ทุกประการเหล่านี้คือถ้อยคำคุฏบะฮฺที่อะเราะฟะฮฺ ในเทศกาลฮัจญะตุ้ล-วิดาอ์ ซึ่งข้าพเจ้าได้รวบรวมเนื้อหามาจากหนังสือที่ได้รับความเชื่อถือหลายๆเล่ม จนไม่มีคำสั่งเสียตอนใดของท่านนบี(ศ)ตามที่นักฮะดีษบันทึกไว้ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึง มีบ้างไหมเรื่องใหม่ๆสำหรับศ่อฮาบะฮฺในคุฏบะฮฺนี้? เปล่าเลย ทุกประการล้วนเคยได้รับการกล่าวถึงมาแล้วในอัลกุรอาน และในซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ)

แน่นอนชีวิตของท่านนบี(ศ) ทั้งหมดตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านได้อธิบายให้แก่ประชาชนในสิ่งที่ถูกประทานมายังพวกเขา และสั่งสอนพวกเขาทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ดังนั้นนอกเหนือจากคำสั่งเสียเหล่านี้ที่มุสลิมทั้งหลายรับรู้กันอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นจะมีมูลเหตุอันใดสำหรับการประทานโองการด้วย

“ความสมบูรณ์ของศาสนา และความสมบูรณ์ของเนียะอฺมะฮฺ และความพอพระทัยของอัลลอฮฺเลย”

เรื่องนี้เป็นเพียงการทบทวนแก่พวกเขาเพื่อตอกย้ำ เพราะว่า นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้รวมตัวกันในจำนวนมากมายมหาศาสเช่นนี้ และก็เป็นเพราะว่าท่านจะได้แจ้งให้พวกเขาได้รับทราบเรื่องราว ก่อนจะออกกันไปทำฮัจญ์ โดยเหตุทีว่า ฮัจญะตุ้ล-วิดาอ์ นั้น เป็นวาญิบสำหรับท่านที่จะต้องให้พวกเขาได้ยินคำสั่งเสียนั้นๆ

ส่วนถ้าเราจะเชื่อถือตามคำพูดที่ 2 ว่า โองการนี้ถูกประทานที่เฆาะดีรคุม หลังจากแต่งตั้งท่านอิมามอะลี(อ)เป็นค่อลีฟะฮฺของท่านนบี(ศ) และได้เป็นอะมีรุ้ลมุอ์มินีน จะเห็นได้ว่า ความหมายของเรื่องราวมีความถูกต้อง เที่ยงตรง เพราะตำแหน่งค่อลีฟะฮฺหลังจากท่าน นบี(ศ)เป็นเรื่องสำคัญและเป็นไปไม่ได้ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงทอดทิ้งปวงบ่าวของพระองค์ให้ระหกระเหิน

และไม่สมควรสำหรับนบี(ศ) ที่จะจากไปโดยไม่ได้แต่งตั้งผู้สืบต่อโดยทอดทิ้งประชาชาติของท่านให้อยู่อย่างเลื่อนลอยปราศจากคนดูแล ทั้งๆที่ในยามที่ท่านจะออกจากเมืองมะดีนะฮฺ ท่านยังต้องแต่งตั้งศ่อฮาบะฮฺคนใดคนหนึ่งไว้เป็นตัวแทนเสมอ แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่า ในยามที่ท่านจะคืนกลับสู่พระผู้อภิบาลแล้วท่านไม่มีความคิดในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ???

แม้กระทั่งพวกปฏิเสธพระเจ้าในสมัยเรายังเชื่อในกฎข้อนี้ ซึ่งจะรีบแต่งตั้งตัวแทนเพื่อเป็นผู้นำต่อจากตนแม้กระทั้งก่อนที่ตนจะตาย เพื่อบริหารกิจการของประชาชน และไม่ทอดทิ้งประชาชน แม้เพียงวันเดียวโดยปราศจากผู้นำ

จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับศาสนาอิสลาม ซึ่งนับว่า เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ที่สุดและมีพลังที่สุด ซึ่งอัลลอฮฺทรงวางกฎระเบียบมาในศาสนานี้ทุกประการโดยไม่มีความลึกซึ้งใดๆ ไม่มีความสมบูรณ์ใดๆ ไม่มีความยิ่งใหญ่ใดๆ และไม่มีความดีงามใดๆ มากไปกว่าศาสนานี้อีก พระองค์ทรงกล่าวไว้ในคัมภีร์ของศาสนานี้ว่า

“แท้จริงอัลกุรอานนี้ จะชี้นำไปทางที่เป็นความเที่ยงธรรม” (อัล-อิซรออฺ /9)

ใช่แล้ว เป็นไปไม่ได้สำหรับศาสนานี้ที่จะละเลยกิจการอันสำคัญยิ่งเช่นนี้ไปได้ เราทราบดีมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า อาอิชะฮฺ,อิบนิอุมัร และก่อนหน้าคนทั้งสอง คือ อะบูบักรฺและอุมัร ต่างก็ตระหนักดีกันทุกคนว่า จำเป็นจะต้องแต่งตั้งค่อลีฟะฮฺ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสียหายแน่ๆ เช่นเดียวกับที่บรรดาค่อลีฟะฮฺทั้งหลายหลังจากคนเหล่านั้นที่ตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ดังนั้นทุกคนจึงแต่งตั้งคนที่จะมาต่อภายหลังจากพวกตน จะเป็นไปได้อย่างไรที่ฮิกมะฮฺ(วิทยปัญญา) อันนี้ถูกบิดบังแก่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ) ???

สำหรับคำพูดที่ว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีวะฮฺยูยังศาสนทูตของพระองค์(ศ)ในโองการแรก (โองการสั่งให้ประกาศ) ขณะที่เดินทางกลับจากฮัจญะตุ้ลวิดาอ์ ว่าให้แต่งตั้งท่านอะลี(อ) เป็นค่อลีฟะฮฺ โดยโองการที่ว่า

“โอ้ ศาสนทูตเอ๋ย จงประกาศเรื่องที่ถูกประทานลงมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และหากเจ้าไม่กระทำก็เท่ากับเจ้ามิได้ประกาศสาส์นของพระองค์เลย และอัลลอฮฺทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์”

นั้นหมายความว่า โอ้ มุฮัมมัด(ศ) ถ้าเจ้าไม่ประกาศเรื่องที่ฉันสั่งเจ้าว่าอะลี(อ)นั้น ต้องเป็นวะลีของบรรดาผู้ศรัทธาภายหลังจากเจ้า ก็เท่ากับเจ้าไม่ได้ทำหน้าที่อันสำคัญของเจ้าให้สมบูรณ์ ในฐานะที่เจ้าถูกแต่งตั้งมา...

ดังนั้นความสมบูรณ์ของศาสนา จึงอยู่ที่ตำแหน่งอิมาม นั่นคือ วิลายะฮฺแห่งงานบริหาร อันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้มีสติปัญญาทุกคน ดังจะเห็นได้ว่าท่านนบี(ศ)มีความหวั่นใจต่อการขัดแย้งของพวกเขา หรือการปฏิเสธของพวกเขาต่อท่าน ตามที่มีรายงานในบางริวายะฮฺว่า ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า : แน่นอนญิบรออีลได้รับบัญชามาจากพระผู้อภิบาลของฉันว่า ให้ฉันยืนขึ้นในสถานที่ชุมนุมแห่งนี้ และให้ฉันประกาศแก่ชาวผิวดำและผิวขาวทุกคนว่า

“แท้จริงอะลี บินอะบีฏอลิบ เป็นพี่น้องของฉัน เป็นทายาทของฉันและเป็นค่อลีฟะฮฺของฉันและเป็นอิมามภายหลังจากฉัน”

แล้วฉันได้ถามญิบรออีลว่า “ขอให้พระผู้อภิบาลผ่อนผันแก่ฉันก่อนจะได้ไหม เพราะฉันรู้ดีว่ามีส่วนน้อยที่เป็นมุตตะกีน และส่วนมากนั้นเป็นผู้คิดร้ายและติเตียนฉัน เนื่องจากฉันให้ความสำคัญกับอะลีเป็นอย่างมากและยอมรับต่อเขาอย่างจริงจัง จนกระทั้งพวกเขาเรียกฉันว่า หู”

ดังนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จึงมีโองการว่า

“และส่วนหนึ่งจากพวกเขามีผู้ที่ให้ร้ายต่อนบี และกล่าวว่า เขาคือ หู จงกล่าวเถิดว่า หู นั้น ดีสำหรับพวกท่าน”(อัต-เตาบะฮฺ / 61)

ถ้าฉันต้องการจะตั้งชื่อเรียกพวกเขา และแสดงหลักฐานแก่พวกเขา แน่นอนฉันก็ทำได้ แต่ในความลับของพวกเขาเหล่านั้นฉันให้เกียรติเสมอ เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่ทรงพอพระทัยสิ่งอื่นใด (ประกาศศาสนา) ของฉันจงรู้ไว้เถิดประชาชนทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงแต่งตั้งอะลีและอิมามแก่พวกท่านแล้ว และกฎแห่งการเชื่อฟังปฏิบัติตามเขานั้น มีสำหรับทุกคน...(97)

เมื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานโองการแก่ท่าน(ศ)ว่า

“และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์”

ท่านก็กระทำตามคำสั่งของพระผู้อภิบาลในเวลาเดียวกันนั่นเองอย่างไม่รอช้า โดยได้แต่งตั้งอะลี(อ)เป็นค่อลีฟะฮฺภายหลังจากท่าน และสั่งศ่อฮาบะฮฺของท่านให้แสดงความยินดีต่อผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งพวกเขาก็ทำตาม แล้วหลังจากนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ก็ทรงประทานโองการแก่พวกเขาว่า

“วันนี้ ฉันได้ให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาของพวกสูเจ้าเพื่อพวกสูเจ้า และได้ให้ความสมบูรณ์แก่ความโปรดปรานของฉันแก่พวกเจ้าแล้ว และฉันยินดีต่อพวกสูเจ้าที่ได้อิสลามเป็นศาสนา”

นอกจากนี้แล้วเรายังพบว่า นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ บางส่วนยอมรับอย่างเปิดเผยว่าโองการว่าด้วยการประกาศถูกประทานมาในเรื่องตำแหน่งอิมามของท่านอะลี(อ) ดังที่พวกเขาได้รายงานมาจาก อิบนุมัรดุวียะฮฺ จากท่าน อิบนุมัซอูด ว่า ในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) พวกเราอ่านโองการนี้

“โอ้ ศาสนทูตเอ๋ย จงประกาศเรื่องที่ถูกประทานลงมายังเจ้า(ต่อท้ายว่า “แท้จริงอะลีเป็นเมาลาของบรรดาผู้ศรัทธา) และถ้าหากเจ้าไม่กระทำก็เท่ากับเจ้ามิได้ประกาศสาส์น ของพระองค์เลย และอัลลอฮฺทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์”(98)

หลังจากนี้แล้ว ถ้าเรานำมาพิจารณาประกอบกับริวายะฮฺต่างๆของพวกชีอะฮฺที่มาจากบรรดาอิมามบริสุทธิ์ เราสามารถสรุปได้ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาของพระองค์ด้วยตำแหน่งอิมาม ด้วยเหตุนี้เรื่องตำแหน่งอิมามในสายชีอะฮฺ จึงเป็นรากฐานประการหนึ่งของศาสนา(อุศูลุดดีน)

ด้วยตำแหน่งท่านอิมามอะลี(อ) นี่เองที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้ความสมบูรณ์แก่ความโปรดปรานของพระองค์สำหรับมุสลิมทั้งหลาย เพื่อพวกเขาจะไม่ระหกระเหินกันไปตามทางของอารมณ์ และภัยพิบัติก็จะไม่แผ้วพาน จนทำให้พวกเขาแตกแยกเหมือนฝูงแกะที่ปราศจากผู้ดูแล

พระองค์ทรงพอพระทัยที่อิสลามได้เป็นศาสนา เพราะว่า ได้ทรงเลือกบรรดาอิมามให้ ซึ่งพระองค์ได้ชำระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์และประทานวิทยปัญญาญาณให้แก่พวกเขา และทรงให้พวกเขาสืบมรดกในวิชาการแห่งคัมภีร์ เพื่อพวกเขาได้เป็นทายาทของมุฮัมมัด(ศ)

จึงวาญิบแก่มวลมุสลิมที่จะต้องพอใจต่อกฎเกณฑ์และการคัดเลือกของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และจะต้องนอบน้อมอย่างยอมจำนน เพราะความหมายของคำว่า อิสลาม โดยทั่วไป หมายถึงการยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) พระองค์ทรงมีโองการว่า

“และพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงสร้างตามที่ทรงประสงค์และทรงคัดเลือก ซึ่งพวกเขาไม่มีสิทธิในการคัดเลือก มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ และทรงสูงสุดกว่าสิ่งต่างๆที่พวกเขาตั้งภาคี และพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในหัวอกของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย

และพระองค์คืออัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ มวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ ทั้งในโลกนี้และปรโลก และการวางกฎเกณฑ์เป็นสิทธิของพระองค์ และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกเจ้าจะย้อนคืนกลับ” (อัล-เกาะศ็อศ / 68-70)

ทั้งหลายเหล่านี้ได้ให้ความเข้าใจว่า วันเฆาะดีรคุมนั้น ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้ถือเป็นวันอีด เพราะหลังจากแต่งตั้งท่านอะลี(อ) และหลังจากโองการที่ว่า “วันนี้ฉันได้ให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาของพวกสูเจ้าสำหรับพวกสูเจ้าแล้ว” ถูกประทานแก่ท่านแล้ว

ท่าน(ศ) ก็กล่าวว่า “มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) สำหรับการให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนา และให้ความสมบูรณ์แก่ความโปรดปราน และพระผู้อภิบาลทรงพอพระทัยต่อสาส์นของฉันและวิลายะฮฺของอะลี บินอะบีฏอลิบ ภายหลังจากฉัน”(99)

หลังจากนั้น ท่านก็ได้พันผ้าโพกศีรษะให้ เพื่อแสดงความยินดี และท่านนบี(ศ) ก็ได้นั่งลงในที่พัก และให้ท่านอะลี(อ) นั่งลงข้างท่านด้วย และได้สั่งให้บรรดามุสลิมประกอบด้วยบรรดาภรรยาของท่าน เหล่ามารดาแห่งศรัทธาชนซึ่งมีอยู่ในหมู่พวกเขา ให้เข้าไปแสดงความยินดีเป็นหมวดหมู่ต่อท่านอะลี(อ) ด้วยการยืนตรงและกล่าวสลามต่อท่าน ในฐานะผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา

แล้วคนทั้งหลายก็ได้กระทำที่ท่านนบี(ศ)สั่ง และปรากฏว่า กลุ่มหนึ่งที่แสดงความยินดีต่อ อะมีรุล-มุอ์มินีน อะลี อิบนิอะบีฏอลิบ ในโอกาสนี้ คือ อะบูบักรฺ และอุมัร

ทั้งสองท่านเข้าไปหาท่านอะลี(อ) แล้วกล่าวว่า “บัคคิน บัคคิน ยินดีต่อท่านด้วย โอ้ บุตรของอะบีฏอลิบ ทั้งยามเช้าและยามเย็น ท่านเป็นเมาลาของเรา และเมาลาของผู้ศรัทธาทั้งชายหญิงทุกคน”(100)

เมื่อนั้นเอง ฮัซซาน อิบนุษาบิต นักกวีสมัยท่านศาสนทูต(ศ)พอทราบว่าท่านนบี(ศ)มีความยินดีปรีดาในวันนั้น ก็กล่าวว่า “โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) อนุญาตให้ข้าพเจ้ากล่าวบทกวีในโอกาสนี้สักบทให้ท่านฟังเถิด”

ท่านศาสดา(ศ)กล่าวว่า “จงกล่าวไปเถิด เพื่อความสิริมงคลของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) โอ้ อัซซานเอ๋ย สิ่งที่เจ้าช่วยเหลือเราด้วยวาจาของเจ้าจะถูกส่งเสริมตลอดกาลด้วยวิญญาณอันบริสุทธิ์”

แล้วเขาได้กล่าวบทกวีขึ้นว่า “นบีของพวกเขาเรียกร้องพวกเขาในวันเฆาะดีรคุม ดังนั้น จงสดับรับฟังศาสนทูตในฐานะผู้เรียก...” ตลอดไปจนจบบทกวีซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้รายงานไว้(101)

แต่ถึงแม้ว่าจะมีทุกสิ่งทุกประการอย่างนี้ พวกเราก็ยังคัดเลือกเพื่อพวกของตนเองและปฏิเสธที่จะให้มีนบีและค่อลีฟะฮฺในตระกูลบะนีฮาชิม ดังนั้นพวกเขาจึงปลุกปั่นพวกของตนอยู่เนืองๆ ดังที่ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ เปิดเผยอย่างชัดเจนกับท่าน อับดุลลอฮฺ อิบนุอับบาซ เมื่อทั้งสองได้สนทนากัน(102)

จึงไม่มีใครสักคนที่สามารถจัดงานชุมนุมในวันอีดนี้ หลังจากที่ได้มีพิธีไปแล้วในครั้งแรก ซึ่งท่านนบี(ศ)ได้จัดชุมนุมเอง

เมื่อข้อบัญญัติการแต่งตั้งค่อลีฟะฮฺ พวกเขาพากันลืมเลือนไปจากความทรงจำของพวกเขาได้

ทั้งๆที่เวลาผ่านไปเพียงสองเดือน กระนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงอีกเลยแม้สักคนเดียว แล้วการรำลึกถึงวันเฆาะดีร ที่ได้ผ่านไปครบขวบปีจะจัดขึ้นได้อย่างไร โดยเหตุที่วันอีดนี้เกี่ยวพันกับการแต่งตั้งค่อลีฟะฮฺ เมื่อทำการสลายเรื่องการแต่งตั้งและขจัดสาเหตุนั้นไป ก็ไม่เหลือร่องรอยใดๆที่จะกล่าวถึงวันอีดนั้นเลย เหตุการณ์นี้ได้ดำเนินผ่านไปหลายปี สิทธิจึงได้คืนกลับสู่เจ้าของหลังจากผ่านพ้นไปแล้วถึง 1ใน 4 ของศตวรรษ ท่านอิมามอะลี(อ) ได้รื้อฟื้นเรื่องของมันขึ้นมาใหม่หลังจากที่เกือบถูกฝังให้จมไปแล้ว

นั่นคือการประชุมเราะฮฺบะฮฺ อันเป็นวาระที่ศ่อฮาบะฮฺของศาสดามุฮัมมัด(ศ) ทำพิธียืนยันเหตุการณ์ในวัน เฆาะดีร โดยที่แต่ละคนจะต้องยืนขึ้นกล่าวปฏิญาณต่อหน้าประชาชนถึงการบัยอะฮฺตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ได้มีศ่อฮาบะฮฺลุกขึ้นยืน 30 คนเป็นชาว บะดัร 16 คน พวกเขาปฏิญาณกัน(103) และบุคคลที่ไม่ยอมปฏิญาณและอ้างว่าลืมเรื่องราวไปแล้ว ได้แก่ อะนัซ บินมาลิก ซึ่งเขาได้รับดุอาอ์ของท่าน อะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) ในฐานะที่ไม่ยืนขึ้นปฏิญาณ ปรากฏว่า เขาเป็นโรคเรื้อน

ซึ่งเขาได้ร้องไห้แล้วกล่าวว่า “ดุอาอ์ของบ่าวศอลิฮฺได้ถูกฉันแล้ว เนื่องจากฉันปิดบังไม่ยอมปฏิญาณ” (104)

ด้วยเหตุนี้ อะบูฮะซัน (อิมามอะลี) จึงถือเอาเรื่องนี้เป็นหลักฐานต่อประชาชาติ และตั้งแต่นั้นมาถึงปัจจุบัน และจวบจนถึงวันกิยามัต พวกชีอะฮฺทำพิธีรำลึกถึงวันเฆาะดีร ซึ่งในทัศนะของพวกเขาถือเป็นวันอีดใหญ่ที่สุด จะไม่ทำเช่นนั้นได้อย่างไร เมื่อมันเป็นวันที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาสำหรับเรา และให้ความสมบูรณ์แก่ความโปรดปรานสำหรับเราในวันนั้น และทรงพอพระทัยที่อิสลามได้เป็นศาสนาของเรา

มันคือวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ศาสนทูตของพระองค์(ศ) และบรรดาผู้ศรัทธา นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺบางท่าน ได้กล่าวถึงรายงานของ อะบูฮุร็อยเราะฮฺ ซึ่งได้กล่าวว่า

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้จับมือของท่านอะลี(อ)แล้วกล่าวว่า “ผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้นอะลีจึงเป็นเมาลาของเขาด้วย”

ตลอดจนจบคุฏบะฮฺ แล้วอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงประทานโองการว่า

“วันนี้ฉันได้ให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาของพวกสูเจ้าสำหรับพวกสูเจ้า และฉันได้ให้ความสมบูรณ์ แก่ความโปรดปรานของฉันสำหรับสูเจ้าและฉันยินดีที่อิสลามเป็นศาสนาสำหรับสูเจ้า”

อะบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวว่า : นั่นคือวัน “เฆาะดีร คุม” ผู้ใดถือศีลอดในวันที่ 18 ซุลฮิจญะฮฺ เขาจะถูกบันทึกว่า ได้ถือศีลอด 60 เดือน(105)

สำหรับริวายะฮฺต่างๆ ของพวกชีอะฮฺจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ.) ก็ได้เล่ากันไว้และไม่ขาดตกบกพร่อง มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ สำหรับทางนำของพระองค์ ที่ทรงทำให้เราได้เป็นผู้ยึดถือวิลายะฮฺของอะมีรุลมุอ์มินีน และเป็นผู้เฉลิมฉลองวันเฆาะดีร

สรุปฮะดีษ อัล-เฆาะดีร ที่ว่า

“ผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้นอะลี ก็เป็นเมาลาของเขาด้วย โอ้อัลลอฮฺ โปรดคุ้มครองผู้จงรักภักดีต่อเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อศัตรูของเขา โปรดช่วยเหลือคนที่ช่วยเหลือเขา และโปรดบั่นทอน คนที่บั่นทอนเขา สัจธรรมจะอยู่กับเขาเสมอ ไม่ว่าเขาจะอยู่อย่างไหน”

เป็นฮะดีษ หรืออีกนัยหนึ่งเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่ประชาชาติอิสลามได้ร่วมกันถ่ายทอดมา ดังที่กล่าวผ่านไปแล้วว่า

นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล- ญะมาอะฮฺ ได้รายงานฮะดีษนี้กันไม่น้อยกว่า 360 คน และยังมากกว่านี้อีกสำหรับนักปราชญ์ชีอะฮฺ และผู้ใดที่ต้องการจะศึกษาเพิ่มเติม ก็ดูได้จากหนังสือ อัล-เฆาะดีร ของอัลลามะฮฺ อัล-อามีนีในจำนวน 11 เล่ม ตำราซึ่งผู้เรียบเรียงได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดยิบครบครัน ตามสิทธิของเรื่องที่พึงมี จึงขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงตอบแทนแก่ท่านให้ได้รับรางวัลอันดีงามจากประชาชาติของมุฮัมมัด(ศ)

เมื่อเป็นเสียอย่างนี้ ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแปลก ที่ประชาชนอิสลามมีการแบ่งกันเป็นซุนนะฮฺ ชีอะฮฺ ซึ่งฝ่ายแรกก็ถือหลักการชูรอ (ปรึกษาหารือ) ซะกีฟะฮฺ บะนีซะอีดะฮฺ แล้วตีความข้อบัญญัติอันชัดแจ้งให้เป็นอื่นโดยขัดแย้งกับมติเอกฉันท์ของนักรายงานเรื่องฮะดีษเฆาะดีร และข้อบัญญัติอื่น แต่ฝ่ายที่สองยึดถือตามข้อบัญญัตินั้น โดยไม่พอใจที่จะเปลี่ยนแปลง และให้บัยอะฮฺต่อบรรดาอิมามทั้งสิบสองจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) และไม่ปรารถนาเป็นอย่างอื่น

โดยส่วนตัวข้าพเจ้า เมื่อครั้งที่อยู่ในมัซฮับอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ไม่เคยพบความมั่นใจในเรื่องใดๆ เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความคิดและการวินิจฉัย เนื่องจากกฎเกณฑ์ในการเลือกตั้งมิใช่หลักฐานชี้ขาดว่าคนที่เราเลือกไปในวันนี้ จะดีเด่นกว่าคนอื่นๆ

เพราะเราไม่รู้ถึงสิ่งที่อำพรางสายตา และสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ในจิตใจ เนื่องจากในความเป็นจริง เราถูกครอบงำอยู่ด้วยกิเลส การถือพรรคถือพวก และความเป็นแก่ส่วนตัวอันซ้อนเร้นอยู่ในจิตใจของเรา และกิเสสเหล่านี้จะมาเล่นงานเรา ในเมื่อการเลือกตั้งบุคคลหนึ่งบุคคลใดถูกมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของเรา

ข้อคิดอันนี้มิได้เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เลื่อนลอย เพราะผู้ที่ศึกษาค้นคว้าในความคิดอันนี้ หมายถึงความคิดเรื่องการเลือกตั้งค่อลีฟะฮฺ จะพบว่า หลักการอันนี้ยังไม่ประสบชัยชนะ และไม่มีวันจะประสบชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ อะบูบักรฺ ผู้นำของการชูรอ (ปรึกษาหารือ) ถึงแม้จะได้รับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺด้วยการเลือกตั้ง และการปรึกษาหารือแล้ว เราก็เห็นได้ว่า เมื่อเวลาสองปีเท่านั้นนับจากการก่อตั้งหลักการนี้ เขาก็รีบทำลายและยกเลิก เมื่อท่านจะถึงแก่กรรม กล่าวคือ ท่านรีบแต่งตั้ง ท่านอุมัร อิบนุค็อฏฏอบ ขึ้นเป็นค่อลีฟะฮฺของท่าน ทั้งนี้ก็เพราะตลอดเวลาในการปกครอง ท่านตระหนักดีว่าจิตใจจะปรารถนาและจะมุ่งอยู่แต่ในเรื่องผลประโยชน์ของมัน และจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชาติ (นี่คือข้อคิด)

ถ้าเราจะมองอะบูบักรฺในแง่ดี แต่ในความเป็นจริงนั้น ท่านรู้ตัวดีว่า ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺจะต้องมีขึ้นโดยบัญญัติ ส่วนการชูรอที่ซะกีฟะฮฺ มิใช่อื่นใด นอกจากเครื่องมืออันหนึ่งที่เป็นสื่อนำไปยังเป้าหมายที่ให้โอกาส อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ผู้ก่อตั้งและเสนอตำแหน่งค่อลีฟะฮฺให้อะบูบักรฺ ในวันซะกีฟะฮฺ ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ย่อมรู้ดีว่า หากไม่มีท่านไฉนเลยที่บุตรของกุฮาฟะฮฺ จะได้รับตำแหน่งเป็นค่อลีฟะฮฺ เราจะเห็นได้ว่า หลังจากเพื่อนของตนถึงแก่ชีวิต และในสมัยที่เพื่อนของเขายังดำรงตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ เขาจะยืนยันต่อหน้ามหาสมาคมว่า การบัยอะฮฺให้อะบูบักรฺนั้น เป็นเรื่องฉุกเฉิน ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงปกป้องบรรดามุสลิม ให้พ้นจากความชั่วร้ายของมันด้วยเถิด(106)

ไม่มีใครถามท่านอุมัร บินค็อฏฏอบสักคนว่า เขายอมรับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺที่อะบูบักรฺสั่งเสียไว้ให้เขาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่การให้บัยอะฮฺกับอะบูบักรฺนั้น เป็นเรื่องบังเอิญที่ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงปกป้องบรรดามุสลิมให้พ้นจากความชั่วร้ายของมัน เท่าที่เขาได้ยืนยันไว้ด้วยตัวเอง เพราะในเมื่อตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของอะบูบักรฺเป็นความบังเอิญก็เท่ากับว่า ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของเขาก็เป็นผลิตผลของความบังเอิญ หมายความว่า เป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นในความบังเอิญ

หลังจากนั้นต่อมา เราจะเห็นว่า เมื่อท่านอุมัรถูกแทง และแน่ใจว่าตนจะต้องถึงแก่ชีวิต เขาได้แต่งตั้งคน 6 คน เพื่อเลือกคนใดคนหนึ่งในกลุ่มพวกเขาเองขึ้นเป็นค่อลีฟะฮฺ เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่า ในหมู่คนจำนวนน้อยนี้ นี่แหละที่จะดำรงตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ เพราะถึงแม้จะเป็นศ่อฮาบะฮฺในยุคแรกของอิสลาม มีความสำรวมตน และมีความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า แต่ก็ยังมีกิเลสแฝงฝังอยู่ ตามวิสัยของปุถุชนซึ่งไม่สามารถบรรลุให้ผ่านพ้นไปได้ นอกจากมะอฺศูมเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงเป็นได้ว่า เขาฝักใฝ่ที่จะให้ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺตกอยู่ในกำมือของอับดุรเราะฮฺมาน บินเอาว์ฟ

เขาจึงกล่าวว่า “เมื่อพวกท่านจะเลือกค่อลีฟะฮฺ ก็จงอยู่ในกลุ่มที่มีอับดุลเราะฮฺมาน บินเอาว์ฟ” แล้วหลังจากนั้น เรายังเห็นท่านอิมามอาลี(อ.) เพื่อเป็นค่อลีฟะฮฺแต่พวกเขามีเงื่อนไขว่า ท่าน(อฺ)จะต้องปกครองพวกเขาตามกิตาบุลลอฮฺ ซุนนะฮฺของศาสนทูต(ศ) และซุนนะฮฺของผู้อาวุโสทั้งสอง อะบูบักรฺกับอุมัร ท่านอะลี(อฺ)ยอมรับว่าจะทำตามกิตาบุลลอฮฺ ซุนนะฮฺของท่านศาสนทูต(ศ) แต่จะไม่ยอมรับซุนนะฮฺของผู้อาวุโสทั้งสอง(107)

ส่วนอุษมานยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้ พวกเขาจึงให้การบัยอะฮฺต่ออุษมานเป็นค่อลีฟะฮฺ

ในเรื่องนี้ท่านอะลี(อฺ) เคยกล่าวไว้ว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เรื่องการชูรอนับจากคนแรกในหมู่พวกเขาแล้ว ที่รู้สึกว่าความสงสัยเกิดขึ้นในตัวของฉัน จนกระทั่งฉันได้มาเห็นชัดถึงหลักเกณฑ์เหล่านี้ แต่ทว่าฉันต้องหุบปีกเมื่อพวกเขาหุบ และต้องกระพือปีกเมื่อพวกเขากระพือ ดังนั้น ชายคนหนึ่งในหมู่พวกเขาก็ได้เข้าไปรับตำแหน่ง และทรัพย์สินของคนอื่นก็เป็นของผู้ที่เกี่ยวดองกับเขาพร้อมกับความอ่อนแอ” (108)

เมื่อปรากฏว่า คนเหล่านั้นซึ่งมีฐานะเป็นคนคัดเลือกของมุสลิมทั้งมวลและพวกเขากลุ่มเดียวล้วนๆ ที่ดำเนินบทบาทไปตามความเป็นชอบ ซึ่งในหมู่พวกเขายังมีการชิงชัง และการถือพรรคถือพวก ครั้งแล้วครั้งเล่าอีก

ท่านมุฮัมมัด อับดุฮฺ กล่าวไว้ในชะเราะฮฺของท่านตอนนี้ว่า :

ท่านอิมามอะลี(อฺ) ยังได้อธิบายชี้แจงในประเด็นอื่นๆ อีกว่าท่านรังเกียจที่จะกล่าวถึง สำหรับโลกดุนยานี้ หลังจากนั้นแล้ว ก็ยอมรับโดยสันติสำหรับอับดุรเราะมาน บินเอาวฟฺนั้น เสียใจในภายหลังได้เลือกไปแล้วและโกรธเคืองอุษมาน แล้วกล่าวหาว่าเขาคดโกงต่อสัญญา จนได้เกิดเหตุการณ์ในสมัยของเขาตามที่ศ่อฮาบะฮฺอาวุโสได้ กล่าวแก่เขาว่า

“โอ้อับดุรเราะฮฺมาน นี่คือ ผลงานจากน้ำมือของท่าน”

อับอุรเราะฮฺมาน กล่าวกับพวกเขาว่า “ฉันไม่คิดเลยว่า เขาจะเป็นอย่างนี้ แต่เพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) หน้าที่ของฉันจะไม่พูดกับเขาอีกตลอดกาล”

หลังจากนั้นอับดุรเราะฮฺมาน บินเอาวฺฟ ได้เสียชีวิตในขณะที่กำลังโกรธเคืองกับอุษมานอยู่ ถึงขนาดมีรายงานว่า : อุษมานเคยเข้าไปเยี่ยมอาการป่วยของเขา แล้วต้องเดินกลับ เพราะเขาผินหน้าไปยังฝาผนัง และไม่ยอมพูดกับอุษมานเลย(109)

หลังจากนั้นมา ก็ได้มีการปฏิวัติโค่นล้มอุษมานและจบลงด้วยการถูกสังหาร ประชาชาติอิสลามในยุคนั้นได้ทำการเลือกตั้งกันใหม่ คราวนี้พวกเขาเลือกอะลี แต่ โอ้หนอ ความขาดทุนที่ประสบกับบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า อาณาจักรอิสลาม ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และได้กลายมาเป็นศึกรบกับพวกมุนาฟิกีน และกับศัตรูของอิสลาม ที่มุ่งคิดทำลายวางอำนาจ และมุ่งมาดปรารถนาที่จะครอบครองตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ไม่ว่าโดยมูลค่าเท่าใด และไม่ว่าด้วยหนทางใด ถึงแม้จะต้องผลาญชีวิตของผู้บริสุทธิ์เท่าใดก็ตาม

แน่นอนบทบัญญัติของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูตของพระองค์(ศ)ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นเวลาถึง 25 ปี ท่านอิมามอะลี(อฺ) ได้พบว่าตัวเองกำลังอยู่กลางทะเลที่ลึกล้ำและกระแสคลื่นจัด รวมทั้งความมืดดำสนิท ท่านดำรงตำแหน่งค่อลีฟะฮฺท่ามกลางสงครามเลือดที่ถูกกำหนดขึ้นมาให้แก่ท่านโดยพวกบ่อนทำลาย พวกเป็นกลางและพวกนอกศาสนา และท่านไม่อาจออกจากสถานการณ์นั้นได้เลย จนกว่าพลีชีพไป ในขณะที่ประชาชาติมุฮัมมัด(ศ) ต้องประสบความสูญเสียแน่นอน

มุอาวียะฮฺ บุตรของอะบูซุฟยาน และสมาชิก เช่น อัมร์บินอาศ มุฆีเราะฮฺ บินชุอฺบะฮฺ มัรวาน บินฮะกัม และคนอื่นๆ อีกหลายคนเต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนาในโอกาสนั้น และสิ่งที่พวกเขาก่อการขึ้น ในสิ่งที่พวกเขากระทำ ก็หาใช่อื่นใดไม่ หากแต่เป็นเพราะความคิดในเรื่องชูรอ และการเลือกค่อลีฟะฮฺนั่นเอง

ประชาชาติของอิสลามได้จมลงสู่ทะเลเลือด คนโง่และคนเลวในหมู่พวกเขาเข้ามาทำการปกครอง กำหนดชะตากรรมของพวกเขา แล้วการชูรอก็ได้ผันแปรหลังจากนั้นอีกต่อไปเป็นระบบกษัตริย์ที่มีอาญาสิทธิ์ พัฒนาไปเป็นจอมจักพรรดิ์ จากสมัยของมุอาวียะฮฺ ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺก็ได้กลายเป็นระบบสืบทอดมรดกแบบลูกสืบต่อจากพ่อ

กาลเวลาในช่วงนั้นเอง ที่ได้มีการขนานนามเรียกตำแหน่งค่อลีฟะฮฺผู้ทรงคุณธรรมขึ้น โดยเรียกบรรดาค่อลีฟะฮฺทั้งสี่ว่า รอชิดีน ความจริงแล้ว แม้แต่ 4 คนนั้น ก็มิได้เป็นค่อลีฟะฮฺ โดยการเลือกตั้งและชูรอทุกคน นอกจากอะบูบักรฺและอะลี(อฺ)เท่านั้น และถ้าหากเราจะแยกอะบูบักรฺออกไปอีก เพราะเหตุว่า การบัยอะฮฺต่อท่านเป็นเรื่องฉุกเฉิน บังเอิญ ในขณะที่คนทั้งหลายเผลอเรอ

และ “พรรคผู้ปฏิเสธ” (ฮิซบุล-มุอาริฎ) ตามที่ถูกเรียกขึ้นในวันนั้น ก็มิได้เข้าร่วมด้วยทั้งๆที่พวกเขามีท่านอะลี(อฺ) และคนอื่นๆในตระกูลบะนีฮาชิมคนใดที่เห็นด้วยตามความคิดของพวกเขา ก็จะเห็นได้ว่า กฏการบัยอะฮฺโดยการชูรอและคัดเลือกอย่างแท้จริงนั้น มีเพียงอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)เท่านั้น ซึ่งบรรดามุสลิมให้บัยอะฮฺต่อเขาอย่างเปิดเผย แม้จะมีศ่อฮาบะฮฺบางคนปฏิเสธต่อเขา เขาก็มิได้กำหนดโทษ และมิได้ข่มขู่พวกนั้นเลย