อัลบะดาอ์:เผยหรือพลิกลิขิตของพระองค์?
เรียบเรียงโดย: เชคอบูอาดิล ฮาดีย์
 

บทนำ

อัล-บะดาอฺเป็นหลักความเชื่อหนึ่งของสำนักคิดชีอะฮฺอิมามียะฮฺเหมือนกับเรื่องอื่นๆเช่นเรื่องตะกียะฮฺ และเรื่องร็อญอะฮฺฯลฯ อัล-บะดาอฺเป็นหลักความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัล-กรุอานและซุนนะฮฺ

นักวิชาการและอุลามาอ์ผู้รู้ของชีอะฮฺไม่ว่าในอดีตที่ผ่านมาหรือใน ปัจจุบันได้เขียนถึงหลักการพร้อมทั้งนำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องบะดาอฺไว้อย่างมากมาย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องบะดาอฺ แต่หน้าเสียดายอย่างยิ่ง ที่มีอุลามาอ์อะลิซซุนนะฮฺบางท่านได้กล่าวว่าบะดาอฺ ว่าเป็นความเชื่อที่ไม่มีในอัลกุรอานและอัล-หะดีษ เช่นคำกล่าวของท่านอิมามอัชอะรีย์ ท่านบัลคีย์ ท่านอิมามฟัครุร รอซีย์ และท่านอื่นๆ ซึ่เป็นเพราะว่าพวกเขาขาดความเข้าใจและมีอคติต่อชีอะฮฺ ทั้งๆที่เรื่องของบะดาอฺเป็นหลักความเชื่อที่สำคัญประการหนึ่งของมุสลิม

ความขัดแย้งและการไม่ยอมรับเรื่องบะดาอฺของบางสำนักคิด เนื่องจากการให้ความหมายคำว่า”บะดาอฺ”แตกต่างกัน กล่าวคือส่วนมากของนักวิชาการได้ให้ความหมายของคำว่าบะดหฺในเชิงภาษาว่า “การเปิดเผยหรือเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์ต่างๆของพระองค์อัลลอฮฺ”

ซึ่งเป็นความหมายที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์ เพราะค้านกับคุณลักษณะ(ซิฟาต) และความรอบรู้ของพระองค์ ท่านอิมามฟัครุร-รอซีย์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า”แท้จริงบรรดาอิมามของพวกรอฟิเฎาะฮฺ (ชีอะฮฺอิมามียะฮฺ) ได้กำหนดหลักความเชื่อสองประการแก่ชีอะฮฺของพวกเขาซึ่งเป็นหลักการที่เป็นไปไม่ได้นั้นคือ

๑.เรื่องบะดาอฺ ซึ่งพวกเขากล่าวว่า มีบางสิ่งอย่างที่ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นต่อมนุษย์ แต่ต่อมาพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น
๒.เรื่องตะกียะฮฺ หมายถึงทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการ เขาจะทำ และถ้าการงานนั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาด ก็จะกล่าวว่า เราได้ตะกียะฮฺ”

ก่อนหน้าท่านฟัครุร-รอซีย์ ได้มีผู้กล่าวหาชีอะฮฺไว้เช่นกันอาทิเช่น ท่านบัลคีย์ได้กล่าวไว้ในตัฟซีรฺของท่านว่า “มีกลุ่มหนึ่งถือว่าไม่ใช่มุสลิมเพราะพวกเขากล่าวว่า อัลบะดาอฺ เหมือนกับเรื่องของนัซค์ (การยกเลิกฮุกุมทางชัรอีย์) ซึ่งถือว่าอนุณาต เช่นพระองค์อัลลอฮฺได้บัญชาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หลังจากนั้นได้ยกเลิกไปเนื่องจากพระองค์ไม่ทรงรอบรู้มาก่อน”

ท่านอิมามอัชอะรีย์กล่าวว่า.. “พวกรอฟิเฎาะฮฺ (ชีอะฮฺ) ทุกคนยกยกเว้นกลุ่มน้อยได้กล่าวว่า แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺประสงค์สิ่งหนึ่ง หลังจากนั้นทรงเปลี่ยนแปลง”
และท่านอื่นๆอีกมากมายที่ได้กล่าวหาในทำนองนี้ ซึ่งการกล่าวใส่ร้ายหรือกล่าวหาชีอะฮฺในเรื่องบะดาอฺ ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง และพวกเขาไม่มีความเข้าใจที่ดีพอต่อเรื่องบะดาอฺ อินชาอัลลอฮฺในบทนำเราจะอธิบายถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อัลบะดาอฺ”ว่าหมายถึงอะไร?และความหมายใดที่เป็นไปไม่ได้ และความหมายใดที่เป็นไปได้สำหรับพระองค์

ตอนที่๑ ข้อมูลพื้นฐาน

๑.ความหมายของคำว่า”บะดาอฺ” ตามพจนานุกรม
คำว่า”บะดาอฺ” (بداء ) มาจากรากศัพท์ของคำว่า”บัดอันหรือบุดวันหรือบะดาอัน”
(بدأ / بدوأ / بداءً)

“บะดาอฺ” (بداء) เป็นกริยาอดีตกาล (فعل ماضى)
“ยับดู” (يبد ) เป็นกริยาปัจจุบันกาล (فعل مضارع)
“บัดวันหรือบะดาอัน” (بدوا/ بداءً) รากศัพท์ (มัศดัร)ให้ความหมายว่า การเปิดเผย“หมายถึงเรื่องนั้นได้เปิดเผยสำหรับเรา ซึ่งก่อนหน้านั้นมันได้ถูกปิดบังอยู่

อัล-กุรอานได้กล่าวถึงคำว่า บะดาอฺ ในเชิงภาษาไว้ดังนี้ว่า..
وَبَدَا لَهُمْ سَيِّئَاتُ مَا كَسَبُوا وَحَاقَ بِهِم مَّا كَانُوا بِهِ يَسْتَهْزِئُون
“และความชั่วทั้งหลายที่พวกเขาได้กระทำไว้ก็จะ (เปิดเผย) ปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาได้เคยเยาะเย้ยไว้นั้นก็ห้อมล้อมพวกเขา” (ซุมัรฺ /๔๘)

ثُمَّ بَدَا لَهُم مِّن بَعْدِ مَا رَأَوُاْ الآيَاتِ
“ต่อมาพระองค์อัลลอฮฺได้ให้ความกระจ่างชัดต่อพวกเขาหลังจากที่พวกเขาได้เห็นสัญลักษณ์ต่างๆ” (ยูซุฟ/ ๓๕)

ทรรศนะนักภาษาศาสตร์เกี่ยวกับความหมายของคำว่าบะดาอฺ

๑.ท่านรอฆิบอิศฟะฮานีย์ได้กล่าวว่า
“บะดาอฺ คือการเปิดเผยของสิ่งๆหนึ่ง ให้ความหมายเหมือนกับคำว่า”ซอฮะร่อ”( ظهر )

ดังที่กุรอานได้กล่าวไว้ว่า

وَبَدَا لَهُم مِّنَ اللَّهِ مَا لَمْ يَكُونُوا يَحْتَسِبُونَ
“และได้เปิดเผยต่อพวกเขาสิ่งที่มาจากอัลลอฮฺ” (ซุมัรฺ/ ๔๗)

ท่านอะบุลฮิลาล อัสการีย์กล่าว่า
“บะดาอฺ คือการเปิดเผย ให้ความหมายเหมือนกับคำว่า (ซุฮูร) แต่มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยตรงที่ว่า อัลบะดาอฺ นั้นคือการเปิดเผยสิ่งหนึ่งออกมาโดยที่ไม่ได้มีเจตนาไว้ก่อนล่วงหน้า ส่วนซุฮุรนั้นบางครั้งมีเจตนาและบางครั้งไม่มีเจตนา”

๓.เจ้าของตำรามิศบาหุลมุนีรฺกล่าวว่า..
“บะดาอฺ หมายถึง การเปิดเผยออกมาของสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่รู้หรือรู้มาก่อนก็ได้”

๔.ท่านเชคฎูซีย์กล่าวว่า.. “อัลบะดาอฺในเชิงภาษาหมายถึงการเปิดเผย เช่นประโยคที่ว่า “รูปภาพของเมืองนั้นได้เปิดเผยต่อเราอย่างกระจ่างชัด”

๕.ท่านเชคมุฟีดกล่าวว่า....“อัลบะดาอฺในเชิงภาษาหมายถึง การเปิดเผย”

ท่านมุฮัมมัดริฏอ มุศอฟฟัรฺกล่าวว่า..
“อัลบะดาอฺ ในเชิงภาษาคือการเปิดเผยหรือเปลี่ยนแปลงทรรศนะใดทรรศนะหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยรู้มาก่อน หรือการเปลี่ยนแปลงการกระทำใดการกระทำหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่รู้มาก่อนว่าจะเปลี่ยน”

ท่านมุศอฟฟัรฺได้กล่าวต่ออีกว่า “ความหมายข้างต้นของคำว่าบะดาอฺ ถือว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์อัลลลอฮฺ”

ดังนั้นสรุปได้ว่า “อัลบะดาอฺ” ในเชิงภาษาหมายถึง การเปิดเผยหรือการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม.

๒.ความหมายของคำว่าบะดาอฺตามทรรศนะของนักปราชญ์
บรรดาอุลามาอฺได้ขัดแย้งกันในการให้ความหมายในเชิงวิชาการของคำว่า บะดาอฺ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ทรรศนะดังนี้

๑.ทรรศนะของอุละมาอ์ฝ่ายอลิซซุนนะฮฺ
๒.ทรรศนะของอุละมาอ์ฝ่ายชีอะฮฺอิมามียะฮฺ

ทรรศนะแรกได้กล่าวว่า หลักความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องบะดาอฺ ถือว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) เพราะว่าคำว่า บะดาอฺ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การสร้างต่างๆของพระองค์ ซึ่งเป็นเหตุให้ความรู้ของพระองค์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย และเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าพระองค์นั้นไม่ได้มีความรู้ล่วงหน้าในการเกิดสิ่งใดๆเลย
และผู้ทีให้ความหมายเช่นนี้คือ ท่านอิมามอะบุลฮะซัน อัชอะรีย์ อัลบัลคีย์ ฟัครุรฺรอซีย์ และท่านอื่นๆ

ดังที่อิมามอัชอะรีย์ได้กล่าวว่า “อัลบะดาอฺ ตามหลักความเชื่อของพวกรอฟีเฎาะฮฺ (ชีอะฮฺ) ทั้งหมดคือพระองค์อัลลอฮฺต้องการจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต่อมาได้เปลี่ยนแปลง”

อิมามฟัครุรฺรอซีย์กล่าวว่า “บรรดาพวกรอฟีเฎาะฮฺ (ชีอะฮฺ) กล่าวว่า เมื่อสิ่งหนึ่งจะเกิดอย่างแน่นอน แต่ต่อมาได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป สิ่งนั้นถือว่าเป็นบะดาอฺของพระองค์อัลลอฮฺ”

ทรรศนะที่สอง เป็นทรรศนะของอุละมาอฺฝ่ายชีอะฮกล่าวว่า อัลบะดาอฺเหมือนกับเรื่อง นัซค์ (การยกเลิกบทบัญญัติบางประการ ซึ่งขึ้นอยู่กับความ เหมาะสม) เพียงแต่บะดาอฺ เป็นการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการของพระองค์อัลลอฮในแง่การสรรสร้าง (ด้านตักวีนีย์) ส่วนนัซค์ เป็นการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ทางบทบัญญัติ (ตัชรีอีย์) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางชัรฺอีย์นั้น พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าและจะเปิดเผยให้เห็นไม่ใช่ว่าพระองค์ทรงปรารถนา หรือต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต่อมารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีจึงทำการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าการกล่าวเช่นนี้เท่ากับพระองค์ทรงไร้ความรอบรู้

ท่านเชคมุฟีดได้กล่าวว่า “หลักความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องบะดาอฺตามแนวทางของชีอะฮฺ คือการเปิดเผยหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่มาจากอัลลอฮฺ (ซบ.) โดยที่ก่อนหน้านั้นเป็นที่กระจ่างชัดอยู่แล้วสำหรับพระองค์ (แต่มนุษย์ต่างหากไม่รู้) ซึ่งไม่ใช่การเชื่อว่าพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งโดยที่พระองค์ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะอัลกุรอานได้ยืนยันถึงความรอบรู้ของพระองค์ทั้งทุกอย่าง ทั้งก่อนและหลังการสร้าง”
ท่านเชคซะดูกกล่าวว่า“หลักความเชื่อเรื่องบะดาอฺ ตามแนวทางของชีอะฮฺ ไม่ได้หมายความว่าพระองค์อัลลอฮฺไม่รู้มาก่อนหลังจากนั้นจึงได้เปลี่ยนแปลง แต่ทว่าเรามีความเชื่อว่าสำหรับพระองค์นั้นมีซิฟาต (พระลักษณ์)หนึ่งคือบะดาอฺ ซึ่งพระองค์จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดในงานสร้างของพระองค์ก็ได้ หมายถึงพระองค์ประสงค์ที่จะสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต่อมาได้ยกเลิกการสร้างนั้น หรือได้มีบัญชาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต่อมาได้ยกเลิกบัญชานั้น (ประหนึ่งเป็นการเปลี่ยนแผนการ) ดุจดังเช่นเรื่องการยกเลิกกิบละฮฺ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้พระองค์ทรงรอบรู้มาก่อนถึงความเหมาะสม ดังนั้นใครก็ตามที่กล่าวว่า “พระองค์อัลลอฮฺทรงมีสิทธิ์ที่จะกระทำสิ่งใดก็ได้ตามพระประสงค์ หรือทรงเปลี่ยนแปลง หรือทำลายสิ่งใดก็ได้ตามพระประสงค์..ซึ่งสิ่งนี้คือความเชื่อที่มีต่อเรื่อง บะดาอฺ”

ท่านอัลลามะฮฺฏ่อบาฏ่อบาอีย์กล่าวว่า.. “แท้จริงแล้วหลักความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องบะดาอฺ คือการเปิดเผยสิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากกฎเกณฑ์แรก หมายถึงยกเลิกกฎเกณฑ์การสร้างครั้งแรกแล้วมากำหนดใหม่ครั้งที่สอง โดยทั้งสองสภาวะอยู่ภายใต้การรับรู้ของพระองค์”

ท่านอัลลามะฮฺชุบบัรฺกล่าวว่า. “หลักความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องบะดาอฺไม่ใช่ดังความหมายของผู้รู้บางท่านที่ คิดเดาเอาเอง แล้วมากล่าวหาต่อแนวทางที่สัจธรรมว่า บะดาอฺหมายถึงการเปิดเผยหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ไม่รู้ การกล่าวเช่นนี้เท่ากับว่าพระองค์อัลลอฮฺมิได้ทรงรอบรู้ และเป็นการอนุญาตที่พระองค์จะทรงกระทำในสิ่งที่น่ารังเกียจ ซึ่งความหมายที่แท้จริงของคำว่าบะดาอฺ ตามแนวทางของชีอะฮฺนั้น ตรงกับเหตุผลทางปัญญาและสอดคล้องกับอัล-กุรอานและหะดีษอย่างยิ่ง”

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวไว้ว่า “ใครก็ตามที่ให้ความหมายของคำว่า บะดาอฺ ว่าแท้จริงแล้วพระองค์อัลลอฮฺได้เปิดเผย หรือแสดงสิ่งหนึ่งออกมา (ในการเปลี่ยนแปลง) ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ไม่ทรงทราบมาก่อน ณ เราเขาคือผู้ปฏิเสธต่อพระองค์ผู้ทรงยิ่งใหญ่”

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า...
“ใครก็ตามที่คิดว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (การสร้าง) ในสภาพที่พระองค์ไม่ทรงทราบมาก่อน ดังนั้นท่านจงออกห่างจากเขาเถิด”

วิเคราะห์ความหมายของบะดาอฺ ในเชิงวิชาการ

วิเคราะห์ทรรศนะที่ ๑

ทรรศนะของอุละมาอฺฝ่ายชีอะฮฺบางท่านเกี่ยวกับบะดาอฺ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
๑. การให้ความหมายคำว่า บะดาอฺ คือการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งของพระองค์อัลลอฮฺ ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ไม่ทรงรู้ ถือว่าเป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง และถือว่าไม่เข้าใจหลักความเชื่อในเรื่องบะดาอฺของสำนักคิดชีอะฮฺอิมามียะฮฺ เพราะว่าถ้าย้อนกลับไปดูตำราต่างๆ ของอุละมาอฺชีอะฮฺจะพบบะดาอฺนั้นหมายถึง การเปิดเผยสิ่งใดสิ่งหนึ่งของพระองค์อัลลอฮฺแก่มนุษย์ ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์ทรงรู้อยู่แล้ว มนุษย์ตางหากที่ไม่รู้ อัล-กุรอานได้ยืนยันถึงความรอบรู้ของพระองค์ไว้ ทั้งก่อนและหลังการสร้างและทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน เช่นกล่าวว่า

وَمَا يَخْفَى عَلَى اللّهِ مِن شَيْءٍ فَي الأَرْضِ وَلاَ فِي السَّمَاءِ
“ไม่มีสิ่งใดถูกปิดบังไปจากพระองค์อัลลอฮฺ ทั้งในแผ่นดินและชั้นฟ้า” (อิบรอฮีม/๓๘)

إِن تُبْدُوا شَيْئًا أَوْ تُخْفُوهُ فَإِنَّ اللَّهَ كَانَ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيمًا
“หากพวกเจ้าเปิดเผยสิ่งใดหรือปิดบังมัน แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงรอบรู้ทุกสิ่ง” (อะฮฺซาบ/๕๔)

๒. แน่นอนถ้าความหมายของบะดาอฺ คือการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งของพระองค์อัลลอฮฺ โดยที่ก่อนหน้านั้นพระองค์ไม่ทรงรู้ อุละมาอฺฝ่ายชีอะฮฺทุกท่าน ถือว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์ และยังได้ปฏิเสธความหมายและความเชื่อดังกล่าวนนั้นที่มีต่อพระองค์อัลลอฮฺ ดังนั้นคำพูดของอุละมาอฺฝ่ายอะลิซซุนนะฮฺที่กล่าวหาชีอะฮฺเกี่ยวกับเรื่องบะ ดาอฺ เป็นการใส่ร้ายชีอะฮฺ และปฏิเสธความจริงที่มีอยู่

๓. สมมติว่าท่านกล่าวอ้างว่าหลักความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง บะดาอฺ เป็นสิ่งที่เหลวไหลและเป็นไปไม่ได้ประกอบกับไม่มีหลักฐานยืนยัน ดังนั้นหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องบะดาอฺ ที่ปรากฏอยู่ในอัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) พวกท่านจะอธิบายอย่างไร ? ดังจะขอหยิบยกมาสัก ๒-๓ ตัวอย่างดังต่อไปนี้

อัล-กุรอานกล่าวว่า
لِكُلِّ أَجَلٍ كِتَابٌ يَمْحُو اللّهُ مَا يَشَاءُ وَيُثْبِتُ وَعِندَهُ أُمُّ الْكِتَابِ
“สำหรับทุกๆชีวิต ได้ถูกบันทึกไว้แล้ว พระองค์อัลลอฮฺจะลบ (สิ่งที่บันทึกนั้น) ตามพระประสงค์ของพระองค์ และพระองค์จะให้คงอยู่ (ตามพระประสงค์ของพระองค์) และ ณ พระองค์ มีแม่แบบแห่งการบันทึก” (๑๓/๓๙)

อัล-หะดีษ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า...
“พระองค์อัลลอฮฺได้เปิดเผย (การเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แก่มนุษย์) เพื่อจะได้ทดสอบพวกเขา”

ท่านอิบนิฮะยัร อัสกิลานีย์ (ผู้อรรถาธิบายศ่อฮีย์บุคอรีย์)ได้กล่าวว่า.. “การบะดาอฺของพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) หมายถึงพระองค์ทรงความรู้มาก่อนแล้ว และพระองค์ประสงค์ที่จะเปิดเผยความรู้นั้นออกมา ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงเปิดเผยสิ่งหนึ่ง โดยที่พระองค์ไม่ทรงรู้มาก่อนหน้านั้น เพราะว่าการให้ความหมายเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์”

ท่านอิบนิอะษีรฺกล่าวว่า “การให้ความหมาย บะดาอฺ (ตามหะดีษของท่านศาสดา) ว่าหมายถึงการรับรู้ถึงสิ่งหนึ่ง (ต่อการเปลี่ยนแปลง) โดยก่อนหน้านั้นอัลลอฮฺไม่เคยรู้มาก่อน ถือว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์”

และอุละมาอฺอหฺลิซซุนนะฮฺท่านอื่นๆอีกมากมายได้แสดงทรรศนะเอาไว้ ซึ่ง รายละเอียดจะนำมากล่าวในบทต่อไป
ส่วนทรรศนะที่สองเป็นทรรศนะที่ถูกยอมรับและถูกต้อง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำการวิเคราะห์ใดๆ

๓. ความหมายของบะดาอฺที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.)
การให้ความหมายเชิงภาษาของคำว่า บะดาอฺ ว่าเป็นการเปิดเผยหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยรับรู้มาก่อน เช่นสมมติว่านาย ก ถูกกำหนดไว้ว่าอายุ ๒๐ ปี เขาต้องตาย และเมื่ออายุเขาครบ ๒๐ ปีพระองค์อัลลอฮฺได้เปลี่ยนแปลงบัญชานั้นนั้น โดยที่พระองค์ไม่ทรงรู้มาก่อนว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงพระบัญชานั้น ดังนั้นถือว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.)ด้วยเหตุผลที่ว่า

๑. อัล-กุรอานได้ยืนยันถึงความรอบรู้ของพระองค์ต่อทุกสรรพสิ่ง

وَمَا يَعْزُبُ عَن رَّبِّكَ مِن مِّثْقَالِ ذَرَّةٍ فِي الأَرْضِ وَلاَ فِي السَّمَاء
“ไม่มีสิ่งใดปกปิดพระผู้อภิบาลของเจ้าได้ แม้จะเล็กเท่าผงธุลีทั้งที่อยู่ในแผ่นดินและชั้นฟ้า” (ยูนุส/๖๑)

وَمَا يَخْفَى عَلَى اللّهِ مِن شَيْءٍ فَي الأَرْضِ وَلاَ فِي السَّمَاءِ
“ไม่มีสิ่งใดถูกปิดบังไปจากพระองค์อัลลอฮฺ ทั้งในแผ่นดินและชั้นฟ้า” (อิบรอฮีม/๓๘)

๒.อัล-หะดีษ ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า
“ทุกๆสิ่งที่เป็นความลับ ณ พระองค์นั้นเปิดเผย และทุกๆสิ่งที่อำพราง ณ พระองค์นั้นชัดเจน”

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า
“ไม่มีการบะดาอฺใดของพระองค์อัลลอฮฺ นอกจากพระองค์ทรงรู้มาก่อนหน้านั้นแล้วว่า จะต้องเปลี่ยนแปลง”

“พระองค์จะไม่บะดาอฺ (เปลี่ยนแปลง) สิ่งใดที่มาจากความเขลาของพระองค์”

“ใครก็ตามที่คิดว่าพระองค์ทรงบะดาอฺสิ่งใดในสภาพที่พระองค์ไม่ทรงรู้ล่วง หน้ามาก่อน ดังนั้นจงออกห่างจากเขาผู้นั้นเถิด”

“ใครก็ตามคิดว่าพระองค์ทรงบะดาอฺสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความผิดพลาด ถือว่าเป็นกาเฟรต่อพระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่”

๓.หลักฐานทางปรัชญา
ถ้ากล่าวว่าบะดาอฺ คือการเปิดเผยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ถูกปิดบังอยู่ กล่าวคือถ้าพระองค์จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยที่ก่อนหน้านั้นพระองค์ไม่ทรงรู้มาก่อนว่าจะต้องเปลี่ยนแปลง ถือว่าพระองค์ไม่ใช่พระผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง อันถือว่าเป็นที่มาของความโง่เขลาแห่งพระองค์ แน่นอนความเชื่อเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ ด้วยกับเหตุผลที่ว่า

ก. ตามหลักของปรัชญาได้พิสูจน์ไว้ว่า พระผู้เป็นเจ้านั้นนั้นต้องมีซิฟาต (พระลักษณะ) ที่สมบูรณ์ทุกอย่างโดยไม่มีข้อบกพร่องใดๆ เช่นความสามารถ หรือความรู้ ซึ่งความสามารถและความรอบรู้ของพระองค์นั้นต้องครอบคลุมเหนือทุกสรรพสิ่ง

ข.ถ้าพระผู้เป็นเจ้ามีคุณลักษณะสมบูรณ์ไม่ครบทุกสภาพ หมายบางสภาวะทรงมี และบางสภาวะไม่ทรงมี เท่ากับซาต (อาตมันสากล) ของพระองค์นั้นมีความบกพร่อง เพราะซิฟาตที่สัมบูรณ์ของพระองค์ เช่น ความสามารถ หรือความรู้ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีสำหรับพระองค์ แต่พระองค์ไม่ทรงมี

ค.เมื่อซาตของพระองค์บกพร่อง เท่ากับพระองค์นั้นได้ถูกประกอบขึ้นระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ไม่มี

ง.เมื่อซาตถูกประกอบขึ้นด้วยกับสิ่งที่มี และไม่มี เท่ากับซาตของพระองค์มีก็ได้ไม่มีก็ได้ (อยู่ในสภาพของอิมกาน) หมายถึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีและจะไม่มี

จ.เมื่อพระองค์มีสภาพเป็นอิมกาน (มีก็ได้ไม่มีก็ได้ค่าเท่ากัน) เท่ากับซาตของพระองค์ต้องพึ่งพาไปยังสิ่งที่ให้พระองค์มี (อิลละฮฺอัศลี)

ฉ.เมื่อซาตของพระองค์ต้องพึ่งพา และมีสภาพเป็นแค่มุมกิน ถือว่าค้านกับสมมติฐานแรก เพราะการมีอยู่ของพระองค์ทรงมีโดยไม่ต้องพึ่งสาเหตุใด พระองค์ทรงเป็นสาเหตุของการมีอยู่ของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้การที่พระองค์จะขาดหรือบกพร่องซิฟาตที่สัมบูรณ์ (กะมาล) อันใดอันหนึ่งนั้นย่อมเป็นไปได้สำหรับพระองค์.

๔.ความหมายของบะดาอฺที่เป็นไปได้สำหรับอัลลอฮฺ (ซบ.)
จากการวิเคราะห์ถึงหลักความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องบะดาอฺ ได้มีอุละมาอฺจำนวนมากมายนำหลักฐานและเหตุผลมาพิสูจน์ และถือว่าเป็นหลักการที่เป็นไปได้ที่มุสลิมทั้งหลายต้องศรัทธา ซึ่งความหมายที่อนุญาตและเป็นไปได้สำหรับพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) สามารถกล่าวได้ ดังนี้ อัล-บะดาอฺ เป็นหลักความเชื่อที่มีต่อ ซิฟาตซาตี ๒ ประการของพระองค์กล่าวคือ

๑.เดชานุภาพทุกกรณีของพระองค์
๒.ความรอบรู้ที่มีเหนือสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งก่อนและหลังการสร้าง
ซิฟาตแรก มุสลิมทุกคนมีความเชื่อว่าพระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเดชานุภาพ และสามารถที่จะสร้างหรือเนรมิตได้ทุกอย่าง โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น อัล-กุรอานและซุนนะฮฺได้ยืนยันเรื่องนี้เอาไว้ อัล-กุรอานว่า “แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺ ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง”

ซิฟาตที่สอง ซิฟาตอีกประการหนึ่งที่มุสลิมต้องเชื่อ คือความรอบรู้ของพระองค์ พระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทั้งก่อนและหลังการเกิด และก่อนและหลังการสร้าง ซึ่งพระองค์ทรงรู้ถึงรายละเอียดของสิ่งนั้นอย่างชัดแจ้งอัล-กุรอานกล่าว ว่า

وَمَا يَعْزُبُ عَن رَّبِّكَ مِن مِّثْقَالِ ذَرَّةٍ فِي الأَرْضِ وَلاَ فِي السَّمَاء
“ไม่มีสิ่งใดปกปิดพระผู้อภิบาลของเจ้าได้ แม้จะเล็กเท่าผงธุลีทั้งที่อยู่ในแผ่นดินและชั้นฟ้า” (ยูนุส/๖๑)

“แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงรอบรู้ยิ่งอีกทั้งทรงปรีชาญาณ”

จากสองคุณลักษณะ (ซิฟาตซาตี) ของพระองค์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น สามารถเข้าใจได้ว่า ความหมายของบะดาอฺคือ
“การที่อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนแปลงหรือเปิดเผยสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อบ่าว ซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลง หรือเปิดเผยนั้นพระองค์ทรงรู้มาก่อนแล้วทั้งก่อนและหลังการสร้าง”

ดังนั้นความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องบะดาอฺถือว่า ไม่ได้ปฏิเสธหรือขัดแย้งกับเดชานุภาพ ความสามารถและความรอบรู้ของพระองค์ แต่ทว่ายังได้สนับสนุนความเชื่อต่อสองซิฟาตที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์อีกต่างหาก
นอกจากนั้นแล้วความเชื่อต่อเรื่องบะดาอฺ ยังถือว่าเป็นการปฏิญาณว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงยิ่งใหญ่ ทรงเดชานุภาพ และทรงรอบรู้ยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการเทิดทูนความเกรียงไกรของพระองค์ ซึ่งถือว่าเป็นการอิบาดะฮฺที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดังที่ท่านอิมามซอดิก (อ.)ได้กล่าวว่า
“ไม่มีการเทิดเกียรติใดของพระองค์อัลลอฮฺที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการเชื่อ เรื่องบะดาอฺ”
“ไม่มีการอิบาดะฮฺของมวลสรรพสิ่งใดที่มีต่อพระองค์อัลลอฮฺ จะยิ่งใหญ่ไปกว่าเรื่องบะดาอฺ”

๕.ทรรศนะของบรรดาอุละมาอฺอะลิซซุนนะฮฺต่อเรื่องบะดาอฺ
ในประเด็นนี้จะนำเสนอทรรศนะของอุละมาอฺอะลิซซุนนะฮฺเกี่ยวกับเรื่องบะดา อฺ เพื่อพิสูจน์และแสดงให้เห็นว่าความเชื่อในเรื่องนี้ เป็นอุศุลุดดีนของบรรดามุสลิมทั้งหลาย และเป็นหลักความเชื่อที่มาจากอัล-กุรอานและอัลหะดีษ

๑.ท่านฎ็อบรีย์ (เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ.ที่๓๑๐)ได้อธิบายโองการที่ ๓๙ ซูเราะฮฺอัดเราะดฺ โดยนำเรื่องราวของศ่อฮาบะฮฺและตาบีอีนบางกลุ่มที่ได้เรียกร้องขอพรต่อพระ องค์อัลลอฮฺ (ซบ.)ให้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และให้พระองค์นั้นนำพวกเขาออกห่างจากผู้ที่โชคร้าย (โดยให้บันทึกชะตากรรมของพวกเขาให้กลายเป็นผู้โชคดี) ดังที่ท่านอุมัร อิบนิ คัฎฎอบได้กล่าวขณะที่ท่านทำการฎ่อวาฟกะบะฮฺว่า “โอ้ข้าแต่พระองค์ ถ้าพระองค์ได้บันทึกชะตากรรมของข้าฯ ให้อยู่ร่วมกับกลุ่มชนผู้ที่มีความสุข ขอทรงบันดาลสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นด้วยเถิด แต่ถ้าพระองค์ได้บันทึกชะตากรรมของข้าฯ ให้อยู่ร่วมกับผู้กระทำความผิดบาปได้โปรดลบสิ่งนั้นออกเถิด และได้โปรดบันทึกชะตากรรมของข้าฯ ใหม่ให้อยู่ร่วมกับผู้ที่มีความผาสุกเถิด เพราะว่าพระองค์ทรงลบ และทรงกำหนดทุกสิ่งตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และ ณ พระองค์นั้นมีแม่แบบแห่งการบันทึก”

ท่านฎ็อบรีย์ ได้บันทึกโดยรายงานมาจาก อิบนิ ซัยดฺว่า โองการที่ว่า

يَمْحُو اللّهُ مَا يَشَاءُ وَيُثْبِتُ وَعِندَهُ أُمُّ الْكِتَابِ
“และพระองค์อัลลอฮฺทรงลบสิ่งใดก็ตามที่ประสงค์ และกำหนดสิ่งใดกตามที่พระองค์ประสงค์” (เราะดุ /๓๙)

ได้ถูกประทานให้กับบรรดาศาสดา สภาพใดที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์จะกำหนด และทรงประทานประโยคสุดท้ายที่กล่าวว่า “และ ณ พระองค์มีแม่แบบแห่งการบันทึก คือ ณ ที่นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ”

๒.ท่านซะมัคชะรีย์ (ตายเมื่อปี ฮ.ศ. ที่ ๕๒๘)ได้อธิบายโองการที่ ๓๙ ซูเราะฮฺเราะดฺว่า”พระองค์จะเปลี่ยนแปลงยกเลิกสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการยก เลิกนั้นและจะกำหนดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่พระองค์เห็นถึงความเหมาะสมในการกำหนดของพระองค์..”

๓.ท่านฟักรุรอซียฺ(ตายฮฺ.ศ.ที่๖๐๘)ได้กล่าวตัฟซีรโองการที่๓๙ซูเราะ ฮฺเราะดฺว่า “หลักความเชื่อต่อเรื่องนี้มี ๒ ทรรศนะดังนี้
๑.๓ ทรรศนะที่หนึ่งโองการดังกล่าวได้กล่าวถึงทุกเรื่องที่พระองค์จะเปลี่ยนแปลง (บะดาอฺ) เพราะว่าโองการนี้ได้กล่าวไว้อย่างกว้างไม่ได้เฉพาะเจาะจงเรื่องใดเรื่อง หนึ่ง ดังที่พวกเขา (กลุ่มนี้) กล่าวว่า แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺจะลบ (เปลี่ยนแปลง) ริซกีหรือเพิ่มก็ได้ (ตามพระประสงค์ของพระองค์) ตลอดจนในเรื่องความตาย ชีวิตที่ดี ชีวิตอัปโชค อีมาน(ศรัทธา) และการปฏิเสธ ฯลฯ นี่คือทรรศนะของอุมัรฺ อิบนิ มัซอูด และผู้ที่มีความคิดเช่นนี้ พวกเขาจะขอพรต่อพระองค์อัลลอฮฺเสมอว่าให้พระองค์กำหนดชีวิตที่ดีต่อพวกเขา และทรงลบการมีชีวิตที่อัปโชค นี่คือการตีความ (ตะอฺวีล) ซึ่งท่านญาบีรฺได้รายงานมาจากท่านรอซูล (ศ็อลฯ)

๓.๒.ทรรศนะที่สอง “แท้จริงโองการดังกล่าวได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งไม่ดีบางกรณีเท่านั้น”



โปรดติดตามต่อ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์