โองการว่าด้วยความสมบูรณ์ของศาสนาเกี่ยวข้องกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺด้วยเช่นกัน

ดำรัสขององค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ สูงสุดยิ่ง

“ วันนี้ฉันได้ให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาของพวกสูเจ้าแก่พวกสูเจ้าแล้ว และฉันได้ให้ความสมบูรณ์แก่ความโปรดปรานของฉันแก่พวกสูเจ้าแล้ว และฉันยินดีต่อพวกสูเจ้าที่ได้อิสลามเป็นศาสนา” (อัล-มาอิดะฮฺ/ 3)

พวกชีอะฮฺต่างมีความเห็นตรงกันว่าโองการนี้ถูกประทานที่ “เฆาะดีรคุม” หลังจากที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แต่งตั้งท่านอะลี(อ)ให้เป็นค่อลีฟะฮฺของบรรดามุสลิม และนี่คือรายงานจากบรรดาอิมาม ผู้สืบเชื้อสายอันบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงจัดให้เรื่องตำแหน่งอิมามเป็นส่วนหนึ่งของอุศูลุดดีน

แม้กระทั่งส่วนมากในหมู่นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺเอง ก็ยังได้รายงานว่าโองการนี้ถูกประทานที่เฆาะดีรคุม หลังจากแต่งตั้งอิมามอะลี(อ)แล้ว ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงชื่อของเขาเหล่านั้นพอเป็นตัวอย่าง

1. ตารีค ดามิชก์ ของอิบนุ อะซากิร เล่ม 2 หน้า 75

2. มะนากิบอะลี อิบนุอะบีฏอลิบ ของ อิบนุอัล-มะฆอซะลี อัช-ชาฟิอี หน้า 19

3. ตารีค บัฆดาด ของ เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดี เล่ม 8 หน้า 290

4. อัล-อิตกอน ของซะยูฏี เล่ม 1 หน้า 31

5. อัล-มะนากิบ ของ เคาะวาริซมี อัล-ฮะนาฟี หน้า 80

6. ตัซกิเราะตุล-คิวาศ ของ ซิบฏฺ อิบนุ อัล-เญาซี หน้า 30

7. ตัฟซีร อิบนุกะซีร เล่ม 2 หน้า 14

8. รูฮุล-มะอานี ของ อะลูซี เล่ม 6 หน้า 55

9. อัล-บิดายะตุวัน-นิฮายะฮฺ ของ อิบนุกะษีร อัด-ดะมัซกี เล่ม 5 หน้า 213

10. อัดดุรรุล-มันษูร ฟี ตัฟซีร บิล-มะษูร ของซะยูฏี เล่ม 3 หน้า 19

11. ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ ของ ก็อนดูซี อัน-ฮะนะฟี เล่ม 1 หน้า 115

12. ชะวาฮิดุต-ตันซีล ของฮัซกานี อัล-ฮะนะฟี เล่ม 1 หน้า 157

ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า : ถึงกระนั้นแล้วก็ตาม จำเป็นที่นักปราชญ์สายอะฮฺลิซซุนนะฮฺจะต้องเบี่ยงเบนเรื่องราวของโองการนี้ให้เป็นเรื่องอื่นอยู่ดี ทั้งนี้ก็เพราะเพื่อปกป้องเกียรติของคนดีในอดีตรุ่นศ่อฮาบะฮฺ หาไม่แล้ว ถ้าหากยอมรับว่าโองการนี้ถูกประทานที่เฆาะดีรคุม ก็เท่ากับต้องยอมรับโดยดุษดีว่า อำนาจการเป็นผู้นำ(วิลายะฮฺ)ของอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ)นั้น คือสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานมาเพื่อยังความสมบูรณ์แก่ศาสนาและทรงให้ความสมบูรณ์แก่ความโปรดปรานของพระองค์ด้วยสิ่งนั้นสำหรับบรรดามุสลิม

และแน่นอนตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของสามท่านที่เคยมีมาก่อนแล้ว จะต้องสูญสลาย และจะต้องกระทบกระเทือนถึงความชอบธรรมของพวกศ่อฮาบะฮฺ และสำนักวิชาการของค่อลีฟะฮฺและการวินิจฉัยความต่างๆของสำนักนั้นจะเกิดความเสียหาย แล้วฮะดีษที่นิยมยกย่องกันอยู่เป็นอันมาก จะต้องละลายหายสูญเหมือนเกลือที่ละลายไปกับแม่น้ำ และเจ้าของมัซฮับต่างๆรวมถึงบรรดาอิมามทั้งหลายของมัซฮับนั้น จะต้องกลายเป็นฝุ่นละอองล่องอยู่กลางอากาศ ความลับจะเปิดเผยไม่ได้ เพราะความเปล่าเปลือยจะปรากฏเปิดเผยออกมา และแน่นอนฐานภาพที่เคยมีก็จะสูญสิ้นไป นี่คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเชื่อถือของคนส่วนใหญ่

ซึ่งประวัติความเป็นมา มีนักปราชญ์ว่าโองการนี้ถูกประทานในตอนเย็นที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺในวันศุกร์

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็กลายเป็นว่า รายงานที่มาในตอนแรกๆจึงเป็นเพียงความหลงผิดของพวกชีอะฮฺเท่านั้น ไม่มีพื้นฐานความถูกต้องใดๆเลย และกลายมาประณามต่อพวกชีอะฮฺก่อนเป็นอันดับแรก แทนการจะประณามคนเหล่านั้น เพราะพวกเขาล้วนเป็นมะอฺศูมที่ปราศจากความผิด(90) และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถจะทำการวิพากวิจารณ์ความประพฤติและคำพูดของพวกเขาได้ ส่วนพวกชีอะฮฺนั้น เป็นพวกบูชาไฟ (มะญูสี) เป็นกาฟิร เป็นพวกนอกศาสนา เป็นพวกทรยศ

ผู้ก่อตั้งมัซฮับของพวกเขาคือ อับดุลลอฮฺ อิบนุซะบะอ์ ผู้เป็น ยะฮูดที่เข้ารับอิสลามในสมัยอุษมาน(91) เพื่อวางแผนทำลายมุสลิมและอิสลาม นี่คือการตัดสินที่ง่ายมากๆต่อประชาชาติที่ได้รับการอบรมเกื้อกูลกับศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ และให้เกียรติต่อศ่อฮาบะฮฺ (ตำแหน่งศ่อฮาบะฮฺสามารถเป็นได้แม้เพียงได้เห็นท่านนบี(ศ)ครั้งเดียวก็ตาม)

แล้วเราจะยอมรับพวกเขาได้อย่างไร ในเมื่อรายงานต่างๆเหล่านี้ มิได้เกิดขึ้นเพราะความหลงผิด บิดเบือนของพวกชีอะฮฺ เพียงแต่เป็นรายงานฮะดีษจากบรรดาอิมามทั้งสิบสอง ซึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้แต่งตั้งตำแหน่งให้แก่พวกเขา แน่นอนบรรดานักปกครองของอิสลามในศตวรรษแรกๆนั้น ได้ประสบชัยชนะด้วยการปลูกฝังเรื่องความรักศ่อฮาบะฮฺ และในขั้นต่อมาก็ทำการแยกประชาชาติออกจากท่านอะลี(อ) และลูกชายทั้งสอง จนกระทั่งได้ทำการสาปแช่งพวกเขาบนมิมบัร และยังได้ส่งคนไปล่าสังหารพวกชีอะฮฺ และเนรเทศ

จากเหตุนี้ ได้ก่อเกิดความชิงชังแค้นเคืองพวกชีอะฮฺทุกคน เมื่อได้มีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์กันด้วยสื่อต่างๆในสมัยมุอาวียะฮฺ โดยการแทรกแซงและตั้งข้อหาว่าเป็นอะกีดะฮฺที่ผิดพลาด เพื่อต่อสู้กับชีอะฮฺโดยที่ถือเอาพวกเขาเป็นพรรคฝ่ายตรงข้าม ดังที่เรียกขานกันอยู่ในหมู่พวกเราปัจจุบันนี้ ผลที่สุดก็ได้มีการขจัดและทำลายล้างคนกลุ่มนั้นเสีย

ด้วยเหตุนี้เราจึงพบว่า นักเขียน นักประวัติศาสตร์ ในสมัยนั้น ได้ตั้งชื่อเรียกพวกเขาว่า พวกรอฟิฎี(พวกละเมิด) กล่าวหาว่าพวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธ ประกาศว่าเลือดของพวกเขาเป็นที่อนุญาตให้ทำลายล้างได้เพื่อความใกล้ชิดกับพวกนักปกครอง เมื่ออาณาจักรของราชวงศ์อุมัยยะฮฺได้สิ้นสุดลง อาณาจักรของอับบาซียะฮฺ ก็เข้ามารับช่วงต่อไป บรรดานักประวัติศาสตร์บางท่านก็ได้มาสืบสานเรื่องราวลงในตำราของพวกเขา ให้การยอมรับเป็นบางส่วนเกี่ยวกับความเป็นจริงของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)(92) จึงได้พยายามสร้างความถูกต้องชอบธรรม เช่น การรวมท่านอะลี(อ)เข้าไปอยู่ในจำนวนค่อลีฟะฮฺรอชีดีน แต่ก็ยังไม่ยอมชัดเจนถึงสิทธิที่แท้จริงของท่าน

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นได้ว่าพวกเขามิได้รายงานอะไรในตำราศ่อฮีฮฺของพวกเขาเลย นอกจากเรื่องเล็กๆน้อยๆจากเกียรติคุณด้านต่างๆของท่านอะลี(อ) และเฉพาะส่วนที่ไม่ขัดกับผู้เป็นค่อลีฟะฮฺที่ได้รับตำแหน่งไปก่อน ขณะบางนักปราชญ์ก็ได้อุปโลกน์ฮะดีษต่างๆขึ้นมาในเรื่องเกี่ยวกับเกียรติยศของอะบูบักรฺ อุมัรและอุษมาน ตามสำนวนเดียวกับของท่านอะลี(อ) เพื่อเป็นการตัดหนทางแก่พวกชีอะฮฺที่จะกล่าวถึงเกียรติยศของท่านอะลี(อ)

ตลอดกระบวนความของการวิเคราะห์ ได้เปิดเผยให้เห็นว่าความเป็นผู้มีชื่อเสียง และมีเกียรติของบุคคลต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับอัตราความโกรธเคืองของพวกเขาที่มีต่อท่านอะลี(อ) กล่าวคือ พวกตระกูลอุมัยยะฮฺและอับบาซียะฮฺ จะให้ความใกล้ชิดและยกย่องให้เกียรติกับทุกคนที่ต่อสู้กับท่านอิมามอะลี(อ) หรือที่มีจุดยืนตรงข้ามกันกับท่าน ไม่ว่าด้วยดาบหรือด้วยคำพูดก็ตาม ดังจะเห็นได้ว่า พวกเขายกย่องศ่อฮาบะฮฺบางคน และตำหนิบางคน และปรนเปรอทรัพย์สินเงินทองแก่นักกวีต่างๆและเข่นฆ่าคนอื่นๆในขณะเดียวกัน บางที อาอีชะฮฺ อุมมุลมุอ์มินีน เองอาจไม่ได้รับเกียรติอันสูงส่งเช่นนั้น ถ้าหากว่านางมิได้โกรธเคือง และมิได้ทำสงครามกับอะลี(อ)(93)

ด้วยเหตุนี้อีกเช่นกัน จะพบว่า ตระกูลอับบาซี ได้ให้เกียรติยกย่องบุคอรีและมุสลิม และให้เกียรติยกย่องอิมามมาลิก เพราะคนเหล่านั้นมิได้รายงานเรื่องเกียรติยศของท่านอะลี(อ)นอกจากเพียงเล็กน้อย ยิ่งกว่านั้นเรายังพบอีกว่า ในหนังสือเหล่านี้มีการอธิบายว่า อะลี บินอะบี ฏอลิบ นั้นไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรีใดๆ ดังที่บุคอรีได้รายงานไว้ในตำราศ่อฮีฮฺของท่าน หมวดว่าด้วยเกียรติคุณของอุษมาน

จากรายงานของอิบนิอุมัร ว่า : พวกเราเคยอยู่ในสมัยของท่านนบี(ศ) ไม่มีใครสักคนเดียวที่เทียบเทียมกับอะบูบักรฺได้ ต่อจากนั้นก็คืออุมัร ต่อจากนั้นก็คืออุษมาน ต่อจากนั้น เราละเว้นศ่อฮาบะฮฺของท่านศาสนทูต(ศ) เพราะเรามิได้ยกย่องใครเลย(94) ส่วนอะลีนั้น เขาก็เหมือนกับคนอื่นๆ(ข้าพเจ้าอ่านด้วยความแปลกใจมาก)

เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในกลุ่มชนอื่นๆ เช่น พวกมุอ์ตะซิละฮฺ พวกคอวาริจญ์และพวกอื่นๆที่พูดไม่เหมือนที่ชีอะฮฺพูด เพราะตำแหน่งอิมามของท่านอะลี(อ) และลูกหลานของท่านนั้น ตัดหนทางของพวกเขามิให้เข้าสู่ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ และไม่ให้เข้ามาสนุกสนานต่อแนวทางของพรรคมุสลิม เหมือนอย่างที่ตระกูลอุมัยยะฮฺ และตระกูอับบาซียะฮฺได้กระทำมาแล้ว ในสมัยศ่อฮาบะฮฺและสมัยต่างๆที่เข้าสู่อำนาจการปกครอง ไม่ว่าโดยการสืบทอดแบบกษัตริย์แบบเจ้าครองนคร หรือแม้กระทั่งผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมา ก็จะไม่ชื่นชอบกับความเชื่ออันนี้

หมายความว่า การที่ผู้ศรัทธาจะเชื่อมันในตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) พวกเขาจะหัวเราะเยาะความคิดทางอธิปไตยแบบนี้ที่ไม่มีใครพูดถึงนอกจากพวกชีอะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยถือว่าพวกชีอะฮฺมีสติปัญญาเลอะเลือนและมีทัศนะโง่เขลาซึ่งเชื่อถือในตำแหน่งอิมามของอัล-มะฮฺดี ผู้ถูกรอคอย ซึ่งจะมาสถาปนาความเป็นธรรมและความยุติธรรมในหน้าแผ่นดินของพวกเขา เหมือนดังที่ความอธรรมและความชั่วเคยเนืองนองมาก่อน

บัดนี้เราขอย้อนกลับมาถกกันเกี่ยวกับคำพูดของทั้งสองฝ่าย อย่างมีความตั้งใจจริง ปราศจากความลำเอียงอย่างมีอคติ เพื่อเราจะได้รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เหมาะสมกันแน่ และอะไรคือสาเหตุการประทานมาของโองการอันว่าด้วย “ความสมบูรณ์ของศาสนา” เพื่อที่ว่าเราจะได้เข้าใจในสัจธรรม และเราจะถือปฏิบัติกันตามนั้น นอกจากนี้แล้วเราไม่มีหน้าที่ต้องพอใจหรือโกรธเคืองกับใคร ตราบใดที่เรายังมั่นคงต่อความพอพระทัยของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และแสวงหาความปลอดภัยจากการลงโทษเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น

“วันนั้น ทรัพย์สิน และลูกๆ จะไม่อำนวยประโยชน์ให้เลย นอกจากผู้ที่มาหาอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ด้วยหัวใจอันยอมจำนน”(อัช-ชุอะรออ์ / 88-89)

“วันนั้น หลายใบหน้าจะขาวนวลและหลายใบหน้าจะดำคล้ำ(จะถูกถามว่า) พวกสู้เจ้าปฏิเสธหลังจากที่มีความศรัทธาแล้วใช่ไหม? ดังนั้นจงลิ้มรสการลงโทษ ด้วยสิ่งที่พวกสูเจ้าปฏิเสธเถิด และสำหรับผู้ที่ใบหน้าของเขาขาวนวลก็จะได้อยู่ในความเมตตาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) พวกเขาจะอยู่ในที่นั่นชั่วนิรันดร” (อาลิอิมรอน / 106)



หลักฐานที่ว่าโองการนี้ถูกประทานที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺ

ท่านบุคอรีได้รายงานไว้ในศ่อฮีฮฺของท่าน เล่ม 5 หน้า127 ว่า มุฮัมมัด บินยูซุฟ ได้กล่าวว่า : ซุฟยานได้เล่าเรื่องมาจากท่านก็อยซฺ บินมุสลิม จากท่านฏอริก บินชีฮาบ ว่า

มีคนพวกยิวกล่าวว่า “ถ้าโองการอย่างนี้ถูกประทานมาแก่พวกเรา แน่นอนพวกเราจะต้องถือวันนั้นเป็นวันอีด”

ท่านอุมัรกล่าวว่า “โองการอะไร ?”

พวกเขากล่าวว่า “วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกสูเจ้าสมบูรณ์สำหรับสูเจ้าแล้ว และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันสมบูรณ์สำหรับพวกสูเจ้าแล้ว และฉันพอใจต่อพวกสูเจ้าที่ได้อิสลามเป็นศาสนา”

ท่านอุมัรกล่าวว่า “แท้จริงฉันรู้ดีว่าโองการนี้ถูกประทาน ณ ที่ใด มันถูกประทานในขณะที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)อยู่ที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺ”

ท่านอิบนุญะรีร ได้รับรายงานจากท่านอีซา บินฮาริษะฮฺ อัล-อันศอรีว่า : พวกเราเคยนั่งชุมนุมกันอยู่ที่ลาน แล้วได้มีชาวคริสเตียนคนหนึ่งได้กล่าวกับพวกเราว่า

“โอ้ ชาวอิสลามได้มีโองการหนึ่งถูกประทานให้แก่พวกท่าน ถ้าหากได้ถูกประทานให้แก่พวกเราอย่างนั้น พวกเราจะถือเอาวันนั้นและชั่วโมงนั้นเป็นวันอีด แม้พวกเราจะยังเหลืออยู่สองคนก็ตาม นั่นคือ โองการที่ว่า

“วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของสูเจ้าสมบูรณ์สำหรับสูเจ้าแล้ว”

ในหมู่พวกเราไม่มีใครตอบเขาสักคน แล้วต่อมาฉันได้พบกับมุฮัมมัด บินกะอับ อัล-กุรฎุนี ฉันได้ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้

เขาตอบว่า “แล้วพวกท่านตอบเขาไม่ได้หรือ?”

ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ กล่าวขึ้นว่า “เป็นโองการที่ถูกประทานแก่ท่านนบี(ศ) ขณะที่ท่านยืนอยู่ที่ภูเขาในวันอะเราะฟะฮฺ ดังนั้น วันนั้นจึงได้กลายเป็นวันอีดของบรรดามุสลิมตลอดมา ถึงแม้พวกเขาจะยังคงเหลือเพียงคนเดียวก็ตาม”(95)

วันอีดสำหรับมุสลิม ก็คือวันที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงประทานความสมบูรณ์แก่ศาสนาของพวกเขา และให้ความโปรดปรานของพระองค์สมบูรณ์แก่พวกเขา และทรงพอพระทัยแก่พวกเขาที่ได้อิสลามเป็นศาสนา

ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นได้ว่า ในริวายะฮฺที่2 ผู้รายงานได้เล่าถึงเรื่องที่คนคริสเตียนพูดกับเขาว่า “โอ้ ชาวอิสลาม ได้มีโองการหนึ่งได้ถูกประทานให้แก่พวกท่าน ถ้าหากมันได้ถูกประทานให้พวกเราอย่างนั้น เราจะถือเอาวันนั้นเป็นวันอีด ถึงแม้พวกเราจะมีเหลือเพียงสองคนก็ตาม”

ผู้รายงานกล่าวว่า : ในหมู่พวกเราไม่มีใครตอบเขาสักคนเดียว นี่ก็เพราะพวกเขาไม่รู้เรื่องความเป็นมา และฐานะของวันนั้น และแสดงให้เห็นว่าผู้รายงานเองมีความแปลกใจที่ว่าชาวมุสลิมจะลืมการชุมนุมในวันเช่นนี้ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นได้ว่า เขาได้ไปพบกับ มุฮัมมัด บินกะอับ อัล-กุรฏุนี แล้วได้ถามถึงเรื่องนี้

ดังนั้นในที่สุดท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ได้เล่าว่า “แท้จริงโองการนี้ถูกประทานแก่ท่านนบี(ศ) ขณะที่ท่านวุกูฟอยู่บนภูเขาที่อะเราะฟะฮฺ”

ดังนั้น ถ้าหากวันนั้น เป็นที่รู้กันในหมู่มุสลิมว่าเป็นวันอีด บรรดาผู้รายงานเรื่องนี้ จะต้องไม่มึนงงกับเรื่องของมันแน่ ไม่ว่าจะเป็นศ่อฮาบะฮฺหรือตาบิอีน เพราะเหตุว่า ที่แน่ชัดอันเป็นที่ยอมรับกันในหมู่พวกเขาก็คือ สำหรับบรรดามุสลิมนั้นมีวันอีดอยู่สองวัน คือ อีดิล-ฟิฏรฺและ อีดิล-อัฏฮา แม้กระทั้งบรรดานักปราชญ์ นักฮะดีษ เช่น บุคอรี มุสลิม และท่านอื่นๆ จะเห็นได้ว่าพวกเขารายงานไว้ในตำราเกี่ยวกับเรื่องวันอีดทั้งสอง การนมาซอีดทั้งสอง คุฏบะฮฺอีกทั้งสอง และอื่นๆในทำนองนี้ อันเป็นที่ยอมรับทั้งในหมู่ชีอะฮฺและซุนนะฮฺ คือไม่มีเรื่องราวสำหรับอีดที่สาม จึงตัดสินได้ว่า วันอะเราะฟะฮฺมิได้เป็นวันอีดสำหรับพวกเขาเลย

1.เราสังเกตเห็นว่า ตลอดข้อความในริวายะฮฺเหล่านี้ บรรดามุสลิมต่างไม่เคยรู้เรื่องประวัติความเป็นมาของวันที่ถูกยืนยันกันนั้น และพวกเขามิได้ร่วมฉลองกันในวันนั้น ตามที่พวกยิวและคริสเตียนอ้างกับพวกเขา “ถ้าโองการนี้ถูกประทานลงมาแก่พวกเรา แน่นอนพวกเราจะถือเป็นวันอีด”

อันเป็นเหตุให้อุมัร บินค็อฏ ฏอบ ต้องถามว่า “โองการไหน?”

และเมื่อพวกเขากล่าวว่า “ วันนี้ ฉันได้ให้ศาสนาของพวกสูเจ้าสมบูรณ์สำหรับพวกสูเจ้าแล้ว”

เขาได้กล่าวว่า “แท้จริง ฉันรู้ดีว่าโองการนี้ถูกประทานที่ไหน มันถูกประทานแก่ท่านศาสดา(ศ)ในขณะที่ท่านอยู่ในทุ่งอะเราะฟะฮฺ”

ดังนั้น เรารู้สึกว่าเริ่มได้กลิ่นความบิดเบือน และปลอมแปลงเรื่องราวในริวายะฮฺนี้ และแท้จริงพวกที่ปั้นคำพูดให้เป็นของท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ ในสมัยของบุคอรี ต้องการที่จะหยุดความเห็นของพวกยิวและพวกคริสเตียนที่ให้ถือว่าวันนั้นเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ จำเป็นจะต้องถือเป็นวันอีด กับต้องการจะหยุดความพะวงใจที่ไม่มีการฉลองในวันนั้นเลย และไม่มีการกล่าวถึงมันเลย จนกระทั่งพากันลืมเลือนวันนั้นไป และน่าจะสันนิษฐานได้ว่า ต้องเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แต่อีดแรกและที่ได้ชื่อว่า อีดเล็กหรือ อีดิล-ฟิฏรฺ อันได้แก่ การสิ้นสุดของเดือนรอมฎอนนั่นเอง ส่วนอีดที่สองที่ได้ชื่อว่าเป็นอีดใหญ่ หรือ อีดิล-อัฏฮา ตามประวัติศาสตร์คือ วันที่ 10 เดือน ซุล-ฮิจญะฮฺ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า บรรดาฮุจญาจที่ไปยังบัยตุ้ลลอฮฺนั้นจะถอดชุดอิฮฺรอมมิได้ จนกว่าหลังจากเสร็จพิธีฏอวาฟ ซึ่งนั้นก็ต้องเสร็จจากขว้างเสาหินที่ ญัมเราะตุล-อุกบะฮฺ และหลังจากเชือดสัตว์เป็นพลี โกนผมแล้ว นั่นคือวันที่ 10 เดือน ซุล-ฮิจญะฮฺ จะเห็นได้ว่า พวกเขาแสดงความยินดี ด้วยตัวของพวกเขากับวันอีด วันที่ 10 ซุล-ฮิจญะฮฺ การครองอิฮฺรอมในพิธีฮัจญ์ มีค่าเหมือนกับเดือนรอมฎอนที่มีข้อห้ามแก่คนถือศีลอดหลายประการ ซึ่งจะไม่อนุญาตให้กระทำจนกระทั่งถึงวันอีด ฟิฏรฺ เช่นกัน สำหรับข้อห้ามในพิธีฮัจญ์ ซึ่งข้อห้ามนั้นๆจะไม่เป็นที่อนุญาต

กล่าวคือ ไม่อนุญาตแต่อย่างใด เป็นต้นว่า การมีเพศสัมพันธ์ กราพรมของหอม การประดับประดาตบแต่ง การสวมใส่เสื้อผ้าที่มีการเย็บ และไม่ให้ล่าสัตว์ ไม่ให้ตัดเล็บ ตัดผม จนกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุล-ฮิจญะฮฺ หลังจากฏอวาฟ อิฟาเฎาะฮฺแล้ว กล่าวคือ เราต่างรู้กันอยู่ว่า ทั้งนี้ วันอะเราะฟะฮฺ คือ วันที่ 9 ซุล-ฮิจญะฮฺ นั้นมิได้เป็นวันอีด จะเป็นวันอีดก็คือเพียงวันที่ 10 และเป็นวันที่มุสลิมทั่วโลกต่างร่วมเฉลิมฉลองกันนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่แน่ชัดแก่เราว่า การพูดว่าโองการนี้ถูกประทานในวันอะเราะฟะฮฺ จึงยอมรับไม่ได้และห่างไกลจากความจริง

ที่น่าสงสัยมากที่สุด ก็คือบรรดาผู้พูดเกี่ยวกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺว่า ต้องมีที่มาจากชูรอ(ปรึกษาหารือ) และบรรดาผู้ก่อตั้งทฤษฎีนี้ น่าจะเป็นพวกที่เบี่ยงเบนเรื่องการประทานโองการนี้ออกจากความเป็นจริง นั่นคือวัน “เฆาะดีร คุม” หลังจากแต่งตั้งท่านอะลี(อ)ขึ้นเป็นผู้นำ เพราะการผันแปรเรื่องการประทานโองการนี้ถือว่าเป็นวันอะเราะฟะฮฺ ย่อมสะดวกและง่ายดายแก่ผู้พูดตั้งไหนๆ เพราะวัน เฆาะดีรคุม มีฮุจญาจมากกว่าเรือนแสน

และไม่มีเหตุการณ์วาระใด ในฮัจญะตุ้ล-วิดาอ์ จะใกล้เคียงกับเหตุการณ์วาระที่ อัล-เฆาะดีร นอกจากวันอะเราะฟะฮฺ ในแง่ที่ว่ามีความเกี่ยวข้องตรงกัน เพราะบรรดาฮุจญาจมิได้ชุมนุมพร้อมเพรียงกันที่ตรงไหน นอกจากสองแห่งนั้นเป็นที่รู้กันว่า ประชาชนจะแยกย้ายกันอยู่ตามที่ต่างๆในทุกวันของพิธีทำฮัจญ์ และจะไม่รวมตัวกัน ณ ที่ใด นอกจากที่อะเราะฟะฮฺเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เราจะเห็นได้ว่า บรรดาผู้ที่พูดเกี่ยวกับโองการที่ว่าถูกประทานในวันอะเราะฟะฮฺ จะพูดว่าโองการนี้ถูกประทานลงมาทันทีหลังจากนบี(ศ)กล่าวคุฏบะฮฺอันเลื่องลือ ตามที่นักฮะดีษต่างได้รายงานกัน

ค่อนข้างจะเป็นไปได้ว่า ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ เองนั้นแหละที่เบี่ยงเบนเรื่องว่าโองการนี้ถูกประทานในวันอะเราะฟะฮฺ เพราะท่านเป็นผู้คัดค้านล้มล้างตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของท่านอะลี(อ) ขณะที่ท่านเป็นผู้จัดตั้ง และชี้นำการทำบัยอะฮฺ(มอบสัตยาบันรับรอง)ต่ออะบูบักรฺที่ซะกีฟะฮฺ จนกระทั่งมีเรื่องถึงขนาดบีบบังคับ ข่มขู่บรรดาผู้ที่ขัดขืนที่บ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรอ(อ) ว่าจะเผาทั้งบ้านและคนที่อยู่ในบ้านเสีย ถ้าหากไม่ออกมาทำบัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺ(96) เพราะใครก็ตาม ที่มีความปรารถนาและความต้องการด้วยอำนาจและความรุนแรงอย่างนี้ย่อมไม่ยากเย็นอะไรแก่เขาในการสะกดให้คนทั้งหลายยอมรับว่า แท้จริงนั้น โองการนี้ถูกประทานที่อะเราะฟะฮฺ

ก็ในเมื่อข้อบัญญัติในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) ยังถูกหันเหจากความเป็นจริง มีเพียงศ่อฮาบะฮฺบางท่านเท่านั้นที่ร่วมทำงานกับท่านอะลี(อ)เพื่อจัดแต่งศพของท่านศาสนทูต(ศ) และจัดการฝัง มิได้เขาทำบัยอะฮฺต่ออะบูบักรฺ ที่ซะกีฟะฮฺ บะนีซะอีดะฮฺ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความเผอเรอของผู้คน แล้วพวกเขาก็โยนเรื่องราวอันเป็นข้อบัญญัติแห่งเฆาะดีรคุมเสียที่ฝาผนัง แล้วทำเป็นลืมเลือนกันไป หลังจากเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว จะมีใครสักคนที่สามารถเถียงว่า โองการนี้ถูกประทานที่เฆาะดีรคุม

ความหมายของโองการนี้ มิได้ชี้ชัดในเรื่องอื่นใด นอกจาก เรื่อง “อัล-วิลายะฮฺ” เพราะความหมายของมันมีเพียงเรื่องความสมบูรณ์ของศาสนา ความสมบูรณ์ของเนียะอฺมัด(ความโปรดปราน) และความพอพระทัยของพระผู้อภิบาล วันนั้นสำหรับท่านอุมัรพึงเป็นวันอีดในแง่ของความหมาย แต่มิใช่วันอีดตามความเป็นจริง

อีกเรื่องหนึ่งที่เพิ่มความมั่นใจให้เรามากขึ้นว่าความเชื่อถือเช่นนี้ถูกต้องคือรายงานของ อิบนุญะรีร จากท่านกุบัยศ่อฮฺ บินอะบีชุอัยบ์ ว่า

ท่านกะอับ กล่าวว่า “หากนอกเหนือไปจากประชาชาตินี้ ได้มีโองการนี้ถูกประทานลงมา แน่นอนพวกเขาจะคอยวันที่โองการนั้นถูกประทานมาในหมู่พวกเขา แล้วพวกเขาจะถือวันนั้นเป็นวันอีด ซึ่งพวกเขาจะชุมนุมกันในวันนั้น”

ท่านอุมัรกล่าวว่า “โองการอะไรที่ไหนหรือ ท่านกะอับ ?”

เขากล่าวว่า “วันนี้ฉันให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาของพวกสูเจ้าสำหรับสูเจ้า”

ท่านอุมัรจึงกล่าวว่า “แน่นอนฉันรู้ดีว่าวันไหนที่โองการนี้ถูกประทานลงมา ณ สถานที่ไหนที่ถูกประทานโองการนี้ ถูกประทานในวันศุกร์ และในวันอะเราะฟะฮฺ ทั้งสองวันนี้ อัล-ฮัมดุลิลลาฮฺ เป็นวันอีดของเรา”

2.การพูดว่าโองการนี้ (วันนี้ฉันให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาของพวกสูเจ้าสำหรับสูเจ้า) ถูกประทานที่อะเราะฟะฮฺขัดกับโองการที่ว่าด้วยการประกาศคำสั่งที่สำคัญ ถึงกับว่าสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าจะไม่สมบูรณ์หากไม่ประกาศเรื่องนั้น ตามที่ได้อธิบายอย่างชัดเจนไปแล้วว่า เป็นโองการที่ถูกประทานระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ หลังจากเสร็จพิธีฮัจญ์อำลา อันเป็นเรื่องราวที่ศ่อฮาบะฮฺมากว่า 120 คนรายงาน และนักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺมากว่า 360 คนบันทึก เป็นไปได้อย่างไร ที่อัลลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงให้ความสมบูรณ์แก่ศาสนาและทรงให้ความสมบูรณ์แก่เนียะอฺมัต(ความโปรดปราน)ในวันอะเราะฟะฮฺ

แต่หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ ขณะที่นบีของพระองค์เดินทางกลับไปมะดีนะฮฺ พระองค์ยังมีบัญชาให้ประกาศเรื่องราวที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่ประกาศจะเท่ากับสาส์นของพระองค์ไม่สมบูรณ์?? จะถูกต้องได้อย่างไร โอ้ท่านผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย???

3.นักวิเคราะห์ที่ชาญฉลาด ถ้าพิจารณาดูคุฏบะฮฺของท่านศาสนทูต(ศ)ในวันอะเราะฟะฮฺแล้ว จะไม่พบเห็นเลยว่าในนั้นจะมีคำสั่งใหม่ๆที่บรรดามุสลิมไม่รู้มาก่อน และจะไม่พบเรื่องใดที่พอจะให้ถือว่าสำคัญจนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ต้องทรงประทานความสมบูรณ์แก่ศาสนาเพราะเรื่องนั้นๆ และทรงให้ความสมบูรณ์ต่อความโปรดปรานของพระองค์ นอกเหนือจากใจความคุฏบะฮฺที่ประกอบด้วยการสั่งเสียบางเรื่องที่ อัล-กุรอานหรือท่านนบี(ศ) ได้เคยกล่าวถึงมาแล้วทั้งสิ้นในวาระต่างๆ แต่ท่านได้ย้ำอีกครั้งหนึ่งในวันอะเราะฟะฮฺ

ขอให้ท่านได้พิจารณาดูเรื่องราวในคุฏบะฮฺนั้น ตามที่นักรายงานได้บันทึกกันเถิด

• แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงหวงห้ามเลือดเนื้อของพวกท่าน และทรัพย์สินของพวกท่าน เช่นเดือนนี้ วันนี้ของพวกท่าน

• จงยำเกรงอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และอย่าฉ้อฉลมนุษย์ในสิ่งต่างๆของพวกเขา และอย่าได้ก่อความเสียหายในหน้าแผ่นดินอย่างพวกที่ก่อความเสียหาย ดังนั้นคนใดที่มีสัญญาไว้ก็จงทำตามสัญญานั้นให้ครบถ้วน

• มนุษย์ในอิสลาม ล้วนเสมอภาคกัน คนอรับย่อมไม่ประเสริฐกว่าคนอาญัม (คนที่ไม่ใช่อรับ) นอกจากด้วยการมีตักวา

• การมีหนี้เลือดในสมัยญาฮีลียะฮฺ ล้วนเป็นเรื่องที่ตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าของฉัน

• โอ้ประชาชนเอ๋ย อันที่จริงการลืมเลือน เป็นการเพิ่มความเป็นผู้ปฏิเสธ แน่นอน ยามอวสานนั้นได้ก่อตัวขึ้นแล้ว เหมือนลักษณะของวันที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน

• แท้จริงจำนวนเดือนสำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) มี 12 เดือน ตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในจำนวนนั้นมีเดือนต้องห้าม 4 เดือน

• ฉันขอสั่งเสียพวกท่านให้ทำดีต่อสตรี ที่จริงเท่ากับพวกท่านครอบครองนางโดยพันธสัญญาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และให้พวกท่านรับอนุญาตเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับพวกนางได้ตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

• ฉันขอสั่งเสียพวกท่านเกี่ยวกับข้าทาสของพวกท่าน ดังนั้นจงให้อาหารแก่พวกเขาอย่างที่พวกท่านรับประทานและจงให้พวกเขาสวมเสื้อผ้าอย่างที่พวกท่านสวม

• แท้จริงมุสลิมเป็นพี่น้องของมุสลิม ไม่ฉ้อฉล ไม่คดโกง ไม่นินทา ไม่ถือว่าการหลั่งเลือดของเขาเป็นที่อนุญาต และแม้จะเป็นส่วนใดๆในทรัพย์สินของเขาก็ตาม

• แท้จริงชัยฏอนหมดหวังจะได้รับการเคารพภักดีอีกต่อไปหลังจากวันนี้ แต่มันจะได้รับการปฏิบัติตามในวิธีอื่นที่นอกเหนือจากนั้น โดยการงานของพวกท่านที่มีความเคียดแค้นชิงชังกัน

• ศัตรูของศัตรูแห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น ย่อมเป็นผู้พิชิตที่ไม่มีใครพิชิตเขาได้ เป็นผู้ต่อสู้ที่ไม่มีใครต่อสู้เขาได้ และผู้ใดปฏิเสธความโปรดปรานของเจ้าผู้คุ้มครองเขาก็เท่ากับปฏิเสธสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานมายังมุฮัมมัด และใครที่ไม่กตัญญูบิดาของตน ก็จะได้รับการสาปแช่งจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) มะลาอิกะฮฺ และมนุษย์ทั้งมวล

• ที่จริงฉันถูกบัญชามาให้ต่อสู้คนทั้งหลายจนกว่าพวกเขาจะกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ และเมื่อพวกเขากล่าวอย่างนี้แล้ว เลือดเนื้อของพวกเขาก็จะได้รับการปกป้องจากฉัน รวมทั้งทรัพย์สินของพวกเขาด้วย เว้นแต่ด้วยสิทธิและการชำระจากพวกเขาโดยอัลลอฮฺ

• หลังจากนี้พวกท่านอย่าหวนกลับไปเป็นผู้ปฏิเสธที่หลงผิดอีก ซึ่งส่วนหนึ่งของพวกเขาจะกดขี่อีกส่วนหนึ่ง