ทัศนะและการโต้แย้งของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ

ทัศนะของพวกเขาที่รู้ๆกันอยู่ คือถือว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)วะฟาตไปโดยมิได้แต่งตั้งคนใดไว้เป็นค่อลีฟะฮฺ แต่คนระดับผู้นำในหมู่ศ่อฮาบะฮฺได้ประชุมกันที่ซะกีฟะฮฺ บะนีซาอิดะฮฺ และได้มอบหมายตำแหน่งผู้นำให้แก่ อะบูบักรฺ ศิดดีก เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เพราะว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้มอบหมายให้อะบูบักรฺทำหน้าที่ของท่านในนมาซ เมื่อตอนที่ท่าน(ศ)เจ็บหนัก

พวกเขาจึงกล่าวว่า : เมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) พอใจที่เขาทำหน้าที่ทางศาสนากับพวกเรา แล้วทำไมเราจะพอใจที่เขาทำหน้าที่ทางโลกกับพวกเราไม่ได้ ? คำพูดของพวกเขาสรุปได้ดังนี้

1. ท่านร่อซูล(ศ)ไม่เคยวางกฎแต่งตั้งใคร

2. ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ จะมีโดยวิธีอื่นไม่ได้ นอกจากโดยการประชุมหรือหารือ

3. การดำรงตำแหน่งของอะบูบักรฺ เป็นไปโดยการเห็นชอบของศ่อฮาบะฮฺรุ่นอาวุโส

ใช่แล้ว นี่คือความเห็นของข้าพเจ้า เมื่อครั้งที่เคยถือมัซฮับมาลิกี ซึ่งข้าพเจ้าเคยต่อต้านความคิดที่เคยถูกนำมาเสนอแก่ข้าพเจ้าในทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง และด้วยการอ้างหลักฐานในเรื่องนี้ โดยโองการต่างๆว่าด้วยเรื่องการประชุมหรือหารือ และพยายามอย่างสุดความสามารถในการที่จะคุยโอ่ว่าอิสลามคือศาสนาแห่งประชาธิปไตย และถือว่าระบบนี้อิสลามได้นำมาเป็นพื้นฐานของมนุษย์มาก่อนซึ่งน่าภูมิใจในฐานะที่มีอำนาจรัฐที่รุ่งเรืองมาก่อน ข้าพเจ้าถือว่า ชาวตะวันตกมิได้รู้เรื่องการปกครองระบอบสาธารณรัฐมาก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่อิสลามซิ รู้ระบอบนี้ดีก่อนพวกเขา ตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มาแล้ว

แต่หลังจากที่ข้าพเจ้าพบนักปราชญ์ชีอะฮฺ และอ่านตำราต่างๆของพวกเขาและศึกษาหลักฐานต่างๆของพวกเขาที่น่ายอมรับซึ่งมีอยู่ในตำราของเรา ในขั้นแรกความเห็นของข้าพเจ้าก็ได้เปลี่ยนไป เนื่องจากมีหลักฐานที่รัดกุมเสนอในเรื่องนี้ เพราะด้วยความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่พระองค์จะทอดทิ้งปวงบ่าวของพระองค์ ไว้โดยปราศจากผู้นำในขณะที่พระองค์ทรงมีโองการว่า

“อันที่จริง เจ้าเป็นเพียงผู้ตักเตือน ส่วนในทุกๆประชาชาตินั้นจะมีผู้นำทาง”

และด้วยความเมตตาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ก็เป็นไปไม่ได้อีกที่จะทอดทิ้งประชาชาติของท่านไว้โดยปราศจากผู้ดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราตระหนักว่า ท่านกังวลเหลือเกินต่อการที่ประชาชาติจะแตกแยกกัน(59) จะหันหลังกลับไปหาความเป็นอยู่แบบเดิม(60) ขัดแย้งกันในผลประโยชน์ทางโลก(61) แม้กระทั่งการที่กลุ่มหนึ่งจะทำลายอีกกลุ่มหนึ่ง(62) และการจะปฏิบัติตามแบบอย่างของพวกยิวและนัศรอนี(63)

แม้แต่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ มารดาของผู้ศรัทธาเองก็ยังเคยบอกกล่าวไปยังท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ เมื่อตอนที่ท่านถูกแทง ท่านได้กล่าวว่า “ท่านจงดำเนินการแต่งตั้งค่อลีฟะฮฺแก่ประชาชาติของมุฮัมมัด และอย่าปล่อยพวกเขาให้อยู่อย่างเลื่อนลอย ภายหลังจากท่าน เพราะว่า ฉันกลัวความเสียหายจะเกิดขึ้นแก่พวกเขา” (64)

และแม้แต่ อับดุลลอฮฺ บินอุมัร ยังได้เข้าพบบิดาเมื่อครั้งที่ถูกแทง โดยกล่าวกับท่านว่า

“แท้จริงประชาชนพากันเข้าใจว่าท่านไม่มีค่อลีฟะฮฺทำหน้าที่แทน และแท้จริงถ้าท่านมีคนเลี้ยงแกะให้หรือดูแลอูฐให้สักคน แต่แล้ว เขาได้มาหาท่านโดยละทิ้งฝูงสัตว์เหล่านั้นมาเฉยๆ ท่านก็เห็นแล้วว่า มันจะเสียหายแค่ไหน ดังนั้นการดูแลประชาชน ย่อมหนักหนายิ่งกว่านั้น” (65)

แม้แต่อะบูบักรฺเอง ผู้ซึ่งบรรดามุสลิมทั้งหลายแต่งตั้งท่านให้เป็นค่อลีฟะฮฺด้วยการประชุมหารือก็ยังตัดสินปัญหานี้ ด้วยการรีบแต่งตั้งอุมัรให้เป็นค่อลีฟะฮฺแทน เพื่อตัดหนทางที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและแตกแยกอันหายนะ เมื่อเรามองในสิ่งเหล่านี้ให้เป็นไปในแง่ดี ทำไมจะมองไม่ได้อีกว่า ท่านอิมามอะลี(อ)นั้น ท่านย่อมจะรู้ดีว่าเรื่องราวเกี่ยวกับความคลุมเครือต่างๆในเหตุการณ์ที่บ่งบอกว่า ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺจะเปลี่ยนมือจากอะบูบักรฺไปยังอุมัร บินค็อฏฏอบ ด้วยเหตุนี้ เมื่อครั้งที่ท่านถูกบีบคั้นให้ยอมบัยอะฮฺ(ให้การรับรอง)แก่อะบูบักรฺ ท่านจึงกล่าวคำอุทรณ์เป็นหลักฐานไว้(66)

ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า เมื่ออะบูบักรฺเองยังไม่ยอมรับเรื่องการประชุมหารือ แล้วเราจะยอมรับอย่างไรว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ปล่อยให้เรื่องการบริหารอันสำคัญไว้เฉยๆโดยปราศจากการแต่งตั้งคนรับช่วง หรือว่าท่านไม่รู้ ในเรื่องที่คนอย่างอะบูบักรฺรู้ ท่านหญิงอาอิชะฮฺก็รู้ อับดุลลอฮฺ บินอุมัร ก็รู้ และเรื่องที่คนทั้งหลายก็รู้โดยสัญชาติญาณ จากความเห็นที่แตกต่างกัน และจากอารมณ์อันหลากหลาย เมื่อภารกิจการเลือกทางเดินถูกมอบให้เป็นของพวกเขาเอง โดยเฉพาะเมื่อภารกิจนั้นเกี่ยวข้องกับผู้นำและตำแหน่งสูงอย่างค่อลีฟะฮฺ ดังที่เหตุการณ์อย่างนี้ได้เกิดขึ้นแล้วจนกระทั่งในการเลือกอะบูบักรฺ ที่ซะกีฟะฮฺ

ขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นความขัดแย้งของผู้นำชาวอันศอร เช่น ซะอัด บินอิบาดะฮฺ และบุตรชายของเขา ก็อยซฺ บินซะอัด, อะลี บินอะบีฏอลิบ, ซุบัยร์ บินเอาวาม, (67) อับบาซ บินอับดุลมุฏฏอลิบ และชาวบะนีฮาชิม คนอื่นๆ อีกทั้งศ่อฮาบะฮฺบางคนที่พวกเขาเห็นว่า ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเป็นสิทธิของ อะลี(อ) พวกเขาขัดขืนการบัยอะฮฺ จนกระทั่งถูกขู่ด้วยการเผาด้วยไฟ(68)

ข้าพเจ้าขอกล่าวเพิ่มเติมว่า เราไม่เคยพบเลยว่าตลอดระยะเวลาการทำงานของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)นั้น ท่านจะเคยปรึกษาศ่อฮาบะฮฺของท่านสักครั้งเดียวในการคัดเลือกตัวผู้นำของพวกเขา ไม่ว่าผู้นำในกองทัพหรือผู้นำในสงคราม ท่านไม่เคยขอคำปรึกษากับพวกเขา เมื่อตอนที่ท่านออกจากเมืองมะดีนะฮฺแล้วตั้งคนที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมในการดูแลพวกเขาในเมืองและไม่เคยปรึกษาใครในยามมีแขกเข้ามาเพื่อยอมรับศาสนา กล่าวคือ ท่านจะแต่งตั้งคนใดคนหนึ่งให้ดูแลคนเหล่านั้นโดยมิได้ปรึกษาใคร

ในตอนสุดท้ายของการใช้ชีวิต ท่านนบี(ศ)ได้ทำอย่างนี้ให้เห็นชัดยิ่งขึ้น เมื่อท่านได้บัญชาให้ อุซามะฮฺ บินซัยดฺ เป็นแม่ทัพ ทั้งๆที่ท่านอายุยังน้อย แต่พวกเขาไม่ยอมรับและดูหมิ่นการแต่งตั้งของท่าน แต่ท่านนบี(ศ)ก็ได้สาปแช่งคนที่ขัดขืนในเรื่องนี้(69) อันเป็นการยืนยันว่าอำนาจการบริหาร อำนาจการปกครอง และตำแหน่งค่อลีฟะฮฺมิใช่เรื่องที่ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกของประชาชนหากแต่จะต้องมาจากบัญชาของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เท่านั้น และถือว่าคำสั่งของท่าน(ศ)เป็นคำสั่งที่มาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

เมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ ทำไมเราจึงไม่พิจารณาหาหลักฐานดูจากกลุ่มที่สอง นั่นคือ พวกชีอะฮฺอิมามียะฮฺ ซึ่งพวกเขายืนยันในทางตรงกันข้ามกับคำพูดของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ และยืนยันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แต่งตั้งท่านอะลี(อ)ให้เป็นค่อลีฟะฮฺ และระบุเป็นข้อบัญญัติให้แก่เขาในวาระต่างๆหลายต่อหลายครั้งและเลื่องลือที่สุด ก็คือที่ ฆอดีรคุม

ในเมื่อความยุติธรรมหมายถึง ท่านจะต้องรับฟังเหตุผลของคู่กรณีเพื่อให้ได้พิสูจน์ด้วยความเห็นและหลักฐานของเขาในกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับท่าน แล้วจะทำอย่างไรอีกถ้าหากว่าคู่กรณีของท่านสามารถยืนยันด้วยประจักษ์พยานที่ท่านเองก็ยืนยันในความจริงของเหตุการณ์นั้นๆ(70)

หลักฐานของฝ่ายชีอะฮฺ มิได้เป็นหลักฐานเลื่อนลอยหรืออ่อนใช้ไม่ได้จนสามารถหักล้างและมองข้ามเสียได้โดยง่าย หากแต่เป็นหลักฐานที่เกี่ยวพันกับโองการในอัล-กุรอาน ที่ถูกประทานลงมาในเรื่องนี้ และท่านศาสนทูต(ศ)ก็ให้ความหมายโองการนั้นๆไปด้วย เจตนารมณ์และเน้นถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่งท่ามกลางเรื่องราวต่างๆที่ท่านแบกภาระมา และทั้งซุนนี ชีอะฮฺ ต่างก็บันทึกถ่ายทอดกันมาจนกระทั่งปรากฏเป็นหลักฐานเต็มไปหมดทั้งในตำราประวัติศาสตร์ ตำราฮะดีษ และยังได้มีการรายงานสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า



อำนาจวิลายะฮฺของอะลี(อ) ที่ระบุอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรติ

พระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสไว้ว่า

“ความจริงแล้ว ผู้มีอำนาจเหนือพวกสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์และบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งดำรงการนมาซและบริจาคซะกาตเมื่อพวกเขาโค้งรุกูฮ์ และผู้ใดที่ยอมรับอำนาจของ อัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธานั้น แน่นอน พรรคของอัลลอฮฺ พวกเขาย่อมเป็นผู้ชนะเสมอ” (อัล-มาอิดะฮฺ / 55-56)

อิมามอะบี อิซฮาก อัษษะอ์ละบี รายงานไว้ใน ตัฟซีร “อัล-กะบีร” (71) โดยสายสืบผ่านไปถึง อะบูซัร อัล-ฆอฟฟารี ว่า :

ข้าพเจ้าได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)พูดสองเรื่อง ไม่เช่นนั้น ฉันก็จะงมงายทั้งสองเรื่อง ไม่เช่นนั้นฉันก็จะมืดบอดทั้งสองเรื่อง คือท่านกล่าวว่า

“อะลีนั้นเป็นหัวหน้าของคนดี และเป็นผู้สังหารผู้เนรคุณ ผู้ที่ช่วยเหลือเขาจะได้รับการช่วยเหลือ และผู้ที่บั่นทอนเขาก็จะได้รับการบั่นทอน”

สำหรับข้าพเจ้านั้น วันหนึ่งได้ร่วมนมาซกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้มีคนขอบริจาคคนหนึ่งเข้ามาขอในมัสญิด แต่ไม่มีใครให้อะไรแก่เขาสักคนเดียว ส่วนอะลี(อ) ขณะนั้นกำลังรุกูอ์อยู่ เขาได้ยื่นนิ้วก้อยของเขาซึ่งมีแหวนสวมอยู่ส่งไปให้ คนขอบริจาคก็ได้เข้ามา จนกระทั่งได้ถอดเอาแหวนจากนิ้วก้อยของท่านไป ดังนั้น ท่านนบี(ศ)จึงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ว่า

“ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงมูซาพี่ชายข้า ได้เคยขอต่อพระองค์ว่า

-โอ้พระผู้อภิบาลของข้า ได้โปรดเผยจิตใจของข้าให้เข้าใจ และโปรดบันดาลให้ภารกิจของข้าสะดวกสำหรับข้า และโปรดคลี่คลายปมที่ปลายลิ้นของข้า ให้เขาทั้งหลายได้เข้าใจคำสอนของข้า และโปรดบันดาลให้ข้าได้มีผู้รับภารกิจจากคนในครอบครัวของข้า ฮารูน พี่ชายข้า ได้โปรดให้ความหนักแน่นแก่ภารกิจของข้าด้วยเพระเขา และโปรดให้เขามีส่วนร่วมในภารกิจของข้า เพื่อเราจะได้สดุดีสรรเสริญพระองค์ให้มากมาย และเราได้รำลึกถึงพระองค์ให้มากมาย แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ดูแลเราอยู่เสมอ-

แล้วพระองค์ก็ทรงมีวะฮฺยูแก่เขา(ศ)ว่า

–แน่นอนยิ่ง ข้าได้มอบให้แก่เจ้าตามที่เจ้าขอแล้วโอ้มูซาเอ๋ย- ข้าแต่อัลลอฮฺ แท้จริงข้าเป็นบ่าวและเป็นนบีของพระองค์ ดังนั้น ได้โปรดเผยจิตใจของข้าให้กว้างขวาง และโปรดให้ภารกิจของข้าสะดวกสำหรับข้า และโปรดบันดาลให้ข้ามีผู้ร่วมภารกิจจากคนในครอบครัวของข้า นั่นคือ อะลี โปรดให้ภารกิจของข้ามั่นคงด้วยเพราะเขา”

อะบูซัรเล่าต่อไปว่า : ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ พอท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) จบคำพูดเท่านั้นเอง มะลาอิกะฮฺญิบรออีลก็ได้เสด็จลงมา พร้อมกับโองการนี้ ซึ่งมีใจความว่า

“ ความจริงแล้วผู้มีอำนาจเหนือสูเจ้ามีเพียงอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งได้ดำรงการนมาซและบริจาคซะกาต ในขณะที่พวกเขาโค้ง(รุกูอ์) และผู้ใดที่ยอมรับอำนาจของอัลลออฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาเหล่านั้น แน่นอนพรรคของอัลลอฮฺ และพวกเขาย่อมเป็นผู้ชนะเสมอ” (อัล-มาอิดะฮฺ / 55-56)

สำหรับชีอะฮฺ ไม่มีอะไรเป็นข้อขัดแย้งกันที่ว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาในเรื่องของ อะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) โดยริวะยะฮฺที่มาจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)นั้น เป็นคำสอนที่ถูกยอมรับจากพวกเขาอยู่แล้ว ดังที่มีรายงานปรากฎอยู่ในหนังสือต่างๆหลายเล่มของชีอะฮฺ ยกตัวอย่างเช่น

1. บิฮารุล อันวาร ของท่านมัจญลิซี

2. อุษบาตุล-ฮุดา ของท่านฮุรรุล-อามิลี

3. ตัฟซีร อัล-มีซาน ของ อัลลามะฮฺ เฏาะบา เฏาะบาอี

4. ตัฟซีร อัล-กาชิฟ ของท่านมุฮัมมัด ญะวาด อัล-มุฆนียะฮฺ

5. อัล- เฆาะดีร ของอัลลามะฮฺ อัล-อามินี (และท่านอื่นๆอีกมาก)

ขณะเดียวกันนักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺกลุ่มหนึ่ง ก็ได้รายงานว่าโองการนี้ถูกประทานลงมาในเรื่องของท่าน อะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) ซึ่งข้าเจ้าจะกล่าวถึงเฉพาะกับนักปราชญ์สายตัฟซีรเท่านั้น

1. ตัฟซีร อัล-กิชาฟ ของท่านซะมัคซะรี เล่ม 1 หน้า 649

2. ตัฟซีร อัฏ-ฏ็อบรี เล่ม 6 หน้า 288

3. ซาดุล-มะซีร ฟีอิ้ลมิ้ลตัฟซีร ของอิบนุเญาซี แล้ว 2 หน้า 383

4. ตัฟซีร อัล-กุรฏฺบี เล่ม 6 หน้า 219

5. ตัฟซีร ฟัครุรรอซี เล่ม 12 หน้า 26

6. ตัฟซรี อิบนุกะซีร เล่ม 2 หน้า 71

7. ตัฟซีร อัน-นุซฟี เล่ม 1 หน้า 289

8. ชะวาฮิดุต-ตันซีล ของฮัซกานี อัน-ฮะนาฟี เล่ม 1 หน้า 161

9. อัด-ดุรรุล-มันซูร ของท่านซะยูฏี เล่ม 2 หน้า 293

10. อัซบาบุล-นุซุล ของอิมามอัล-วาฮิดี หน้า 148

11. อะฮฺกามุล-กุรอาน ของท่านญัศศอศ เล่ม 4 หน้า 102

12. อัต-ตัซฮีล ลิอุลูมิต-ตันซีล ของท่านกัลบีเล่ม 1 หน้า 181

ที่ข้าพเจ้ายังมิได้กล่าวถึงในที่นี้ ยังมีอีกมากมายจากนักปราชญ์ อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ที่มีความเชื่อตรงกันกับนักปราชญ์ชีอะฮฺว่าโองการนี้ถูกประทานมาในเรื่องอัล-วิลายะฮฺของท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ)



โองการว่าด้วย “อัล-บะลาฆ” เกี่ยวของกับเรื่องวิลายะฮฺของท่านอะลี(อ)อีกเช่นกัน

พระองค์ตรัสว่า

“โอ้ศาสนทูตเอ๋ย จงประกาศเรื่องที่ถูกประทานลงมายังเจ้า จากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าหากเจ้าไม่กระทำ ดังนั้น เท่ากับเจ้ามิได้ประกาศสาส์นของพระองค์เลย และอัลลอฮฺทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์” (อัล-มาอิดะฮฺ / 67)

นักมุฟัซซิรีนของฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺบางท่านกล่าวว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาในสมัยแรกๆของการเผยแพร่ศาสนา เมื่อครั้งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ซึ่งท่านดำรงอยู่ในฐานะที่ถูกปิดล้อม โดยที่กล่าวว่า ท่านจะถูกสังหาร ครั้นเมื่อโองการได้ถูกประทานลงมาว่า

“และอัลลอฮฺจะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์”

ท่านก็กล่าวว่า “ จงออกไปเถิด เพราะแท้จริงอัลลอฮฺทรงปกป้องคุ้มครองฉัน”

ท่านอิบนุญะรีร ท่านอิบนุ มัรดุวียะฮฺ ได้รับรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บินชะกีก ว่า

“แท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)นั้น ถูกคุ้มครองโดยบางคนจากศ่อฮาบะฮฺของท่าน ครั้นเมื่อโองการได้ถูกประทานมาว่า

“และอัลลอฮฺจะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์”

ท่านก็ออกมาประกาศว่า “โอ้ประชาชนเอ๋ย จงกลับไปประจำอยู่ในสถานที่ประจำของพวกท่านเถิด เพราะแท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงปกป้องคุ้มครองฉันให้พ้นจากมนุษย์แล้ว” (72)

ท่านอิบนุฮิบบาน ท่านอิบนุ มัรดุวียะฮฺ ได้รับรายงานจากอะบูฮุร็อยเราะฮฺว่า : เมื่อครั้งที่พวกเราติดตามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในการเดินทาง และเราได้ปล่อยพุ่มไม้พุ่มหนึ่งไว้ให้เป็นที่พักร่มของท่าน(ศ) ซึ่งท่านก็ได้เข้าไปพักใต้ร่มไม้นั้น วันหนึ่งท่าน(ศ) ได้แขวนดาบของท่านไว้ที่กิ่งไม้ ได้มีชายคนหนึ่งมายึดเอาไป แล้วกล่าว่า

“โอ้มุฮัมมัด ใครจะสามารถรักษาท่านให้พ้นไปจากฉันได้ ?”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า

“อัลลอฮฺทรงรักษาฉันให้พ้นจากท่านได้ จงวางดาบลงเสีย”

ก็ปรากฏว่าชายคนนั้นได้วางดาบลง ดังนั้น โองการจึงถูกประทานลงมาว่า

“และอัลลอฮฺจะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์”(73)

เช่นกัน ท่านติรมีซี, ท่านฮากิม, ท่านอะบูนะอีม ก็ได้รับรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า : ท่านนบี(ศ) เคยถูกคุ้มกันจนกระทั่งโองการได้ถูกประทานลงมาว่า

“และอัลลอฮฺจะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์”

ดังนั้นท่าน(ศ)จึงชะโงกศีรษะออกมาจากกระโจมแล้วกล่าว่า

“โอ้ประชาชนเอ๋ย จงแยกย้ายออกไปเถิด เพราะว่าแท้จริงอัลลอฮฺทรงปกป้องฉันแล้ว”

ท่านฏ็อบรอนี ท่านอะบูนะอีมได้รายงานไว้ในหนังสือ อัด ดะลาอิล ท่านอิบนุอะซากิร ได้รายงานจากอิบนุอับบาซว่า ท่านนบี(ศ)เคยได้รับการคุ้มกัน กล่าวคือทุกๆวัน อะบูฏอลิบลุงของท่านจะส่งคนจากตระกูลบะนีฮาชิมมารักษาความปลอดภัยให้ท่าน(ศ)

จนท่านได้กล่าวว่า “โอ้ลุงเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮฺทรงปกป้องคุ้มกันฉันแล้ว ฉันไม่มีความจำเป็นอะไรจากคนที่ท่านส่งมา”

เมื่อเราได้พิจารณาดูฮะดีษต่างๆเหล่านี้ และการให้ความหมายทำนองนี้ เราจะพบว่า ไม่ถูกต้องตรงตามความหมายของโองการนี้ แม้กระทั่งจะพยายามเชื่อมโยงเข้าหากันก็ตาม ริวายะฮฺทั้งหมดเหล่านี้ล้วนให้ความหมายว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาในตอนต้นๆของการเผยแพร่ จนบางคนระบุว่าถูกประทานมาในช่วงที่ อะบูฏอลิบยังมีชีวิตอยู่ หมายความว่า ก่อนการฮิจญ์เราะฮฺหลายปี โดยเฉพาะ อะบูร็อยเราะฮฺ ซึ่งกล่าวในเรื่องนี้ว่า

“พวกเราเคยติดตามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในการเดินทาง พวกเราได้ปล่อยพุ่มไม้ใหญ่หนึ่งไว้กับท่าน...”

ริวายะฮฺนี้ถูกกุขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะอะบูร็อยเราะฮฺนั้นยังไม่รู้จักศาสนาอิสลาม และยังไม่รู้จักท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เว้นแต่ในปีที่เจ็ด หลังจากฮิจญ์เราะฮฺของท่านนบี(ศ)เป็นต้นมา ดังที่เขาได้ยืนยันไว้อย่างนี้ด้วยตัวของเขาเอง(74) เช่นกันท่านหญิงอะอิชะฮฺเองก็ยังไม่เกิด หรือว่าอายุของนางยังไม่ถึงสองขวบ เพราะเป็นที่รู้กันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) สมรสกับนางหลังจากฮิจญ์เราะฮฺแล้ว และคาดคะเนกันเป็นส่วนมากว่า แต่งานกันเมื่อนางอายุได้ 11 ปี ฉะนั้น การอธิบายอย่างนี้จะถูกต้องได้อย่างไร ในเมื่อนักมุฟัซซิรีนทุกฝ่ายทั้งซุนนีและชีอะฮฺ ร่วมกันลงมติว่า ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ ถูกประทานที่ มะดีนะฮฺ นั่นคือ เป็นซูเราะฮฺท้ายๆของอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมา???

ท่านอะฮฺมัด ท่านอะบูอะบีด ได้รายงานไว้ในหนังสือ “ฟะฎออิล” ท่านนุฮาซ ได้รายงานไว้ในหนังสือ “นาซิค” ท่านนะซาอี ท่านอิบนุมันซุร ท่านฮากิม ท่านอิบนุมัรดุวียะฮฺ ท่านบัยฮะกี ได้รายงานไว้ในหนังสือซุนันต่างๆของพวกเขาว่า ท่านญุบัยร์ บินนะฟีร ได้กล่าวว่า : เมื่อฉันได้ทำฮัจญ์แล้วก็ได้เข้าเยี่ยมท่านหญิงอาอิชะฮฺ

นางกล่าวกับฉันว่า “โอ้ท่านญุบัยร์ ท่านเคยอ่านซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺหรือเปล่า ?”

ฉันตอบว่า “เคยอ่านครับ”

นางกล่าวว่า “มันเป็นซูเราะฮฺสุดท้ายที่ถูกประทานลงมา อันใดที่พวกท่านพบในซูเราะฮฺนี้ว่าฮะล้าล ก็ให้พวกท่านถือว่าฮะล้าล และอันใดที่พวกท่านพบว่าฮะรอม ก็ให้พวกท่านถือว่าฮะรอม”(75)

เช่นกัน ท่านอะฮฺมัด ท่านติรมีซี ที่ได้รายงานไว้ และท่านฮากิม ถือว่าถูกต้องเป็นเลิศ ท่านอิบนุมัรดุวียะฮฺ ท่านบัยฮะกี ก็ได้รายงานไว้ในซุนนันของท่านว่า ท่านอับดุลลอฮฺ บินอุมัร กล่าวว่า

“ซูเราะฮฺสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาคือ ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ”(76)

อะบูอะบีด ได้รายงานจาก มุฮัมมัด บินกะอับ อัล-กุรฏนีว่า : ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺถูกประทานมาแก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ในการทำ ฮัจญะตุ้ลวิดาอ์ ในช่วงเดินทางระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ ขณะที่ท่านอยู่บนหลังอูฐมันถึงกับทรุดตัวลง ดังนั้น ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) จึงลงจากหลังของมัน(77)

ท่านอิบนุญะรีร ได้รายงานจากเราะอ์ บินอะนัซว่า : ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺถูกประทานแก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ในการเดินทางทำ ฮัจญะตุ้ลวิดาอ์ ขณะที่ท่านขี่พาหนะอยู่ พาหนะของท่านถึงกับทรุดตัวลงหมอบเนื่องจากความหนักของมัน(78)

อะบูอะบีด ได้รายงานจาก ฏ็อมเราะฮฺ บิน ฮะบีบ และ อะฏียะฮฺ บินก็อยซฺ ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า อัล-มาอิดะฮฺ คือสิ่งสุดท้ายของอัลกุรอานที่ถูกประทานมา ดังนั้น ขอให้พวกท่านถือว่าฮะล้าลตามที่ซูเราะฮฺนี้บอกว่าฮะล้าล และให้พวกท่านถือว่าฮะรอมตามที่ซูเราะฮฺนี้บอกว่าฮะรอม(79)

ผู้มีสติปัญญาอันเที่ยงธรรมจะยอมรับริวายะฮฺก่อนๆได้อย่างไร เมื่อได้มาพิจารณาริวายะฮฺเหล่านี้ ซึ่งริวายะฮฺก่อนหน้านี้ เป็นข้ออ้างที่กล่าวว่าโองการนี้ถูกประทานมาในช่วงแรกๆของการแต่งตั้งนบี(ศ) ทั้งนี้ก็เพื่อเบี่ยงเบนให้พ้นจากความหมายที่เป็นจริง ประกอบกับว่าทางชีอะฮฺนั้นมิได้มีความเห็นแตกต่างกันเลยในข้อที่ว่าซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ เป็นซูเราะฮฺสุดท้ายของอัลกุรอานที่ถูกประทานมาและโองการนี้ก็เช่นเดียวกัน

“โอ้ศาสนทูตเอ๋ย จงประกาศเรื่องที่ถูกประทานมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และหากเจ้าไม่กระทำก็เท่ากับเจ้ามิได้ประกาศสาส์นของพระองค์เลย และอัลลอฮฺจะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจากมนุษย์”

ตามข้อความแห่งโองการของอัลลอฮฺที่ว่า

“และหากเจ้าไม่กระทำ ก็เท่ากับเจ้ามิได้ประกาศสาส์นของพระองค์เลย”

ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สาส์นนั้นได้ยุติแล้ว หรือไม่ก็เกือบจะถึงเวลายุติแล้ว ยังคงเหลือเรื่องสำคัญอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นที่ศาสนายังไม่ครบสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องประกาศเรื่องนั้น

ขณะเดียวกันโองการนี้ ก็ให้ความรู้สึกว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มีความกังวลใจต่อการปฏิเสธของประชาชน ถ้าเมื่อท่าน(ศ)ได้เรียกร้องพวกเขามายังคำสั่งที่สำคัญยิ่งข้อนี้ แต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ไม่ทรงผ่อนผันให้ท่านประวิงเวลาอีกต่อไป เพราะวาระสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้ว และโอกาสนี้นับเป็นช่วงจังหวะที่ดี และสถานการณ์นั้นก็นับว่ายิ่งใหญ่มากเมื่อศ่อฮาบะฮฺของท่าน(ศ)ยังอยู่กับท่านมากกว่าแสนคน ซึ่งพวกเขาได้ทำฮัจญ์พร้อมกับท่าน(ศ)เป็นครั้งสุดท้าย นับเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้วที่พวกเขามีจิตใจเทิดทูนสัญลักษณ์ต่างๆของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ด้วยความอาลัยห่วงท่านศาสนทูต(ศ)ที่ท่านกล่าวด้วยความอาวรณ์ว่า

“บางทีฉันอาจไม่ได้พบกับพวกท่านอีก หลังจากปีนี้ผ่านไปแล้ว และบางทีทูตจากพระผู้อภิบาลของฉันจะมา แล้วฉันจะถูกเรียกซึ่งฉันก็จะตอบรับ”

ในขณะที่พวกเขาจะแยกย้ายกันเดินทางหลังจากจุดนี้เพื่อกลับสู่ภูมิลำเนาของพวกตน และบางทีพวกเขาจะไม่มีโอกาสเช่นนี้ที่จะพบกันอีกในจำนวนมากมายมหาศาลอย่างนี้ และเฆาะดีรคุมเป็นจุดแยกของเส้นทางสายต่างๆ ดังนั้นมุฮัมมัด(ศ)ไม่อาจปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านพ้นไปโดยมิได้ทำอะไรไว้เลยเป็นกรณีพิเศษ แน่นอนได้มีวะฮฺยูในลักษณะที่กำชับโดยที่ว่าทุกๆเรื่องราวของสาส์นแห่งศาสนานั้นก็มีวิธีเช่นเดียวกับการให้ประกาศในคราวนี้

แน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงรับรองความปลอดภัยให้ท่านพ้นจากมนุษย์ที่คิดร้ายอยู่แล้ว จึงมิใช่เรื่องที่จะอ้างว่าท่านกลัวการปฏิเสธของพวกเขา เพราะศาสนทูตก่อนหน้าท่าน(ศ)ได้เคยถูกปฏิเสธมาแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้งการประกาศศาสนาตามที่พวกเขาถูกบัญชามา เพราะศาสนทูตไม่มีหน้าที่อื่นนอกจากการประกาศ และถึงแม้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงทราบดีมาก่อนแล้วว่า พวกเขาส่วนมากจะต้องรังเกียจสัจธรรม ส่วนหนึ่งของพวกเขาจะมีผู้ปฏิเสธ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ยังไม่ละเลยในอันที่จะดำรงไว้ซึ่งข้อพิสูจน์อันเป็นหลักฐานไว้สำหรับพวกเขาเพื่อมนุษย์จะได้ไม่มีข้อแก้ตัวกับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)หลังจากที่มีบรรดาศาสนทูตมาเผยแพร่แล้ว และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีเกียรติยิ่ง ทรงปรีชาญาณนัก

ในฐานะที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เป็นผู้มีจริยธรรมอันดีเลิศท่ามกลางบรรดาศาสนทูตทั้งหลายซึ่งพวกเขาเคยได้รับการปฏิเสธมาแล้วจากประชาชาติของพวกเขา ดังที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงมีโองการว่า

“และถึงแม้พวกเขาจะปฏิเสธเจ้า ก็แท้จริงได้มีการปฏิเสธกันมาก่อนหน้าพวกเขาอยู่แล้ว เช่นพวกของนูฮฺ พวกอาด พวกษะมูด และพวกอิบรอฮีม และพวกของลูฏ และอัศฮาบมัดยัน และมูซาก็เคยถูกปฏิเสธมาแล้ว แต่ข้าได้ยืดเวลาให้แก่พวกปฏิเสธ ต่อจากนั้นข้าจึงทำการลงโทษพวกเขา ดังนั้นผลของการปฏิเสธจะเป็นเช่นไร” (อัล-ฮัจญ์ / 42-44)

ถ้าเราละทิ้งการถือพรรคถือพวกอย่างมีอคติและชอบที่จะเข้าข้างมัซฮับกัน เราจะพบว่า การอธิบายอย่างนี้ เป็นเรื่องที่เหมาะสมกันกับสติปัญญา และเป็นการเดินตามความหมายของโองการและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตได้เป็นอย่างดี

ได้มีนักปราชญ์ซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จำนวนมากที่รายงานว่าโองการนี้ถูกประทานที่เฆาะดีรคุมในเรื่องการแต่งตั้งท่านอะลี(อ) เป็นอิมามและพวกเขาถือว่าริวายะฮฺเหล่านั้นถูกต้องและสอดคล้องตรงกันกับรายงานของพี่น้องชีอะฮฺ ข้าพเจ้าจะขอเอ่ยถึงรายชื่อของนักปราชญ์ซุนนะฮฺมาเพื่อเป็นตัวอย่างดังนี้

1. ท่านฮาฟิซ อะบูนะอีม (หนังสือนุซูลุล-กุรอาน)

2. อิมามอัล-วาฮิดี (หนังสืออัซบาบุล-นุซูล หน้า 150 )

3. อิมามอะบูอิซฮาก อัษ-ษะอ์ละบี (ตัฟซีร อัล-กะบีร )

4. อัล-ฮากิม อัล-ฮัซกานี (หนังสือ ชะวาฮิด ตันซีลลิเกาะวาอิด ตัฟซีร เล่ม 1 หน้า 187)

5. ญะลาลุดดีนอัซ-ซะยูฏี (หนังสือ อัดดุร-รุลมันษูรฟีตัฟซีร บิ้ล-มะษูร (เล่ม 3 หน้า 117)

6. อัล-ฟัครุร-รอซี (ตัฟซีร อัล-กะบีร เล่ม12 หน้า 50)

7. มุฮัมมัด อับดุฮฺ (ตัฟซีร อัล-มะนาร เล่ม 2 หน้า 86 เล่ม6 หน้า 463)

8. อิบนุ ซากิร อัช-ชาฟิอี (ตารีค ดะมิชก์ เล่ม 2 หน้า 86)

9. ฟัตฮุล-เกาะดีร ของ อัช-เชากานี (เล่ม 2 หน้า 60)

10. มะฏอลิบุซ-ซุอูล ของ อิบนุฏ็อลฮะฮฺ อัช-ชาฟีอี เล่ม 1 หน้า 44

11. อัล-ฟุศูลุล มุฮิมมะฮฺ ของ อิบนุ อัศ-ศิบาฆ อัล-มาลิกี หน้า 25

12. ยะนาบีอุล-มะวัดดะฮฺ ของ ก็อนดูซี อัล-ฮะนะฟี หน้า 120

13. อัล-มิลัล วัน-นะฮัล ของ ชะฮฺริซาตานี เล่ม 1 หน้า 163

14. อิบนุ ญะรีร อัฏ-ฏ็อบรี (หนังสือ อัล-วิลายะฮฺ)

15. อิบนุซะอีด อัซ-ซะญิซตานี (หนังสือ อัล-วิลายะฮฺ)

16. อุมดะตุล-กอริ ฟี ชัรฮิล-บุคอรี ของ บัดรุดดีน อัล-ฮะนาฟี (เล่ม8 หน้า 584)

17. ตัฟซีร อัล-กุรอาน ของอับดุล วะฮาบ อัล-บุคอรี

18. รูฮุลมะอานี ของ อาลูซี เล่ม 2 หน้า 384

19. ฟะรออิดุซ-ซัมฏัยน์ ของ ฮะมูวัยนี เล่ม 1 หน้า 185

20. ฟัตฮุล-บะยาน ฟีมะกอศิด อัล-กุรอาน ของอัลลามะฮฺ ซัยยิด ศิดดีก ฮะซันคาน เล่ม 3 หน้า 63