีกนิดหนึ่งว่า ศ่อฮาบะฮฺส่วนใหญ่นั้น ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้เกณฑ์ให้เข้าอยู่ในกองทัพของอุซามะฮฺ และส่วนมากคนเหล่านั้นเป็นนักการทหารที่เข้มแข็งไม่ได้เข้าดูการวะฟาตของนบี(ศ) และมิได้เข้าประชุมที่ซะกีฟะฮฺ

หลังจากนี้แล้ว คิดหรือว่าสมาชิกในเผ่าหรือในตระกูลนั้นๆ จะโต้แย้งหัวหน้าของพวกตนในกรณีที่ได้จัดการเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะกับงานที่กระทำขึ้น นั้นเป็นไปโดยบุคคลผู้มีเกียรติ มีความอาวุโส ซึ่งเป็นที่แสวงหาของทุกๆ เผ่าพันธุ์ในหมู่พวกเขา ใครจะรู้บ้างว่า บางทีตนก็อาจติดตามเขาเหล่านั้น ในวันหนึ่งข้างหน้า อย่างมีเกียรติในฐานะผู้นำมวลมุสลิมก็ได้ ตราบใดที่เจ้าของตำแหน่งตามหลักศาสนายังอยู่ห่างไกล

ผลที่สุดการชูรอก็ได้กลายเป็นจริงขึ้นมาซึ่งพวกเขาก้ได้รับประโยชน์ด้วยกัน จะมิให้พวกเขาดีใจด้วยอย่างไร และจะมิให้พวกเขาสนับสนุนด้วยอย่างไร ?

3. เมื่อนักแก้ไขและวางหลักเกณฑ์เป็นพลเมืองของมะดีนะฮฺ เมื่อพวกเขาได้พิชิตในกิจการหนึ่งสำเร็จลงแล้ว พลเมืองที่อยู่ไกลโพ้นตามหัวเมืองต่างๆ ของคาบสมุทรอรับ ก็ไม่มีทางจะโต้แย้งได้ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่า อะไรเกิดขึ้นบ้างในยามที่พวกเขาไม่อยู่ที่นั่น เพราะการสื่อสาส์นในสมัยนั้นเพิ่งจะเริ่มต้น

จากนั้น พวกเขาก็คาดการณ์ว่า พลเมืองมะดีนะฮฺอาศัยอยู่กับท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ เพราะเขาย่อมเข้าใจย่อมรู้อะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับบทบัญญัติที่ถูกประทานมาโดยวะฮฺยูในเวลาหนึ่งเวลาใด วันหนึ่งวันใดก็ได้ หลังจากนั้นแล้วหัวหน้าเผ่าที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงก็มิได้ให้ความสำคัญกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺแต่อย่างใด

พวกเขาถือว่า เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอะบูบักรฺ หรือ อะลี(อฺ) หรือใครก็ตาม ส่วนชาวมักกะฮฺนั้นที่ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับตนก็คือ ให้ได้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าตระกูลของตน และอย่าได้มีใครขัดแย้งกับตนเลยสักคนเดียว

ใครจะรู้บ้างเล่า บางทีอาจมีบางคนซักถามไปมาระหว่างกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ และต้องการที่จะเปิดเผยข่าวออกไป แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายปกครองได้เตรียมการปิดข่าวเงียบด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งปลอบและขู่ อาจเป็นไปได้ว่าถูกตามที่พวกชีอะฮฺกล่าวว่า ตามประวัติ มาลิก บินนุวัยเราะฮฺ เป็นคนที่งดการจ่ายซะกาตแก่อะบูบักรฺ (แต่อัลลอฮฺ องค์เดียวเท่านั้นที่รู้)

ส่วนผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์สงครามกับพวกที่ไม่จ่ายซะกาตในสมัยอะบูบักรฺ ก็พบกันอย่างมากมายว่าล้วนเป็นเรื่องที่บกพร่อง ไม่น่าจะยอมรับได้ ตามที่นักประวัติศาสตร์บางท่านรายงานไว้ เนื่องจากปกป้องเกียรติยศของศ่อฮาบะฮฺ โดยเฉพาะผู้ปกครองของพวกตน

4. มูลเหตุบังเอิญอันสำคัญยิ่งสำหรับกรณีการเล่นบทบาทอันยิ่งใหญ่ในการยอมรับสิ่งที่ได้ชื่อว่า วันแห่ง “กิจการอันสำคัญปรากฏ” ก็คือการจัดประชุมที่ซะกีฟะฮฺนั้น มีขึ้นในขณะที่บรรดาศ่อฮาบะฮฺเผอเรอ นั่นคือ พวกเขากำลังสาละวนอยู่กับการจัดศพของท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ในจำนวนคนเหล่านั้น มีท่านอิมามอะลี(อฺ) อับบาซ และคนอื่นๆ อีกในตระกูลบนีฮาชิม มิกดาด ซัลมาน อะบูซัร อัมมาร ซุเบร และนอกเหนือจากคนเหล่านี้อีกมาก

ครั้นเมื่อพวกซะกีฟะฮฺออกกันมาแห่แหนอะบูบักรฺไปยังมัสญิด เพื่อเชิญชวนให้ทำการรับบัยอะฮฺทั่วไป ประชาชนทั้งหลายก็ยอมรับการบัยอะฮฺกันเป็นหมวดหมู่ บ้างก็เต็มใจ และบ้างก็ฝืนใจ ปรากฏว่าอะลี(อฺ)และพรรคพวกยังไม่เสร็จสิ้นจากการทำหน้าที่ต่างๆ ของพวกตามหลักศาสนาที่วางข้อบัญญัติแก่พวกเขาในด้านจริยธรรมอันสูงส่ง

พวกเขาจึงไม่อาจทอดทิ้งท่านศาสนฑูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) โดยมิได้อาบน้ำฆุซุล ห่อกะฝั่น และจัดแจงในสิ่งต่างๆ รวมทั้งการฝังให้เพื่อจะรีบไปที่ซะกีฟะฮฺ เพื่อโต้แย้งเกี่ยวกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺได้

เมื่อพวกเขาเสร็จสิ้นจากการทำหน้าที่ก็พอดีกับการแต่งตั้งอะบูบักรฺก็ได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ท่านจึงกลายเป็นคนที่ขัดขืนการให้บัยอะฮฺอันถูกกำหนดว่า เป็นพวกก่อการฟิตนะฮฺ ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ทรยศต่อบรรดามุสลิม จึงจำเป็นสำหรับบรรดามุสลิมจะต้องลุกขึ้นต่อสู้กับท่าน หรือให้สังหารก็ได้ หากจำเป็นต้องกระทำด้วยเหตุนี้เราจะเห็นได้ว่าอุมัร ได้คาดโทษต่อ ซะอัด บิน อุบาดะฮฺ ด้วยการประหารชีวิต เพราะไม่ยอมให้บัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺ และได้กล่าวว่า

“พวกท่านจงสังหารเขาเสียเถิด เพราะแท้จริงเขาเป็นพวกก่อฟิตนะฮฺ” (112)

หลังจากนั้น เขายังได้คาดโทษบรรดาคนที่ขัดขืนซึ่งอยู่ในบ้านของท่านอะลี(อฺ) โดยจะเผาบ้านรวมทั้งคนในบ้าน เมื่อเรารู้ซึ้งถึงความผิดของท่านอุมัร อิบนุค็อฏฏอบในเรื่องการให้บัยอะฮฺ เราจึงเข้าใจในภายหลังว่า ยังมีอีกมากที่นับว่าเป็นเรื่องชวนให้อนาถใจ

ท่านอุมัรเห็นว่า สำหรับการทำให้การบัยอะฮฺมีความถูกต้องนั้น ถือว่าใช้ได้โดยมีมุสลิมคนหนึ่งดำเนินล่วงหน้าไปก่อนแล้ว จำเป็นสำหรับอื่นๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามและถ้าใครขัดขืน ก็เท่ากับเขาเป็นคนทรยศต่ออิสลามและจำเป็นต้องประหารชีวิต

เราลองมาฟังดูท่านพูดเกี่ยวกับตัวของท่านเอง ในเรื่องการให้บัยอะฮฺตามที่ท่านบุคอรีรายงานไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่าน(113)

ท่านกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นที่ซะกีฟะฮฺ ได้ถูกเล่าขานดังนี้ : มีการเขม่นกันอย่างมาก และมีการใช้เสียงดัง (หมายถึงโต้เถียงกัน) จนกระทั่งฉันได้แยกตัวออกมาจากความขัดแย้ง

ฉันได้กล่าวว่า “ยื่นมือของท่านมาเถิด ท่านอะบูบักรฺ”

เมื่อเขายื่นมือมาฉันที่ทำการบัยอะฮฺทันที แล้วชาวอัล-มุฮาญิรีนก็ให้บัยอะฮฺ(114) และชาวอันศอรด้วย พวกเราคาดโทษต่อซะอัด บินอุบาดะฮฺ

มีคนหนึ่งในหมู่พวกเขากล่าวว่า “พวกท่านฆ่า ซะอัด บินอุบาดะฮฺ”

ฉันกล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงสังหารซะอัด บินอุบาดะฮฺ”

อุมัรกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกเราไม่เคยพบเห็นกิจการใดๆ ที่พวกเราดำเนินกันมาว่าจะมีอะไรที่มีน้ำหนักมากกว่าการให้บัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺ พวกเรากลัว ถ้าหากว่าเราแตกออกจากพรรคพวกและไม่มีการให้บัยอะฮฺ พวกเขาจะให้บัยอะฮฺกับชายคนหนึ่งในหมู่พวกเขา บางทีเราอาจให้บัยอะฮฺพวกเขาในสิ่งที่เราไม่พอใจ และบางทีเราขัดแย้งกับพวกเขาซึ่งจะเกิดความเสียหาย

ดังนั้น ที่ให้บัยอะฮฺกับบุคคลหนึ่งโดยมิได้เกิดจากการชูรอของมวลมุสลิม ก็อย่าได้ทำตามเขา และห้ามตามคนที่ให้บัยอะฮฺนั้น อันเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการที่เขาทั้งสองคนจะถูกสังหาร”

หลักใหญ่สำหรับท่านอุมัร มิใช่เรื่องการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องการชูรอ หากแต่ท่านถือเอาเพียงการที่คนๆ หนึ่งในหมู่มุสลิมรีบออกหน้าในการให้บัยอะฮฺ ก็จะเป็นหลักฐานสำหรับคนอื่น

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงกล่าวกับอะบูบักรฺว่า “ยื่นมือของท่านมาเถิดอะบูบักรฺ”

เมื่อเขายื่นมือมา ท่านก็ให้บัยอะฮฺแก่เขาโดยไม่ต้องมีการชูรอ และไม่ลังเลใจโดยกลัวว่าจะมีคนอื่นกระทำล่วงหน้ากับการนั้น ท่านอุมัรอธิบายตรงนี้เกี่ยวกับความเห็นของท่านว่า เรากลัวว่า หากเราแตกออกจากพรรคพวกและไม่มีการให้บัยอะฮฺ พวกเขาจะต้องให้บัยอะฮฺกับบุคคลหนึ่งหลังจากเรา อุมัรกลัวว่าชาวอันศอรจะดำเนินการก่อน เพราะพวกเขาจะให้บัยอะฮฺแก่ชายคนหนึ่งในหมู่พวกเขา เรายิ่งได้ความกระจ่างเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขากล่าวว่า

“บางที่เราอาจให้บัยอะฮฺพวกเขาในสิ่งที่เราไม่พอใจ และบางทีเราอาจขัดแย้งกับพวกเขา อันจะเกิดความเสียหาย”(115)

ถึงแม้เราจะมีความยุติธรรมในการตัดสิน และมีความละเอียดในการค้นคว้า ก็จำเป็นแก่เราที่ต้องยอมรับว่า อุมัร บินค็อฏฏอบ ได้เปลี่ยนแปลงความคิดนเรื่องบัยอะฮฺ ในบั้นปลายของชีวิต ทั้งนี้จะเป็นได้เมื่อมีชายคนหนึ่งมาหาท่านโดยการนำมาของอับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ เมื่อตอนทำฮัจญ์ครั้งสุดท้ายของท่าน

เขากล่าวว่า “โอ้ อะมีรุลมุอ์มินีน ท่านจะว่าอย่างไรกับคนๆ หนึ่งที่กล่าวว่า หากอุมัรตาย ฉันจะให้บัยอะฮฺกับคนๆ นั้น ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ การบัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺหาใช่อื่นใด นอกจากความบังเอิญซึ่งได้จบไปแล้ว”

ปรากฏว่า ท่านอุมัรโกรธมาก ด้วยเหตุนี้เขาจึงขึ้นคุฏบะฮฺต่อประชาชนทันทีที่กลับไปถึงมะดีนะฮฺ ใจความตอนหนึ่งที่กล่าวในคุฏบะฮฺคือ :

“มีข่าวมาถึงฉันว่าคนๆ หนึ่งในหมู่พวกท่านพูดว่า ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ หากอุมัรตาย ฉันจะให้บัยอะฮฺกับคนๆ นั้น ดังนั้น เขาอย่าปล่อยให้กิจการใดหลอกลวงเขาเป็นอันขาด”

จนกระทั่งเขาพูดว่า “การบัยอะฮฺต่อ อะบูบักรฺเป็นความบังเอิญ แต่มันได้จบไปแล้ว แน่นอน เรื่องมันเป็นอย่างนั้นจริง แต่ทว่าอัลลอฮฺทรงปกป้องความชั่วร้ายของมันไว้ได้...”(116)

หลังจากนั้นเขากล่าวว่า

“ใครก็ตามที่ให้บัยอะฮฺกับบุคคลหนึ่งโดยไม่มีการชูรอจากมวลมุสลิมก็ไม่ถือว่าอันนั้นเป็นบัยอะฮฺ และผู้ที่ให้บัยอะฮฺนั้น ก็มิใช่ด้วย มันล่อแหลมต่อการที่เขาทั้งสองจะถูกสังหาร...” (117)

ทำไมอุมัรจึงไม่มีความคิดเช่นนี้ในวันซะกีฟะฮฺ เพื่อมิได้บังคับมวลมุสลิม ให้ทำบัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺ ซึ่งถือเป็นความบังเอิญ ที่อัลลอฮฺทรงปกป้องความชั่วของมันไว้ ตามที่ท่านอุมัรได้ยืนยันไว้เช่นนั้น แต่เป็นไฉนที่อุมัร จึงมีความคิดใหม่เช่นนี้ เพราะท่านได้ออกกฏพิพากษาตัวเอง และสหายของท่านด้วยการสังหาร ขณะที่เขากล่าวให้ความเห็นครั้งใหม่ว่า

“ใครก็ตามที่ให้บัยอะฮฺกับบุคคลหนึ่งโดยไม่มีการชูรอจากมวลมุสลิมก็ไม่ถือว่าอันนั้นเป็นบัยอะฮฺ และผู้ให้บัยอะฮฺก็มิใช่ด้วย มันล่อแหลมต่อการที่เขาทั้งสองจะถูกสังหาร...”

เราคงจะต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมท่านอุมัรถึงเปลี่ยนความคิดเห็นของตัวเองในบั้นปลายของชีวิต เนื่องจากเป็นที่รู้กันโดยมากว่าความคิดใหม่ของท่านนั้นเป็นการอุทธรณ์ต่อการบัยอะฮฺแก่อะบูบักรฺนับจากพื้นฐานของมันเลยทีเดียว ทั้งที่ท่านเป็นคนที่ให้บัยอะฮฺต่อเขาล่วงหน้าโดยไม่มีการชูรอจากมวลมุสลิมแต่อย่างใด ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องฉุกเฉิน

และท่านก็ได้อุทธรณ์ต่อการทำบัยอะฮฺแก่ท่านเองอีกด้วย เพราะว่าท่านเข้าสู่ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺโดยการบัยอะฮฺของอะบูบักรฺ เมื่อตอนใกล้จะตายโดยไม่มีการชูรอจากมวลมุสลิม จนกระทั่งมีศ่อฮาบะฮฺบางคนเข้าพบอะบูบักรฺ แล้วคัดค้านต่อเขาที่แต่งตั้งบุคคลที่ชอบความรุนแรงให้ปกครองพวกตน(118)

ครั้นเมื่ออุมัรได้ออกมาเพื่ออ่านหนังสือของอะบูบักรฺที่ให้ประกาศต่อประชาชน

มีชายคนหนึ่งถามว่า “โอ้ อะบูชฮัฟศ์(อุมัร) ในหนังสือนี้มีอะไรบ้าง?”

เขาตอบว่า “ไม่รู้ แต่ฉันจะเป็นคนแรกที่ยอมรับและปฏิบัติตาม”

ชายคนนั้นกล่าวว่า “แต่ทว่า ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ท่านให้เขาเป็นผู้ปกครองเมื่อปีก่อน ปีนี้เขาก็ให้ท่านเป็นผู้ปกครองอีก” (119)

นี่คือคำพูดที่คล้ายคลึงกับคำพูดที่ท่านอิมามอะลี(อฺ)เคยพูดกับอุมัร เมื่อตอนที่ท่านเห็นว่าอุมัร พยายามบังคับผู้คนให้บัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺ

ท่านกล่าวว่า “จงดูดนมจากเต้าของเขาให้เต็มที่ และจงสนับสนุนงานของเขา วันนี้เป็นทีของเขาจะนำมันกลับมาให้ท่านเอง” (120)

ข้อสำคัญก็คือ ทำไมอุมัรจึงได้เปลี่ยนความคิดของตนในเรื่องการทำบัยอะฮฺ ข้าพเจ้าอยากจะเชื่อว่าเพราะเขาคงได้ยินศ่อฮาบะฮฺบางคนต้องการจะทำบัยอะฮฺให้แก่ท่านอะลี อิบนุ อะบีฏอลิบ(อฺ) หลังจากอุมัรตายและนี่คือสิ่งที่อุมัรไม่พอใจเลยตลอดกาล เพราะเขาเองเคยคัดค้านข้อบัญญัติอันชัดแจ้งและคัดค้านมิให้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เขียนข้อความนั้นให้แก่พวกเขา(121)

เพราะเป็นที่รู้กันว่า เขายับยั้งท่านนบี(ศ) จนกระทั่งกล่าวหาว่าท่านนบี(ศ) เพ้อเจ้อ และข่มขู่ประชาชนจนกระทั่งพวกเขาพูดว่าท่านนบี(ศ)ตาย(122) ทั้งนี้ก็เพราะไม่ให้ประชาชนคนใดทำการบัยอะฮฺล่วงหน้าแก่ท่านอะลี(อฺ) และได้ชิงทำการบัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺเสียก่อนแล้วบังคับประชาชนให้ทำตามนั้นด้วย

อีกทั้งข่มขู่พวกเขาทุกคนที่ขัดขืนว่า ต้องประหารชีวิต ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นหนทางที่ทำให้ท่านอะลี(อฺ)ต้องถอยห่างจากตำแหน่งค่อลีฟะฮฺทั้งสิ้น เขาจะพอใจได้อย่างไร เมื่อมีคนมาพูดกับท่านว่า

“เขาจะให้บัยอะฮฺแก่ชายคนนั้นคนนี้ ถ้าหากอุมัรตายลงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังได้มีการปกปิดชื่อของชายคนที่พูดคนนั้นจนไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเป็นศ่อฮาบะฮฺคนสำคัญท่านหนึ่งแน่นอน”

เขาได้ทักท้วงสิ่งที่อุมัรกระทำลงไปในการบัยอะฮฺอะบูบักรฺนั้น โดยกล่าวว่า “ขอสาบายด้วยพระนามของอัลลอฮฺ การให้บัยอะฮฺแก่อะบูบักรฺ หาใช่อื่นใดไม่นอกจากเป็นเรื่องฉุกเฉิน ซึ่งมันก็จบไปแล้ว”

หมายความว่า ถึงแม้เรื่องของมันจะเกิดขึ้นในยามที่มวลมุสลิมวางเฉยโดยที่มิได้มีการชูรอจากพวกเขาเลยมันก็จบสิ้นลงแล้ว และมันก็ได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว และเมื่อมีการผ่อนผันให้อุมัรกระทำอย่างนั้นกับอะบูบักรฺได้ จะเป็นอย่างไรที่ไม่ผ่อนผันให้เขากระทำอย่างเดียวกันนั้นกับคนนั้นคนนี้บ้าง

เราจะสังเกตเห็นที่ตรงนี้ได้เลยว่า ทั้งอิบนุอับบาซ อับดุลเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ และอุมัร บินค็อฏฏอบ ต่างพากันปกปิดชื่อของคนพูดผู้นี้ เช่นเดียวกับปกปิดชื่อคนที่ต้องการจะทำบัยอะฮฺ และแน่นอน บุคคลทั้งสองนี้จะต้องเป็นคนสำคัญระดับสูงในหมู่มุสลิม

เราจะเห็นว่าท่านอุมัรโกรธคำพูดตรงนี้ และทันทีทันใด ในศุกร์แรกท่านก็กล่าวคุฏบะฮฺต่อประชาชน แล้วกล่าวถึงหัวข้อเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺแล้วได้เสนอความคิดใหม่ให้แก่พวกเขาในคราวนั้น เพื่อเป็นการตัดหนทางจากชายคนนี้ซึ่งต้องการใช้วิธีแบบฉุกเฉินอีก เพราะว่ามันจะเป็นโอกาสดีสำหรับคู่พิพากษ์ของท่าน โดยเหตุที่เราเข้าใจมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าคำพูดนี้มิใช่เป็นความคิดของคนๆ นี้ผู้เดียว หากแต่เป็นความคิดเห็นของศ่อฮาบะฮฺจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ท่านบุคอรีจึงกล่าวว่า :

แล้วท่านอุมัรก็โกรธ หลังจากนั้น เขากล่าว่า “อินชาอัลลอฮฺ ฉันจะต้องดักซุ่มอยู่ในหมู่ประชาชนตอนกลางคืนเพื่อคอยระมัดระวังคนเหล่านั้น ผู้ซึ่งต้องการจะกระทำมิชอบต่อพวกเขาในกิจการงานของพวกเขา...” (124)