เหล่านี้เป็นเพียงจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนน้อยที่ข้าพเจ้าบันทึก แต่ยังมีจำนวนมากกว่านี้ ซึ่งเป็นนักปราชญ์ในสายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ดังที่ท่าน อัลลามะฮฺ อัล-อะมินี ได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือ อัล-เฆาะดีร

แล้วลองดูเถิด ท่านทั้งหลายว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ทำอย่างไร ในเมื่อพระผู้อภิบาลของท่านได้มีบัญชาให้ท่าน(ศ)ประกาศถึงเรื่องที่ถูกประทานลงมายังท่าน ??

พวกชีอะฮฺกล่าวว่า ท่านได้จัดประชุมคนทั้งหลายให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันในสถานที่นั้น นั่นคือ ที่เฆาะดีรคุม แล้วท่านได้กล่าวคุฏเบาะฮฺกับคนเหล่านั้นเป็นเวลานาน และให้พวกเขาปฏิญาณตนด้วยตัวของพวกเขาเอง กล่าวคือ พวกเขาปฏิญาณตนว่า ท่านนบี(ศ)นั้นมีอำนาจต่อตัวของพวกเขา ยิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง

แล้วจากนั้นท่าน(ศ)ก็ได้ยกมือของอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ)ขึ้นแล้วกล่าวว่า

“ผู้ใดก็ตามที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้น อะลีผู้นี้ก็เป็นเมาลาของเขาด้วย ข้าแต่อัลลอฮฺ ขอได้โปรดคุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา และโปรดเป็นศัตรู ต่อผู้เป็นศัตรูของเขา และโปรดช่วยคนของเขา และบั่นทอนคนที่บั่นทอนเขา และโปรดให้ความถูกต้องอยู่กับเขาไม่ว่าเขาจะอยู่อย่างไร”(80)

หลังจากนั้นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ก็เอาผ้าโพกศีรษะพันที่ศีรษะของอะลี(อ) และสั่งสาวกให้แสดงความยินดีต่อตำแหน่งผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งพวกเขาก็ได้กระทำตาม โดยมี อะบูบักรฺ และอุมัรเป็นคนเริ่มต้นนำ เขาทั้งสองกล่าวว่า

“ บัคคิน..บัคคิน ละกะ โอ้บุตรของอะบีฏอลิบ ทั้งยามเช้าและยามเย็น ท่านเป็นเมาลาของปวงผู้ศรัทธาทั้งชายหญิง” (81)

หลังจากเสร็จพิธีแล้ว อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ลงโองการแก่พวกเขาว่า

“วันนี้ ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกสูเจ้าเป็นที่สมบูรณ์สำหรับพวกสูเจ้าแล้ว และฉันได้ให้ความโปรดปรานของฉันสมบูรณ์สำหรับพวกสูเจ้าแล้ว และฉันปิติยินดีต่อพวกสูเจ้าที่ได้อิสลามเป็นศาสนา”

นี่คือเรื่องราวที่พวกชีอะฮฺกล่าวกันซึ่งนับได้ว่าที่พวกเขามีเรื่องเหล่านี้บอกเล่ากันอย่างเป็นระบบ และสำหรับพวกเขาไม่มีความแตกต่างกันออกเป็นสองแนวทาง แล้วเรื่องนี้ได้มีการกล่าวขานในหมู่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ กันบ้างหรือไม่ ? แน่นอนคำกล่าวของพวกเขาได้ให้ความแปลกใจแก่เราและอาจจะทำให้เราชื่นชม

แต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงเตือนเราไว้ว่า

“และส่วนหนึ่งจากมนุษย์นั้น ได้มีผู้ที่มีคำพูดอันทำให้เจ้ารู้สึกชื่นชมในเรื่องชีวิตบนโลกนี้ และอัลลอฮฺทรงยืนยันถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเขา ขณะที่เขาเป็นนักโต้แย้งที่ร้ายกาจ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 204)

จึงจำเป็นที่เราจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และวิเคราะห์เรื่องนี้ในทุกๆด้าน และต้องพิจารณาดูหลักฐานของทั้งสองฝ่ายกันอย่างจริงจังกันเลยทีเดียว ในฐานะผู้ที่แสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

คำตอบก็คือ ใช่แล้ว แท้จริงจำนวนมากในหมู่นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ ในลักษณะที่มีรายละเอียดครบครัน และต่อไปนี้ก็คือพยานหลักฐานจากตำราของพวกเขาบางส่วน

1. รายงานโดยอิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล จากฮะดีษของ ซัยดฺ บินอัรก็อม กล่าวว่า :

“พวกเราได้หยุดพักพร้อมกับท่านศาสนทูต(ศ) ณ ที่ลุ่มแห่งหนึ่งที่คนเรียกกันว่า “วาดี คุม” ดังนั้นท่านจึงสั่งให้ทำนมาซ โดยท่านนมาซกลางแดดที่แผดเผาในยามกลางวัน

ท่าน(ศ)ได้กล่าว แล้วพวกเราก็พูด ได้มีการกั้นผ้าผืนหนึ่งเพื่อเป็นร่มเงาให้แก่ท่านศาสนทูต(ศ)

ท่าน(ศ)ได้กล่าวว่า “พวกท่านทราบแล้วหรือไม่ พวกท่านปฏิญาณตนแล้วหรือไม่ว่า ฉันนี้เป็นผู้มีอำนาจเหนือผู้ศรัทธาทั้งชายหญิงทุกคนยิ่งกว่าตัวของเขาเอง ?”

พวกเขากล่าวว่า “ใช่แล้ว”

ท่านศาสนทูต(ศ) กล่าวว่า “ดังนั้นผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้น อะลี ก็เป็นเมาลาของเขาด้วย โอ้อัลลอฮฺ โปรดคุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา และจงเป็นศัตรูต่อผู้ที่เป็นศัตรูกับเขา...” (82)

2. รายงานโดยอิมามนะซาอี ในหนังสือ “อัล-เคาศออิศ” จากท่านซัยดฺบินอัรก็อม ว่า เมื่อครั้งท่านนบี(ศ)กลับจากทำฮัจญะตุ้ล-วิดาอ์ นั้น ท่าน(ศ)ได้หยุดพักที่ “เฆาะดีรคุม” ท่าน(ศ)ได้สั่งให้ทำกระโจม

หลังจากนั้นท่าน(ศ)กล่าวว่า “ดูเหมือนว่า ฉันได้ถูกเรียก แล้วฉันก็ขานรับแล้ว และฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญสองประการ ประการหนึ่ง ยิ่งใหญ่กว่าอีกประการหนึ่ง นั่นคือ กิตาบุลลอฮฺและเชื้อสายของฉันจากอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ดังนั้น จงพิจารณาดูเถิด พวกท่านจะขัดแย้งกับฉันในเรื่องทั้งสองนี้อย่างไร เพราะแท้จริงเรื่องทั้งสองนี้จะไม่แยกจากกัน จนกว่าจะย้อนกลับไปยังฉันที่ อัล-เฮาฎ์”

หลังจากนั้นท่าน(ศ)กล่าวว่า “แท้จริง อัลลอฮฺทรงเป็นเมาลาของฉัน และฉันก็เป็นวะลีของผู้ศรัทธาทุกคน”

หลังจากนั้นท่าน(ศ)ก็จับมือของท่านอะลี(อ)ชูขึ้น แล้วกล่าวว่า “ผู้ใดที่ฉันเป็นวะลีของเขา ดังนั้น ผู้นี้ก็เป็นวะลีของเขาด้วย โอ้อัลลอฮฺโปรดได้คุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อผู้ที่เป็นศัตรูกับเขา”

อะบูฏฟัยลฺ กล่าวว่า ฉันเคยถามท่านซัยดฺว่า “ท่านได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)พูดอย่างนี้หรือ?

ท่านกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นต่างก็ได้เห็นท่าน และได้ยินท่านด้วยหูทั้งสองข้างของตนเองทั้งสิ้น”(83)

3.รายงานโดยท่านฮากิม อัน-นีชาบูรี จากท่านซัยดฺ บินฮัรก็อม จากสองรายงานที่ถูกต้องตามเงื่อนไขของผู้อาวุโสทั้งสอง(บุคอรี-มุสลิม) ว่า : เมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กลับจากฮัจญะตุ้ล-วิดาอ์ และได้หยุดพักที่เฆาะดีรคุม

ท่าน(ศ)ได้สั่งให้ทำกระโจมแล้วได้กล่าวว่า “ดูเหมือนว่า ฉันได้ถูกเรียก ดังนั้นฉันก็ขานรับแล้ว และแท้จริงฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการ ประการที่หนึ่งสำคัญยิ่งกว่าอีกประการหนึ่ง นั่นคือ กิตาบุลลอฮฺและเชื้อสายของฉันจากอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ดังนั้นจงพิจารณาดูเถิด พวกท่านจะขัดแย้งกับฉันในทั้งสองสิ่งนี้ได้อย่างไร ดังนั้น แท้จริงทั้งสองสิ่งนี้จะไม่แตกแยกกันจนกว่าจะได้ย้อนกลับมายังฉันที่อัล-เฮาฎ์”

หลังจากนั้นท่านศาสดา(ศ)ได้กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺเป็นเมาลาของฉันและฉันเป็นเมาลาของผู้ศรัทธาทุกคน”

หลังจากนั้นท่าน(ศ) ได้จับมือของท่านอะลี(อ) แล้วกล่าวว่า “ผู้ใดที่ฉันเป็นวะลีของเขา ดังนั้น ผู้นี้ก็เป็นวะลีของเขาด้วย โอ้อัลลอฮฺโปรดได้คุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อผู้ที่เป็นศัตรูกับเขา” (84)

เช่นกันฮะดีษนี้ท่านมุสลิม ก็ได้รายงานไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่านซึ่งมีสายสืบฮะดีษนี้ไปถึงท่านซัยดฺ บินฮัรก็อม แต่มีใจความสรุปว่า ในวันหนึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวปราศรัยกับพวกเราที่ลุ่มน้ำ ซึ่งมีชื่อว่า “คุม” ระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ ท่าน(ศ)ได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ ได้กล่าวสดุดีต่อพระองค์ และได้ให้คำตักเตือนต่อจากนั้น

ท่าน(ศ) ได้กล่าวว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย อันที่จริงฉันเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ดูเหมือนว่า ทูตจากพระผู้อภิบาลของฉันได้มาหาฉันแล้ว ซึ่งฉันได้ตอบรับ และฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการ ประการที่หนึ่งคือ กิตาบุ้ลลอฮฺ ในนั้นมีทางนำและแสงสว่าง ดังนั้นจงยึดถือกิตาบุลลอฮฺและจงยึดไว้ให้มั่นคง กล่าวคือจงเน้นหนักและแสวงหาคัมภีร์ของอัลลอฮฺ”

หลังจากนั้นท่าน(ศ)ได้กล่าวว่า “และอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ฉันขอเตือนพวกท่านให้รำลึกถึงอัลลอฮฺในเรื่องอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ฉันขอ....”(3 ครั้ง) (85)



หมายเหตุ

ถึงแม้อิมามมุสลิมจะสรุปเรื่องให้สั้นลงและมิได้รายงานเรื่องราวให้ครบสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามก็ขอกล่าวว่ามวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะบางทีการสรุปย่ออาจจะมาจากท่านซัยดฺ บินฮัรก็อม เองก็ได้ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองได้สร้างความกระทบกระเทือนบีบคั้นท่านจนถึงกับต้องปิดบังฮะดีษอัล-เฆาะดีร ที่เราเข้าใจเช่นนี้ก็เนื่องจากกระแสรายงานฮะดีษนั่นเอง ซึ่งผู้รายงานได้กล่าวไว้ว่า :

ข้าพเจ้าพร้อมกับท่านฮุศ็อยน์ อิบนุซีเราะฮฺ และอุมัร บินมุสลิม ได้ไปพบกับท่านซัยดฺ บินฮัรก็อม ครั้นเมื่อเราได้นั่งลงแล้ว

ท่านฮุศ็อยน์ก็ได้กล่าวกับท่านว่า “แน่นอน ท่านซัยดฺเอ๋ย ที่ข้าพเจ้ามาพบท่านนี้นับว่าดีมากเลยทีเดียว โอ้ท่านซัยดฺ ได้โปรดเล่าให้เราฟังถึงเรื่องที่ท่านได้ยินมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เถิด”

ท่านกล่าวว่า “โอ้หลานชายเอ๋ย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺแน่นอน ฉัน อายุมากแล้ว และกาลเวลาก็ผ่านไปมากแล้ว ฉันเองได้ลืมบางเรื่องที่ฉันเคยได้ฟังมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ดังนั้น อะไรที่ฉันได้เล่าพวกท่าน ก็จงรับเอาไปและอันใดที่ฉันมิได้เล่าก็ขออย่าได้บีบบังคับฉันเลย”

หลังจากนั้น ท่านกล่าวว่า “วันหนึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ยืนยันในหมู่พวกเราที่ลุ่มน้ำคุม...”

กล่าวคือ เริ่มต้นฮะดีษนี้ด้วยการกล่าวถึงท่านฮุศ็อยน์ที่ได้ถามท่านซัยดฺ บินฮัรก็อม ถึงเรื่องราวที่อัล-เฆาะดีร และได้รายงานถึงคำถามเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นที่แน่ชัดอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า คำตอบที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้สืบเนื่องจากปัญหาของท่านที่มีกับรัฐบาลซึ่งถือหลักปฏิบัติต่อประชาชนให้ประชาชนสาปแช่งท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) ด้วยเหตุนี้เราจึงพบว่าท่านได้กล่าวออกตัวกับผู้ถามว่า “อายุมากแล้ว กาลเวลาผ่านไปนานแล้ว สำหรับบางส่วนที่ท่านเคยได้ยินมา” หลังจากนั้น ก็เสริมด้วยการขอร้องให้ผู้มาฟังรับเอาในส่วนที่ท่านได้บอกเล่า แต่อย่าสร้างภาระให้แก่ท่าน ในส่วนที่ท่านต้องการจะปิดเงียบไว้

ถึงแม้จะด้วยความกลัว ถึงแม้จะสรุปเรื่องราวให้สั้นลง แน่นอน ท่านซัยดฺ บินฮัรก็อม ก็ได้ให้ความกระจ่างชัดถึงข้อเท็จจริงอย่างมากมายและเป็นการเปิดเผยให้รู้ถึงฮะดีษอัล-เฆาะดีร (ขอให้อัลลอฮฺตอบแทนความดีของท่านด้วยเถิด) นั่นคือ เขาได้กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ยืนขึ้นกล่าวคุฏบะฮฺในหมู่พวกเราที่ลุ่มน้ำอันได้ชื่อว่า “คุม” ระหว่างมักกะฮฺและมะดีนะฮฺ หลังจากนั้นท่าน(ศ) ก็ได้กล่าวถึงเรื่องคุณงามความดีของท่านอะลี(อ) และให้ถือว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของอัล-กุรอาน

ในฮะดีษอัษ-ษะเกาะลัยน์ ได้กล่าวถึง กิตาบุลลอฮฺและอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน โดยมิได้กล่าวถึงชื่อของอะลี(อ) โดยปล่อยให้ผู้มาฟังเรื่องราวพินิจพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความมีไหวพริบของตนเองเพราะว่ามุสลิมทุกคนต่างรู้จักเป็นอย่างดีว่าอะลี(อ)นั้น คือประมุขของคนในครอบครัวท่านนบี(ศ) ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นได้ว่าแม้แต่อิมามมุสลิมเอง ท่านก็เข้าใจฮะดีษนี้เหมือนดังที่เราเข้าใจและรู้จัก เหมือนอย่างที่เรารู้จักดังจะเห็นได้ว่า ท่านรายงานฮะดีษนี้ไว้ในหมวดว่าด้วย “เกียรติคุณของอะลี บินอะบี ฏอลิบ” ถึงแม้ในฮะดีษนี้ จะไม่มีชื่อของอะลี(อ)ระบุอยู่ด้วยก็ตาม

4.ท่านฏ็อบรอนี ได้รายงานไว้ใน อัล-มุอฺญะมุล-กะบีร ด้วยสายสืบ ศ่อฮีฮฺ จากท่านซัยดฺ บินฮัรก็อม และจากฮุซัยฟะฮฺ บินอะซีด อัล-ฆ็อฟฟารี ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวปราศรัยที่ เฆาะดีรคุม ใต้ต้นไม้

ท่าน(ศ) กล่าวว่า “โอ้ประชาชนเอ๋ย ดูเหมือนว่าฉันได้ถูกเรียก ดังนั้นฉันก็ขานรับ แท้จริง ฉันคือผู้รับผิดชอบ และพวกท่านก็คือผู้รับผิดชอบ พวกท่านจะว่าอย่างไร ?”

พวกเขากล่าวว่า “เราขอปฏิญาณตนว่าท่านได้ประกาศแล้วและต่อสู้แล้ว และได้ตักเตือนแล้ว ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตอบแทนท่านด้วยความดีงาม”

ท่าน(ศ)กล่าวว่า “พวกท่านปฏิญาณกันแล้วใช่ไหมว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นบ่าวของพระองค์และเป็นศาสนทูตของพระองค์(ศ) และแท้จริงสวรรค์นั้นมีจริง และนรกนั้นมีจริง และความตายนั้นมีจริง และการเกิดใหม่นั้นมีจริงหลังจากตาย และยามอวสานนั้นมีอย่างไม่ต้องสงสัย และอัลลอฮฺจะทรงบันดาลให้ผู้อยู่ในสุสานฟื้นคืนชีพขึ้นมา”

พวกเขากล่าวว่า “ใช่แล้ว พวกเราปฏิญาณเช่นนั้น”

ท่าน(ศ)กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺโปรดเป็นพยาน”

หลังจากนั้นท่าน(ศ)กล่าวว่า “โอ้ประชาชนเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮฺเป็นเมาลาของฉัน และฉันคือเมาลาของบรรดาผู้ศรัทธา และฉันคือผู้มีอำนาจต่อพวกเขายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง ดังนั้นใครก็ตามที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ผู้นี้(หมายถึงอะลี) ก็เป็นเมาลาของเขาด้วย โอ้อัลลอฮฺ โปรดคุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อผู้ที่เป็นศัตรูของเขา”

หลังจากนั้นท่าน(ศ) กล่าวว่า “ประชาชนเอ๋ย แท้จริงฉันต้องจากพวกท่าน และแท้จริงพวกท่านจะคืนกลับสู่ฉันที่อัล-เฮาฎ์ ซึ่งแผ่กว้างอยู่ระหว่าง บะศ่อรี ถึง ศ็อนอาอ์ ในนั้นมีดวงดาวมากมาย แพรวพราวราวกับเงิน แท้จริงฉันจะถามพวกท่าน เมื่อพวกท่านกลับไปพบฉันเกี่ยวกับสิ่งสำคัญสองประการ ท่านทั้งหลายจะขัดแย้งกับฉันในสิ่งทั้งสองอย่างไร สิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั่นคือ กิตาบุลลอฮฺ ด้านหนึ่งของมันเชื่อมโยงโดยอำนาจของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และอีกด้านหนึ่งของมันนั้นอยู่ในมือของพวกท่าน

ดังนั้นจงยึดมันไว้ พวกท่านจะไม่หลงผิด และไม่เปลี่ยนแปลง และเชื้อสายของฉันจากอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าทรงแจ้งให้ฉันทราบว่า สิ่งทั้งสองจะไม่พรากจากกันจนกระทั่งมันกลับคืนสู่ฉันที่อัล-เฮาฎ์” (86)

5.อิมามอะฮฺมัด ได้รายงานมาจากสายของอัล-บัรรออ์ บินฮาชิม ทั้งสองสายว่า :

พวกเราเคยอยู่กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แล้วพวกเราก็หยุดพักที่เฆาะดีรคุม พวกเราถูกประกาศให้ทำนมาซร่วมกันได้มีการทำพื้นรองสำหรับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ใต้ต้นไม้สองต้น

ท่าน(ศ)ได้นมาซดุฮฺริเสร็จแล้วก็จับมือของท่านอะลี(อ) แล้วกล่าวว่า “พวกท่านรู้กันแล้วใช่ไหมว่า ฉันนี้มีอำนาจต่อผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง ?”

พวกเขากล่าวว่า “ใช่แล้ว”

ท่าน(ศ) กล่าวว่า “พวกท่านรู้กันแล้วใช่ไหมว่า ฉันนี้มีอำนาจต่อผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง?”

พวกเขากล่าวว่า “ใช่แล้ว”

เมื่อท่าน(ศ) จับมือของอะลี(อ)ขึ้น แล้วท่าน(ศ)ได้กล่าวว่า ผู้ใดที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้นอะลีก็เป็นเมาลาของเขาด้วย โอ้อัลลอฮฺ โปรดคุ้มครองผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา และโปรดเป็นศัตรูต่อผู้ที่เป็นศัตรูของเขา”

และหลังจากนั้น ท่านอุมัรก็เข้ามา พลางกล่าวกับท่านอะลี(อ) ว่า “ขอแสดงความยินดี โอ้บุตรของอะบีฏอลิบ ทั้งยามเช้าและยามเย็น ท่านเป็นเมาลาของผู้ศรัทธาทั้งชายหญิงทุกคน” (87)

กล่าวโดยสรุป ฮะดีษอัล-เฆาะดีร ได้ถูกรายงานโดยนักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺมากกว่าที่เรากล่าวถึง เช่น ติรมีซี อิบนุมาญะฮฺ อิบนุอะซากีร อิบนุ อัล-อะซีซ อัล-เคาะวาริซมี ซะยูฏี อิบนุฮะญัร อัล-ฮัยษุมี อิบนุศิบาฆ อัล-มาลิกี อัล-ก็อนดูซีอัล-ฮะนะฟี อิบนุอัล-มะฆอซะลี และอิบนุกะษีร อัล-ฮะมูวัยนี อัล-ฮัซกานี อัล-เฆาะซาลี และ อัล-บุคอรี ในหนังสือ ตารีค ของเขา

ตามที่ท่าน อัลลามะฮฺ อัล-อามินี เจ้าของหนังสือ อัล-เฆาะดีร และตามที่พวกเขาได้รายงานบันทึกไว้ในตำราของพวกเขาทั้งๆที่พวกเขามีฐานะ มีมัซฮับที่แตกต่างกันนับจากศตวรรษแรกของฮิจญ์เราะฮฺ จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 14 จึงทำให้จำนวนของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นมากกว่า 360 ท่าน และผู้ใดสนใจใคร่รู้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็ศึกษาดูได้จากหนังสือ อัล-เฆาะดีร(88)

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ยังสามารถจะกล่าวได้อีกหรือว่า ฮะดีษอัล-เฆาะดีร เป็นสิ่งที่ถูกสร้างมาจากฝ่ายชีอะฮฺ? จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างที่สุดที่บรรดามุสลิมส่วนใหญ่ เมื่อได้ยินได้ฟังฮะดีษอัล-เฆาะดีรแล้วไม่มีใครเคยรู้เรื่องหรือรู้เพียงเล็กน้อย บ้างก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ที่น่าประหลาดยิ่งกว่านี้อีกก็คือ เป็นไปได้อย่างไร ที่นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺอ้างกันหลังจากมีฮะดีษนี้อีกว่า ที่ถูกต้องเป็นเอกฉันท์นั้น คือท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มิได้แต่งตั้งค่อลีฟะฮฺสืบต่อ และท่านปล่อยให้เรื่องงานศาสนาเป็นไปโดยระบบการปรึกษาหารือ(ชูรอ)กันระหว่างบรรดามุสลิม หรือว่าสำหรับเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺนั้น ยังจะมีฮะดีษที่ชัดเจน ลึกซึ่งยิ่งไปกว่านี้อีก

โอ้ ปวงบ่าวของอัลลอฮฺ??? ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงการถกเถียงของข้าพเจ้ากับนักปราชญ์ซัยตูนะฮฺในประเทศของเราคนหนึ่ง เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงฮะดีษเฆาะดีรกับเขา ว่าหลักฐานในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของท่านอะลี(อ) ซึ่งเขาเองก็ยอมรับข้าพเจ้าให้อ่านตัฟซีรอัล-กุรอานที่เขารวบรวมขึ้นมาเอง ซึ่งในเล่มนั้นเขาได้กล่าวถึงฮะดีษ อัล-เฆาะดีร และเขาก็ระบุว่าเป็นฮะดีษที่ถูกต้อง

แต่หลังจากนั้น เขาได้กล่าวว่า “พวกชีอะฮฺแอบอ้างว่า ฮะดีษนี้เป็นหลักฐานในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของซัยยิดินาอะลี ซึ่งชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ถือว่าเป็นความผิดพลาด เพราะเป็นความเชื่อที่ขัดกันกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ซัยยิดินาอะบูบักรฺ ศิดดีก และซัยยิดินาอุมัร ฟารูก และซัยยิดินา อุษมาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตีความคำว่า เมาลานา ที่มีอยู่ในฮะดีษนี้ว่าหมายถึง ที่รักและผู้ช่วยเหลือ ดังที่มีกล่าวอยู่ในคัมภีร์ และอันนี้คือความหมายที่บรรดาค่อลีฟะฮฺรอชิดีน ได้เข้าใจกันมา รวมถึงบรรดาศ่อฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีความพึงพอพระทัยทั้งมวล

และนี่คือความหมายที่บรรดานักปราชญ์ของบรรดามุสลิม ยึดถือมาจากพวกเขาจึงมิให้ถือเอาการตีความของพวกรอฟิเฎาะฮฺเป็นบรรทัดฐานสำหรับฮะดีษนี้ เพราะพวกเขาไม่ยอมรับการเป็นค่อลีฟะฮฺของค่อลีฟะฮฺรอชิดีน และประฌามบรรดาศ่อฮาบะฮฺของศาสนทูต(ศ) และนี่คือหลักฐานเพียงประการเดียวที่เพียงพอในการตอบโต้กับการโกหกของพวกเขา และลบล้างการแอบอ้างของพวกเขา” คำพูดของเขาในหนังสือจบลงแค่นี้

ข้าพเจ้าได้ถามเขาว่า “เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เฆาะดีคุมจริงหรือไม่?

เขาตอบว่า “ถ้าไม่เกิดขึ้น บรรดานักปราชญ์และนักฮะดีษย่อมไม่อาจรายงานกันมาได้หรอก”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เป็นเรื่องที่เหมาะสมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)หรือไม่ ที่ท่านจัดประชุมบรรดาศ่อฮาบะฮฺท่ามกลางอาทิตย์ที่แผดเผาร้อนระอุและกล่าวคำปราศรัยกับพวกเขาอย่างยืดยาว เพื่อที่จะบอกพวกเขาว่า อะลีนั้นเป็นที่รักของพวกท่าน และเป็นผู้ช่วยเหลือของพวกท่าน? พวกท่านพอใจการให้ความหมายอย่างนี้หรือ? เขาตอบว่า “เพราะว่ามันมีศ่อฮาบะฮฺบางท่านฟ้องท่านอะลี และในจำนวนคนเหล่านั้น มีผู้ที่เคียดแค้นและโกรธเคืองท่านอยู่ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) จึงต้องการขจัดความแค้นเคืองของพวกเขาให้หมดสิ้นไป จึงกล่าวกับพวกเขาว่า อะลีคือที่รักของพวกท่าน และเป็นผู้ช่วยเหลือพวกท่าน เพื่อให้พวกเขารักท่านและไม่โกรธท่าน”

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่จำเป็นจะต้องหยุดทั้งหมดและทำนมาซกับพวกเขาและเริ่มต้นด้วยการกล่าวคุฏเบาะฮฺว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีอำนาจเหนือพวกท่านยิ่งกว่าตัวของพวกท่านเองใช่หรือไม่ เพื่อยืนยันความหมายของคำว่า “เมาลา” ให้ชัดเจน ครั้นถ้าเรื่องเป็นเหมือนที่ท่านว่า ท่านก็ย่อมสามารถที่จะพูดกับคนที่ฟ้องร้องต่อท่านในเรื่องของอะลี(อ)ว่า

“แท้จริงเขาเป็นที่รักของพวกท่าน และเป็นผู้ช่วยเหลือพวกท่าน”

เรื่องราวก็จะยุติโดยไม่ต้องขังตัวเองกันท่ามกลางแสงอาทิตย์อย่างนั้น ด้วยจำนวนคนมากว่า 100,000 คน ทั้งคนชราและสตรี ผู้มีสติปัญญาจะไม่เห็นตามนี้ด้วยเด็ดขาด”

เขากล่าวว่า “คนมีสติปัญญา เชื่อว่าจำนวน 100,000 คนในหมู่ศ่อฮาบะฮฺ ไม่มีความเข้าใจเรื่องราวเหมือนที่ท่านและพวกชีอะฮฺเข้าใจกระนั้นหรือ ?

ข้าพเจ้ากลว่าว่า “ข้อที่หนึ่ง ในหมู่พวกเขาขณะนั้น มีผู้ที่พำนักอาศัยในมะดีนะฮฺเป็นส่วนน้อย ข้อที่สอง พวกเขาจะต้องเขาใจอย่างถูกต้องแน่เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าและพวกชีอะฮฺเข้าใจ ด้วยเหตุนี้แหละที่นักปราชญ์ทั้งหลายรายงานว่า อะบูบักรฺ และอุมัรต่างได้เข้าไปแสดงความยินดีต่อท่านอะลี(อ)โดยพูดว่า “บัคคินบัคคิน โอ้บุตรของอะบีฏอลิบเอ๋ย ยินดีด้วยที่ท่านได้เป็นเมาลาของผู้ศรัทธาทุกคน ทั้งยามเช้าและยามเย็น”

เขากล่าวว่า “แล้วทำไมพวกศ่อฮาบะฮฺจึงไม่ทำการบัยอะฮฺ(ให้สัตยาบันรับรอง)ต่อท่านอะลี ภายหลังที่ท่านนบี(ศ)วะฟาต ? หรือท่านเห็นว่าพวกเขาขัดขืนและขัดแย้งคำสั่งของท่านนบี(ศ) ข้าขออภัยต่ออัลลอฮฺที่กล่าวประโยคนี้”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ เมื่อบรรดานักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺเองได้ยืนยันไว้ในตำราของพวกเขาว่า ศ่อฮาบะฮฺบางส่วนขัดแย้งกับคำสั่งของท่านนบี(ศ) ทั้งในสมัยที่ท่านมีชีวิต และในขณะที่ท่านจวนจะสิ้นใจ(89) ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรที่จะละทิ้งคำสั่งของท่านนบี(ศ)หลังจากที่ท่านได้วะฟาตแล้ว เมื่อพวกเขาส่วนใหญ่ประณามการดำรงตำแหน่งของอุซามาะฮฺ บินซัยดฺ แม้เพียงเป็นการดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาจำกัด ระยะสั้นๆเท่านั้น ไฉนเลย ที่พวกเขาจะยอมรับการดำรงตำแหน่งของท่านอะลี(อ) ซึ่งยังมีอายุน้อยในช่วงเวลาตลอดชีวิตและต่อตำแหน่งค่อลีฟะฮฺอันสมบูรณ์แบบ? ท่านก็ยืนยันด้วยตัวของท่านเองแล้วว่า พวกเขาบางคนโกรธเคืองและแค้นอะลี(อ)อยู่”

เขาตอบข้าพเจ้าอย่างอ้อมแอ้มว่า “ถ้าท่านอิมามอะลี รู้ตัวว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แต่งตั้งท่านให้เป็นค่อลีฟะฮฺ ท่านต้องไม่นิ่งเงียบในเรื่องสิทธิของท่านหรอก ท่านเป็นคนกล้า ไม่กลัวใครเลยสักคน และศ่อฮาบะฮฺทุกคนกลัวท่าน”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “โอ้ท่านซัยยิด นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่ต้องการจะเข้าสู่เรื่องนั้น เพราะว่าท่านไม่ยอมรับฮะดีษต่างๆของท่านบนี(ศ)ที่ถูกต้อง และพยายามจะตีความพลิกแพลงไปจากความหมายของมันเพื่อรักษาเกียรติของคนรุ่นก่อน แล้วข้าพเจ้าจะทำให้ท่านยอมรับอย่างไรกับการนิ่งเงียบหรือการประท้วงของท่านอิมามอะลี(อ) ต่อคนเหล่านั้นในสิทธิด้านตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ ?”

เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ข้าพเจ้าคือคนหนึ่งที่ให้เกียรติท่านอะลีเหนือกว่าคนอื่นๆ ถ้าหากเรื่องทั้งหมดอยู่ในอำนาจของข้าพเจ้า แน่นอนข้าพเจ้าจะไม่เอาคนอื่นในหมู่ศ่อฮาบะฮฺขึ้นหน้าท่าน เพราะท่านเป็นประตูแห่งวิชาการ ท่านเป็นราชสีห์ของอัลลอฮฺที่มีชัยชนะ แต่ความประสงค์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) พระองค์คือผู้ทรงให้ใครนำหน้าก่อนก็ได้สำหรับคนที่พระองค์ทรงประสงค์และจะให้ใครอยู่หลังได้สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอย่าถามในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ เพราะพวกเขาจะถูกถามเอง”

ข้าพเจ้ายิ้มบ้างแล้วกล่าวว่า “นี่ก็เช่นกัน ที่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นำเราไปพูดถึงฮะดีษเกาะฎอ-เกาะดัร แต่ก่อนนี้เราเคยพูดถึงเรื่องนี้มาแล้ว ต่างคนก็ต่างถือตามทัศนะของตัวเอง แต่ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจ โอ้ท่านซัยยิด ทำไมทุกครั้งที่ข้าพเจ้าสนทนากับผู้รู้ในสายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ เมื่อข้าพเจ้าขอความเข้าใจในหลักฐานหนึ่งๆพลันเขาก็จะรีบหนีจากเรื่องนั้นไปยังเรื่องอีกเรื่องหนึ่งเสมอโดยไม่เกี่ยวพันกับเรื่องที่กำลังวิเคราะห์กันอยู่ด้วยเหตุผล”

เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังมั่นคงอยู่กับความเห็นของข้าพเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง แล้วข้าพเจ้าก็อำลาจากท่านเสีย โดยที่ยังครุ่นคิดตรึกตรองอยู่ว่า ทำไมข้าพเจ้าไม่เคยพบเจอผู้รู้ของเราสักคนที่ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ให้สมบูรณ์แบบกับข้าพเจ้า และยืนหยัดกับหัวข้อเรื่อง เหมือนอย่างที่พูดที่กล่าวอย่างแพร่หลายในหมู่พวกเรา”

บางคนเริ่มต้นคำพูดในขณะที่พบว่าตัวเองอ่อนต่อการหยิบยกหลักฐานว่าประชาชาติเหล่านั้นผ่านพ้นยุคสมัยไปแล้ว พวกเขาจะได้ตามที่พวกเขาขวนขวายและพวกท่านก็จะได้ตามที่พวกท่านขวนขวาย

บางคนก็กล่าวว่า มิใช่เรื่องอะไรของเราที่จะขุดคุ้ยปัญหาฟิตนะฮฺและความแค้นเคือง ข้อสำคัญทั้งซุนนะฮฺ และชีอะฮฺต่างก็ศรัทธาพระเจ้าองค์เดียวกัน ร่อซูลคนเดียวกัน เท่านี้ก็พอ บางคนก็พูดแบบออมชอมว่าพี่น้องเอ๋ย จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในเรื่องของศ่อฮาบะฮฺ ดังนั้นยังมีเหลือสำหรับการจะถกปัญหาทางวิชาการกับคนเหล่านี้อีกหรือ คงไม่มีแสงสว่างชี้นำทาง และคืนกลับสู่สัจธรรมได้ อีกซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร นอกจากความหลงผิดแนวทางจากอัล-กุรอาน สำหรับคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหนที่สอนประชาชนว่าให้ดำรงไว้ซึ่งหลักฐาน

“และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พวกสูเจ้าจงนำหลักฐานของพวกสูเจ้ามาเถิด ถ้าหากสูเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีความสัตย์”

ทั้งๆที่รู้ว่า ถึงแม้พวกเขาจะหยุดยั้งจากการประณามและโจมตีชีอะฮฺ แต่พวกเขาก็จะไม่มาหาพวกเราเพื่อถกเถียงกันหรอก แม้กระทั้งด้วยวิธีการที่ดีงามก็ตาม