ต่อมาในความหมายของฮะดีษนี้ อะฮฺลิซซุนนะฮฺ ให้เหตุผลในลักษณะที่ไม่อาจยอมรับได้ เพราะเป็นการอธิบายไปสู่ความขัดแย้ง และความแตกแยกทำให้มีทัศนะและมัซฮับกัน อย่างหลากหลายเป็นเอกภาพและสมัครสมานเป็นหนึ่งเดียวกัน

ดังที่ตรัสว่า

“และแท้จริงประชาชาติของสูเจ้านี้ เป็นประชาชาติเดียวกัน และข้าคือพระผู้อภิบาลของสูเจ้าทั้งหลาย ดังนั้นจงสำรวมตนต่อข้า” (อัล-มุอ์มินูน / 52) ทรงมีโองการอีกว่า

“และพวกสูเจ้าจงยึดมั่นกระชับต่อสายเชือกของอัลลอฮฺด้วยกันทั้งหมดเถิด และจงอย่าแตกแยกกัน” (อาลิอิมรอน / 103) “...และจงอย่าขัดแย้งกัน เพราะสูเจ้าจะสูญเสียและเกียรติยศของพวกสูเจ้าก็จะสลายไป” (อัล-อัมฟาล / 46)

จะมีความขัดแย้งและความแตกแยกอะไรอีกที่ร้ายแรงเสียยิ่งกว่าการแบ่งแยกประชาชาติเดียวกันออกเป็นมัซฮับและพรรคต่างๆและเป็นกลุ่มต่างๆซึ่งขัดแย้งต่อกันและกัน ประณามต่อกันและกัน ยิ่งกว่านั้นยังกล่าวหาต่อกันและกันว่าเป็นกาฟิร จนถึงขนาดที่บางกลุ่มถือว่าเลือดบางกลุ่มเป็นที่อนุมัติให้หลั่งได้ซึ่งก็ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นี่คือผลลัพธ์อันขมขื่นที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงตักเตือนพวกเราให้ระมัดระวังมิให้ประชาชาติของเราตกอยู่ในสภาพอย่างนั้น เมื่อมีความแตกแยก พระองค์ทรงตรัสว่า

“และสูเจ้าจงอย่าเป็นเหมือนพวกที่แตกแยก และขัดแย้งกันหลังจากมีหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว” (อาลิอิมรอน /105)

“แท้จริงพวกที่แบ่งแยกศาสนาของพวกตนแล้วได้เป็นพวกๆนั้น เจ้ามิใช่หนึ่งในพวกเขาแต่อย่างใด” (อัล-อันอาม / 159 )

“และพวกสูเจ้าจงอย่าเป็นอย่างพวกมุชริกที่แบ่งแยกในศาสนาของพวกตน แล้วได้เป็นพวกๆทุกพวกเหล่านั้นก็จะพอใจในสิ่งที่พวกเขามีอยู่” (อัร-รูม / 31-32)

เห็นจะต้องชี้แจงไว้ในตรงนี้เสียด้วยว่า ความว่า ชิยะอัน ในอายะฮฺเหล่านี้ มิได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับคำว่า ชีอะฮฺ เหมือนอย่างที่พวกบ้องตื้นบางคนโมเมทึกทักกัน เมื่อครั้งหนึ่งได้มีคนมาตักเตือนข้าพเจ้าว่า

“โอ้ พี่ชายเอ๋ย ท่านอย่าเชิญชวนพวกเราให้เป็นชีอะฮฺเลย เพราะแท้จริงอัลลอฮฺทรงเกลียดชังพวกเขา และท่านศาสนทูตก็ยังเตือนพวกเราว่าอย่าได้เป็นพวกนั้น”

ข้าพเจ้าถามว่า “เรื่องมันเป็นอย่างไรหรือ ?”

เขาตอบว่า : มีโองการอัล-กุรอานความว่า

“แท้จริงพวกที่แบ่งแยกศาสนาของพวกตน แล้วเป็นพวกๆนั้นเจ้ามิใช่หนึ่งในพวกเขาแต่อย่างใด”

ข้าพเจ้าพยายามชี้แจงให้เขายอมรับว่า คำว่า “ชิยะอัน” ในโองการนี้หมายถึงพรรคหนึ่งๆ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชีอะฮฺที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงยกย่องไว้เลย ดังความในโองการที่ว่า

“และแท้จริงส่วนหนึ่งจากพวกพ้องของเขา(นบีนุฮฺ) นั้นคืออิบรอฮีม เพราะเขาได้มาหาพระผู้อภิบาลของเขาด้วยดวงใจที่สงบมั่น”

และกับโองการของพระองค์ที่ว่า

“ดังนั้นเขา(มูซา) ก็ได้พบกับชายสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่ คนหนึ่งเป็นพรรคพวกของเขา แต่อีกคนหนึ่งเป็นศัตรูของเขา”

ขอย้อนกลับเข้าสู่ประเด็นอีกครั้ง คือก่อนที่ข้าพเจ้ายอมรับแนวทางชีอะฮฺ ข้าพเจ้ารู้สึกหมดหวัง เมื่อได้อ่านฮะดีษที่ว่า “อิคติลาฟ(ความขัดแย้ง-การสับเปลี่ยน) ในประชาชาติของฉัน เป็นความเมตตา และข้าพเจ้าก็นำไปพิจารณาประกอบกับอีกฮะดีษหนึ่งที่ว่า

“ประชาชาติของฉันจะแตกแยกออกเป็น 72 พวก ทุกๆพวกจะลงนรก นอกจากเพียงพวกเดียว” ข้าพเจ้าถามตัวเองเสมอว่า “เป็นไปได้อย่างไรที่ว่า ความขัดแย้งในประชาชาติจะเป็นความเมตตา เมื่อในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าลงนรก ?”

แต่หลังจากที่ได้อ่านตัฟซีรของท่านอิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อ) เกี่ยวกับฮะดีษนี้ ความรู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้ ก็เป็นอันหมดสิ้นไป และหลังจากนั้นข้าพเจ้าได้รู้จักว่า บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)นั้น เป็นอิมามที่นำทางอันถูกต้องเป็นดวงประทีปที่ให้แสงสว่าง พวกเขามีสิทธิ์ที่แท้จริงในการอรรถาธิบายอัลกุรอานและซุนนะฮฺ และสมแล้วกับคำกล่าวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่กล่าวถึงพวกเขาว่า

“อุปมาอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน เปรียบเสมือนเรือนบีนุฮฺ ผู้ใดได้ขึ้นเรือก็จะปลอดภัย ผู้ใดปฏิเสธก็จะจม พวกท่านอย่าได้ล้ำหน้าพวกเขา เพราะจะเกิดความพินาศ และจงอย่าสอนพวกเขาเพราะแท้จริงพวกเขารู้กว่าพวกท่าน”(20)

และสมตามความจริงที่ ท่านอิมามอะลี(อ) ได้กล่าวว่า

“จงพิจารณาอะฮฺลุลบัยตฺของพวกท่านเถิด ดังนั้นจงถือตามแบบแผนของพวกเขา และจงปฏิบัติตามร่องรอยของพวกเขา กล่าวคือ พวกเขาจะไม่นำพวกท่านออกจากทางที่ถูกต้องและจะไม่นำพวกท่านกลับไปสู่ความอัปยศ ดังนั้นหากพวกเขาหยุดยั้ง พวกท่านก็จงหยุดยั้ง ถ้าหากพวกเขายืนหยัด พวกท่านก็จงยืนหยัด และจงอย่าล้ำหน้าพวกเขา เพราะจะทำให้หลงผิดและอย่ารั้งหลังพวกเขา เพราะจะทำให้พวกท่านวิบัติ”(21)

ท่านอิมาม(อ) ยังได้กล่าวคำคุฏบะฮฺอีกครั้งหนึ่งเพื่อแนะนำให้รู้ถึงคุณค่าของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)(22)

“พวกเขาให้ชีวิตแก่วิชาการ และให้ความตายแก่ความโง่ ความสุขุมของพวกเขาสอนให้พวกท่านรู้ถึงวิชาการของพวกเขา และการแสดงออกของพวกเขาจะสอนพวกท่านให้รู้ถึงความในของพวกเขา ความสงบเงียบของพวกเขาจะสอนให้พวกท่านรู้ถึงวิทยาปัญญาในคำพูดของพวกเขา พวกเขาจะไม่ขัดกับสัจธรรม และจะไม่แย้งกันในสิ่งนั้น พวกเขาจะเป็นเสาหลักของอิสลามเป็นสายเชือกที่ให้ความกระชับ สัจธรรมจะคืนกลับสู่ที่ตั้งของมันได้เพราะพวกเขา และความอธรรมจะถูกขจัดไป โดยเมื่อความจริงได้ปรากฎ ความเท็จก็จะสลายไป พวกเขาจะคุ้มกันศาสนาไว้ด้วยพลังปัญญา และการดูแลรักษามิใช่พลังปัญญาที่ได้โดยการฟังและรายงานบอกเล่า เพราะแท้จริงนักรายงานบอกเล่าวิชาการนั้นมีมาก แต่ผู้ดูแลรักษานั้นมีน้อย”

ใช่แล้ว สมจริงตามที่ท่านอิมามอะลี(อ)ได้กล่าวไว้ เพราะท่านคือประตูแห่งเมืองวิชาการ กล่าวคือมีความแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงระหว่างผู้คุ้มกันศาสนาโดยพลังปัญญาและการดูแลรักษากับพลังปัญญาที่ได้โดยการฟังและและรายงานบอกเล่า

พวกที่ได้ฟังและรายงานบอกเล่านั้นมีมากมายเพราะมีจำนวนมากมายเหลือเกินสำหรับศ่อฮาบะฮฺที่อยู่กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)และที่ได้ฟังคำสอนต่างๆจากท่านและที่ได้ถ่ายทอดสิ่งๆนั้นโดยปราศจากความรู้ความเข้าใจ ดังนั้น ความของฮะดีษจึงเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่ความเข้าใจที่ตรงข้ามกับจุดประสงค์ของท่านศาสนทูต(ศ) และบางครั้งก็นำไปสู่การปฏิเสธ(กุฟรฺ)เนื่องจากความเข้าใจอันผิวเผินของศ่อฮาบะฮฺที่มีต่อความหมายตามความเป็นจริง(23)

สำหรับบรรดาผู้ที่เกื้อกูลวิชาการ และพิทักษ์รักษาวิชาการนั้นมีจำนวนน้อยเหลือเกิน และแน่นอน มนุษย์เรานั้นถึงแม้จะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการแสวงหาวิชาการความรู้ ก็ไม่อาจได้รับอะไรนอกจากเพียงเล็กน้อย และอาจมีความรู้เฉพาะเพียงแต่ด้านใดด้านหนึ่งของความรู้ หรือศิลปะหนึ่งๆ จากหลายๆ ด้านของความรู้นั้นเท่านั้น แต่เป็นที่ยอมรับว่าบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)เป็นผู้รอบรู้อย่างครบครันในวิชาการด้านต่างๆ

และนี่คือสิ่งที่ท่านอิมามอะลี(อ) ได้ยืนยันไว้ ดังที่นักประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้ยืนยันไว้ และเช่นกันสำหรับท่านอิมามมุฮัมมัด บาเก็ร(อ) และท่านอิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อ) ซึ่งมีลูกศิษย์ในมือนับพันคนล้วนแต่เป็นผู้อาวุโสวิชาการสาขาต่างๆ และรอบรู้ในปรัชญาต่างๆ ทั้งทางการแพทย์ ทางวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติวิทยาและอื่นๆ



หลักความเชื่อ(อะกออิด)ของชีอะฮฺและของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ

สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าเพิ่มความมั่นใจว่า แนวทางชีอะฮฺอิมามียะฮฺเป็นพวกที่ปลอดภัย ก็เพราะหลักความเชื่อถือและเรียบง่ายแก่การยอมรับของผู้มีปัญญาอันชาญฉลาดและบริบูรณ์ เราจะเห็นได้ว่า ปัญหาทุกข้อของพวกเขา และหลักความเชื่อทุกประการของพวกเขาได้รับการอธิบายอย่างฉาดฉานครบถ้วนบริบูรณ์โดยพาดพิงไปถึงยังอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ท่านใดท่านหนึ่งแน่นอน เราจะไม่พบทางออกในเรื่องเหล่านี้จากอะฮฺลิซซุนนะฮฺและกลุ่มอื่นๆได้เลย

ในบทนี้ เรามาศึกษาถึงหลักอะกีดะฮฺบางข้อและข้อความสำคัญของมันในทัศนะของทั้งสองฝ่าย และพยายามทำความเข้าใจอย่างจริงจัง โดยที่ข้าพเจ้าขอมอบความอิสระทางความคิด และเอกสิทธิ์การวิเคราะห์ การวิจัย การยอมรับหรือการปฏิเสธให้แก่ท่านผู้อ่านอย่างเต็มที่

พร้อมกันนั้นก็มาพิจารณากันดูว่า หลักอะกีดะฮฺขั้นพื้นฐานสำหรับมุสลิมทั้งปวงอันเป็นอะกีดะฮฺเดียวกัน นั่นคือความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) มะลาอิกะฮฺ คัมภีร์ และบรรดาศาสนทูตของพระองค์ พวกเขาไม่แบ่งแยกศาสนทูตคนหนึ่งคนใดของพระองค์ ขณะเดียวกันก็มีเชื่อถือตรงกันว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องจริง และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงให้ผู้ที่อยู่ในสุสานฟื้นคืนชีพและรวบรวมพวกเขาทั้งหมดในวันแห่งการสอบสวน

ขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีความเชื่อกันต่ออัล-กุรอาน และศรัทธาว่านบีของพวกเขานั้น คือมุฮัมมัด ศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ) ทิศกิบละฮฺของพวกเขาก็เป็นทิศเดียวกัน และศาสนาของพวกเขาเป็นศาสนาเดียวกัน แต่ได้บังเกิดความขัดแย้งขึ้นในเนื้อหาหลักความเชื่อเหล่านี้ จนได้กลายเป็นสนามแห่งการศึกษาทางด้านอภิปรายทางด้านศาสนบัญญัติและการเมือง



หลักความเชื่อในเรื่องอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตามทัศนะของทั้งสองฝ่าย

ประเด็นสำคัญที่จะนำมากล่าวในข้อนี้คือเรื่องการมองเห็นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เพราะแท้จริงอะฮฺลิซซุนนะฮฺวัล-ญะมาอะฮฺ ได้ยืนยันเช่นกันว่า บรรดามุอ์มิน(ผู้ศรัทธา) ทุกคนจะได้เห็นพระองค์ในวันปรโลก และเมื่อได้ศึกษาดูในหนังสือศ่อฮีฮฺหลายๆเล่มของซุนนะฮฺไม่ว่าจะเป็นบุคอรี หรือมุสลิม เราจะพบว่ารายงานเหล่านั้นยืนยันอย่างหนักแน่นถึงการมองเห็นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)อย่างแท้จริง มิใช่เป็นคำเปรียบเปรยแต่อย่างใด(24)

ยิ่งกว่านั้น เรายังพบว่าในตำรานั้นๆยังมีการนำความละม้ายคล้ายคลึงกับสิ่งใดๆให้แก่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ยิ่ง และถือว่าพระองค์ทรงหัวเราะ(25) ทรงเสด็จมา และทรงดำเนินและทรงลงมาชั้นฟ้าของโลกดุนยา(26) ยิ่งกว่านั้น ยังว่าพระองค์ทรงถลกหน้าแข้ง ซึ่งมีสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้จักพระองค์(27) และทรงวางเท้าของพระองค์ลงในนรกญะฮันนัม นรกจึงเต็ม และมันพูดขึ้นว่า “พอแล้ว พอแล้ว” และอื่นๆนอกจากนี้อีกหลายประการ และหลายลักษณะที่องค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ผู้ทรงสูงสุดยิ่ง บริสุทธิ์เกินกว่าจะเปรียบเทียบเช่นนั้นได้(28)

ข้าพเจ้าจำได้ว่า เคยได้ไปยังเมืองลามูที่ประเทศเคนยา ภาคตะวันออกของแอฟริกา ข้าพเจ้าได้พบกับอิมามในสายวะฮาบี เขากำลังปราศรัยกับสมาชิกที่เข้ามานมาซในมัสยิดว่า “อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีมือสองมือ มีเท้าสองเท้า มีสองตาและมีใบหน้า”

เมื่อข้าพเจ้าได้คัดค้านเขาเรื่องนี้ เขาก็ลุกขึ้นยกหลักฐานโองการอัล-กุรอานว่า

“และพวกยะฮูดได้กล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺถูกพันธนาการไว้แล้ว มือของพวกเขานั่นแหละที่ถูกพันธนาการและถูกสาปแช่งเพราะสิ่งที่พวกเขากล่าว แต่ทว่า พระหัตถ์ของพระองค์นั้นแผ่ไพศาลทั้งสองข้างเสมอ” (อัล-มาอิดะฮฺ / 64 )

และเขาได้อ่านอีกโองการว่า

“และทรงสร้างเรือขึ้นต่อสายตาของเรา...” (ฮูด / 37 )

และอ่านอีกโองการว่า

“ทุกสิ่งที่อยู่บนมันย่อมมลายสิ้น แต่พระพักตร์แห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าเท่านั้น ที่ยังคงอยู่” (อัร-เราะฮฺมาน / 27)

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “โอ้พี่ชาย ทุกโองการเหล่านี้ที่ท่านหยิบยกมาอ้างและอื่นๆอีก เป็นเพียงข้อความเปรียบเทียบเท่านั้น มิได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ”

เขาตอบว่า “ทุกๆข้อความของอัลกุรอานล้วนมีความหมายตามความเป็นจริง ไม่มีข้อความเปรียบเทียบในอัลกุรอาน”

ข้าพเจ้าจึงกลว่าว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านจะอธิบายอย่างไรกับโองการที่ว่า :

“ ผู้ใดอยู่บนโลกนี้อย่างคนตาบอด ดังนั้นในโลกอาคิเราะฮฺ เขาก็จะตาบอด” (อัล-อิซรออ์ / 72)

หรือว่าท่านจะให้ความหมายโองการนี้ไปตามความหมายที่แท้จริง? คือทุกคนที่ตาบอดโลกนี้ก็จะเป็นคนตาบอดในปรโลก”

เชคผู้นั้นตอบว่า “เรากำลังพูดในเรื่องมือของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ตาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเรื่องพระพักตร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) อย่านำเข้าไปพูดถึงเรื่องคนตาบอด

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เราจะไม่พูดถึงเรื่องคนตาบอด แต่ท่านมีคำอธิบายอย่างไรในโองการที่ท่านอ่านเมื่อตะกี้นี้ว่า :

“ทุกสิ่งที่อยู่บนมันย่อมมลายสิ้น เว้นแต่พระพักตร์แห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าเท่านั้น ที่ยังคงอยู่”

เขาหันไปดูบรรดาคนที่นั่งฟังอยู่ไปมา แล้วกล่าวกับพวกเขาว่า

“ในหมู่พวกท่านยังมีคนที่ไม่เข้าใจโองการนี้บ้างไหม? มันมีความหมายขัดแย้งเหลือเกิน ก็พระองค์ตรัสว่า :

“ทุกสิ่งจะเสียหายหมด ยกเว้นพระพักตร์ของพระองค์”

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ท่านกำลังเติมความเปียกลงบนโคลน โอ้พี่ชาย อันที่จริงแล้วเราเพียงแต่ขัดแย้งกันในเรื่องอัล-กุรอานที่ท่านอ้างเมื่อตะกี้ว่า อัล-กุรอานนั้นไม่มีข้อความใดๆ เป็นคำเปรียบเปรย ทุกข้อความล้วนมีความหมายตามความเป็นจริง ส่วนข้าพเจ้าอ้างว่า ในอัล-กุรอานนั้นมีข้อความที่เป็นคำเปรียบเปรยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโองการต่างๆที่กล่าวถึงลักษณะเรือนร่างหรือความละม้ายคล้ายคลึงของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

ถ้าท่านยังยืนกรานตามความเห็นของท่านก็แสดงว่า ท่านยอมรับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเสียหายหมด ยกเว้นพระพักตร์ของพระองค์ ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า พระหัตถ์ของพระองค์ เท้าทั้งสองของพระองค์ และทุกส่วนในเรือนร่างของพระองค์ก็เสียหายจนหมดสิ้นไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกจากพระพักตร์ของพระองค์เท่านั้น อัลลอฮฺทรงสูงส่งเกรียงไกรเกินกว่าเรื่องเหล่านี้”

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็ได้หันไปทางผู้ที่นั่งฟังแล้วกล่าวว่า “พวกท่านพอใจในการอธิบายอย่างนี้ใช่ไหม?”

ทั้งหมดนิ่งเงียบ ผู้อาวุโสของพวกเขาเองก็ไม่พูดอะไรเลยแม้สักคำเดียว ข้าพเจ้าจึงขอลาจากพวกเขาไป และออกมาขอดุอาอ์ให้พวกเขาได้รับทางนำ และความสัมฤทธิ์ผล(เตาฟิก)

ใช่แล้ว อะกีดะฮฺของพวกเขาในเรื่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ตามตำราศ่อฮีฮฺและคำบรรยายของพวกเขาเป็นอย่างนี้ แต่ข้าพเจ้าก็มิได้พูดว่า นักปราชญ์บางคนของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ไม่ปฏิเสธความเชื่ออย่างนี้ แต่ส่วนใหญ่ศรัทธาว่าต้องได้เห็นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในวันปรโลก และถือว่าพวกเขาจะได้เห็นพระองค์เหมือนอย่างเห็นเดือนอันปราศจากเมฆใดๆ และพวกเขายกหลักฐานตามโองการที่ว่า

“ใบหน้าทั้งหลายในวันนี้จะสดใส ต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาในฐานะผู้ที่มองดูอยู่”(อัล-กิยะมะฮฺ / 23)(29)

ขอให้ท่านได้ศึกษาถึงอะกีดะฮฺของชีอะฮฺอิมามียะฮฺในเรื่องเดียวกันดูแล้วจิตใจของท่านจะรู้สึกว่าปลอดโปร่ง สติปัญญาของท่านจะบังเกิดการยอมรับการตีความหมายโองการอัล-กุรอาน ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงเรือนร่างและความละม้ายคล้ายคลึงของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) อันเป็นการใช้คำในลักษณะเปรียบเปรยและเทียบความอันหาใช่มีความเป็นจริงตามความหมายภายนอกของข้อความนั้นๆ ไม่เหมือนดังที่คนบางกลุ่มเข้าใจ

ท่านอิมามอะลี(อ)กล่าวไว้ในเรื่องนี้ว่า

“ถึงจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจลึกซึ้งมากแค่ไหน ก็มิอาจเข้าถึงพระองค์ได้ถึงจะมีความฉลาดหลักแหลมสักแค่ไหน ก็มิอาจเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อพระองค์ ไม่มีขอบเขตใดๆจำกัดคุณลักษณะของพระองค์ ไม่มีสภาวะอันใดเทียบเคียงพระองค์ได้ ไม่มีกาลเวลาใดกำหนดพระองค์ได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ใดยึดเหนี่ยวพระองค์ได้”(30)

ท่านอิมามบาเก็ร(อ) ได้กล่าวตอบโต้พวกที่ถือว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มีลักษณะคล้ายคลึงสิ่งอื่นไว้ว่า

“หามิได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจินตนาการมันขึ้นมาด้วยความเข้าใจของเราในความหมายที่ละเอียดที่สุดนั้น ยังถือว่าเป็นมัคลูกอันถูกสรรสร้างขึ้นเหมือนกับเรา มันเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมายังตัวเราเอง”(31)

เราถือว่าเพียงพอแล้ว โดยการตอบของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เอง ในคัมภีร์ของพระองค์ที่ว่า

“ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์เลย”

และโองการที่ว่า

“ไม่มีสายตาใดเข้าถึงพระองค์ได้เลย”

และคำตรัสของพระองค์ต่อนบีมูซา(อ) ผู้สนทนาของพระองค์ เมื่อตอนที่ขอให้ได้มองเห็นพระองค์ว่า

“เขากล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลโปรดบันดาลให้ข้าได้เห็นยังพระองค์ด้วยเถิด”

พระองค์ตรัสว่า “เจ้าไม่อาจเห็นข้าได้เลย”

คำว่า “ลัน” (ไม่อาจ) หมายความว่า “ไม่อาจเห็นได้ตลอดกาล”

ทุกอย่างเหล่านี้เป็นหลักฐานขั้นเด็ดขาด ในการตัดสิ้นว่า คำสอนของชีอะฮฺนั้นถูกต้อง เพราะพวกเขาอ้างตามคำสอนของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ผู้เป็นรากฐานของวิชาการเป็นที่ตั้งคำสอนของศาสนา และเป็นผู้ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้พวกเขารับมรดกความรู้แห่งคัมภีร์

ถ้าใครต้องการจะศึกษาในประเด็นนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ก็ไม่มีทางอื่นนอกจาก ไปหาตำราที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น หนังสือ “กะลิมะตุ เฮาลิ้ลรุอ์ยะฮฺ” ของท่านซัยยิดชัรฟุดดีน เจ้าของหนังสือ “อัล-มุรอญะอาต”

หลักความเชื่อในเรื่องของนบี(ศ) ตามทัศนะของทั้งสองฝ่าย

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างชีอะฮฺกับอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ในเรื่องนี้ก็คือเรื่องอิศมะฮฺ (สภาพที่ถูกปกป้องให้พ้นจากความผิด) กล่าวคือ ชีอะฮฺถือว่า “อิศมะฮฺ” เป็นคุณสมบัติของบรรดานบี(อ)ทั้งก่อนและหลังจากการถูกแต่งตั้ง ส่วนอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ถือว่าพวกเขาเป็นผู้ถูกปกป้องให้พ้นจากความผิดเฉพาะในกรณีที่ทำงานเผยแพร่คำสอนของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เท่านั้น

การตั้งข้อแม้ไว้อย่างนี้ ก็เพราะถือว่าบรรดาเขาเหล่านั้นก็เหมือนกับมนุษย์ทั่วๆไปที่มีความผิดและความถูกต้อง ได้มีรายงานบอกเล่าในเรื่องนี้ไว้เป็นจำนวนมากในหนังสือศ่อฮีฮฺของพวกเขา โดยยืนยันว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)นั้น มีความผิดพลาดในหลายๆวาระ และปรากฏว่า ศ่อฮาบะฮฺบางคนเสียอีกที่ช่วยทำให้ท่านถูกและแก้ไขให้ท่าน

อย่างในกรณีทำสงครามบะดัรที่ระบุว่า ท่านศาสนทูต(ศ)ตัดสินใจผิดพลาดในคราวนั้น และอุมัรเป็นผู้ทำให้เกิดความถูกต้อง และถือว่า “ถ้าหากไม่มี อุมัร แน่นอนท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)จะต้องพินาศไปแล้ว”(32) อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อท่าน(ศ)เข้าเมืองมะดีนะฮฺ ท่านพบชาวบ้านกำลังปลูกต้นอินทผลัมอยู่

ท่าน(ศ)กล่าวกับพวกเขาว่า “พวกท่านอย่ากลบดินในหลุม เพราะมันจะออกผลดี”

แต่ทว่าไม่นานอินทผลัมก็เหี่ยวตาย ชาวบ้านก็พากันมาอุทรณ์ต่อท่าน(ศ)ในเรื่องนี้

ท่านบอกคนเหล่านั้นว่า “พวกท่านรู้เรื่องดุนยาของพวกท่านดีกว่าข้าพเจ้า”

ในรายงานอื่นท่าน(ศ)ยังกล่าวอีกว่า

“ที่จริงฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าฉันสั่งอะไรพวกท่านอันเป็นเรื่องของศาสนาของพวกท่าน ก็จงเอาไปปฏิบัติ แต่ถ้าฉันสั่งอะไรพวกท่านอันเป็นความคิดเห็นของฉัน ก็ให้ถือว่าฉันเป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่ง”(33)

อีกครั้งหนึ่งที่มีรายงานบอกว่า ท่านถูกเวทมนต์ทางไสยศาสตร์และอยู่ในสภาพที่ถูกเวทมนต์อยู่เป็นเวลาหลายวัน ถึงกับไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง แม้กระทั่งท่านคิดว่าท่านได้เข้าหาภรรยาของท่านแต่จริงๆแล้วท่านมิได้เข้าหานางเลย(34) หรือได้เผอเรอคิดว่าทำในสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแล้วโดยจริงแล้วมิได้ทำมัน(35)

อีกครั้งหนึ่งที่มีรายงานว่า ท่าน(ศ)เผอเรอในนมาซ จนไม่รู้ว่านมาซกี่ร็อกอะฮฺแล้ว (36)

และยังบอกด้วยว่า ท่าน(ศ)นอนหลับสนิทจนกระทั่งบรรดาศ่อฮาบะฮฺได้ยินเสียงกรนของท่านนบี(ศ) หลังจากนั้นท่าน(ศ)ตื่นนอนแล้วไปนมาซเลย โดยไม่ได้ทำวุฎูอ์ (37)

และยังได้รายงานอีกว่า ท่าน(ศ) เคยโกรธ เคยด่า และเคยสาปแช่งต่อบุคคลที่มิควรกระทำเช่นนั้นกับพวกเขา ด้วยเหตุนี้ท่าน(ศ)จึงกล่าวว่า

“ข้าแต่อัลลอฮฺที่จริงฉันเป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่ง ดังนั้น ถ้าฉันเคยได้สาปแช่งคนมุสลิมคนใด หรือเคยด่าเขาแล้วไซร้ ได้โปรดบันดาลให้สิ่งๆนั้นเป็น ซะกาต(การขัดเกลา)และเป็นความเมตตาแก่เขาด้วยเถิด” (38)

ยังได้รายงานอีกว่า :

ท่านเคยนอนตะแคงในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ในท่าที่เปิดเผยช่วงขาอ่อนทั้งสองข้าง ขณะนั้นอะบูบักรฺ ได้เดินเข้ามาหาและสนทนากับท่าน(ศ) ซึ่งท่าน(ศ)เองก็ยังอยู่ในสภาพเช่นนั้น ต่อมาอุมัรได้เข้ามาสนทนากับท่าน(ศ)อีก ซึ่งท่าน(ศ)ก็ยังอยู่ในสภาพนั้นเหมือนเดิม ครั้นเมื่ออุษมานขออนุญาติเข้าพบ ท่าน(ศ) ได้ลุกขึ้นนั่งและจัดผ้าของท่าน(ศ)ให้เสมอ

และในเมื่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ ถามท่าน(ศ)ในเรื่องนี้ ท่าน(ศ)ตอบนางว่า “ฉันจะไม่ละอายต่อบุคคลที่มะลาอิกะฮฺยังต้องละอายได้อย่างไร ?..” (39)

พวกเขายังได้รายงานอีกว่า : ท่าน(ศ) เคยตื่นเช้าในเดือนรอมฎอนโดยมีญุนุบ(40) แล้วท่าน(ศ) ก็ขาดนมาซศุบฮฺ

และเรื่องอื่นๆอีกอันเป็นเรื่องเท็จ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับด้วยสติปัญญา ไม่เป็นที่ยอมรับทางศาสนา และไม่เป็นที่ยอมรับกันในแง่ของคุณสมบัติที่ดี(41) เบื้องหลังของเรื่องเหล่านี้ หาได้มีจุดประสงค์อันใดไม่ นอกจากต้องการที่จะลายบุคลิกภาพของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และละเมิดเกียรติของท่าน(ศ) และทำให้เห็นว่าตัวของพวกเขาเองพ้นจากความประพฤติที่เสื่อมเสียเหล่านั้น

ส่วนพวกชีอะฮฺนั้น มีหลักฐานที่สืบได้ไปถึงยังบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) กล่าวคือเขาเหล่านั้นยืนยันว่า บรรดานบีทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์หลุดพ้นจากพฤติกรรมที่น่าละอายเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นบีมุฮัมมัด(ศ)ของเราผู้ได้รับพรอันประเสริฐ สะอาดยิ่ง

พวกเขากล่าว่า ท่าน(ศ) เป็นผู้สะอาดปราศจากความบาปและความผิดพลาดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดที่เล็กน้อย หรือที่ใหญ่หลวงก็ตาม ท่านคือ มะฮฺศูม พ้นจากความผิด การหลงลืม เผลอเรอและการถูกเวทมนต์คาถาและพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เข้าสติปัญญา ยิ่งกว่านั้น ท่าน(ศ) คือผู้บริสุทธิ์พ้นจากการกระทำใดๆที่ขัดต่อความเป็นผู้ดี และจริยธรรมอันสูงส่ง

เป็นต้นว่าการกินบนถนนหนทาง หรือ การหัวเราะออกเสียงดัง หรือการหยอกเย้าที่ไม่ชอบธรรม หรือแม้จะเป็นพฤติกรรมใดๆก็ตามที่น่าตำหนิในทัศนะของผู้มีสติปัญญา และในสังคมทั่วไป แม้กระทั่งเรื่องการที่จะแนบแก้มของตนลงบนแก้มของภรรยาของตนต่อหน้าฝูงชน และให้โอกาสแก่นางเพื่อดูการเต้นรำของชาวซูดาน(42)หรือการที่จะนำภรรยาออกไปในสมรภูมิแล้วแข่งขันกัน บางครั้งท่าน(ศ)ก็ชนะนาง และบางครั้งนางก็ชนะท่าน(ศ)อย่างนี้เป็นต้น(43)