ตำแหน่งอิมามในอัลกุรอานและซุนนะฮฺ
 
๒. สงครามตะบูก

ในหนังเศาะฮีบุคอรีย์ มุสลิม มุสนัดฏะยาลิซซีย์ อหฺมัดบินหันบั้ล สนันติรฺมิซีย์ อิบนุมาญะฮฺ และหนังสืออ้างอิงอื่นๆได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ แต่จะเลือกกล่าวเฉพาะคำพูดของ ท่านบุคอรีย์ ซึ่งได้บันทึกไว้ว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวกับท่านอิมามอะลี ว่า

انت مني بمنزلة هارون من موسي الاّانّه ليس نبي بعدي
“ท่านกับฉันอยู่ในฐานะเดียวกันกับฮารูนและมูซาเว้นเสียแต่ว่าภายหลังจากฉันจะไม่มีนบีอีก”

ในตอนท้ายของหะดีษเศาะฮีมุสลิมบันทึกไว้ว่า “الاّانّه لانبي بعدي”
อิบนุสะอฺด์ได้บันทึกไว้ใน เฏาะบะกอตของเขาจากคำพูดของ บัรฺรอ บินอาซิบ และซัยดฺบินอัรฺกอมว่า “เมื่อสงครามตะบูกได้เริ่มต้นขึ้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า “คงต้องเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดให้ฉันอยู่ในมะดีนะฮฺ หรือว่าท่าน” แต่ทว่าท่านศาสดาได้เลือกให้ท่านอะลีเป็นตัวแทนของท่าน ส่วนท่านได้ออกไปเผชิญกับบรรดามุชริกีน

หลังจากการตัดสินใจของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้มีบางคนพูดว่า ท่านศาสดาไม่พอใจท่านอะลีจึงปล่อยให้อยู่ในมะดีนะฮฺ ไม่อนุญาตให้ออกสงคราม เมื่อท่านอะลีได้ยินคำพูดเช่นนั้น ท่านจึงไปหาท่านศาสดา เมื่อท่านศาสดาได้เห็นท่านอะลีจึงถามขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้นหรือ ? ท่านอะลีตอบว่า ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ฉันได้ยินคนพูดว่า ท่านไม่พอใจฉันจึงไม่อนุญาตให้ฉันออกไปสงครามด้วย ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ยิ้มและกล่าวว่า “โอ้อะลีเจ้าไม่ชอบหรอกหรือที่ฐานะของเจ้าสำหรับฉัน อยู่ในฐานะเดียวกันกับฮารูนสำหรับมูซาเพียงแต่ว่าภายหลังจากฉันจะไม่มีนบีอีก” อะลีตอบว่า ฉันปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น
ยารอซูล ท่านศาสดา ได้กล่าวต่ออีกว่า แน่นอนฐานะของท่านเป็นเช่นนั้น[13]

จุดประสงค์ของคำว่า มินนี (مِنّي) ในหะดีษของศาสดา

คำว่า มินนี ที่ปรากฏในหะดีษ “اَنْتَ مِنّي بِمَنْزِلَةِ هَارُوْنَ مِنْ مُوسي” นั้นสามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ของท่านศาสดาได้อย่างชัดเจนในหะดีษบทอื่นๆ ของท่าน ซึ่งในความหมายคือ ท่านฮารูนมีส่วนร่วมในตำแหน่งการเป็นศาสดาของท่านศาสดามูซา (อ.) มีส่วนร่วมและเป็นเพื่อนท่านศาสดามูซา ในการเผยแพร่อหฺกามของพระผู้เป็นเจ้า ท่านอะลีก็เช่นเดียวกันเนื่องจากว่าหะดีษมันซิลัต ได้บ่งบอกฐานะภาพของท่านสำหรับท่านศาสดาว่าอยู่ในฐานะเดียวกันกับท่านฮารูนและมูซายกเว้นตำแหน่งนุบูวัต ฉะนั้นฐานะภาพของท่านอะลีเมื่อเทียบกับท่านฮารูนก็ คือ การเป็นเพื่อนผู้ช่วยเหลือท่านศาสดา ในการเผยแพร่สารธรรมคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า

เหมือนกันจุดประสงค์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่ใช้คำว่า มินนี เมื่อตอนกล่าวสุนทรพจน์ ณ ทุ่งอะรอฟะฮฺ ในหัจญตุ้ลวะดาได้ให้ความชัดเจนเป็นอย่างดีท่านกล่าวว่า

علي مني وانا من علي لايؤدي عني الا انا وعلي
“อะลีมาจากฉัน และฉันมาจากอะลี หน้าที่ของฉันนอกจากฉันและอะลีแล้วไม่มีใครทำได้”[14]

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ)ได้ชี้ให้เห็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของคำว่า มินนี ในหะดีษว่าแท้จริงแล้วท่านอะลีนั้นอยู่ในฐานะของผู้เผยแพร่อหฺกามของอัลลอฮฺ (ซบ.) อยู่ในฐานะเดียวกับนบีซึ่งทำหน้าที่เผยแพร่อหฺกามแก่ประชาชนโดยไม่ตรงผ่านสื่อกลาง นอกจากนี้แล้วยังมีหะดีษบทอื่นๆที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ใช้คำว่า มินนี กับท่านอะลีอีกซึ่งชี้ให้เห็นความหมายตามกล่าวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นอย่างเช่น รายงานที่กล่าวว่า บุรีดะฮฺได้มาร้องเรียนท่านอะลีกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งท่านศาสดาได้กล่าวกับเขาว่า ....

لاتقع في علي فانّه مني “ท่านอย่ายุ่งกับอะลีแท้จริงเขามาจากฉัน”[15]

หรือริวายะฮฺของ อิมรอน บิน หะศีน ซึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวกับเขาว่า “ انّ عليا منّي”
“แท้จริงอะลีมาจากฉัน”[16]

ริวายะฮฺทั้งหมดที่กล่าวมาท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ต้องการกล่าวว่า “พวกท่านพึงสังวรไว้เถิดว่า แท้จริงหน้าที่ของอะลีและบรรดาอิมามผู้เป็นลูกหลานของอะลีคือผู้เผยแพร่อหฺกามและความรู้ต่างๆ ของอัลลอฮฺ (ซบ.) แก่ประชาชนโดยตรงไม่ต้องผ่านสื่อกลางใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนกับหน้าที่ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)” ด้วยเหตุนี้พวกเขาทั้งหมดจึงมาจากท่านศาสดา และท่านศาสดาก็มาจากพวกเขา หมายความว่า ท่านศาสดา ได้รับอหฺกามและกฏเกณฑ์ต่างๆของอัลลอฮฺโดยตรงไม่ต้องผ่านสื่อกลางจากวะฮีย์ซึ่งมาจากอัลลอฮฺ (ซบ.) และบรรดาอิมามได้รับสิ่งเหล่านี้จากท่านศาสดาโดยตรง ดังนั้นบรรดาอิมามจึงเป็นผู้เผยแพร่อิสลามในนามของท่านศาสดา ซึ่งอัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ได้ตระเตรียมบรรดาอิมามไว้ล่วงหน้าเพื่อการนี้โดยตรง ดังที่โองการ ๓๓ ซูเราะฮฺ อัล-อะหฺซาบได้อธิบายไว้ โองการกล่าวว่า อัลลอฮฺพึงประสงค์ทีจะขจัดมลทินให้ออกจากบรรดาอหฺลุลบัยตฺ ให้พวกเขามีความสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกโสมมและความผิดบาปต่างๆ คงไว้ซึ่งความสะอาดบริสุทธิ์ (มะอฺซูม)

นอกจากนี้แล้ว ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ยังได้รับพระบัญชาจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ให้ทำการขัดเกลาและสอนสั่งอะลีเป็นพิเศษ และให้ลูกหลานของเขาเป็นผู้รับมรดกอันมีค่ายิ่งจากบิดาของพวกเขา (อะลี) ดังจะเห็นได้จากริวายะฮฺต่อไปนี้

บรรดาอิมามเป็นผู้รับมรดกทางความรู้ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)

ตับสีรฺรอซีย์ และกันซุ้ลอุมาลของมุตตะกีย์ ฮินดีได้บันทึกไว้ว่า..ท่านอะลี ได้กล่าวว่า “ท่านศาสดาได้สอนวิชาการแก่ฉัน ๑๐๐๐ ประตูและทุกๆ ประตูยังมีอีก ๑๐๐๐ ประตูของความรู้แฝงอยู่”[17]

ตับสีรฺฏ็อบรีย์ ฏอบะกอต อิบนุสะอฺด์ ตะฮฺซีบุตตะฮฺซีบ กันซุ้ลอุมาล และฟัตหุ้ลบารีได้บันทึกริวายะฮฺที่จะนำเสนอต่อไปนี้ไว้ ซึ่งขอหยิบยกริวายะฮฺที่บันทึกอยู่ในหนังสือฟัตหุ้ลบารีมาเป็นตัวอย่าง
ท่านอบูฏุฟัยล์ เล่าว่าครั้งหนึ่งฉันได้อยู่ร่วมฟังการกล่าวสุนทรพจน์ของท่านอะลี (อ.) ซึ่งท่านได้กล่าวว่า “พวกท่านต้องการรู้สิ่งใดจงถามฉันมา แม้ว่าท่านจะถามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจนถึงวันกิยามะฮฺ ฉันก็จะตอบคำถามนั้นและจะให้ความรู้แก่ท่านในเรื่องดังกล่าว และถ้าท่านถามฉันเกี่ยวกับอัล-กุรฺอาน ฉันขอสาบานในพระนามของอัลลอฮฺว่าฉันรู้ทุกโองการของอัล-กุรอาน แม้กระทั่งว่าโองการไหนลงตอนกลางวัน และตอนกลางคืน ลงการทะเลทราย หรือว่าลงที่หุบเขา....”[18]

ด้วยเหตุนี้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงได้กล่าวถึงสิทธิของท่านอะลี (จากรายงานของญาบีรฺ บินอับดุลลฮฺ) ว่า “ฉันคือนครแห่งความรู้ส่วนอะลีเป็นประตูของมันใครก็ตามที่ต้องการความรู้เขา ต้องเข้าหาประตู”
ท่านฮากิมพูดว่า ริวายะฮฺบทดังกล่าว[19] เศาะฮีฮุล-อัสนาด (สะนัดสายรายงานถูกต้อง) และตอนท้ายของหะดีษข้างบนกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ต้องการความรู้ต้องเข้าทางประตู”[20]

เกี่ยวกับเรื่องนี้มีรายงานอื่นๆอีกมากมาย เช่น ตอนสงคราม หุดัยบียะฮฺ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้จับมือของท่านอะลีพร้อมกับกล่าวว่า “ซายผู้นี้คือผู้นำความจำเริญมาสู่ผู้ที่มีความอิสระภาพทั้งหลาย เขาคือผู้ทำลายล้างเจว็ดทั้งหลาย ผู้ที่ช่วยเหลือเขาคือผู้ที่ประสบชัยชนะ ส่วนผู้ที่เป็นปรปักษ์กับเขาคือผู้ที่ได้รับความหายนะ” ตรงนี้ท่านศาสดาได้เสียงดังขึ้นและกล่าวต่อไปอีกว่า “ ฉันคือนครแห่งความรู้ส่วนอะลีเป็นประตูของมันใครต้องการความรู้เขาต้องเข้าทางประตู”[21]

ริวายะฮฺของท่านอิบนุอับบาส ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวเช่นนี้ว่า “ฉันคือนครแห่งความรู้อะลีเป็นประตูของมันใครต้องการความรู้ต้องเข้าทางประตู” [22]

ริวายะฮฺที่มาจากท่านอิมาม ได้กล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

“انا دار العلم وعلي بابها”[23]
ฉันคือนครแห่งความรู้และอลีคือประตูแห่งนครนั้น

หรือริวายะฮฺที่ท่านอิบนุอับบาสได้รายงาน

انا مدينة الحكمة وعلي بابها فمن اراد الحكمة فليأت الباب [24]
ฉันคือนครแห่งวิทยปัญญาและอลีคือประตูแห่งนครนั้น และใครก็ตามที่ต้องการจะเข้าสู่นครดังกล่าว จงผ่านมาทางประตู

อีกริวายะฮฺหนึ่งท่านอิมามได้กล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “انا دار الحكمة وعلي بابها”[25]
ฉันคือบ้านแห่งวิทยปัญญาและอลีคือประตูของบ้านนั้น

ท่านอบูซัรฺได้กล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงสิทธิของอะลีว่า...

علي باب علمي ومبين لأمتي ما ارسلتُ به بعدي[26]
อลีคือประตูแห่งความรู้ของฉัน และจะเป็นผู้อรรถาธิบายถึงภารกิจของฉันภายหลังจากฉัน


หมายถึง อะลีเป็นประตูแห่งความรู้ของฉันและเป็นผู้อธิบายแก่ประชาชาติของฉันภายหลังจากฉัน ในสิ่งที่ถูกประทานมาและฉันได้ปฏิบัติไป” ริวายะฮฺรายงานโดยท่านอนัสบินมาลิกว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

انت تبين لأمتي مااختلفوافيه بعدي
หมายถึง “เจ้าคือผู้แก้ไขปัญหาขัดแย้งสำหรับประชาชาติของฉันหลังจากฉัน”
ท่านฮากิมได้บันทึกว่า หะดีษข้างต้นถือตามเงื่อนไขของชัยคัยน์ถือว่าถูกต้อง [27]

อีกริวายะฮฺหนึ่งกล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า..

انت تؤدي عني وتسمعهم صوتي وتبين لهم ما اختلفوا فيه بعدي
หมายถึง “เจ้าคือผู้ที่มาดำเนินสาสน์ของฉัน และทำให้พวกเขาสำเนียกเสียงของฉัน และเป็นผู้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งสำหรับพวกเขาหลังจากฉัน” [28]

๓. ณ เฆาะดีรฺคุม

เรื่องรางเกี่ยวกับเฆาะดีรฺคุมในทรรศนะของอหฺลิซซุนนะฮฺได้บันทึกไว้ว่า ในวันที่ ๑๘ เดือนซีหัจญะตุ้ลหะรอม[29] ปีที่ ฮ.ศ. ที่ ๑๐ ขณะที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เดินทางกลับจากการทำหัจญ์ครั้งสุดท้าย[30] เมื่อมาถึงยังสถานที่หนึ่งนามว่า เฆาะดีรฺคุม ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของ ญุอฺฟะฮฺ[31] อันเป็นทางแยกสามแพร่งที่จะไปสู่มะดีนะฮฺ อียิปต์ และซูเรีย[32] โองการดังต่อไปนี้ได้ถูกประทานที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) พอดี

يايهاالرسول بلّغ ماانزل اليك من ربك وان لم تفعل فما بلّغت رسالته والله يعصمك من الناس[33]
หลังจากโองการได้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สั่งให้กองคาราวานหยุดเดินทาง และพักที่นั้นเพื่อรอพวกที่ยังเดินทางมาไม่ถึงให้มาสมทบ และให้เรียกพวกที่เดินทางไปล่วงหน้าแล้วให้กลับมา[34]

ในเวลานั้นเหล่าบรรดาเศาะฮาบะฮฺได้เข้าไปหลบแดดใต้ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่กลางทะเลทราย ท่านศาสดาได้สั่งว่า “อย่าเพิ่งแยกย้ายไปไหน ให้คอยก่อน”หลังจากนั้นประชาชนได้ร่วมกันนมาซญะมาอะฮฺ[35]

บรรดาอัศฮาบของท่านได้เอาผ้าพาดไปบนกิ่งไม้เพื่อบังแดดให้กับท่านศาสดา[36] และท่านศาสดาได้ทำนมาซซุฮรฺร่วมกับประชาชนท่ามกลางความร้อนระอุนั้นเอง หลังจากนั้นท่านศาสดาได้ลุกขึ้นยืนเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ โดยเริ่มจากการสรรเสริญอัลลอฮฺ และเชิญชวนประชาชนไปสู่ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺหลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า “ไม่มีศาสนทูตคนใดที่มีอายุยืนถึงครึ่งหนึ่งของอายุขัยของศาสนทูตคนก่อน ซึ่งฉันได้รับคำเชิญแล้วและฉันก็ตอบรับคำเชิญนั้นแล้ว ฉันและพวกท่านต่างมีภาระต้องรับผิดชอบ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ ในวันนั้นฉันเป็นผู้ถูกสอบสวนและพวกท่านก็ถูกสอบสวนด้วย พวกท่านจะกล่าวเรื่องนี้กันอย่างไร” ?

พวกเขาได้พูดว่า.... “พวกเราขอยืนยันกับพระองค์ว่าท่านได้ประกาศสาสน์ของพระองค์อย่างดีที่สุดแล้ว ท่านได้ชี้แนะและตักเตือนพวกเราแล้ว ท่านได้เพียรพยามอย่างเต็มที่แล้ว และขอพระองค์ทรงตอบแทนผลรางวัลที่ดีงามแก่ท่าน.”

ในเวลานั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “พวกท่านจะไม่ยืนยันถึงความเป็นเอกะของพระองค์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์ สวรรค์และนรกนั้นมีจริง ความตายมีจริง วันกิยามะฮฺที่กำลังจะมานั้นไม่มีความสงสัยใดๆต่อการอุบัติของมัน และอัลลอฮฺ (ซบ.) จะให้ทุกคนฟื้นออกมาจากหลุมฝังศพใช่หรือไม่ ?

พวกเขาพูดว่า “แน่นอนพวกเราขอปฏิญาณยืนยันในสิ่งเหล่านี้.

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺโปรดเป็นพยานในคำพูดเหล่านี้

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ถามอีกว่า “พวกท่านได้ยินเสียงของฉันไหม ? พวกเขาตอบว่า พวกเราได้ยิน หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ฉันคงต้องอำลาจากพวกท่านไปล่วงหน้าก่อน ซึ่งพวกท่านจะเดินทางมาพบกับฉัน ณ สระน้ำเกาษัรฺ อันเป็นสระที่มีความกว้างอยู่ระหว่างเมืองบัศรี และ ซันอาอ์[37] รอลๆ สระน้ำนั้นจะมีถ้วยน้ำที่ทำมาจากเงินบริสุทธิ์ตั้งวางเรียงรายรอบสระนั้น และในเวลานั้นฉันจะถามพวกท่านถึงสองสิ่งที่มีค่ายิ่งที่ฝากเป็นอะมานะฮฺไว้ในหมู่ของพวกท่าน พวกท่านจงตระหนักให้ดีว่าพวกท่านได้ปฏิบัติอย่างไรกับสองสิ่งนั้น ?

เวลานั้นได้มีผู้ตะโกนถามท่านศาสดาว่า “ยารอซูลสองสิ่งที่มีค่ายิ่งนั้นนั้นคืออะไร ?

ท่านศาสดา ตอบว่า “สิ่งหนึ่งคือคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ที่ปลายด้านหนึ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ส่วนอีกด้านหนึ่งอยู่ในมือของพวกท่าน ซึ่งต้องยึดเหนี่ยวสิ่งนั้นไว้ให้ดี ต้องปฏิบัติตามคำสั่งต่างๆ และอย่านำเอากุรอานไปผสมปนเปกับสิ่งอื่น เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้ท่านหลงทาง ส่วนอีกสิ่งหนึ่งคือ อิตระตีอหฺลุบัยตี ผู้เป็นทายาทและเชื้อสายของฉัน อัลลอฮฺพระผู้ทรงเกรียงไกรได้รับสั่งกับฉันว่า ทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำเกาษัรฺ ซึ่งสิ่งนี้ฉันได้ทูลขอต่อพระองค์ ดังพวกท่านจงอย่าได้ล้ำหน้าและหล้าหลังจากทั้งสอง เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้พวกท่านหลงทางตลอดไป และจงอย่าสอนสั่งสิ่งใดกับทั้งสอง เพราะทั้งสองนั้นรู้ดีกว่าพวกเจ้า

หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า [38] พวกท่านทราบดีว่าในหมู่มนุษย็นั้นฉันเป็นผู้ทรงสิทธิ์เหนือบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาใช่ไหม ? ตอบว่า ถูกต้องแล้วยารอซูล[39] ...ท่านศาสดา ได้ถามต่อว่า พวกท่านยืนยันใช่ไหมว่าฉันนั้นดีกว่าบรรดามุอฺมินทุกคน ? ตอบว่า ถูกต้องแล้วยารอซูล[40]

หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้จับมือของท่านอะลีชูขึ้นจนเห็นสีขาวใต้รักแร้ของทั้งสอง[41] และท่านได้กล่าวว่า “โอ้ประชาชนแท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ปกครองของฉัน และฉันเป็นผู้ปกครองพวกท่าน [42] และใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา อะลีก็เป็นผู้ปกครองเขาด้วย” [43] หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ยกมือขอดุอาอฺว่า “โอ้อัลลอฮฺโปรดเป็นมิตรกับผู้ที่เป็นมิตรกับอะลี โปรดเป็นศัตรูกับผู้ทีเป็นศัตรูกับอะลี โปรดช่วยเหลือผู้ที่ช่วยเหลือเขา โปรดทำลายผู้ที่ทำลายเขา โปรดรักผู้ที่รักเขา โปรดโกรธเกลียดผู้ที่โกรธเกลียดเขา[44] ในตอนสุดท้ายท่านศาสดาได้กล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ โปรดเป็นพยาน[45] รอวีได้พูดว่า ตอนนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กับท่านอะลียังไม่ได้แยกออกจากกันทันใดนั้นโองการนี้ได้ถูกประทานลงมา

اليوم اكملت لكم دينكم واتممت عليكم نعمتي ورضيت لكم الأسلام دينا[46]
ในเวลานั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ นี่คือความสมบูรณ์ของศาสนา ความบริบูรณ์ของความโปรดปราน พระผู้อภิบาลทรงพึงพอพระทัยต่อการเผยแพร่สาสน์ของฉันและวิลายะฮฺของอะลีภายหลังจากฉัน”[47] (วิลายะฮฺ//อำนาจการปกครอง)

หลังจากนั้นประชาชนได้เข้ามาแสดงความยินดีกับท่านอะลีกันอย่างถ้วนหน้า ซึ่งบุคคลลำดับต้นๆ ที่เข้ามาแสดงความยินดีคือท่านอบุบักรฺ และท่านอุมัรฺ
ยะกูบีย์ได้บันทึกไว้ในหนังสือของท่านตามที่บางทรรศนะได้กล่าวว่า โองการดังกล่าวนั้นได้ถูกประทานที่มะดีนะฮฺว่า “โองการสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) คือโองการ อิกมาล

(اليوم اكملت لكم دينكم) ริวายะฮฺดังกล่าวถือว่าถูกต้อง ส่วนโองการดังกล่าวได้ถูกประทานลงมาในวันซึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ประการแต่งตั้งท่านอะลี ให้เป็นผู้นำสืบต่อจากท่านในวันเฆาะดีรฺคุมท่ามกลางผู้คนจำนวนมากมายที่ได้ยินและเห็นเหตุการณ์”[48]

หลังจากพิธีการแต่งตั้งท่านอะลีได้จบลง ท่านอุมัรฺ บินคัฏฏอบ ได้เห็นท่านอะลี ท่านได้พูดกับท่านอะลีว่า “โอ้บุตรของอบูฏอลิบ ขอแสดงความยินดีกับตำแหน่งอันทรงเกียรติ บัดนี้ท่านได้กลายเป็นผู้นำมวลศรัทธาทั้งหลายแล้ว”[49]

บางริวายะฮฺได้กล่าวว่า ท่านอุมัรฺ ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า ًبخ بخ لك يا ابن ابي طالب ً หมายถึง “ขอแสดงความยินดีด้วยโอ้บุตรของอบูฏอลิบ”[50]
บางริวายะฮฺที่กล่าวว่า “ยินดีด้วยโอ้บุตรของอบูฏอลิบ บัดนี้ท่านได้กลายเป็นผู้นำของมวลผู้ศรัทธทั้งหลายาแล้ว”[51]

มงกุฏผ้าที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สวมให้ท่านอะลีในวันนั้น

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มีผ้าโพกศีรษะสีดำนามว่า “สะหาบ”[52] ท่านจะสวมใส่เฉพาะวันสำคัญเท่านั้น เช่นวันฟัตหุ้ลมักกะฮฺ[53] แต่ในวันเฆาะดีรคุมท่านได้สวมให้กับท่านอิมามอะลี (อ.) ท่านอับดุล อะอฺลา บิน อะดีย์อัล-บะฮฺรอนีย์ ได้เล่าว่า “ในวันเฆาะดีรฺคุมท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เรียกท่านอิมามอะลีเข้ามาหา และท่านได้เป็นผู้สวมอิมามะฮฺ ให้กับท่านอิมามอะลี (อ.)[54]

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “ในวันอีดเฆาะดีรคุม ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สวมอิมามะฮฺสีดำของท่านแก่ฉัน และท่านได้ปล่อยชายของมันไว้บนไหล่ของฉัน”[55]
ในมุสนัด ฏะยาลีซซีย์ และสุนั้นบัยฮะกีย์ ได้บันทึกคำพูดของท่านอิมามอะลี (อ.) ไว้ว่า “ในวันเฆาะดีรฺคุมท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สวมอิมามะฮฺให้กับฉัน และปล่อยชายของมันไว้บนไหล่ของฉัน” และท่านได้กล่าวว่า “อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทรงประทานมลาอิกะฮฺให้มาช่วยฉันในสงครามหุนัยน์ และบดัรฺขณะที่ฉันสวมอิมามะฮฺสีดำผืนนี้ และด้วยกับอิมามะฮฺนั้นเองที่เป็นสาเหตุแบ่งแยกระหว่างมุสลิมกับผู้ปฏิเสธ”[56]

เชิงอรรถ

[1] ซูเราะฮฺอันฟาล:๑/๒๐/๔๖ , มุญาดะละฮฺ:๑๓ , อาลิอิมรอน :๓๒/ ๑๓๒ , นิซาอ์:๕๙ , มาอิดะฮฺ:๙๒ , นูร:๕๔/๕๖, มุฮัมมัด:๓๓ ,ตะฆอบุน:๑๒
[2] ซูเราะฮฺญิน:๒๓ , นิซาอ์:๑๔ , อะหฺซาบ:๓๖
[3] ซูเราะฮฺชุอฺรอ: ๒๑๖
[4] ซูเราะฮฺอะอฺรอฟ :๑๕๘ โองการที่คล้ายคลึงกันอย่างนี้มีมากในอัล-กุรอาน
[5] มิกดาม มุอัดดี กุรฺบิ กันดี ได้ร่วมเดินทางมาพบท่านศาสดาพร้อมกับพวกกันดีคนอื่นๆ มิกดามได้รายงานหะดีษจำนวน ๔๗ หะดีษจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งหะดีษเหล่านั้นบันทึกอยู่ในศิหาห์ และสุนัน ยกเว้นมุสลิม มิกดาม เกิดที่ชาม (ซีเรีย) เมื่อ ฮ.ศ. ๘๗ เสียชีวิตเมื่ออายุได้ ๙๐ ปี (อะสะดุลฆอบะฮฺ ๔/๑๑๔ , ญะวามุอุรฺซีเราะฮฺ หน้าที่ ๒๘๐ , ตักรีบุตตะฮฺซีบ ๒/๒๘๒)
[6] อับดุลลอฮฺ บิน อบีรอฟิอฺ เป็นบุตรของ รอฟิอฺ ทาสผู้ซึ่งถูกปลดปล่อยโดยท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อับดุลลอฮฺ เป็นหนึ่งในเรขาของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่มีหน้าที่จดบันทึก เป็นริญาลที่ษิกเกาะฮฺ (เชื่อถือได้) อยู่ในชั้นที่ ๓ หะดีษของเขาถูกบันทึกอยู่ในหนังสือหะดีษส่วนใหญ่ (ตักรีบุตตะฮฺซีบ ๑/๕๓๒ ลำดับที่ ๑๔๔๑)
[7] อบูนะญีอฺ อัรฺบาฎ บินซารียะฮฺ สะละมี ได้รายงานหะดีษจากท่านศาสดา จำนวน ๓๑ หะดีษ ซึ่งอัศฮาบศิหฺหะฮฺ ส่วนใหญ่ได้บันทึกหะดีษของเขาเอาไว้ ยกเว้น บุคคอรี และมุสลิม อัรฺบาฎ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ๗๕ อะสะดุลฆอบะฮฺ ๓/๓๙๓ ญะวามิอุซซีเราะฮฺ หน้าที่ ๒๘๑)
[8] อบูหุรอยเราะฮฺ กะห์ฏอนี ซึ่งรู้จักดีในฉายานามว่า อบูหุรอยเราะฮฺ (บิดาของแมว) ฉายานามดังกล่าวได้มาเพราะ อบูหุรอยเราะฮฺ ชอบเลี้ยงแมว และจะมีแมวอยู่ในมือตลอดเวลา หรืออาจเป็นเพราะว่าครั้งหนึ่งอบูหุรอยเราะฮฺได้ไปพบกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ขณะที่ในมืออุ้มแมวอยู่ หรือว่าได้ซ่อนแมวไว้ในเสื้อ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงได้เรียกเขาว่า อบูหุรอยเราะฮฺ
อบุหุรอยเราะฮฺได้เข้ารับอิสลามเมื่อตอนสงคราม คัยบัรฺ ได้รายงานหะดีษจากท่านศาสดา จำนวน ๕๓๗๔ หะดีษ ซึ่งอัศฮาบส่วนใหญ่ได้รายงานหะดีษของเขาเอาไว้ (อะสะดุลฆอบะฮฺ ๕/๓๑๕ ญะวามิอุรฺซีเราะฮฺ หน้าที่ ๒๗๕
[9] อบูอับดุรฺเราะหฺมาน หรือ อบูวะลีด หิซานบินษาบิต อันศอรีย์ คัซระญีย์ เป็นนักวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เขาจะอ่านบทกลอนเกี่ยวกับท่านศาสดาในมัสญิดเสมอ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึง หิซานว่า “อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ให้เกียรติหิซานว่าเป็นผู้มีดวงวิญญาณบรีสุทธิ์(รูหุ้ลกุดุส) ตราบที่เขาทำการปกป้องท่านศาสดา” หิซานเป็นคนขี้ขลาดด้วยเหตุนี้เขาไม่เคยเข้าร่วมสงครามเลยแม้แต่รั้งเดียว เขาได้รายงานหะดีษจากท่านศาสด (ศ็อลฯ) เพียงหะดีษเดียวเท่านั้น หนังสือหะดีษส่วนไหญ่ได้บันทึกหะดีษของเขาเอาไว้ ยกเว้นติรฺมีซีย์ หิซานได้เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ.๔๐ หรือ ๕๐ หรือ ๕๔ มีอายุยืนถึง ๑๒๐ ปี(อะสะดุลฆอบะฮฺ ๒/๕-๗ ญะวามิอุรฺซีเราะฮฺ หน้าที่ ๓๐๘ ตักรีบุตตะฮฺซีบ ๑/๑๖๑)
[10] เศาะฮีย์บุคอรีย์ กิตาบุ้ลอหฺกาม ในหมวด กัยฟะ ยุบายิอุ้ล อิมามุนนาซ ๔/๑๖๓ หะดีษที่ ๑ คำว่า อัลอัสรฺ วัลยุสรฺ, เศาะฮีย์มุสลิม กิตาบุลอิมาเราะฮฺ ในหมวด วุญูบฏออะตุลอุมะรออฺ ฟีฆัยริ มะอฺศียะฮฺ วะตะรีมุฮา ฟิล มะอฺศียะฮฺ หะดีษที่ ๔๑/๔๒ , สุนันนะซาอีย์ กิตาาบุ้ลบัยอะฮฺ บาบุ้ลบัยอะฮฺ อะลา อัน ลา นุนาซิอุ้ล อัมริ อะฮฺลิฮี , สุนันอิบนุมาญะฮฺ กิตาบุ้ลญิฮาด บาบุ้ลบัยอะฮฺ หะดีษที่ ๒๘๖๖ , มุวัฏเฏาะฮฺ มาลิก กิตาบุ้ลญิฮาด บาบุต ตัรฺฆีบ ฟิลญิฮาด หะดีษที่ ๕ , มุสนัดอหฺมัด ๕/๓๑๔/๓๑๙/๓๒๑ , ๔/๔๑๑ และในซีเราะฮฺอิอฮลามุนนุบลาอฺ ๒/๓ ตะฮฺซีบุ อิบนุ อะซากิรฺ ๗/๒๐๗-๒๑๙
[11] เกิดความขัดแย้งในประเด็นเผ่านิยม ระหว่างเผ่าอันศอรฺ กับมุฮาญิรีน หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก หมวด สะกีฟะฮฺ วะ บัยอะฮฺอบูบักรฺ จากหนังสือ มักตะบัยนิ ฟิล อิสลาม ๑/๑๗๔
[12] ตารีคฏ็อบรีย์ พิมพ์ที่ยุโรป ๑/๑๑๗๑-๑๑๗๒ , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๒/๒๒๒, นะฮฺญุ้ลบะลาเฆาะฮฺอิบนุอบิ้ลหะดีด ๓/๒๖๓ , ตารีคอิบนุกะษีรฺ-๓/๓๙ ซึ่งได้ตัดคำพูดของท่านศาสดาที่เกี่ยวข้องกับท่านอะลีออก และแทนที่ด้วยคำว่า كذا وكذا , กันซุ้ลอุมาล มุตตะกีย์ฮินดี ๑๕/๑๐๐-๑๑๕/๑๑๖ ส่วนใสหน้าที่ ๑๓๐ ได้ใช้ประโยคว่า اخي وصاحبي ووليكم بعدي หมายถึง “พี่น้องของฉัน เพื่อนของฉันคือผู้ปกครองพวกท่านภายหลังจากฉัน” , ซีรอตุ้ลหะละบียะฮฺ พิมพ์ที่ อิสลามียะฮฺ เบรุต ๑/๒๘๕
[13] ฏอบะกอตอิบนุสะอฺด์ ๓/๑๕ ق – ๑ , มัจมะอุซซะวาอิก ฮัยษัมมีย์ ๙/๑๑๑ ซึ่งบันทึกแตกต่างกันเล็กน้อย
[14] อิบนุมาญะฮฺได้นำหะดีษบทนี้บันทึไว้ใน กิตาบ อัลมุก็อดดิมะฮฺ หมวด ฟะฎออิลุศเศาะฮาบะฮฺ หน้าที่ ๙๒ หนังสือสุนัน เล่มที่ ๑ , กิตาบมะนากิบ ติรฺมิซีย์ ๓/๑๖๙ หะดีษที่ ๒๕๓๑ , กันซุ้ลอุมาล ๖/๑๕๓ พิมพ์ครั้งแรก , มุสนัดอหฺมัดหันบั้ล ๔/๑๖๔/๑๖๕ โดยรายงานมาจากหลายสายสืบ
[15] หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ มักตะบัยนฺ ฟิล อิสลาม ๑/๖๐๘ และหน้าหลังจากนั้น
[16]หนังสืออ้างอิงเล่มเดิม
[17] ตับสีรฺรอซีย์ ตอนอธิบายโองการ ( ان الله اصطفي آدم و... ) , กันซุ้ลอุมาล ๖/๓๙๒,๔๐๕)
[18] ตับสีรฺฏ็อบรีย์ ๒๖/๑๑๖ , ฏะบะกอตอิบนุสะอฺด์ ๒/๑๐๑ ق ๒ , ตะฮฺซีบุตตะฮฺซีบ ๗/๓๓๗ , ฟัตหุ้ลบารีย์ ๑๐/๒๒๑ , หิ้ลลียะตุ้ลเอาลิยาอฺ ๑/๖๗/๖๘ , กันซุ้ลอุมาล ๑/๒๒๘)
[19] มุสตัดร็อกเศาะฮีฮายน์ ๓/๑๒๖ หน้าที่ ๑๒๘ ได้รายงานมาจากสายรายงานอื่น , ตารีคบัคดาด ๔/๓๔๘ , ๗/๑๗๒ , ๑๑/๔๘ ส่วนหน้าที่ ๔๙ ได้รายงานมาจากยะหฺยา บิน มุอีน ซึ่งสะนัดของมันถูกต้องเช่นกัน , อะสะดุ้ลฆอาบะฮฺ ๔/๒๒ , มัจมะอุซซะวาอิด ๙/๑๑๔ , ตะฮฺซีบุตตะฮฺซีบ ๖/๓๒๐ , ๗/๔๒๗ , ฟัยฎุลกะดีรฺ ๓/๔๖ , กันซุ้ลอุมาล พิมพ์ครั้งที่ ๒ ๑๒/๒๐๑ หะดีษที่ ๑๑๓๐ , อัศเศาะวาอิกุมุหฺเราะกะฮฺ หน้าที่ ๗๓
[20] มุสตัดร็อก อัศเศาะฮีฮายน์ ๓/๑๒๗-๑๒๙
[21] ตารีคบัคดาด คอฏีบ ๒/๓๗๗
[22] กันซุ้ลอุมาล พิมพ์ครั้งที่ ๒ ๑๒/๒๑๒ หะดีษที่ ๑๒๑๙ , กะนูซู้ลหะกออิก อัลมะนาวี หน้าที่ ๑๘๘
[23] อัรฺริยาฎุล นุฎเราะฮฺ ๒/๑๙๓
[24] ตารีคบัคดาด คอฏีบ ๑๑/๒๐๔ เศาะฮีย์ติรฺมิซีย์ กิตาบุลมะนากิบ บาบุมะนากิบอะลี บินอบีฏอลิบ ๑๓/๑๗๑
[25] เศาะฮีย์ติรฺมิซีย์ ๑๓/๑๗๑ กิตาบุลมะนากิบ บาบุมะนากิบอะลี บินอบีฏอลิบ , หิ้ลลียะตุ้ลเอาลิยาอฺ อบูนะอีม ๑/๖๔ , กันซุ้ลอุมาล มุตตะดีย์ฮินดี พิมพ์ครั้งแรก ๖/๑๕๖
[26] กันซุ้ลอุมาล มุตตะดีย์ฮินดี พิมพ์ครั้งแรก ๖/๑๕๖
[27] มุสตัดร็อกเศาะฮีฮายน์ ๓/๑๒๒ , กันซุ้ลอุมาล มุตตะดีย์ฮินดี พิมพ์ครั้งแรก ๖/๑๕๖ , กะนูซู้ลหะกออิก อัลมะนาวี หน้าที่ ๑๘๘
[28] หิ้ลลียะตุ้ลเอาลิยาอฺ อบูนะอีม ๑/๖๓
[29] ฮากิม หัสกานีย์ ๑/๑๙๒-๑๙๓
[30] มัจมะอุซซะวาอิด ๙/๑๐๕/๑๖๓-๑๖๕
[31] มัจมะอุซซะวาอิด ๙/๑๖๓-๑๖๕ , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๕/๑๐๙/๒๑๓
[32]คำว่า الجحفه ในปทานุกรม المعجم البلدان
[33] “โอ้รอซูลจงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้า จากพระผู้อภิบาลของเจ้า หากเจ้าไม่ปฏิบัติ เท่ากับเจ้าไม่เคยประกาศสาสน์ของพระองค์ และอัลลอฮฺทรงปกป้องเจ้าจากมวลมนุษย์” (อัล-มาอิดะฮฺ ๖๗)
[34] ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๕/๒๑๓
[35]มุสนัดอหฺมัดหันบั้ล ๖/๒๘๑ , สุนันอิบนุมาญะฮฺ บาบฟัฏลิอะลี , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๕/๒๐๙-๒๑๐
[36] มุสนัดอหฺมัดหันบั้ล ๔/๒๘๒ ,สุนันอิบนุมาญะฮฺ บาบฟัฏลิอะลี, ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๔/๒๑๒
[37]บัศรีย์เป็นเมืองๆ หนึ่งที่อยู่ใกล้กับดามัสกัส ส่วนอีกด้านหนึ่งอยู่ใกล้กับแบกแดด ซึ่งในความเป็นจริงท่านศาสดา(ศ็ลฯ) ต้องการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมัน
[38]มัจมะอุซซะวาอิด ๙/๑๖๒-๑๖๓-๑๖๕ , บางคำพูดมีในริวายะฮฺของ ฮากิม หัสกานีย์ ๓/๑๐๙-๑๑๐ , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๕/๒๐๙
[39]มุสนัดอหฺมัด ๑/๑๑๘/๑๑๙ , ๔/๒๘๑ , สุนันอิบนุมาญะฮฺ ๑/๔๓ หะดีษที่ ๑๑๖ , มุสนัดอหฺมัด ๔/๒๑๘,๓๖๘, ๓๗๐, ๓๗๒, ได้ใช้คำว่า بلي แทนคำว่า نعم , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๕/๒๐๙ และในเล่มที่ ๕/๒๑๐ ใช้ประโยคว่า
الست اولى بكل امرئ من نفسه
[40] มุสนัดอหฺมัด ๔/๒๑๘,๓๖๘,๓๗๐,๓๗๒ , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๙/๒๐๙,๒๑๒
[41] ริวายะฮฺของฮากิม หัสกานีย์ ๑/๑๙๐ ได้บันทึกว่า (فرفع يديه حتي يرى بياض اطيه) ในหน้าที่ ๑๙๓ ได้บันทึกว่า (حتي بان بياض ابطيهما)
[42] ชะวาฮิดุตตันซีล ๑/๑๙๑ , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๕/๒๐๙ ได้บันทึกประโยคหนึ่งไว้ว่า (انامولىكل مؤمن)
[43] เรื่องนี้มีกล่าวไว้ในหนังสืออ้างอิงทั้งหมดที่กล่าวมา
[44] ชะวาฮิดุลตันซีล ๑/๑๙๑ , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๕/๒๑๐
[45] ชะวาฮิดุลตันซีล ๑/๑๙๐
[46] “วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของสูเจ้าสมบูรณ์แล้วสำหรับสูเจ้า และได้ให้ความโปรดปรานของข้าครบถ้วนแก่สูเจ้า และได้พึงพอใจ (เลือก) ให้อิสลามเป็นศาสนาแก่สูเจ้า” (อัล-มาอิดะฮฺ :๓)
[47] หัสกานีย์ ได้รายงานหะดีษบทนี้จาก อบูสอีด คัดรีย์ บันทึกใน ชะวาฮิดุลตันซีล ๑/๑๕๗-๑๕๘ หะดีษที่ ๒๑๑-๒๑๒ ,และรายงานโดยอบูหุรอยเราะฮฺ หน้าที่ ๑๕๘ หะดีษที่ ๒๑๓ , ตารีคอิบนุกะษีรฺได้บันทึกหะดีษดังกล่าวนี้ไว้โดยสรุป
[48] ตารีคยะอฺกูบีย์ ๓/๔๒
[49] มุสนัดอหฺมัด หันบั้ล ๒/๒๘๑
[50] ชะวาฮิดุนตันซีล ๑/๑๕๗-๑๕๘
[51] มุสนัดอหฺมัด หันบั้ล๔/๒๘๑ , สุนันอิบนุมาญะฮฺ บาบ ฟัฎลฺ อะลี อัรฺริยาฏุนนุฎเราะฮฺ ๒/๑๖๙ , ตารีคอิบนุกะษีรฺ ๕/๒๑๐
[52] อิมามะฮฺสีดำของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) คือมงกุฏที่ท่านสวมให้กับท่านอิมามอะลี (อ.) ในวันนั้น
[53] เศาะฮีย์มุสลิม กิตาบุ้ลหัจญ์ หะดีษที่ ๔๕๑-๔๕๒ , สุนันอบูดาวูด ๔/๕๔ , บาบุ้ลอะมาอิม , ชัรฺหุ้ลมะวาฮิบ ๕/๑๐ คัดลอกมาจาก มะอฺริฟะตุศ เศาะฮาบะฮฺ อบูนะอีม
[54] อัรฺริยาฎุน นุฎเราะฮฺ ๒/๒๘๙ (في ذكر تعميمه اياه بيده ) อะสะดุ้ลฆอบะฮฺ ๓/๑๑๔
[55] อัล-อะศอบะฮฺ ๒/๒๗๔ ตอนที่กล่าวถึงสภาพของอับดุลลอฮฺ บิน บะชัรฺ
[56] กันซุ้ลอุมาล ๒๐/๔๕ , มุสนัด ฏะยาซีย์ ๑/๒๓ , สุนันบัยฮะกีย์ ๑๐/๑๔



ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัชชีอะฮ์