พวกชีอะฮฺถือว่า รายงานที่ถูกนำมาบันทึกเหล่านี้ที่เป็นการทำลายเกียรติยศของบรรดานบี ทุกรายงานล้วนเป็นเรื่องที่ถูกกุขึ้นมาโดยพวกในวงศ์ตระกูลอุมัยยะฮฺและสมุนบริวาร

ประการแรก เพื่อลบล้างคุณค่าอันสูงส่งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ประการต่อมาก็เพื่อลบล้างคุณค่าของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) เนื่องจากความเป็นศัตรูของพวกเขา

ประการที่สอง เพื่อเป็นการลดหย่อนผ่อนปรนให้กับพฤติกรรมอันชั่วร้าย และความผิดพลาดอย่างมหันต์ที่พวกเขาได้ก่อขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะถ้าหากแสดงให้เห็นได้ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ยังทำผิดพลาดได้ และยังโอนอ่อนให้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำได้ เหมือนอย่างรายงานทำนองนี้ในเรื่อง ความพิสมัยของท่าน(ศ)ที่มีต่อนางซัยนับ บินติญะฮฺช เมื่อครั้งที่ท่าน(ศ)เห็นนางหวีผม ในขณะที่นางยังเป็นภรรยาของ ซัยด์ บินฮาริษะฮฺ อยู่

ท่าน(ศ) ถึงกับกล่าวว่า “มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺผู้ทรงหมุนหัวใจกลับไปมา” (44)

หรือเหมือนอย่างเรื่องราวความเอนเอียงของท่าน(ศ)ที่มีต่อท่านหญิง อาอิชะฮฺ และไม่มีความยุติธรรมกับภรรยาอื่นๆ จนกระทั่งได้มีคำย้ำเรื่องนี้ครั้งหนึ่งกับ ฟาฏิมะฮฺ และอีกครั้งหนึ่งกับ ซัยนับ บินติญะฮฺช โดยเน้นให้ท่าน(ศ)ระวังเรื่องความยุติธรรม(45) ดังนั้นเมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เป็นคนเช่นนี้ก็ไม่ต้องตำหนิติเตียนคนอื่นหลังจากนี้อีก ไม่ว่า มุอาวียะฮฺ บินอะบีซุฟยาน, มัรวาน บินฮะกัม, อัมร์ บินอาศ, ยะซีด บินมุอาวียะฮฺ และค่อลีฟะฮฺทุกคนที่กระทำในสิ่งที่เลวร้ายและชอบในสิ่งที่ต้องห้ามต่างๆ และเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์

พฤติกรรมของพวกเขาเหมือนดังที่สุภาษิตกล่าวว่า

“ถ้าเจ้าของบ้านลงมือตีกลองเอง แล้วอย่าไปโทษเด็กๆที่เต้นรำตามจังหวะเลย”

บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ซึ่งเป็นอิมามในสายชีอะฮฺนั้นได้พูดถึงเรื่อง“อิศมะฮฺ”ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)และอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ก็ทราบในเรื่องนี้ดี พวกเขาให้ความหมายอัล-กุรอานที่มีคนเข้าใจว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงตำหนิติเตียนนบีของพระองค์เช่น “อะบะซะ วะตะวัลลา” (เขาทำหน้าบึ้งตึงและหันหลังให้) หรือในอีกบางโองการที่คาดถึงความบาปของท่านเช่นโองการที่ว่า

“เพื่ออัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษให้เจ้า ที่ได้กระทำล่วงไปแล้ว และที่จะมีทีหลัง”

หรือโองการที่ว่า

“แน่นอนยิ่งอัลลอฮฺทรงให้อภัยแก่ท่านนบี”

และโองการที่ว่า

“และอัลลอฮฺทรงให้อภัยเจ้า เมื่อเจ้ายินยอมคนเหล่านั้น”

ทุกๆโองการเหล่านี้ มิได้ทำลายอิศมะฮฺของท่านนบี(ศ)เลย เพราะว่ามีบางโองการมิได้มีความหมายตามนั้น บางโองการให้ความหมายในเชิงเปรียบเทียบ มิใช่ความหมายตามข้อความในประโยค เหมือนกับคำพูดบางคำพูดของคนอรับทั่วๆไปที่พูดกันอยู่เสมอๆ “อัล-กะลามุ ละกิ วัสมะอี ยา ญาเราะฮฺ” ในขณะที่ภาษาอรับถูกนำไปใช้ได้ในหลายๆความหมาย พระองค์ก็ทรงนำหลักนั้นมาใช้ในอัล-กุรอานเช่นกัน

ผู้ใดประสงค์ที่จะได้รายละเอียด และความเข้าใจตามความเป็นจริง ก็ไม่มีทางอื่นนอกจากจะต้องศึกษาตำราตัฟซีรของฝ่ายชีอะฮฺ เช่น อัล-มีซาน ฟี ตัฟซีร อัล-กุรอานของท่าน อัลลามะฮฺ ฏ่อบา ฏ่อบาอี “อัล- บะยาน” ของท่านซัยยิด อัล-คุอิ “ตัฟซีร อัล-กาชิฟ” ของท่านมุฮัมมัด ญะวาด มุฆนียะฮฺ และ “อัล-อิฮฺติญาจญ์” ของท่านฏ็อบรอซี และท่านอื่นๆอีกหลายท่าน เพราะว่าข้าพเจ้าต้องการอธิบายอย่างสรุป เพื่อเผยอะกีดะฮฺของทั้งสองฝ่ายโดยสังเขปเท่านั้น และหนังสือเล่มนี้ก็มิได้มีจุดประสงค์จะอธิบายเรื่องอื่นใด นอกจากอธิบายถึงความมั่นใจของข้าพเจ้าเป็นการส่วนตัว ในฐานะที่ได้ยอมรับแนวทางนี้ และตัดสินใจให้ตัวเองยอมรับมัซฮับที่กล่าวถึงอิศมะฮฺของบรรดานบี และบรรดาทายาทของคนเหล่านั้น และเป็นการให้โอกาสแก่ความคิดของข้าพเจ้าเอง ในการตัดปัญหาความสงสัย ความไม่แน่ใจ และความรู้สึกสับสนจากชัยฏอนที่เคยทำให้ข้าพเจ้าเห็นดีเห็นงามกับความผิด ความบาป และการกระทำอะมั้ลที่เสียหายไปของข้าพเจ้า โดยได้รับการปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้ดีขึ้น ข้าพเจ้าเคยมีความสงสัยในพฤติกรรมของท่านศาสนทูต(ศ) และคำสอนของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าไม่มีความมั่นใจหลังจากนั้นได้อีกในเรื่องกฏเกณฑ์ต่างๆที่ท่าน(ศ)อธิบายออกมา และข้าพเจ้าเคยสงสัยแม้กระทั่งกับโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ตรัสว่า

“และอันใดที่ศาสนทูตนำมายังพวกสูเจ้า ดังนั้นพวกสูเจ้าจงรับมันไว้ และอันใดที่เขาห้ามพวกสูเจ้า ดังนั้นพวกสูเจ้าจงหยุดยั้งเถิด”

คือเคยสงสัยว่า เป็นคำพูดของท่านศาสนทูต(ศ)เอง หาใช่โองการของอัลลอฮฺไม่...?

คำสอนที่ว่าท่าน(ศ)เป็น “มะอฺศูม” เฉพาะในเวลาทำการตับลีฆ (เผยแพร่) พจนารถของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เท่านั้น เป็นคำสอนที่เลื่อนเลย ไม่มีข้อพิสูจน์ใด พจนารถของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และคำพูดในส่วนนี้มาจากตัวของท่าน(ศ)เอง กล่าวคือ ถือว่าในครั้งแรกท่าน(ศ)เป็นมะอฺศูม แต่ในครั้งที่สองท่าน(ศ)มิใช่มะอฺศูม และกระทำในสิ่งที่ผิดพลาด

ข้าพเจ้าขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้พ้นจากคำสอนอันบกพร่องเหล่านี้ ซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความสงสัย และข้อครหาต่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องของศาสนา

ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงการสนทนาระหว่างข้าพเจ้ากับพรรคพวกเพื่อนฝูงหลังจากที่ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจแนวทางชีอะฮฺ ข้าพเจ้าพยายามจะพูดให้พวกเขายอมรับว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เป็นมะอฺศูมในทุกๆอย่าง แต่พวกเขาพยายามที่จะทำให้ข้าพเจ้าน้อมรับว่าท่านเป็นมะอฺศูมเฉพาะในการตับลีฆอัล-กุรอานเท่านั้น พอดีในกลุ่มพวกเขามีครูสอนศาสนาชาว “ตูซัด” (ตั้งอยู่แถบเมืองญะรีด)(46) เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า เมืองของคนฉลาดที่มีความรู้ เขาครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย แล้วกล่าวว่า

“พี่น้องทั้งหลายข้าพเจ้ามีความเห็นในเรื่องนี้”

พวกเรากล่าว่า “ขอเชิญท่านให้ความเห็นเถิด”

เขากล่าวว่า “แท้จริงแล้ว ตามที่ท่านตีญานีพี่น้องของเราพูดมานั้นเป็นคำพูดของฝ่ายชีอะฮฺ ซึ่งต้องถือว่าถูกต้องอย่างแท้จริง และจำเป็นที่เราจะต้องเชื่อมันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มีอิศมะฮฺตลอดกาลอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเราต้องมีความสงสัยในอัล-กุรอานโดยปริยาย”

พวกเขากล่าวว่า “ทำไมถึงต้องอย่างนั้น ?”

เขาตอบทันทีว่า “พวกท่านเคยพบสักซูเราะฮฺไหม ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ลงลายเซ็นรับรองไว้ข้างล่างซูเราะฮฺของอัล-กุรอาน ?”

ความหมายของคำว่าลายเซ็นก็คือ ตราประทับเช่นที่ปรากฏในสาส์นต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าของให้การรับรองว่ามาจากตนจริง ทั้งหมดพากันหัวเราะคนที่เป็นแกนนำในหมู่คณะนี้ แต่ทว่านี่คือคำพูดที่มีความหมายอันล้ำลึก คนใดก็ตามถ้าไม่มีความคิดทิฐิ แล้วมีสติปัญญา ก็จะมองเห็นความจริงตามคำพูดนี้ได้ นั่นคือความเชื่อมั่นที่ว่าอัล-กุรอานเป็นพจนารถของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) คือคำเชื่อมั่นใน อิศมะฮฺของผู้เผยแพร่ อย่างเต็มรูปแบบโดยมิได้แบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ เพราะไม่มีใครที่สามารถอ้างตนว่า ได้ยินอัลลอฮฺ(ซ.บ.)พูด และไม่มีใครอ้างได้เลยว่า เคยเห็นท่านญิบรีลเมื่อตอนที่วะฮฺยูถูกประทานลงมา

ผลสรุปก็คือว่า คำพูดของฝ่ายชีอะฮฺที่ว่าท่านศาสนทูต(ศ) มีอิศมะฮฺตลอดกาลนั้น เป็นคำสอนที่มีเหตุผล ที่สามารถทำให้จิตใจมีความเชื่อมั่นอย่างสงบได้ และเป็นการทำลายความรู้สึกสับสน กระซิบกระซาบจากชัยฏอน และเป็นการตัดหนทางการกล่าวหาของพวกที่ใส่ร้ายป้ายสีทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกศัตรูของศาสนา เช่น พวกยะฮูด พวกนะศอรอ และพวกปฏิเสธศาสนาที่แสวงหาจุดอ่อนเพื่อจะแทรกแซงเข้ามาทำลายความเชื่อและศาสนาของเรา และใส่ร้ายต่อท่านนบีของเรา และเราจะไม่พบจุดบกพร่องเหล่านั้นจากที่ใดนอกจากในตำราของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จะเห็นได้ว่าคนเหล่านั้นจะมีข้ออ้างมายังพวกเราเป็นส่วนมากก็เพราะรายงานที่มีในบุคอรี มุสลิม ทั้งจากคำพูด และการกระทำของนบี(ศ) ทั้งๆที่ท่านนบี(ศ)บริสุทธิ์ไปจากเรื่องเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง(47)

เราจะยอมรับพวกเขาได้อย่างไรในเมื่อหนังสือบุคอรี และหนังสือมุสลิมนั้น มีความเท็จบางประการบันทึกอยู่ และนี่คือคำพูดที่มีปัญหาเป็นธรรมดา เพราะอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ มิได้ยอมรับตามนั้น เพราะพวกเขาถือว่า กิตาบบุคอรี คือหนังสือที่มีความถูกต้องรองจากอัลกุรอาน และเช่นเดียวกับหนังสือของท่านมุสลิม

**หลักความเชื่อในเรื่องอิมามตามทัศนะของทั้งสองฝ่าย ความหมายของตำแหน่งอิมามในบทนี้ หมายถึงตำแหน่งอิมามผู้เป็นใหญ่ที่สุดของบรรดามุสลิม หมายถึงตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ และผู้ปกครองสูงสุด ไม่ใช่แค่เพียงอิมามนำนมาซอย่างที่คนส่วนมากรู้จักกันในปัจจุบัน

โดยเหตุที่หนังสือเล่มนี้มีจุดประสงค์ในการอธิบายประเด็นที่เกี่ยวข้องกันระหว่างมัซฮับซุนนะฮฺ วัล- ญะมาอะฮฺ กับ ชีอะฮฺอิมามียะฮฺ จึงจำเป็นที่ข้าพเจ้าจะได้เปิดเผยถึงรากฐานของตำแหน่งอิมามของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ผู้อ่าน และผู้ศึกษา เข้าใจว่าอะไรคือพื้นฐานและโครงสร้างที่ทั้งสองฝ่ายเกาะกุมยึดถืออยู่ และในขั้นต่อมาก็เพื่อจะได้ตระหนักถึงเหตุผลต่างๆที่ทำให้ข้าพเจ้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงและสลัดทิ้งความเชื่อที่เคยมีอยู่ก่อน

กล่าวคือ ตำแหน่งอิมามในทัศนะของชีอะฮฺนั้น ถือเป็นรากฐานข้อหนึ่งของศาสนา(อุศูลุดดีน) เนื่องจากตำแหน่งนี้นับว่า มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงเพราะหมายถึงตำแหน่งประมุขของประชาชาติที่ประเสริฐ ซึ่งถูกนำออกมาเป็นตัวอย่างของมนุษยชาติทั้งหลาย สำหรับตำแหน่งประมุขสูงสุดนี้จะต้องประกอบด้วยความดีงามอย่างมากมายและต้องมีคุณสมบัติที่ดีเด่นเป็นพิเศษ กล่าวคือ ความรู้ ความกล้าหาญ ความสุขุม ความบริสุทธิ์ ความเอื้อเฟื้อ ความมักน้อย ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และความมีคุณธรรม ฯลฯ

พวกชีอะฮฺเชื่อถือว่า : ตำแหน่งอิมามนั้นถูกประทานลงมาจากพระผู้เป็นเจ้า ตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสัญญาไว้กับบ่าวของพระองค์ที่ทรงเลือกสรรแล้วในหมู่ผู้มีคุณธรรม เพื่อจะได้ดำรงไว้ซึ่งบทบาทอันสำคัญยิ่ง เพียงแต่ว่าหมายถึงการเป็นผู้นำโลกภายหลังจากยุคนบี(ศ) ด้วยเหตุนี้ ท่านอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) จึงได้เป็นอิมามของบรรรดามุสลิมโดยการคัดเลือกของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) โดยที่พระองค์วะฮฺยูมายังศาสดาของพระองค์ เพื่อแต่งตั้งท่าน(อ)จนเป็นที่รู้ในหมู่ประชาชน และแน่นอนท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้แต่งตั้งท่าน(อ) และแนะนำประชาชาติไว้กับท่าน(อ) หลังจากทำฮัจญ์ครั้งสุดท้ายที่เฆาะดีรคุม แล้วคนทั้งหลายก็มอบสัตยาบันให้แก่ท่าน(อ) (นี่คือ คำสอนของพวกชีอะฮฺ)

ส่วนอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น กล่าวเหมือนกันว่า : ตำแหน่งอิมามผู้นำประชาชาตินั้นเป็นสิ่งจำเป็น(วาญิบ) แต่พวกเขาถือว่าเป็นสิทธิของประชาชาติที่จะเลือกอิมามและผู้นำของพวกตนขึ้นมา ดังนั้น อะบูบักรฺ บินอะบีกุฮาฟะฮฺ จึงเป็นอิมามของบรรดามุสลิมโดยการคัดเลือกของบรรดามุสลิมเอง หลังจากวะฟาตของท่านนบี(ศ) ซึ่งท่านวางเฉยในเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ และไม่อธิบายสิ่งใดๆในเรื่องนี้ไว้สำหรับประชาชาติและปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปด้วยการลงมติของประชาชน ( นี่คือคำสอนของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล ญะมาอะฮฺ)



ความจริงอยู่ที่ไหน?

เมื่อท่านผู้อ่านพิจารณาคำสอนของทั้งสองฝ่าย และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับหลักฐานของทั้งสองฝ่าย โดยปราศจากทิฐิ อวดดื้อถือดี ก็สามารถจะพบความจริงได้โดยไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าตอนใดที่ข้าพเจ้าพูดออกมาจากลำพังตัวของข้าพเจ้าเอง เนื่องจากว่าหนังสือของข้าพเจ้าเล่มนี้ บอกเล่าถึงเรื่องราวการเปลี่ยนและการเข้ารับแนวทางของข้าพเจ้า จึงจำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องอธิบายแก่ท่านผู้อ่านเกี่ยวกับแง่มุมที่เป็นความคิดและความเชื่อของข้าพเจ้า ซึ่งก็มิใช่อะไรทั้งสิ้น นอกจากว่าจะยอมรับหรือจะปฏิเสธก็ได้ เพราะความอิสระทางความคิดนั้นจำเป็นจะต้องคงอยู่ในทุกๆสภาพการณ์

“ดังนั้นผู้แบกภาระหนึ่ง จะต้องไม่รับภาระของบุคคลอื่น”

“และทุกๆชีวิตย่อมถูกจองจำไว้ด้วยสิ่งที่ได้กระทำไว้เอง” (อัล-กุรอาน)

ข้าพเจ้าได้สัญญากับตัวเองไว้ตั้งแต่ตอนแรกๆของหนังสือว่าในทุกบทตอน ข้าพเจ้าจะอ้างถึงคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) ที่สอดคล้องตรงกันของทั้งสองฝ่าย ทั้งซุนนีและชีอะฮฺ อันเป็นสิ่งที่เข้ากับสติปัญญาโดยดุษณี ซึ่งจะไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ขัดแย้งกัน

“และถ้าหากมันจากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺแล้ว แน่นอนพวกเขาจะพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันอย่างมากมาย” (อัลกุรอาน)



1. ตำแหน่งอิมามในอัลกุรอาน

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“และจงรำลึก เมื่อพระผู้อภิบาลของเขาได้ทดสอบอิบรอฮีมด้วยถ้อยคำต่างๆแล้วเขาทำทุกอย่างเหล่านั้นอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พระองค์ตรัสว่า แท้จริงฉันจะแต่งตั้งเจ้าขึ้นเป็นอิมามของมนุษยชาติ เขากล่าว่า และบางคนจากเชื้อสายของฉันด้วย พระองค์ตรัสว่า พันธสัญญาของข้าจะไม่แผ่ไปถึงพวกอธรรม” (อัล-บะก่อเราะฮฺ / 124 )

โองการอันทรงเกียรตินี้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงอธิบายให้เราได้เข้าใจว่า ตำแหน่งอิมามนั้นเป็นตำแหน่งจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะประทานแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ในบรรดาบ่าวของพระองค์ โดยตรัสว่า

“แต่งตั้งเจ้าขึ้นเป็นอิมามของมนุษยชาติ”

ขณะเดียวกันโองการนี้ได้ให้ความกระจ่างว่า ตำแหน่งอิมามเป็นพันธสัญญาหนึ่งจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ซึ่งจะไม่แผ่ไปถึงใครนอกจากบ่าวของพระองค์ผู้มีคุณธรรมที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกพวกเขาไว้เพื่อจุดประสงค์อันนี้ โดยปฏิเสธตำแหน่งนี้จากบรรดาผู้อธรรม ซึ่งไม่มีสิทธิ์ได้รับพันธสัญญาของพระองค์ ซึ่งตรัสว่า

“และเราได้แต่งตั้งพวกเขาให้เป็นอิมาม ที่ชี้นำตามคำบัญชาของเรา และเราได้วะฮฺยูแก่พวกเขาซึ่งการกระทำที่ดีงามและดำรงการนมาซ และจ่ายซะกาต และพวกเขาเป็นผู้ภักดีต่อเรา” (อัล-อันบิยาอ์ / 73)

อีกโองการหนึ่ง ความว่า “และเราได้แต่งตั้งพวกเขาให้เป็นอิมาม ที่ชี้นำตามคำบัญชาของเรา เนื่องจากพวกเขาอดทน และมีความเชื่อมันอย่างแท้จริงกับสัญญาต่างๆของเรา” (อัซ-ซัจญิดะฮฺ /24)

และตรัสอีกว่า “และเราประสงค์จะประทานความสงบมั่นแก่บรรดาผู้อ่อนแอในหน้าแผ่นดิน และเราจะแต่งตั้งพวกเขาขึ้นเป็นอิมามและเราจะแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นผู้สืบมรดก(การปกครอง)” (อัล-ก่อศอศ / 5)

มีบางคนเข้าใจกันเองว่า โองการเหล่านี้ ตำแหน่งอิมามตามความหมายในโองการเหล่านี้ หมายถึงตำแหน่งนบีและคัมภีร์ทางศาสนา ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดจากความหมายโดยทั่วไปของตำแหน่งอิมาม เพราะว่าศาสนทูต(ศ)ทุกๆท่านเป็นทั้งนบีและอิมาม แต่ทุกๆอิมามมิได้เป็นศาสนทูตและนบีเสมอไป

ตามจุดมุ่งหมายอันนี้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้อธิบายไว้ชัดในคัมภีร์ของพระองค์อันทรงเกียรติว่า ปวงบ่าวผู้มีคุณธรรมของพระองค์ คือผู้ที่สมควรจะขอตำแหน่งอันสูงส่งนี้จากพระองค์ เพื่อชี้นำมนุษย์ และพวกเขาจะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่นี้ พระองค์ตรัสว่า

“และบรรดาผู้ที่ไม่เป็นพยานเท็จ และในเมื่อพวกเขาเดินผ่านสิ่งที่เหลวไหล พวกเขาก็จะเดินผ่านอย่างมีเกียรติ และพวกที่ถ้าโองการต่างๆของพระผู้อภิบาลได้ถูกอ่านขึ้นพวกเขาก็จะไม่แสดงอาการอย่างคนหูหนวกและตาบอด และพวกที่กล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานให้แก่เราซึ่งภรรยาและลูกหลานของเราซึ่งเป็นที่ชื่นชมแก่สายตา และโปรดแต่งตั้งเราเป็นอิมามของผู้สำรวมตน(ต่ออัลลอฮฺ)ด้วยเถิด” (อัล-ฟุรกอน / 72-74)

ขณะเดียวกันอัล-กุรอานก็ยังได้ใช้คำว่าตำแหน่งอิมามเพื่อเป็นการแสดงหลักฐานสำหรับประมุขและผู้ปกครองสูงสุดของบรรดาผู้อธรรมอีกด้วย ซึ่งเขาเหล่านั้นทำให้ผู้ปฏิบัติตามหลงผิดและนำทางประชาชนของพวกเขาไปสู่ความเสียหาย และได้รับการลงโทษทั้งในโลกนี้และปรโลก ดังที่มีการนำตัวอย่างมากล่าวถึงในอัล-กุรอานเกี่ยวกับประวัติของฟิรเอาวนฺ และทหารของเขา ดังโองการที่ว่า

“ดังนั้น เราจึงลงโทษเขาและทหารของเขา กล่าวคือ เราได้ทำให้เขาจมดิ่งลงในทะเล ดังนั้นจงดูเถิด บั้นปลายของพวกอธรรมนั้นเป็นอย่างไร และเราได้แต่งตั้งพวกเขาให้เป็นอิมามที่ชักชวนไปสู่นรก และในวันกิยามะฮฺพวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ และเราได้นำเอาการสาปแช่งติดตามพวกเขาในโลกนี้ และในวันกิยามะฮฺพวกเขาจะถูกเกลียดชัง”(อัล-ก่อศอศ / 41-42 )

ตามพื้นฐานเหล่านี้ คำสอนของพวกชีอะฮฺ จึงเป็นคำสอนที่ถูกต้อง เพราะว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงอธิบายไว้ชัดเจน ไม่อาจตั้งเป็นข้อสงสัยใดๆได้เลยว่าตำแหน่งอิมามนั้น มีที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงตั้งให้แก่ผู้ที่ทรงประสงค์และถือว่าเป็นพันธสัญญาที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงปฏิเสธแก่พวกอธรรม โดยเหตุที่ อะบูบักรฺ อุมัร และอุษมาน เคยเป็นผู้หลงผิดมาก่อน คือพวกเขาเคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในสภาพมุชริก กราบไหว้รูปปั้น ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์รับพันธสัญญาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

เหลือแต่คำอธิบายของชีอะฮฺที่อ้างหลักฐานที่ว่า ท่านอิมามอะลี บินอะบีฏอลิบ(อ) คนเดียวในบรรดาศ่อฮาบะฮฺรุ่นนั้นที่คู่ควรต่อพันธสัญญาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)โดยตำแหน่งอิมาม เพราะว่า ไม่เคยเคารพภักดีสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงยกย่องให้เกียรติแก่ใบหน้าของท่านผู้เดียวในบรรดาศ่อฮาบะฮฺ (กัรเราะมัลลอฮฺ วัจญ์ฮะฮฺ) เพราะท่านไม่เคยกราบ(คือก่อนรับอิสลาม) เราขอตอบว่า ใช่ แต่ทว่ามีความแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงระหว่างคนที่เคยเป็นมุชริกมาก่อน แม้จะเตาบะฮฺกลับตัวแล้ว กับคนที่สะอาด บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่เคยรู้จักเคารพภักดีสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ



2. ตำแหน่งอิมามในซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ)

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวถึงเรื่องตำแหน่งอิมามไว้ในหลายๆวาระ ทั้งชีอะฮฺและซุนนีได้รายงานไว้ในตำราของตน บางครั้งจะพูดถึงเรื่องนี้ด้วยคำว่า อิมาม แต่บางครั้งก็ใช้คำว่า ค่อลีฟะฮฺ และบางครั้งใช้คำว่า วิลายะฮฺ หรือ อัล-อิมาเราะฮฺ (อำนาจบริหารการปกครอง)

ในเรื่องตำแหน่งอิมาม มีฮะดีษจากท่านนบี(ศ)ว่า

“อิมามที่ประเสริฐที่สุดของพวกท่าน ได้แก่พวกที่ท่านทั้งหลายรักและพวกเขาก็รักพวกท่าน พวกท่านขอพรให้พวกเขา(ศ่อละวาต) และพวกเขาก็ขอพรให้พวกท่าน ส่วนอิมามที่เลวของท่านได้แก่ พวกที่ท่านทั้งหลายโกรธเกลียด และพวกเขาก็โกรธเกลียดพวกท่าน พวกท่านสาปแช่งพวกเขา และพวกเขาก็สาปแช่งพวกท่าน”

บรรดาศ่อฮาบะฮฺถามว่า “ยาร่อซูลุลลอฮฺ พวกเราจะทำลายพวกเขาเสียด้วยคมดาบจะได้ไหม?”

ท่าน(ศ)ตอบว่า “ไม่ได้ ตราบใดที่พวกเขายังดำรงนมาซอยู่ในหมู่พวกท่าน”(48)

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า

“หลังจากฉันแล้ว จะมีบรรดาอิมามที่มิได้ชี้นำไปในแนวทางของฉันและมิได้เอาแบบอย่างของฉัน และในหมู่พวกเขานั้น จะมีบุรุษหนึ่งที่จิตใจของพวกเขาเป็นจิตใจชัยฏอนในเรือนร่างของคน”(49)

ในเรื่องค่อลีฟะฮฺ มีฮะดีษจากท่านนบี(ศ)ว่า “จะมีค่อลีฟะฮฺสำหรับพวกท่านสิบสองคน ทุกคนล้วนเป็นชาวกุเรช” (50)

จากท่านญาบิร บินซะมุเราะฮฺ กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวว่า

“อิสลามยังคงอยู่อย่างมีเกียรติ จนกว่าจะมีสิบสองค่อลีฟะฮฺ”

หลังจากนั้นท่าน(ศ) ได้กล่าวคำๆหนึ่ง ซึ่งฉันไม่เข้าใจจึงถามบิดาว่า “ท่านพูดอะไร”

ท่านบิดาตอบว่า “ทุกคนเป็นชาวกุเรช” (51)

ในเรื่องการบริหารกิจการปกครอง มีฮะดีษจากท่านนบี(ศ) ว่า :

จะมีผู้บริหารกิจการปกครอง ซึ่งพวกท่านจะมีการยอมรับและการปฏิเสธ ดังนั้น ผู้ใดยอมรับ ก็ถือว่าปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และผู้ใดปฏิเสธก็จะปลอดภัย นอกจากผู้ที่พอใจและปฏิบัติตามเท่านั้น

พวกเขาถามว่า “เราจะฆ่าพวกเขาได้ไหม ?”

ท่าน(ศ)ตอบว่า “ไม่ได้ ตราบใดที่พวกเขานมาซ” (52)

ในเรื่องการบริหารกิจการปกครองอีกเช่นกัน ท่านนบี(ศ)กล่าวว่า :

“จะมีสิบสองอะมีร(ผู้บังคับบัญชา) ทุกคนจะมาจากกุเรช” (53)

มีฮะดีษที่ท่านนบี(ศ) เตือนศ่อฮาบะฮฺว่า “พวกท่านจะทะเยอทะยานกันในเรื่องอำนาจบริหาร และจะเสียใจกันในวันกิยามะฮฺ” (54)

มีฮะดีษที่กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยคำว่า “วิลายะฮฺ” คือท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าว่า

“ผู้มีอำนาจปกครองที่ดูแลคนมุสลิมคนใดที่ตายลงขณะที่ฉ้อฉลต่อพวกเขาจะไม่ได้อะไรทั้งสิ้น นอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงหวงห้ามมิให้เขาเข้าสวรรค์” (55)

มีฮะดีษที่กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยคำว่า “วิลายะฮฺ” อีกว่า การปกครองยังคงผ่านไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้มีบุรุษจากพวกกุเรช สิบสองคนมาปกครองพวกเขา” (56)

นี่คือการแสดงความหมายโดยสรุปของคำว่าตำแหน่งอิมามหรือค่อลีฟะฮฺที่อัล-กุรอานเสนอไว้ และตามที่มีอยู่ในซุนนะฮฺของนบี(ศ)โดยปราศจากการอธิบาย และไม่มีการตะอ์วีล(ตีความ) ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้ายังได้อ้างถึงเฉพาะจากตำราศ่อฮีฮฺของอะฮฺลิซซุนนะฮฺฝ่ายเดียว โดยไม่เกี่ยวกับหลักฐานจากชีอะฮฺเลย เพราะเรื่องนี้(ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺเป็นของสิบสองคนในตระกูลกุเรช) เป็นเรื่องที่ถูกยอมรับโดยดุษดีจากพวกเขาอยู่แล้ว และไม่มีใครขัดแย้งว่ามีเพียงสองคนจากพวกกุเรช เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่า นักปราชญ์ฝ่ายซุนนะฮฺบางท่านยืนยันอย่างชัดเจนว่า

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า “จะมีสิบสองค่อลีฟะฮฺ ภายหลังจากฉัน ทุกคนล้วนมาจากตระกูลบะนีฮาชิม” (57)

มีรายงานจาก อัช-ชุอบี จาก มัซรูก กล่าวว่า ในขณะที่พวกเราอยู่กับท่าน อิบนุมัซอูด นั้น เราได้เปิดคัมภีร์ขึ้นเสนอแก่ท่าน ทันใดนั้น มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดกับเขาขึ้นว่า “นบีของพวกท่านเคยสัญญากับพวกท่านไหมว่า หลังจากท่านแล้วจะมีค่อลีฟะฮฺกี่คน ?”

ท่านตอบว่า “เธอนี่เป็นคนรุ่นใหม่ แท้จริงเรื่องนี้ยังไม่เคยมีใครถามฉันก่อนเธอเลยสักคนเดียว ใช่แล้ว นบีของเรา(ศ)เคยสัญญากับเราว่า หลังจากท่าน(ศ)แล้วจะมีสิบสองค่อลีฟะฮฺเท่ากับจำนวนหัวหน้าเผ่าในบะนีอิซรอเอล” (58)

ต่อจากนี้ เราควรจะได้เปิดเผยคำสอนของทั้งสองฝ่าย อันเป็นขออ้างที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย ประกอบด้วยหลักฐานอันแจ้งชัด ตามข้อบัญญัติทางศาสนา ขณะเดียวกันเราก็มาถกกันถึงการตีความของแต่ละฝ่ายในปัญหานี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความแตกแยกให้แก่บรรดามุสลิมมาตั้งแต่วันที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลลอฮฺ(ศ)วะฟาตจนถึงวันนี้ และด้วยเรื่องนี้แหละ ที่ได้เกิดความขัดแย้งในหมู่มุสลิมเป็นมัซฮับต่างๆ พวกต่างๆ สำนักต่างๆ ทั้งในแง่คำพูดและความคิด ขณะที่พวกเขาเคยเป็นประชาชาติเดียวกันมาก่อน จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดเป็นความขัดแย้งกันขึ้นในระหว่างบรรดามุสลิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนบัญญัติ(ฟิกฮฺ)ในเรื่องการตัฟซีรอัลกุรอาน หรือในความเข้าใจซุนนะฮฺของนบีอันทรงเกียรติ

สาเหตุและที่มาของมันก็คือเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ แต่ท่านจะรู้หรือไม่ว่า อะไรคือความหมาย ค่อลีฟะฮฺที่ได้เกิดขึ้นหลังจากยุคซะกีฟะฮฺ อันเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกปฏิเสธในที่มาของมัน โดยบรรดาฮะดีษศ่อฮีฮฺและโองการต่างๆอันชัดแจ้งและเป็นเหตุให้มีการอุปโลกน์ฮะดีษอื่นๆขึ้นมาเพื่อรองรับความถูกต้อง ทั้งที่พื้นฐานในเรื่องนี้ ไม่มีในซุนนะฮฺนบี(ศ)แท้จริง

เรื่องของประเทศและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ทำให้ข้าพเจ้านึกขึ้นมาได้ว่า บรรดาผู้นำของโลกอรับ มีมติร่วมกันว่า จะไม่ยอมรับอิซราเอลและจะไม่เจรจาสันติภาพด้วย “คือตราบใดที่ยังคงถูกรุกรานด้วยการใช้กำลังอยู่จะตอบโต้โดยไม่ใช้กำลังมิได้” แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่ปี พวกเขาก็จัดประชุมกันใหม่ เพื่อตัดสัมพันธ์กับอียิปต์ ซึ่งไปทำความตกลงกับยิวไซออนนิสต์

หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี พวกเขาก็หันกลับไปมีความสัมพันธ์กับอียิปต์ และทั้งๆที่อิซราเอลนั้นไม่ยอมรับในสิทธิของประชาชนชาวปาเลสไตน์และยังไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนใดๆของตน มีแต่จะเพิ่มขีดความรุนแรงในการกดขี่ชาวปาเลสไตน์หนักยิ่งขึ้น กงล้อของประวัติศาสตร์หมุนกลับมาที่เดิมด้วยตัวของมันเอง นั่นคืออรับย่อมชินกับการยอมรับต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เสมอ