ทั้งนี้ ก็เพราะท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กำหนดให้พวกเขาเป็นรากฐานของอัลกุรอาน เป็นสิ่งสำคัญยิ่งอันดับสอง ที่ท่านได้ส่งให้บรรดามุสลิมยึดถือพวกเขา โดยได้กล่าวว่า

“ ฉันได้ทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการ คือ กิตาบุลลอฮฺ และเชื้อสายของฉันแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ตราบใดที่พวกท่านยึดถือสิ่งทั้งสอง พวกท่านจะไม่หลงผิดภายหลังจากฉันตลอดกาล”(4)

ในหนังสือมุสลิมได้บันทึกรูปประโยคว่า “กิตาบุลลอฮฺและอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน” ฉันขอเตือนพวกท่านโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในเรื่องอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ท่านได้กล่าวประโยคนี้ ๓ ครั้ง(5)

ด้วยความเป็นธรรม และคำพูดที่สัจจริง ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับคำอธิบายของชีอะฮฺ เพราะเข้ากับสติปัญญามากกว่า และแน่นอน อัล-กุรอานมีข้อความที่ชัดเจนและเป็นนัย จะต้องมีการอธิบายและตีความ และแน่นอน อะฮฺลุลบัยตฺ(อ) คือ บรรดาผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการทั้งปวงของอัลกรุอาน โดยเฉพาะ เพราะว่า ไม่มีเหตุผลอันใดที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทรงประทานความเข้าใจอัลกุรอานให้แก่มนุษย์ทุกๆคน คงจะเห็นได้จากโองการที่ว่า

“และไม่มีใครรู้เรื่องการตีความ นอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และบรรดาผู้สันทัดในวิชาการ”

ดังนั้น ถึงแม้บรรดานักปราชญ์ของประชาชาติของอิสลามจะมีความขัดแย้งกันในการอธิบาย แต่บรรดาผู้สันทัดในวิชาการ (อัร-รอสิคูนะฟิล-อิลมิ )นั้น ล้วนมีความรู้ในเรื่องการตีความโดยการยืนยันของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ขัดแย้งกันเลยในการอธิบายอัล-กุรอาน

เป็นที่รู้กันอย่างแน่นอนยิ่งแล้วว่า อะฮฺลุลบัยตฺ(อ) เป็นมนุษย์ที่มีความรู้ มีความสำรวมและมีความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้าและมีเกียรติมากที่สุด ท่านฟัรซะดัก ได้กล่าวสดุดีพวกเขาไว้ว่า “ มาตรแม้นจัดลำดับผู้สำรวมตน พวกเขาก็จะเป็นผู้นำในพวกเขาเหล่านั้น และมาตรแม้นจะกล่าวถึงปวงชนที่ประเสริฐที่สุดในพื้นพิภพ ก็จะกล่าวได้ว่า พวกเขานั้นเอง”

และที่ข้าพเจ้าได้หยิบยกตัวอย่างหนึ่งมาเสนอ เพื่อยืนยันถึงคำสอนของชีอะฮฺในบทนี้ ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านอันมีเกียรติ เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ชีอะฮฺนั้นมิได้กล่าวอย่างอื่น นอกเหนือจากที่อัลกุรอานได้กล่าวไว้ อันเป็นการยืนยันถึงซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) อันทรงเกียรติ

ดังนั้นเราลองมาอ่านโองการนี้พร้อมๆกัน

“ดังนั้น จงสนใจกับสถานที่ตกของดวงดาว และแท้จริงมันคือการสาบาน ถ้าหากพวกสูเจ้ารู้ถึงความยิ่งใหญ่ แท้จริงมันคืออัล-กุรอานอันทรงเกียรติ ในคัมภีร์ที่ถูกพิทักษ์ไว้ ไม่มีใครสัมผัสมันได้นอกจากบรรดาผู้บริสุทธิ์” ( อัล-วากิอะฮฺ / 75-79)

โองการเหล่านี้ได้ให้ความหมายอย่างชัดเจนโดยปราศจากความคลุมเครือใดว่า อะฮฺลุลบัยตฺ(อ) นั้นคือผู้ที่เข้าใจความหมายของอัล-กุรอานได้อย่างลึกซึ้ง

และถ้าหากเราจะพิจารณากันอย่างถ่องแท้ ในข้อสาบานที่องค์อภิบาลเรียกร้องให้สนใจนั้น แน่นอนเราจะเห็นได้ว่า เป็นข้อสาบานอันยิ่งใหญ่ ถ้าหากเรารู้ได้ กล่าวคือ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงเรียกร้องให้สนใจต่อกาลเวลา (อัล-อัศริ) ต่อปากกา (อัล-เกาะลัม) ต่อต้นมะเดื่อ (อัต-ตีน) ต่อต้นมะกอกเทศ (ซัยตูน) ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าสถานที่ตกของดวงดาวย่อมเป็นข้อสาบานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องลี้ลับ อันจะส่งผลกระทบต่อสากลพิภพ และในเมื่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงสาบาน ก็หมายความว่า ข้อสาบานของพระองค์นั้น มิได้มีขึ้นเพื่อสั่งห้าม หากแต่มีขึ้นเพื่อการปฏิเสธ และเพื่อยืนยัน

หลังจากที่ทรงสาบานแล้วพระองค์ก็ได้เน้นว่าแท้จริงมันหมายถึงคัมภีร์อัล-กุรอานอันทรงเกียรติอยู่ในคัมภีร์ที่ถูกพิทักษ์ไว้ และของที่ถูกพิทักษ์ไว้นั้นจะต้องเป็นของที่อยู่ภายในและถูกปิดบังไว้

หลังจากนั้น พระองค์ได้ตรัสอีกว่า

“ไม่มีผู้ใดสัมผัสมันได้ นอกจากบรรดาผู้สะอาดบริสุทธิ์” คำว่า “ไม่มี” จะมีความหมายเป็นอย่างอื่นมิได้ นอกจากจะต้องหมายถึงการปฏิเสธ เพราะเหตุว่าคำๆนี้ถูกนำมากล่าวถึงหลังจากการสาบานและคำว่าสัมผัสกับมัน ในที่นี้หมายถึงการเข้าถึงและการมีความเข้าใจ โดยที่มิได้มีความหมายตามที่บางกลุ่มคาดคิดกันขึ้นมาว่าการจับต้องด้วยมือ เพราะว่า ระหว่างการจับต้องด้วยมือกับการสัมผัสนั้นมีความแตกต่างกันดังเช่นโองการที่ว่า

“แท้จริงบรรดาผู้สำรวมตนนั้นในเมื่อสมัครพรรคพวกของชัยฏอนได้มาสัมผัสกับพวกเขา พวกเขาก็จะรำลึกใคร่ครวญ ดังนั้น พวกเขาก็ได้มองเห็นชัดแจ้ง” (อัล-อะอฺรอฟ / 201)

และทรงมีโองการอีกว่า

“แท้จริงบรรดาผู้กินดอกเบี้ยจะดำรงอยู่มิได้ นอกจากจะดำรงอยู่อย่างคนที่ชัยฏอนสิ่งสู่เนื่องจากการสัมผัส” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 275)

ดังนั้น การสัมผัสตามความหมายตรงนี้เกี่ยวข้องกับสติปัญญา การเข้าถึงมิได้หมายถึงการจับต้องด้วยมือ ถ้าเราจะถามกันว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทรงสาบานไว้ทำไมว่า ไม่มีใครจับต้องกุรอานได้นอกจากคนสะอาด ในเมื่อประวัติศาสตร์ได้จารึกว่า นักปกครองในตระกูลอุมัยยะฮฺได้ฉีกอัลกุรอาน จนกระทั่ง วะลีด ได้เคยกล่าวว่า

“เจ้าเคยขู่ต่อผู้หยิ่งทะนงทุกคนที่ดื้อดึง ณ บัดนี้ ข้าคือคนดื้อดึงที่หยิ่งทะนง ดังนั้นเมื่อเจ้าพบพระผู้อภิบาลของเจ้า ในวันตัดสินก็จงบอกพระองค์เถิดว่า ข้าแต่พระผู้อภิบาล วะลีดได้ฉีกทำลายข้า”

และเราทั้งหลายก็เคยได้เห็นพวกอิสราเอลบดขยี้ด้วยเท้าและเผาทำลาย เมื่อตอนที่บุกเข้ายึดกรุงเบรุต โดยมีการแพร่ภาพให้เห็นทางจอโทรทัศน์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทรงสาบานแล้ว นอกเสียจากว่า จะปฏิเสธในเรื่องการเข้าถึงความหมายของอัลกุรอาน อันถูกพิทักษ์ไว้ ว่าไม่มีใครเข้าถึงได้ นอกจากกลุ่มบุคคลหนึ่งจากปวงบ่าวของพระองค์ที่ทรงคัดเลือกไว้ และทรงขจัดขัดเกลาพวกเขาให้มีความสะอาดบริสุทธิ์

สำหรับคำว่า ผู้สะอาดบริสุทธิ์ในโองการนี้ (มุเฏาะฮารูน) เป็น อิซม์มัฟอูล (คำนามที่ตกเป็นกรรม) หมายความว่า ได้มีการทำให้ความสะอาดมีขึ้นแก่พวกเขา แน่นอน อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ก็ทรงมีโองการหนึ่ง ความว่า

“อันที่จริง อัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะขจัดความมลทินให้เพียงแต่สูเจ้า โอ้อะฮฺลุลบัยตฺ และทรงชำระขัดเกลาสูเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์” (อัล-อะซาบ / 33)

ดังนั้น โองการที่ว่า ไม่มีใครสัมผัสมันได้ นอกจากผู้สะอาดบริสุทธิ์จึงหมายความว่า ไม่มีใครเข้าถึงสารัตถะที่แท้จริงของอัลกุรอานได้ นอกจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวถึงพวกเขาไว้ว่า

“ดวงดาวคือสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยของชาวโลกเพื่อให้พ้นจากความล่มจม และบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน คือความปลอดภัยสำหรับประชาชาติของฉันให้พ้นจากความขัดแย้ง ดังนั้น คนอรับกลุ่มหนึ่งขัดแย้งกับพวกเขาก็จะเกิดความแตกแยกกัน แล้วได้กลายเป็นพรรคหนึ่งของอิบลีซ” (6)

ดังนั้น คำอธิบายของชีอะฮฺ จึงมิได้เป็นเหมือนอย่างที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺกล่าวหาที่ว่า พวกเขากุเรื่องเท็จ คลั่งไคล้ ในเรื่องความรักต่ออะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ตราบใดที่หลักฐานต่างๆของพวกเขายังมีอยู่ในตำราศ่อฮีฮฺต่างๆของฝ่ายซุนนะฮฺอย่างครบถ้วน



ซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) ในทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ และชีอะฮฺอิมามียะฮฺ

ซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) หมายถึงคำพูด การกระทำ และการแสดงออกของท่านนบีมุฮัมมัด(ศ) และหมายถึงหลักยึดสูงสุดอันดับสองรองจากอัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ ทั้งในด้านบทบัญญัติ ด้านอิบาดะฮฺ และหลักความเชื่อของพวกเขา

ชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล ญะมาอะฮฺ ยังได้ผนวกซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺรอชิดีน ทั้งสี่ คือ อะบูบักรฺ อุมัร อุษมาน อะลี(อ) เข้ากับซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะมีฮะดีษบทหนึ่งรายงานว่า :

“หน้าที่ของพวกท่านคือยึดถือซุนนะฮฺของฉันและซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺรอชิดีน ผู้นำทางภายหลังจากฉัน พวกท่านจงยึดมั่นมันไว้ให้เข้มแข็ง”(7)

แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า ให้พวกเขาปฏิบัติตามซุนนะฮฺของอุมัร บิน ค็อฏฏอบ ในเรื่องการนมาซตัรวีฮฺ ท่านนบี(ศ)ได้ห้ามไว้ และอีกส่วนหนึ่งในหมู่ของพวกเขา ก็ยังได้ผนวกซุนนะฮฺของศ่อฮาบะฮฺทั้งหมดเข้ากับซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) ทั้งนี้ก็เพราะมีฮะดีษบทหนึ่งที่รายงานว่า :

“ ศ่อฮาบะฮฺของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว ไม่ว่าพวกท่านจะปฏิบัติตามบุคคลใด พวกท่านก็จะได้รับทางนำ”

และอีกฮะดีษหนึ่ง ความว่า :

“ ศอฮาบะฮฺของฉัน คือหลักประกันความปลอดภัยสำหรับประชาชาติของฉัน”(9)

ความจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้นั้น ก็คือว่า ฮะดีษที่กล่าวว่า ศ่อฮาบะฮฺของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว เป็นฮะดีษที่ถูกนำมากล่าวถึงในทางที่ตรงข้ามกับฮะดีษที่ว่า บรรดาอิมามจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ของฉันนั้นเปรียบเสมือนดวงดาว

“ไม่ว่าพวกท่านจะปฏิบัติตามบุคคลใด พวกท่านก็จะได้รับทางนำ” (10)

และนี่คือ สิ่งที่เข้ากับเหตุผลทางปัญญา เพราะว่า บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) นั้น เป็นตัวอย่างสูงสุดในด้านวิชาความรู้ ความสำรวมตน และความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า จนกระทั่งศัตรูของพวกเขาเอง ก็ยังได้ประจักษ์พยานในเรื่องนี้ นอกเหนือไปจากบรรดาผู้ปฏิบัติตาม และนักประวัติศาสตร์ที่ได้ตระหนักถึงความจริงในข้อนี้

สำหรับฮะดีษที่ว่า ศ่อฮาบะฮฺของฉันเปรียบเสมือนดวงดาวนั้น เป็นฮะดีษที่ไม่สอดคล้องกับสติปัญญา เพราะว่า ได้มีศ่อฮาบะฮฺบางคนที่ตระบัดสัตย์ภายหลังจากสมัยท่านนบี(ศ)(11) และพวกเขาได้ขัดแย้งกันในกิจการต่างๆอย่างมากมายด้วยเหตุที่มาจากความชิงชังในระหว่างกันและกัน(12) และบางพวกก็สาปแช่งกันและกัน ยิ่งกว่านั้นบางพวกยังได้เข่นฆ่ากันและกัน(13) และยังได้มีการลงโทษศ่อฮาบะฮฺบางคน เนื่องจากดื่มสุราทำผิดประเวณี (ซินา) ขโมย และอื่นๆ แล้วผู้มีสติปัญญาจะยอมรับฮะดีษนี้ได้อย่างไร ในฐานะที่สั่งว่าให้ทำตามบุคคลเหล่านั้น? คนที่ปฏิบัติตาม มุอาวิยะฮฺ ในการทำสงครามกับท่านอิมามอะลี(อ) จะเป็นผู้ได้รับทางนำได้อย่างไร? เมื่อเป็นที่รู้กันว่า ท่านศาสนทูต(ศ) เคยให้ฉายานามแก่เขาว่า “อิมามของพวกละเมิดศาสนา?”(14) และคนที่ปฏิบัติตาม อัมร์ บินอาศ และยอมรับ อัล-มุฆีเราะฮฺ บินชุอ์บะฮฺ ยอมรับ ยิซร์ บินอัรฏออะฮฺ จะเป็นผู้ได้รับทางนำได้อย่างไร? ในเมื่อพวกเหล่านั้นได้สังหารคนบริสุทธิ์ เพื่อสนับสนุนอำนาจของพวกอุมัยยะฮฺ ท่านผู้อ่านที่มีวิจารณญาณ

เมื่อท่าน(ศ) ได้อ่านฮะดีษที่ว่า

“ศ่อฮาบะฮฺของฉันเปรียบเสมือนดวงดาว”

ก็ย่อมเข้าใจได้ในทันทีว่า เป็นฮะดีษที่แต่งขึ้น เพราะตามพฤติกรรมของศ่อฮาบะฮฺแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่ ท่านศาสนทูต(ศ) จะกล่าวว่า

“โอ้ ศ่อฮาบะฮฺของฉัน จงปฏิบัติตามศ่อฮาบะฮฺของฉันเถิด”

ส่วนฮะดีษที่ว่า “โอ้ ศ่อฮาบะฮฺของฉัน จำเป็นสำหรับพวกท่าน จะต้องปฏิบัติตามบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของฉันเถิด เพราะพวกเขาสามารถนำทางพวกท่านได้ ภายหลังจากฉัน”

ย่อมเป็นฮะดีษที่แท้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่า มีสักขีพยายานยืนยันมากมาย ในซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) และชีอะฮฺอิมามียะฮฺ ที่พวกเขากล่าวถึงฮะดีษที่ว่า

“จำเป็นสำหรับพวกท่านที่ต้องยึดถือซุนนะฮฺของฉัน และซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺ รอชิดีน ผู้ได้รับทางนำภายหลังจากฉัน”

นั่นคือความหมายที่ว่า ได้แก่บรรดาอิมาม สิบสองท่าน จากอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ซึ่งเป็นพวกที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) วางเป็นกฎไว้แก่ประชาชาติของท่านว่า ให้ยึดถือตามพวกเขา ให้ปฏิบัติตามพวกเขา ดังเช่นยึดถือและปฏิบัติตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)(15)

ข้าพเจ้าได้สัญญากับตัวเองว่า จะไม่แสดงหลักฐานใดๆนอกจากเท่าที่ชีอะฮฺถือหลักฐานตามที่มีอยู่ในตำราศ่อฮีฮฺของฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ เพราะเหตุว่า หลักฐานในตำราของชีอะฮฺนั้น มีมากมายที่ยืนยันในเรื่องนี้(16)

อย่างไรก็ตาม ชีอะฮฺมิได้สอนว่าอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) เป็นพวกที่มีสิทธิในการออกกฎชะรีอัต ตามความหมายที่ว่าซุนนะฮฺของพวกเขาคือ ข้อวินิจฉัยความของพวกเขา หากแต่พวกเขาสอนว่า กฎเกณฑ์ของพวกเขาทุกประการนั้นมาจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และซุนนะฮฺของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ซึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้สอนท่านอะลี(อ) และท่าน(อ) ก็ได้นำเรื่องราวนั้นๆมาสอนบรรดาลูกหลานของท่าน ดังนั้นจึงหมายถึงวิชาความรู้ ที่พวกเขาสืบทอดมรดกกันมาจากกันและกัน และสำหรับเรื่องนี้มีหลักฐานมากมายจากบรรดานักปราชญ์ฝ่ายอะลิซซุนนะฮฺ และในตำรามุซนัด ตำราประวัติศาสตร์ต่างๆยังคงเหลือแต่คำถามอมตะที่ทวนถามกลับมา นั่นคือ แล้วทำไมชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จึงไม่ยึดถือตามความหมายของบรรดาฮะดีษศ่อฮีฮฺเหล่านี้ของพวกเขาเอง ???...

นอกจากนี้แล้ว พวกชีอะฮฺกับชาวซุนนียังมีความขัดแย้งกันในการอธิบายฮะดีษต่างๆที่มีจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เช่นเดียวกับที่อธิบายไปแล้วในบทก่อนเกี่ยวกับข้อขัดแย้งของพวกเขาในเรื่องการตัฟซีรอัล-กุรอาน ดังตัวอย่างในเรื่องนี้ก็มีในความหมายของฮะดีษของท่านนบี(ศ)ด้วย ซึ่งนอกเหนือไปจากที่อธิบายไปในบทก่อนแล้ว ก็ยังมีความขัดแย้งกันในความหมายของคำว่า “ค่อลีฟะฮฺรอชิดีน” ที่มีในรายงานบันทึกฮะดีษศ่อฮีฮฺของทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายซุนนีได้อธิบายว่า ค่อลีฟะฮฺเหล่านี้คือ สี่คนที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ หลังจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ขณะที่ฝ่ายชีอะฮฺอธิบายว่าค่อลีฟะฮฺเหล่านั้นคือสิบสองคนในบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ขณะเดียวกันเราก็ยังเห็นความขัดแย้งเหล่านั้นมีปรากฎอยู่ในทุกๆเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล กลุ่มที่อัล-กุรอานหรือท่านศาสนทูต(ศ)ระบุอย่างเจาะจงไว้ หรือที่ได้ส่งให้บรรดามุสลิมปฏิบัติตามด้วย อย่างเช่น คำกล่าวของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่ว่า

“นักปราชญ์ในประชาชาติของฉัน ประเสริฐกว่าบรรดานบีในบะนีอิสรออีล”

หรือฮะดีษที่ว่า “นักปราชญ์คือทายาทของบรรดานบี”(17)

สำหรับชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ นั้นได้ตีขลุมฮะดีษบทนี้ให้แก่บรรดานักปราชญ์ทั้งหมดในประชาชาตินี้ ในขณะที่บรรดาชีอะฮฺถือว่าฮะดีษนี้ชี้เฉพาะกับบรรดาอิมามสิบสอง ด้วยเหตุนี้ที่พวกเขายกย่องบรรดาอิมามเหนือกว่าบรรดานบีทั้งหลายยกเว้นจากบรรดาศาสนทูตระดับ อุลุล-อัซมิ



ความจริงสติปัญญาย่อมเห็นสอดคล้องกับการระบุอย่างนี้

ประการที่ 1 เนื่องจากอัล-กุรอานระบุไว้ว่า ความรู้ในเรื่องการตีความอัล-กุรอานนั้น เป็นของบรรดาผู้สันทัดในวิชาการเท่านั้น จะมิได้กับคนอื่น เช่นเดียวกัน ความรู้ในเรื่องคัมภีร์ที่ได้ตกเป็นมรดกของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงคัดเลือกไว้จากปวงบ่าวของพระองค์ ซึ่งถือว่าเป็นการระบุไว้อย่างเจาะจงเช่นกัน ขณะเดียวกันท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ระบุว่า อะฮฺลุลบัยตฺของท่านนั้นมีคุณสมบัติเฉพาะที่ไม่มีใครเทียบได้แม้สักคนเดียวในเรื่องนี้ จนกระทั่งท่านได้ให้สมญานามพวกเขาว่า “นาวาแห่งความปลอดภัย” และให้ชื่อเรียกพวกเขาว่า อิมามแห่งทางนำอันถูกต้อง ดวงประทีปอันจรัสแสงและเป็นสิ่งสำคัญอันดับสองที่สามารถปกป้องมิให้หลงผิดได้

ประการที่ 2 เพราะเหตุว่า อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ นั้นได้ให้ความเห็นคัดค้านกันกับการชี้เฉพาะอย่างนี้ของอัล-กุรอาน ซุนนะฮฺของนบี(ศ) และการยอมรับทางสติปัญญา กล่าวคือความคิดเห็นเหล่านั้น ไม่อำนวยให้พ้นจากความคลุมเครือ และไม่มีทางที่จะรู้จักนักปราชญ์ที่แท้จริง กับนักปราชญ์จอมปลอม นักปราชญ์ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงขจัดความสกปรกมลทินให้ออกพ้นไปจากพวกเขา และทรงชำระขัดเกลาให้สะอาดบริสุทธิ์กับนักปราชญ์ที่นักปกครองในตระกูลอุมัยยะฮฺและอับบาซียะฮฺกำหนดขึ้นมาให้แก่ประชาชาติ จะกล่าวให้ชัดก็คือว่า มีความแตกต่างกันกับผู้ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสอนวิทยปัญญาให้แก่พวกเขาและกับผู้ที่เรียนรู้มาในวิถีทางอันปลอดภัย

จากข้อนี้ได้ทำให้เราเข้าใจชัดเจนอีกเช่นกันว่า บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)นั้น ประวัติศาสตร์มิได้ระบุให้ทราบเลยว่า ใครเป็นครูของพวกเขาที่ได้เรียนมา นอกเหนือจากการที่ลูกเรียนจากบิดาของตนเอง ดังที่นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ได้กล่าวไว้ในตำราของพวกเขา นับเป็นรายงานบันทึกถึงความมหัศจรรย์และคุณสมบัติพิเศษของท่านอิมาม บาเก็ร(อ) ท่านอิมามศอดิก(อ) และท่านอิมามริฎอ(อ) ที่สามารถพิชิตคนมีความรู้ระดับกอฏีถึง 40 คน ด้วยความรู้ของท่านตามที่ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูน ได้เชิญคนเหล่านั้นมาเผชิญหน้ากับท่าน ทั้งๆที่ขณะนั้นท่านยังเป็นเด็กตัวเล็กๆอยู่(18)

ขณะเดียวกันเราก็ได้เข้าใจถึงความลับอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้นำมัซฮับทั้งสี่ของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ มีความขัดแย้งกันเองในปัญหาด้านฟิกฮฺ(ศาสนบัญญัติ) ทุกๆหัวข้อในท่ามกลางที่ว่า บรรดาอิมามทั้งสิบสองจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) นั้นไม่มีความขัดแย้งใดๆต่อกันแม้เพียงสักปัญหาเดียว

ประการที่ 3 เพราะว่าถ้าหากเราจะยอมเชื่อตามคำสอนของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ที่ตีขลุมว่า โองการและฮะดีษเหล่านั้น หมายถึงบรรดานักปราชญ์ของประชาชาติอิสลามทุกๆคน แน่นอนเท่ากับต้องยอมรับความคิดเห็นและมัซฮับต่างๆจำนวนมากเท่าที่กาลเวลาผ่านมาหลายต่อหลายยุคสมัย และเมื่อนั้นก็กลายเป็นว่า จะต้องมีมัซฮับจำนวนหลายพันมัซฮับ คงจะเป็นเพราะความคิดอย่างนี้กระมัง นักปราชญ์ของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จึงหาทางสะกดความเสื่อมเสียและการทำลายเอกภาพในอะกีดะฮฺโดยรีบจัดการปิดประตูการอิจญ์ติฮาดโดยสิ้นเชิงไว้ที่สมัยของมัซฮับทั้งสี่

ส่วนคำอธิบายของชีอะฮฺนั้น อ้างถึงความเป็นหนึ่งเดียวและความกลมกลืนของบรรดาอิมามดังกล่าวที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูต(ศ) ได้แต่งตั้งไว้เกี่ยวกับวิชาการทุกแขนงที่บรรดามุสลิมทุกยุคทุกสมัยถือเป็นสิ่งจำเป็น จึงไม่บังควรที่ใครๆจะอ้างตัวกล่าวพาดพิงถึงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูต(ศ) และที่จะก่อตั้งมัซฮับใดๆ แล้วบีบประชาชนให้ปฏิบัติตาม ดังนั้นความขัดแย้งของพวกเขาในปัญหานี้ยังคงมี เช่นปัญหาฮะดีษต่างๆ เรื่องอิมามมะฮฺดี(อ) ซึ่งถือว่าเป็นฮะดีษศ่อฮีฮฺบทหนึ่ง จากทั้งสองฝ่าย

แต่อัล-มะฮฺดี ตามทัศนะของชีอะฮฺนั้นเป็นที่รู้กันอย่างดี ทั้งบิดาและปู่ของท่าน ส่วนตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ นั้นยังคงไม่เป็นที่รู้อยู่ตลอดกาล แต่ว่าจะเกิดมาในช่วง “อาคิรซะมาน” (ยุคสุดท้าย) ด้วยเหตุนี้เราจึงจะเห็นได้ว่ามีคนในกลุ่มพวกเขามากมายเหลือเกินที่อ้างตนว่าเป็น อัล-มะฮฺดี ได้มีคนๆหนึ่งพูดกับข้าพเจ้า ชื่อท่าน เชคอิซมาอีล ว่า

“ท่านคืออัลมะฮฺดี ผู้ถูกรอคอย”

ท่านได้พูดอย่างนี้ต่อหน้าเพื่อนของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านคนหนึ่ง ต่อจากนั้นเขาได้รับชีอะฮฺในภายหลังจากที่สังเกตุได้ว่าคนส่วนมากในหมู่ชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺที่นั่น ตั้งชื่อลูกหลานตนเองว่า มะฮฺดี เผื่อว่าจะได้เป็นอิมามผู้ที่ถูกรอคอย และถูกสัญญาไว้

แต่ในส่วนของชีอะฮฺถือว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ลูกหลานของตนเองอ้างตัวอย่างนั้น แม้แต่การจะตั้งชื่อลูกของตนเองว่า มะฮฺดี ก็ตั้งขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อท่าน ศอฮิบบุซซะมาน(ท่านอิมามมะฮฺดี) เหมือนอย่างที่พวกเราตั้งชื่อลูกหลานของเราว่า “มุฮัมมัด” “อะลี” อย่างนี้เป็นต้น เพราะพวกเขาถือว่า การปรากฏตัวของ “อัล-มะฮฺดี” นั้น นับเป็นปาฏิหารย์อย่างหนึ่ง เพราะท่านได้ประสูติแล้วเมื่อสิบสองศตวรรษที่ผ่านมา แต่ได้หายตัวไป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงวางเฉยและปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าใครๆจะอ้างตัวเองขึ้นมาก็ตาม

นอกเหนือจากทุกอย่างเหล่านี้แล้ว อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ยังได้ขัดแย้งในเรื่องความหมายของฮะดีษที่ถือว่าศ่อฮีฮฺ จากทั้งสองฝ่าย ถึงแม้ว่าฮะดีษนั้นๆจะไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลใดๆ ดังมีตัวอย่างในฮะดีษทำนองนี้เช่น

“ ความขัดแย้งในประชาชาติของฉัน ถือเป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง(จากพระผู้เป็นเจ้า)”

ซึ่งอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ อธิบายว่าความขัดแย้งในเรื่องศาสนบัญญัติข้อใดข้อหนึ่งนั้น ถือเป็นความเมตตาสำหรับมุสลิมเรา ซึ่งสามารถเลือกเอากฎใดกฎหนึ่งมาปฏิบัติได้ตามความเหมาะสม สุดแต่จะพอใจ คือในข้อนี้ให้ถือเป็นความเมตตา เพราะถึงแม้ตัวเองจะถือมัซฮับมาลิกี แต่ถ้ามาลิกีคนเดียววินิจฉัยปัญหาหนึ่งๆไว้อย่างนั้น เขาก็ยังสามารถจะปฏิบัติตามแนวที่ อะบูฮะนีฟะฮฺ วินิจฉัยไว้ได้ เพื่อความสะดวกในเรื่องนั้นๆ ส่วนชีอะฮฺนั้นพวกเขาได้อธิบายความหมายฮะดีษนี้ไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งมิใช่อย่างนี้ พวกเขารายงานว่า : ท่านอิมามศอดิก(อ) เคยถูกถามเกี่ยวกับฮะดีษนี้(ความขัดแย้งในประชาชาติของฉันถือเป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง)

ท่าน(อ)ตอบว่า “ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)พูดด้วยความสัตย์จริง”

ผู้ตั้งคำถามจึงถามขึ้นว่า “ ถ้าหากความขัดแย้งของพวกเขาหมายถึงความเมตตา ก็แสดงว่าการรวมกันของพวกเขา ก็หมายถึงความเกลียดชังกันนะซิ”

ท่านอิมามศอดิก(อ) จึงกล่าวว่า มิได้หมายความตามที่ท่านว่าและที่พวกเขาว่า (ตามคำอธิบายนี้) อันที่จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)หมายความแต่เพียงว่า การสลับสับเปลี่ยน (อิคติลาฟ) ของคนบางกลุ่มในหมู่พวกเขาให้ไปอยู่กับคนอีกหมู่หนึ่ง หมายความว่า ให้คนหมู่หนึ่งของพวกเขาเดินทางไปหาคนอีกหมู่หนึ่งเพื่อแสวงหาความรู้เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อ หลักฐานในเรื่องนี้ คือ โองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า :

“แล้วเพราะเหตุใดจากทุกๆกลุ่มจึงไม่มีใครในหมู่พวกเขาปลีกตนออกไปเพื่อหาความรู้ทางศาสนาแล้วจะได้ตักเตือนพรรคพวกของตนเองเมื่อได้กลับมา เพื่อพวกเขาจะได้ระมัดระวังตน” (อัต-เตาบะฮฺ /22)

หลังจากนั้นท่าน(อ) ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ถ้าหากพวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องศาสนา พวกเขาจะกลายเป็นพรรคพวกของอิบลิซ”

นี่คือ สิ่งที่เราเห็นด้วย นับเป็นการอธิบายที่ต้องยอมรับ เนื่องจากเป็นการเรียกร้องไปสู่เอกภาพด้านความเชื่อ มิใช่สู่ความขัดแย้งจนถึงกลายเป็นความคิดและมัซฮับอย่างหลากหลายที่มุ่งแก้ปัญหานี้ตามความเห็นของตน และห้ามการกระทำอย่างนั้น ด้วยการวินิจฉัยของตน ฝ่ายหนึ่งจะกล่าวว่าเป็นมักรุฮฺ(ข้อพึงรังเกียจ) ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่าเป็นมุซตะฮับ(ความชอบ) อีกฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า เป็นวาญิบ(ข้อบังคับ)(19)

ในแง่ของภาษาอรับนั้น มีความหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง ระหว่างคำพูดของเรา เช่น “อิคตะลัฟตุ อิลัยกะ” และ “อิคตะลัฟตุ มะอะกะ” คือถ้าเราพูดว่า “อิคตะลัฟตุ อิลัยกะ” จะหมายถึง “ฉันมุ่งหมายมายังท่าน” แต่ถ้าเราพูดว่า “อิคตะลัฟตุ มะอะกะ” จะหมายถึง “ฉันไม่เห็นด้วยกับท่าน”