บทนำ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ผู้ทรงประทานทางนำ และประทานจิตเจตนา อีกทั้งความสงบให้แก่เรา ผู้ทรงประทานความดีทุกประการ และความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ปวงบ่าวของพระองค์เพื่อได้เป็นผู้มีคุณธรรม บุคคลใดมอบหมายตนต่อพระองค์ พระองค์ก็จะทรงปกป้องและพิทักษ์เขาจนพ้นจากแผนการของพวกมารชัยฏอนและคนใดหันห่างจากหนทางของพระองค์ก็จะเป็นผู้ขาดทุน ขอความจำเริญและความสันติสุขพึงมีแด่ผู้ถูกแต่งตั้งให้เป็น “ความเมตตา” แก่สากลโลก เป็นผู้ช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่ และผู้ถูกริดรอนสิทธิ เป็นที่รักของคนยากไร้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) โดยปรารถนาในสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ปวงบ่าวผู้มีสัจจะของพระองค์

และแด่วงศ์วานของท่านผู้ประเสริฐทั้งหลาย ซึ่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ยกฐานะของพวกเขาให้สูงส่งเหนือมนุษย์ทั้งมวล เพื่อเขาได้เป็นผู้ชี้นำหมู่ชนผู้เรียนรู้ และเป็นดวงประทีปที่ให้ทางนำสำหรับทุกคนที่อยู่กับทางนำ เป็นลำนาวาที่ให้ความปลอดภัย คนใดที่ปฏิเสธก็จะพินาศ

หลังจากนี้ ขอความพึงพอพระทัยและความชื่นชมจากพระองค์แด่บรรดาสาวกของท่านผู้ซื่อสัตย์ที่ให้สัตยาบันและสนับสนุนท่าน อีกทั้งไม่เป็นผู้ผิดสัญญา และยึดมั่นสัญญาภายหลังจากท่าน ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่พลิกผันโดยพวกเขาเป็นหมู่ชนที่ขอบพระคุณ

และขอให้มีแด่ผู้ที่ปฏิบัติตามเขาเหล่านั้นโดยดี และดำเนินชีวิตตามการชี้นำของพวกเขา นับจากรุ่นแรกและรุ่นสุดท้าย นับจากวันที่ท่านนบี(ศ) วะฟาต และวงศ์วานของท่าน(ศ) จนถึงวันตัดสิน

ข้าแต่พระผู้อภิบาล ได้โปรดทำให้หัวใจของข้าพระองค์กระจ่างแจ้ง และได้โปรดทำให้งานของข้าสะดวก และได้โปรดทำให้เงื่อนปมที่ลิ้นของข้าคลี่คลาย ให้เขาเหล่านั้นเข้าใจคำพูดของข้า ข้าแต่พระผู้อภิบาล ได้โปรดเปิดสายตาอันชัดแจ้งแก่ทุกคนที่อ่านหนังสือของข้า ให้พวกเขาได้เห็นความจริงที่พระองค์ชี้นำปวงบ่าวของพระองค์ผู้มีความบริสุทธิ์ใจ

หลังจากที่หนังสือของข้าพเจ้าเล่มแรก “ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ ” ได้พบกับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากท่านผู้อ่าน ซึ่งเขาเหล่านั้นได้เสนอขอสังเกตที่สำคัญบางประการ อีกทั้งได้ขอร้องให้เพิ่มรายละเอียดในปัญหาต่างๆที่บรรดามุสลิมทั้งซุนนะฮฺและชีอะฮฺยังขัดแย้งกันอยู่ เพื่อม่านบังตาจะได้ถูกถอดถอนออกไปจนไม่เหลือความคลุมเครือใดๆไว้ให้แก่ผู้ที่ต้องการวิเคราะห์ และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรวบรวมหนังสือเล่มนี้ด้วยแนวทางเดิม เพื่อสะดวกแก่ผู้ศึกษาที่มีใจเป็นธรรม ในการที่จะเข้าถึงความเป็นจริงจากวิถีทางต่างๆรวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันที่ข้าพเจ้าได้นำกระบวนการวิเคราะห์และหลักฐานประกอบเข้ามาอ้างอิงด้วย และได้ให้ชื่อเพื่อให้แสวงหาความจำเริญจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ว่า

“ขออยู่กับผู้สัตย์จริง”

เพราะมีโองการของพระองค์ที่ว่า

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และจงอยู่กับบรรดาผู้สัจจะ”

ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมีความสัตย์ยิ่งกว่า มุฮัมมัด(ศ) และอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) ของท่าน(ศ) ในหมู่มุสลิมจะมีใครบ้างที่จะปฏิเสธว่า ไม่ยอมอยู่กับบรรดาผู้มีความสัตย์เหล่านี้ ซึ่งจะพบว่าตัวเองนั้นห่างไกลเสียเหลือเกินจากหนทางอันเที่ยงตรง เพราะต้องเป็นผู้ที่ถูกกริ้วหรือจะต้องเป็นพวกที่หลงผิด

นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้ายอมรับอยู่เป็นการส่วนตัวและเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าพยามอธิบายแก่บุคคลอื่นตามที่ข้าพเจ้ามีความสามารถจะกระทำได้ โดยปราศจากการยึดความคิดของตัวเองเป็นหลัก แต่จะประกอบไปด้วยการให้ความยอมรับต่อความคิดเห็นของคนอื่น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)องค์เดียวเท่านั้นทรงเป็นผู้ชี้นำและทรงเป็นผู้คุ้มครองบรรดาผู้มีคุณธรรม ขณะเดียวกันได้มีคนบางกลุ่มตอบโต้ชื่อหนังสือเล่มแรกของข้าพเจ้า “ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ” โดยอ้างว่าเป็นการลบหลู่แก่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ เพราะถ้าหากพวกเขาไม่ได้รับทางนำก็เท่ากับว่า พวกเขาอยู่ในความหลงผิด (ฎ่อลาละฮฺ) สำหรับการตอบโต้ดังกล่าวนี้ ข้าพเจ้าจะขอตอบ ณ ที่นี้

ประการที่ 1 ในอัลกุรอาน อันทรงเกียรติ ได้มีคำว่า “หลงผิด” (ฎ่อลาละฮฺ) ที่ให้ความหมายว่า “หลงลืม” โดยโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่ว่า

“ เขากล่าวว่าความรู้ในเรื่องนั้น อยู่ ณ พระผู้อภิบาลของฉันในคัมภีร์ ซึ่งพระผู้อภิบาลของฉันไม่หลงผิดและไม่ลืม” ( ฏอฮา / 52 )

และอีกโองการหนึ่งที่ตรัสว่า

“ เพื่อว่าหากนางหนึ่งจากทั้งสองหลงลืม คนหนึ่งจะได้ช่วยเตือนความจำให้แก่อีกคนหนึ่งได้ “ (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 282 )

ขณะเดียวกัน ในอัลกุรอาน ใช้คำว่า “หลงผิด” ที่ให้ความหมายว่า “แสวงหาและตรวจสอบ” ตรัสเพื่อเป็นการบอกเล่าแก่ศาสนทูตของพระองค์(ศ)ผู้ทรงเกียรติว่า “และได้ทรงพบว่าเจ้านั้นเป็นผู้แสวงหา ดังนั้นจึงทรงชี้นำ”( อัฎ-ฎุฮา / 7 )

หมายความว่า พระองค์ทรงพบว่าเจ้ากำลังแสวงหาสัจธรรม จึงทรงชี้นำเจ้า เพราะเป็นที่รู้กันว่า ชีวประวัติของท่านศาสดา(ศ) นั้น ก่อนได้รับวะฮฺยูท่านผละจากพรรคพวกในเมืองมักกะฮฺ ไปอยู่ตามลำพังในถ้ำฮิรอฮ์ หลายคืนเพื่อแสวงหาสัจธรรม

ในความหมายนี้เช่นกัน ที่ท่านนบี(ศ) ได้กล่าวว่า “วิทยปัญญา คือของตกหล่นสำหรับมุอ์มิน ไม่ว่าเขาจะพบมันที่ใดเขาจะเอามันไว้เสมอ” ดังนั้น ชื่อของหนังสือนี้จึงถูกตีความไปตามความหมายนี้ “ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ” หลังจากที่ข้าพเจ้าได้แสวงหาสัจธรรม อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ทรงชี้นำข้าพเจ้าไปยังสิ่งนี้

ประการที่ 2 ก็คือเมื่อเราได้อ่านโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่ตรัสว่า

“และแท้จริงฉันเป็นผู้ให้การอภัยแก่ผู้กลับตัว และศรัทธา และการกระทำการงานที่ดี หลังจากนั้น เขาก็ได้รับทางนำ”

เราจึงไม่รู้ว่าความหลงผิดจะได้แก่คนที่ยังมิได้รับทางนำ เพราะว่าผู้ที่กลับตัวแล้วเป็นมุอ์มินแล้ว และกระทำความดีแล้ว จะถือว่าเขาเป็นคนหลงผิดมิได้ (ถึงแม้ว่าเขาจะยังมิได้รับการชี้นำในเรื่อง วิลายะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ.) ก็ตาม)



ประการที่ 3 ตามสมมุติฐานที่ว่า ผู้ใดที่ยังมิได้รับทางนำในเรื่องของวิลายะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ.) เขาจะเป็นคนหลงผิด ตามความหมายของความหลงผิดที่ตรงข้ามกับการชี้นำ อันควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว มันคือเรื่องที่คนส่วนมากหลีกเลี่ยงและไม่ต้องการจะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนี้ ด้วยจิตใจที่มีความปิติยินดี และรับภาระต่อสัจธรรมถึงแม้ว่าจะขมขื่นก็ตามถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ความหมายจากคำพูดของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ตอนนี้จะเป็นอย่างไร?

“ฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่ของพวกท่านซึ่งสิ่งสำคัญยิ่งสองประการ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเชื้อสายของฉัน อะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ทราบใดที่พวกท่านยึดถือสองสิ่งนี้ พวกท่านจะไม่หลงผิดเด็ดขาด”

ดังนั้น ฮะดีษนี้จึงอธิบายให้ความกระจ่างชัดว่า อันคนหลงผิดนั้นก็ได้แก่ผู้ที่ไม่ยึดถือสองสิ่งนั้นพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายอมรับว่าตนเป็นคนหลงผิดเสมอ และได้รับทางนำโดยความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เมื่อได้ยึดคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และเชื้อสายของท่านศาสนทูต(ศ) ดังนั้น มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ซึ่งทรงนำทางเราเข้าสู่สิ่งนี้ และเรามิอาจรับทางนำได้ หากมิใช่เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงนำทางเรา โดยแน่นอนยิ่ง บรรดาศาสนทูตแห่งพระผู้อภิบาลของเราได้นำสัจธรรมมาแล้ว

ดังนั้น หนังสือของข้าพเจ้าทั้งเล่ม 1 และ เล่ม 2 ได้รับการตั้งชื่อตามคัมภีร์อัลกุรอาน เพราะนั่นหมายถึงพจนารถที่มีสัจจะยิ่งและดียิ่ง ทุกประการที่ข้าพเจ้าได้รวบรวมไว้ในหนังสือทั้งสองเล่ม หากไม่เป็นความจริงโดยแท้ทั้งสิ้นก็ถือได้ว่า ใกล้เคียงความจริงที่สุด เพราะมันเป็นหลักฐานที่สอดคล้องกัน ทั้งซุนนะฮฺและชีอะฮฺ และที่รับรองจากทั้งสองฝ่ายแล้วว่า “ศอฮีฮฺ” กล่าวคือได้ผลลัพธ์มาเป็นหนังสือสองเล่ม “ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ” และ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” ด้วยการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)

ต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ข้าพเจ้าขอว่า โปรดได้นำทางประชาชาติของมุฮัมมัด(ศ) โดยรวมพวกเขาทั้งมวลเข้าด้วยกัน เพื่อได้เป็นประชาชาติที่ประเสริฐ และปฏิบัติตามการนำของผู้มีความรู้ เพื่อไปยังแสงสว่างและทางนำโดยการนำของท่านอิมามอัลมะฮฺดี (อฺ) ซึ่งปู่ทวดของท่าน(ศ) ได้สัญญาต่อพวกเราไว้ว่า ท่านจะมาทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยความยุติธรรมและเที่ยงธรรม เหมือนดังที่ความอธรรมและความชั่วร้ายเคยเต็มอยู่แต่ก่อน เพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะประทานความสมบูรณ์แก่แสงสว่างของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ถึงแม้ว่าพวกปฏิเสธจะชิงชังก็ตาม

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ ขอความจำเริญและความสันติพึงมีแด่ผู้ประเสริฐแห่งบรรดาศาสนทูต ท่าน ซัยยิดินา เมาลานา มุฮัมมัด(ศ) และแด่วงศ์วานของท่านผู้ประเสริฐ ผู้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งหลาย

ในเมื่อศาสนานั้น ในขั้นแรกขึ้นอยู่กับหลักความเชื่อต่างๆที่ประกอบขึ้นมาเป็นกระบวนการความคิด และความรู้ซึ่งผู้ถือศาสนานี้หรือศาสนาไหนๆก็เลื่อมใสศรัทธาเช่นกัน เพราะมีความเชื่อบางประการที่ถูกยอมรับ ยอมจำนนโดยปราศจากหลักฐานใดๆทางวิชาการ หรือทางสติปัญญา ทั้งนี้ด้วยเหตุว่า วิชาการ และสติปัญญานั้น เป็นสิ่งถูกจำกัด ดังนั้น เมื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเป็นผู้ซึ่งไม่ถูกจำกัดอยู่ด้วยกาลเวลาและสถานที่ และวิชาการความรู้ของพระองค์มิได้ถูกล้อมขอบเขตไว้ อีกทั้งสติปัญญา ถือว่าจำเป็นแก่ผู้ปฏิบัติตามไม่ว่าศาสนาใดที่จะต้องศรัทธาและต้องเชื่อ ผูกมัดตนไว้ด้วยเรื่องต่างๆอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่รับกับมาตรการทางด้วยความรู้และสติปัญญา ยกตัวอย่างเช่น การที่ไฟเป็นสิ่งเย็น และให้ความสันติ ในขณะที่วิชาการและสติปัญญาให้ความเชื่อตรงกันว่ามันจะต้องร้อนและยังความเสียหาย หรือการสับนกเป็นชิ้นๆแล้วแยกส่วนนำไปกระจายไว้ตามภูเขา หลังจากนั้น มันถูกเรียก แล้วก็ได้บินมาอย่างอุตสาหะได้ ขณะที่วิชาการและสติปัญญายืนยันว่า มันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย หรือการรักษาคนตาบอด คนเป็นโรคเรื้อน คนเป็นใบ้ ด้วยเพียงการลูบของท่านนบีอีซา(อฺ) ยิ่งกว่านั้น ยังมีการชุบชีวิตคนตายให้เป็นขึ้นมาอีก ในขณะที่วิชาการและสติปัญญาไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆมากล่าวได้ ปัจจุบันนี้ จุดที่สติปัญญา และวิชาการเข้าถึงก็คือ จุดแห่งความแปรผันจากสายตาของคนดีเป็นคนสายตาที่ตายแล้ว หรือจากหัวใจที่ดีๆเป็นหัวใจที่ตายแล้ว หรืออวัยวะที่ดีๆเป็นอวัยวะที่ตายแล้ว นั่นคือ ดังที่เราได้ทราบว่า มีข้อแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงระหว่างเหตุการณ์ทั้งสองนั้น นี่คือการที่คนตายเปลี่ยนเป็นคนมีชีวิต ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเปลี่ยนจากการมีชีวิตไปเป็นคนตาย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือฝ่ายหนึ่งได้รับการแก้ไขปรับปรุง แต่อีกฝ่ายหนึ่งถูกทำลาย ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเตือนสำทับแก่มนุษย์มาตลอดสมัยแล้วว่า

“โอ้มนุษย์เอ๋ย อุทาหรณ์หนึ่งได้ถูกหยิบยกมาแล้ว ดังนั้นจงฟัง แท้จริงสิ่งที่พวกสูเจ้าวิงวอนขอ นอกเหนือจากอัลลอฮฺนั้นไม่สามารถจะสร้างแมลงวันสักตัวได้เลย ถึงแม้นว่า พวกเขาจะร่วมกันทั้งหมดก็ตาม” (อัล- ฮัจญ์ / 73)

ตัวอย่างดังกล่าวนี้ มีความเกี่ยวพันกับทุกฝ่าย ทั้งมุสลิม ยิว และนะศอรอ ที่อยู่กับความเชื่อของตน นั่นคือ สิ่งที่ห่างไกลจากมาตรฐานทางวิชาการและสติปัญญา อย่างไม่ต้องสงสัย

อันที่จริงแล้ว ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงแสดงปฏิหารย์และสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆแก่บรรดานบีของพระองค์ และบรรดาศาสนทูตของพระองค์ ก็เพื่อให้มนุษย์มีความเข้าใจว่า สติปัญญาของพวกเขานั้น ถูกจำกัดต่อการรับรู้ และการเข้าถึงสิ่งต่างๆทั้งปวง เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)มิได้มอบวิชาความรู้อะไรให้แก่พวกเขาเลย นอกจากเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพื่อจะได้ใช้สิ่งนี้ในการให้เป็นประโยชน์และความสมบูรณ์ตามเหตุผลอันควรจะมีสำหรับพวกเขาเท่านั้น จึงมีคนเป็นส่วนมากที่ปฏิเสธความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และส่วนมากคัดค้านการมีอยู่ของพระองค์ พวกเขาลำพองใจว่าตนเองมากด้วยความรู้และสติปัญญาจนกระทั่ง เคารพภักดีสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นี่คือทั้งๆที่มีความรู้เพียงเล็กน้อย และสติปัญญาอันถูกจำกัด แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าพระองค์ทรงประทานวิชาความรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่พวกเขา มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ พระผู้อภิบาลของเราผู้ทรงสูงสุดยิ่ง ผู้ทรงสร้าง และทรงทำให้สมดุล ผู้ทรงกำหนดและทรงนำทาง

ด้วยเหตุจากทุกประการเหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงรวบรวมหนังสือของข้าพเจ้าเล่มนี้ขึ้นมา จากส่วนหนึ่งของหลักความเชื่อในอิสลาม ที่มีบันทึกอยู่ให้ อัลกุรอาน อันทรงเกียรติ และซุนนะฮฺนบีอันประเสริฐ เพื่อเป็นการผ่อนคลายความขัดแย้งในกลุ่มและนิกายต่างๆของอิสลาม ตามพื้นฐานวิชาการว่าด้วยการวิเคราะห์และวิชาการทางด้านปรัชญาที่วัฒนธรรมอรับได้ผลิตมาให้เป็นมรดกหนึ่ง ซึ่งเราจะไม่พบเห็นแนวทางอันนี้ปรากฏอยู่ในศาสนาอื่นๆ และมิใช่เฉพาะแต่เพียงของคนอรับเท่านั้น หากแต่บรรดามุสลิมทั้งหมด จะผ่านการดำเนินชีวิตด้วยการวิเคราะห์ การค้นหา และศึกษาดิ้นรน ในวิถีทางอันว่าด้วยหลักความเชื่อของมุสลิม

ข้าพเจ้ามิได้พูดเกินความจริง ในอันที่จะกล่าวว่า หลักความเชื่อของอิสลามตามกระบวนการของมันนั้น ย่อมเป็นที่ยอมรับของวิชาการและสติปัญญาทั้งสิ้น แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า ขัดแย้งกับที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาก่อนแล้ว ทั้งนี้เพราะสติปัญญาและวิชาการของมุสลิมจะยอมรับต่อข้อบัญญัติจาก อัลกรุอานและฮะดีษของท่านนบี(ศ) ที่เที่ยงแท้ในกิจการใดๆก็ตามที่สติปัญญาและวิชาการเข้าไม่ถึงด้วยการใช้หลักการเปรียบเทียบของพวกเขา

บทพื้นฐานอันหนึ่ง หนังสือของข้าพเจ้าจะนำรายละเอียดมาวิเคราะห์ในตอนแรกเฉพาะในหลักความเชื่อของอะฮฺลิซซุนนะฮฺและชีอะฮฺในอัลกุรอาน อันทรงเกียรติ และซุนนะฮฺนบี(ศ) หลังจากนั้น ก็จะอธิบายความเชื่อต่างๆที่พวกเขาขัดแย้งกันและประณามซึ่งกันและกันโดยไม่ยอมโอนอ่อนให้แก่กัน ขอต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้โปรดประทานความประสงค์ให้แก่เราทั้งมวลเพื่อสิ่งที่พระองค์ทรงรักและทรงพอพระทัย และทรงรวบรวมพลังของมุสลิมทั้งหมดเข้าเป็นเอกภาพ แท้จริงพระองค์มีความสามารถที่จะรวบรวมพวกเขาเหล่านั้นให้เข้ากันได้ หากพระองค์ทรงประสงค์



อัล-กุรอานในทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ และชีอะฮฺอิมามียะฮฺ

อัลกุรอานในทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ และชีอะฮฺ อิมามียะฮฺ หมายถึงพระพจนารถของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ถูกประทานลงมาแด่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และหมายถึงกุรอานที่ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆมากล้ำกลาย ไม่ว่าจากเบื้องหน้าและเบื้องหลัง อันเป็นธรรมนูญสูงสุดของมวลมุสลิม ทั้งในแง่ของบทบัญญัติ ในแง่ของการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า(อิบาดะฮฺ) และในแง่ของหลักศรัทธาทั้งหลาย ผู้ใดที่สงสัยหรือลบหลู่คัมภีร์นี้ถือว่า หมดสภาพจากการนับถือศาสนาอิสลาม ดั้งนั้น บรรดามุสลิมทั้งหลาย มีความเชื่อตรงกันในเรื่องของความบริสุทธิ์และให้ความเคารพต่อคัมภีร์ และถือว่า ไม่มีใครสัมผัสคัมภีร์ได้นอกจากผู้บริสุทธิ์

แต่บรรดามุสลิมทั้งหลาย มีความแตกต่างกันในด้านการตัฟซีรให้ความหมายและการตีความอัล-กุรอาน บรรดาชีอะฮฺถือว่า การตัฟซีร และการตีความนั้น ต้องย้อนกลับไปยึดถือตามแนวทางของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) แต่บรรดาอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น ถือว่าให้ยึดถือตามแนวของศ่อฮาบะฮฺ หรืออิมามทั้งสี่ท่านใดท่านหนึ่ง ในสี่มัซฮับเป็นหลัก

เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะต้องเกิดความความแตกต่างกันในด้านอะฮฺกาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของหลักนิติศาสตร์ และในเมื่อปรากฏว่า ยังมีความแตกต่างกันระหว่างมัซฮับทั้งสี่ จากสำนักอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺอย่างแจ้งชัด แล้วจะแปลกอะไรกับการที่จะมีความแตกต่างกันในระหว่างมัซฮับเหล่านั้นกับสำนักชีอะฮฺอย่างชัดแจ้งขึ้นไปอีก

ดังที่ข้าพเจ้าได้เกริ่นไว้แต่ตอนต้นแล้วว่า จะไม่พยายามหยิบยกเรื่องใดๆมาตีแผ่ นอกเสียจากบางข้อเพื่อเป็นตัวอย่างเพื่อสรุป จึงเป็นหน้าที่สำหรับผู้สนใจที่จะศึกษาวิเคราะห์ ซึ่งจำเป็นจะต้องศึกษาอย่างลึกซึ้ง เพื่อแยกแยะสาระสำคัญต่างๆให้ได้อย่างถ่องแท้ตามความสามารถ

ชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ และชีอะฮฺ มีความเชื่อตรงกันที่เกี่ยวกับกรณีที่ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้สาธยายอะฮฺกามต่างๆทุกประการในอัลกุรอาน และได้อธิบายทุกๆโองการของอัลกุรอานแก่บรรดามุสลิม แต่เขานั้นมีความขัดแย้งกันในประเด็นของตัวบุลคลที่ถ่ายทอดการตัฟซีร และการตีความให้แก่พวกเขาในสมัยหลังจากที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)วะฟาตแล้ว ดังที่ชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ กล่าวว่า

“สำหรับเรื่องการตัฟซีรต้องถือว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺทั้งหมด คือผู้มีสิทธิเป็นชั้นที่หนึ่ง ต่อจากนั้นก็ได้แก่บรรดานักปราชญ์ของประชาชาติอิสลาม ส่วนในเรื่องของการตีความ (ตะอฺวีล) นั้น ส่วนใหญ่ถือว่าไม่มีใครสามารถรู้เรื่องการตีความได้ นอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เท่านั้น”

นี่คือประเด็นปัญหาของการสนทนาระหว่างข้าพเจ้ากับท่านเชค อัซซิฆวานี นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงยิ่ง ชาวตูนิซ เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าขอให้ท่านอธิบายความเกี่ยวกับฮะดีษที่ว่า นบีมูซา(อ)ขัดขืนมะลาอิกะฮฺ ตามที่ท่านบุคอรี ท่านมุสลิม นำมาบันทึกไว้ (1) ปรากฏว่า เชค ซิฆวานี ผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาและอธิบาย “อัลบุครี” ตอบข้าพเจ้าทันควันเลยว่า

“ใช่ ฮะดีษนี้มีบันทึกอยู่ใน ศ่อฮีฮฺ อัลบุคอรี และเป็นเรื่องที่มีหลักฐานถูกต้องจริง (ศ่อฮีฮฺ) และเรื่องราวทั้งหมดที่ท่านบุคอรีรวบรวมไว้นั้นจะต้องไม่มีข้อสงสัย”

ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจฮะดีษนี้เลย ท่านพอจะอธิบายให้แก่พวกเราได้ไหม ?” ท่านตอบว่า “ศ่อฮีฮฺบุคอรี ก็เหมือนกับกิตาบุลลอฮฺ (อัลกุรอาน) อันใดที่ท่านเข้าใจก็เข้าใจไป แต่ถ้าอันใดที่ท่านไม่เข้าใจ ก็ต้องยกเรื่องนั้นๆให้กับอัลลอฮฺ(ซ.บ.)”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “อะไรเป็นหลักฐานประกอบเรื่องนี้ ? ในเมื่อเราจำเป็นจะต้องเข้าใจกิตาบุลลอฮฺ” ท่านตอบ(โดยยกโองการอัลกุรอาน) ว่า “บิสมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรรอฮิม พระองค์ทรงได้ประทานคัมภีร์ให้แก่พวกสูเจ้าในนั้นมีโองการต่างๆอันมีข้อความแจ้งชัดเป็นแม่บทของพระคัมภีร์ และโองการที่เป็นนัยต่างๆ สำหรับพวกที่มีความพลิกแพลงในหัวใจ ก็จะพยายามติดตามข้อความที่เป็นนัยเพื่อแสวงหาข้อผิดพลาด และแสวงหาการตีความ แต่จะไม่มีใครรู้เรื่องการตีความโองการนั้นๆได้ นอกจากอัลลอฮฺ” (อาลิอิมรอน / 7 ) (2)

ข้าพเจ้าได้อ่านโองการนี้ไปพร้อมๆกับท่าน พอจะอ่านต่อจากคำว่า “อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ว่าและบรรดาผู้สันทัดในวิชาการ”

ท่านก็ร้องขึ้นว่า “หยุดตรงที่คำว่า “นอกจากพระองค์อัลลอฮฺ” เพราะหลังจากคำนี้มีเครื่องหมายให้หยุด”

ข้าพเจ้ากล่าวขึ้นว่า “โอ้ท่าน ก็ตัว “วาว” ตัวนี้เป็น “วาวอะฏอฟ” ซึ่งต้องเชื่อมต่อไปถึงคำว่า ผู้สันทัดในวิชาการด้วย”

ท่านกล่าวว่า “ไม่ได้ นั่นมันเป็นประโยคใหม่ นั่นคือ และบรรดาผู้สันทัดได้กล่าวว่า พวกเราศรัทธามั่นต่อมันทุกประการที่มาจากพระผู้อภิบาลของเรา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจเรื่องการตีความก็ตาม”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “โอ้ท่านผู้มีความรู้อันสูงส่ง ท่านยอมรับการอธิบายเช่นนี้ได้อย่างไร ?”

ท่านกล่าวว่า “ก็เพราะว่ามันเป็นการอธิบายที่ถูกต้องนะซิ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เป็นไปได้อย่างไรที่อัลลอฮฺจะทรงประทานถ้อยคำที่ไม่มีใครรู้ความหมายนอกจากพระองค์เอง? มีเหตุผลอะไรถึงเป็นอย่างนั้น? ก็ในเมื่อทรงบัญชาให้พวกเราศึกษาอัล-กุรอาน ทำความเข้าใจเกี่ยวกับมัน ยิ่งกว่านั้นยังท้าทายมนุษย์ว่าให้แต่งเองขึ้นมาให้เหมือนอัล-กุรอานสักโองการ หรือสักบท ครั้นหากไม่มีใครสามารถเข้าใจความหมายของมันนอกจากพระองค์ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องท้าทาย”

เชคซิฆวานี ได้หันไปยังพรรคพวกที่มากันพร้อมกับข้าพเจ้า

ท่านได้กล่าวกับพวกเขาว่า “พวกท่านพาคนที่ต้องการจะเอาชนะฉัน มิได้ต้องการจะได้อะไรจากฉัน”

หลังจากนั้นท่านก็ได้ขอตัวกลับ พลางกล่าวว่า “ฉันป่วยอยู่ พวกท่านอย่ามาเติมอาการป่วยให้ฉันเลย”

ครั้นเมื่อพวกเราลาจากท่านมาแล้ว มีอยู่คนหนึ่งที่ขุ่นเคืองข้าพเจ้าในขณะที่สี่คนที่เหลือต่างเข้าข้างข้าพเจ้า เพราะการสนทนาเมื่อตะกี้นี้ ได้ทำให้พวกเขากระจ่างชัดขึ้นว่า ท่านเชค ไม่มีหลักฐานใดๆหักล้างได้ตามเหตุผลของพวกเขา

ขอกลับมาพูดถึงหัวข้อในประเด็นต่อไป คือชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺนั้น เชื่อถือว่า ไม่มีการตีความอัล-กรุอาน เนื่องจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)องค์เดียวเท่านั้นที่ทรงรู้จักการตีความ

ส่วนพวกชีอะฮฺนั้น ถือว่า บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) เป็นพวกที่ทรงสิทธิ์ในการอธิบายอัล-กุรอานและการตีความ กล่าวคือ อะฮฺลุลบัยตฺ(อ) เป็นบรรดาผู้สันทัดในวิชาการ และเป็น อะฮฺลุซซิกรฺ ตามที่อัลลอฮฺทรงบัญชาให้พวกเราย้อนกลับไปหา

ดังโองการที่ว่า “พวกสูเจ้าทรงถามอะฮฺลุซซิกรฺเถิด ถ้าหากพวกสูเจ้าไม่รู้” (อัน-นะฮฺลุ / 43)(3)

และถือว่า อะฮฺลุลบัยตฺ(อ) คือพวกที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงคัดเลือกไว้และทรงมอบมรดกความรู้แห่งคัมภีร์ไว้กับพวกเขา ดังโองการที่ว่า

“ หลังจากนั้น เราได้มอบมรดกแห่งคัมภีร์แก่บรรดาผู้ที่เราได้คัดเลือกไว้จากปวงบ่าวของเรา” (อัล- ฟาฏิร / 32)