ใครคือตัวแทนทั้งสิบสองท่านของท่านเราะสูลุลเลาะฮ์ (ศ)?

สัยยิดอะละวีย์ :- หลักฐานและข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดในกรณีนี้ก็คือ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้ประกาศแต่งตั้งตัวแทนผู้สืบทอดเจตนารมณ์แห่งริสาละฮฺของท่านภายใต้พระบัญชาของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ดังหะดีษที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งถูกบันทึกไว้ในตำราหะดีษทั่วไปว่าท่าน (ศ) ได้วจนะว่า :-
“ตัวแทนภายหลังจากฉันมีทั้งหมด 12 คน เท่ากับนะกีบ (ตัวแทน) ของบนีอิสรออีล และทั้งหมดล้วนมาจากกุร็อยชฺ”

กษัตริย์จึงหันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะเช่นนี้จริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่ครับ !

กษัตริย์ :- ทั้งสิบสองท่านมีใครบ้าง ?

เชคอับบาสีย์ได้ชิงตอบขึ้นทันทีว่า :- สี่ท่านแรกดังที่โลกได้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ อบูบักรฺ อุมัรฺ อุษมาน และอะลี

กษัตริย์ แล้วที่เหลือมีใครอีก ?

เชคอับบาสีย์ :- สำหรับอีก 8 ท่านที่เหลือนั้น อุละมาอ์มีทัศนะที่แตกต่างกัน

กษัตริย์ :- ไหน ท่านลองเอ่ยนามทั้งหมดของพวกเขาซิ

เชคอับบาสีย์ได้แต่นั่งเงียบไม่ตอบคำถามของกษัตริย์

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! ข้าพเจ้าขออนุญาตเอ่ยนามตัวแทนที่ชอบธรรมของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ทั้ง 12 ท่าน ตามที่ตำราหะดีษของพวกท่านได้บันทึกว่าท่าน (ศ) ได้เคยวจนะเอาไว้ ซึ่งมีรายนามดังต่อไปนี้ คือ :-
1. อะลี 2. หะสัน 3. หุสัยนฺ 4. อะลี 5. มุหัมมัด 6. ญะอฺฟัรฺ 7. มูสา 8. อะลี 9. มุหัมมัด 10. อะลี 11. หะสัน และ 12. มะฮฺดีย์ (อลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสลาม)

เป็นไปได้อย่างไรที่อิมามมะฮฺดีมีอายุยืนยาวกว่าพันปี?

เชคอับบาสีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! ถ้าหะดีษข้างต้นเป็นความจริง ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่พวกชีอะฮฺพากันเชื่อว่า มะฮฺดีย์ (อ) ได้ถือกำเนิดตั้งแต่ปีฮิจญ์เราะฮฺศักราชที่ 255 จนถึงปัจจุบันนี้ที่เขายังคงมีชีวิตอยู่ ท่านคิดว่าเป็นสิ่งที่กินกับสติปัญญากระนั้นหรือ ?

นอกจากนี้ พวกเขายังมีความเชื่อที่แปลกประหลาดอีกด้วยว่า ในยุคสุดท้าย (อาคิรุซซะมาน) มะฮฺดีย์ (อ) ผู้นี้จะปรากฎกาย และจะมาสถาปนาโลกให้มีสันติภาพอย่างแท้จริง ภายหลังจากที่มันเคยเต็มไปด้วยความอธรรมและความฉ้อฉล

กษัตริย์จึงหันไปถามสัยยิดอะละวีย์ว่า :- พวกท่านมีความเชื่อเช่นนั้นจริงหรือ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ใช่ครับ ถูกต้องทุกประการ เป็นไปตามที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะไว้ และนักรายงานหะดีษทั้งสุนนีและชีอะฮฺต่างได้รายงานในเรื่องนี้สอดคล้องตรงกัน

กษัตริย์ :- จะเป็นไปได้อย่างไรกันที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีอายุขัยยืนยาวถึงขนาดนั้น ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- ขอให้เราคิดคำนวณอย่างง่าย ๆ ว่าท่านอิมามมะฮฺดีย์ (อ) มีชีวิตยังไม่ถึงหนึ่งพันปี ในขณะที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับศาสดานูหฺ (อ) ไว้ในคัมภีร์อัลกุรฺอานว่า :-
فَلَبِثَ فِيهِمْ أَلْفَ سَنَةٍ إِلَّا خَمْسِينَ عَامًا
“และโดยแน่นอนยิ่ง เราได้ส่งนูหฺไปยังกลุ่มชนของเขา และเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปี ยกเว้นห้าสิบปี (950 ปี) ดังนั้น อุทกภัยได้คร่าพวกเขาขณะที่พวกเขาเป็นผู้อธรรม” (สูเราะฮฺอังกะบูต 29 : 14)

อัลลอฮฺ มิเป็นผู้ทรงเดชานุภาพที่จะบันดาลให้มนุษย์คนหนึ่งมีอายุขัยยืนยาวกระนั้นหรือ ?
การดำรงชีวิต และความตายมิได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์หรอกหรือ ?

อัลลอฮฺไม่ทรงเดชานุภาพที่จะบันดาลให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์หรือ ?
ในขณะที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ก็ยังได้ยืนยันถึงการมีอายุที่ยืนยาวของท่านอิมามมะฮฺดีย์ (อ) ไว้อีกด้วย และท่าน (ศ) มิได้รับการขนานนามว่า “อัลอะมีน” (ผู้มีความสัตย์จริง) กระนั้นหรือ ?

กษัตริย์ จึงได้หันไปถามประธานว่า :- มีหลักฐานว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้กล่าวถึงมะฮฺดีย์เช่นนั้นจริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่ครับ !
*(มีหลักฐานมากมายเกี่ยวกับกรณีนี้ เช่น :- “อัลมะลาหิม วัลฟิตัน” บาบ 19 – อักดุดดุรุรฺ หะดีษที่ 66 – ยะนาบีอุลมะวัดดะฮฺ หน้า 491 – ตัซกิเราะตุลเคาะวาศ อิบนุเญาซีย์ บาบ 6 – อัรฺญิหุลมะฏอลิบ หน้า 378 – หิลยะตุลเอาลิยาอ์ – ซะคออิรุลอุกบา ชาฟิอีย์ ฯลฯ)

กษัตริย์จึงกล่าวถามเชคอับบาสีย์ว่า :- เพราะเหตุใดท่านจึงปฏิเสธสารธรรมคำสอนที่ถูกบันทึกโดยอุละมาอ์ของพวกเราเอง ?

เชคอับบาสีย์ :- ข้าพเจ้าหวั่นเกรงว่าความศรัทธาของประชาชนจะสั่นคลอน และหัวใจของพวกเขาจะโน้มเอียงไปสู่พวกชีอะฮฺ !

สัยยิดอะละวีย์ :- ถ้าเช่นนั้น ท่านก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าอยู่ในขอบข่ายของอายะฮฺ :-

إِنَّ الَّذِينَ يَكْتُمُونَ مَا أَنزَلْنَا مِنَ الْبَيِّنَاتِ وَالْهُدَى مِن بَعْدِ مَا بَيَّنَّاهُ لِلنَّاسِ فِي الْكِتَابِ أُولَئِكَ يَلعَنُهُمُ اللّهُ وَيَلْعَنُهُمُ اللَّاعِنُونَ

“แท้จริง บรรดาผู้ที่ปิดบังหลักฐานอันชัดเจน และทางนำอันถูกต้องในสิ่งที่เราได้ประทานลงมา ภายหลังจากเราได้สาธยายในคัมภีร์สำหรับมนุษย์ ชนเหล่านี้แหละที่อัลลอฮฺจะทรงสาปแช่งพวกเขา และบรรดาผู้สาปแช่งทั้งหมดก็จะสาปแช่งพวกเขาด้วยเช่นกัน” (สูเราะฮฺบะเกาะเราะฮฺ 2 :159)

ดังนั้น คำสาปแช่งของอัลลอฮฺย่อมจะรวมถึงท่านด้วยเช่นกัน

สัยยิดอะละวีย์ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า :- โอ้ กษัตริย์ ! ได้โปรดถามเชคอับบาสีย์เถิดว่า ระหว่างคัมภีร์ของอัลลอฮฺและวจนะของศาสนทูตของพระองค์ กับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ที่หลงไปจากทางนำแห่งอัลกุรฺอานและสุนนะฮฺ สิ่งไหนเป็นวาญิบที่อุละมาอ์แห่งโลกอิสลามจำต้องพิทักษ์รักษาไว้อย่างมั่นคง ?

ความเชื่อของชีอะฮฺเป็นบิดอะฮฺจริงหรือ?

เชคอับบาสีย์ :- ข้าพเจ้าจำเป็นต้องพิทักษ์หลักศรัทธาของประชาชนมิให้หัวใจของพวกเขาโน้มเอียงไปสู่แนวทางของพวกชีอะฮฺ ทั้งนี้ เนื่องจากความเชื่อของชีอะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ ! !

สัยยิดอะละวีย์ :- หามิได้ แต่ทว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว ตำราที่น่าเชื่อถือได้บันทึกเอาไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลแรกที่สร้างบิดอะฮฺขึ้นมาในอิสลามก็คือหัวหน้าของพวกท่านเอง โดยที่ตัวเขาเองก็ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า :-
“นี่คือบิดอะฮฺหะสานะฮฺ (การประดิษฐ์สิ่งใหม่ในศาสนาที่ถือเป็นสิ่งที่ดีงาม)” เมื่อเขาได้กำชับให้ประชาชนร่วมนมาซตะรอวีหฺในรูปญะมาอะฮฺ ทั้ง ๆ ที่เขาก็ทราบดีอยู่แล้วว่าอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ถือว่าการนมาซสุนัต(อาสา)ในรูปของญะมาอะฮฺนั้นเป็นสิ่งหะรอม ด้วยเหตุนี้ การสร้างบิดอะฮฺของท่านอุมัรฺจึงเป็นการต่อต้านอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์อย่างเปิดเผยและชัดเจนที่สุด (เศาะหี๊หฺบุคอรีย์ บาบุศเศาะลาติตตะรอวีหฺ – อัศเศาะวาอิก อิบนุหะญัรฺ – อัสกิลานีย์ กิตาบอิรฺชาดอัสสารีย์ ฟีชัรฺหิเศาะหี๊หิลบุคอรีย์ เล่ม 5 หน้า 4 ภายใต้คำพูดของท่านอุมัรฺที่ว่า :-

“ช่างเป็นบิดอะฮฺที่ประเสริฐอะไรเช่นนี้ !” โดยได้บันทึกว่า :- อุมัรฺได้ขนานนามสิ่งนี้ว่าเป็นบิดอะฮฺด้วยลมปากของเขาเอง ทั้งนี้เนื่องจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ไม่เคยสร้างสุนนะฮฺ (แบบฉบับ) เช่นนี้มาก่อน และแม้แต่ในสมัยของอบูบักรฺก็ไม่เคยมีวัตรปฏิบัติดังกล่าวด้วย .........)

นอกจากนั้น ท่านคิดว่านี่มิใช่เป็นการสร้างบิดอะฮฺในอะซานหรอกหรือ เมื่ออุมัรฺได้ใช้อำนาจโดยพลการสั่งให้ตัดถ้อยคำ “หัยยะอะลาค็อยริลอะมัล” (จงเร่งรีบไปสู่ภารกิจที่ประเสริฐสุดเถิด) ออกจากตัวบทอะซาน แล้วสั่งให้บรรจุถ้อยคำ “อัศเศาะลาตุค็อยรุมมินัลเนาวมฺ” (การนมาซดีกว่าการนอน) ซึ่งไม่เคยมีในตัวบทอะซานเข้ามาแทนที่ ? !

แล้วในกรณีที่เขาได้ออกคำสั่งให้ยกเลิกส่วนแบ่งในซะกาตประเภท “มุอัลละฟะตุกุลูบุฮุม” ที่เคยแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ยังมิได้น้อมรับอิสลามในสมัยของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ท่านคิดว่าอุมัรฺมิได้ประดิษฐ์สิ่งที่เป็นบิดอะฮฺขึ้นมาหรือ ? !
ท่านอุมัรฺมิได้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ (ศ) หรอกหรือเมื่อเขาได้ออกคำสั่งให้ยกเลิกมุตอะฮฺหัจญ์ ?

และการกระทำเช่นนั้นมิถือว่าเป็นการสร้างบิดอะฮฺหรอกหรือ ? !
ท่านอุมัรฺมิได้ขัดขืนต่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์กระนั้นหรือ เมื่อเขาได้สั่งยกเลิกมุตอะฮฺสตรี และสิ่งนี้ไม่ถือว่าเป็นบิดอะฮฺหรอกหรือ ? !

ท่านอุมัรฺมิได้ประดิษฐ์สิ่งบิดอะฮฺหรอกหรือ เมื่อเขาไม่ยอมตัดสินพิพากษาฆาตรกรที่ฆ่าสังหารคนบริสุทธิ์และจัดการข่มขืนภรรยาของผู้ตาย และการเพิกเฉยไม่ยอมปฏิบัติตามชะรีอะฮฺ ทั้ง ๆ ที่พวกเขามีอำนาจอยู่ในมือ จะไม่ถือว่าพวกเขาฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์หรือ ? !
และยังมีบิดอะฮฺอีกมากมายที่พวกท่านพวกท่านได้ประดิษฐ์มันขึ้นมา

โอ้ ผู้ที่ดำเนินตามสุนนะฮฺของท่านอุมัรฺ !
บัดนี้ คงจะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าในระหว่างเรากับพวกท่านใครกันแน่ที่สร้างบิดอะฮฺขึ้นมา ? !
กษัตริย์จึงหันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ท่านอุมัรฺ ได้ประดิษฐ์บิดอะฮฺดังที่สัยยิดกล่าวมาทั้งหมดจริงหรือ ? !

ประธานองคมนตรี :- อุละมาอ์ส่วนหนึ่งได้บันทึกในตำราของพวกเขาเช่นนั้น

กษัตริย์ :- เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดพวกเรายังคงปฏิบัติตามบุคคลที่ประดิษฐ์บิดอะฮฺขึ้นมาในศาสนาอีกเล่า ?

สัยยิดอะละวีย์ :-ดังที่ท่านได้ปุจฉา การปฏิบัติตามบุคคลที่ทำบิดอะฮฺถือเป็นสิ่งหะรอม ทั้งนี้เนื่องจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะไว้ว่า :-
“ทุก ๆ บิดอะฮฺ คือการหลงทาง และทุก ๆ การหลงทางจะถูกโยนสู่ไฟนรก”

ด้วยเหตุนี้ ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามบิดอะฮฺที่ท่านอุมัรฺได้ประดิษฐ์ขึ้นมา โดยเขาตระหนักดีว่าสิ่งนั้นเป็นบิดอะฮฺ เขาจะต้องเป็นชาวนรกอย่างไม่ต้องสงสัย

อิมามสี่มัซฮับ

เชคอับบาสีย์ :- ท่านจะว่าอย่างไรในเมื่อหัวหน้ามัซฮับทั้งสี่ได้รับรองการกระทำของท่านอุมัรฺว่าเป็นสิ่งถูกต้อง ?

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! นี่ถือเป็นบิดอะฮฺเท่าทวีคูณ !

กษัตริย์ :- หมายความว่าอย่างไร ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- เพราะผู้นำของมัซฮับทั้งสี่ นับตั้งแต่ท่านอบูหะนีฟะฮฺ, มาลิก อิบนุอนัส, อะหฺมัด อิบนุหัมบัล และชาฟิอีย์ มิได้มีชีวิตร่วมสมัยกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) แต่ทว่า พวกเขาเพิ่งเกิดภายหลังจากเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ถึงอสัญกรรมแล้วถึง 200 ปี

คำถามจึงติดตามมาว่า ถ้าเช่นนั้นบรรดามุสลิมที่มีชีวิตระหว่างยุคสมัยของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) กับผู้นำมัซฮับทั้งสี่จะมิกลายเป็นกลุ่มชนที่มีหลักศรัทธาที่เป็นบาฏิล (โมฆะ) และอยู่ในทางหลงหรอกหรือ ? !
และคำถามต่อมาก็คือ มีหลักฐานอะไรหรือที่สามารถนำมาพิสูจน์ได้ว่าในอิสลามมีเพียงสี่มัซฮับนี้เท่านั้น โดยมุกัลลัฟไม่สามารถปฏิบัติตามฟะกีฮฺ(ผู้รู้)หรือมุจญ์ตะฮิด(ผู้เชี่ยวชาญศาสนบัญญัติ)ผู้อื่นได้ ?

หรือว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วะศียะฮฺไว้เช่นนั้น ?

กษัตริย์ :- โอ้ เชคอับบาสีย์ ! ท่านจะตอบคำถามนี้อย่างไร ?

เชคอับบาสีย์ :- ฟะกีฮฺทั้งสี่มีความรอบรู้เหนือกว่าอุละมาอ์ทั้งหมด

กษัตริย์ :- หมายถึงอุละมาอ์ท่านอื่นมีความรู้ไม่เทียบเท่าพวกเขากระนั้นหรือ ?

เชคอับบาสีย์ :- ใช่แล้ว แต่สำหรับชาวชีอะฮฺนั้น พวกเขาปฏิบัติตามมัซฮับของอิมามญะอฺฟัรฺ อัศศอดิก (อ)

สัยยิดอะลาวีย์ :- สาเหตุที่ชาวชีอะฮฺปฏิบัติตามมัซฮับอิมามญะอฺฟัรฺ (อ) เนื่องจากมัซฮับของท่านดำเนินตามสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) และเพราะอิมามญะอฺฟัรฺคือสมาชิกจากครอบครัวของท่าน (ศ) ที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ ได้ทรงตรัสว่า :-

إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا
“โดยแน่นอนยิ่ง อัลลอฮฺประสงค์จะขจัดมลทินจากพวกเจ้า (โอ้) อะฮฺลุลบัยตฺ !และทรงชำระขัดเกลาพวกท่านให้สะอาดบริสุทธิ์” (สูเราะฮฺอะหฺซาบ 33 : 33)

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว เราชาวชีอะฮฺถือปฏิบัติตามอิมามทั้งสิบสองท่าน แต่เนื่องจากบรรยากาศทางการเมืองในยุคสมัยของท่านอิมามศอดิก (อ) เอื้ออำนวยต่อลูกหลานของท่านศาสดา (ศ) ทำให้ท่านสามารถเผยแผ่และสำแดงศักยภาพเชิงวิชาการอิสลาม เช่น วิชาตัฟสีรฺ วิชาหะดีษ ฯลฯ ให้แก่ลูกศิษย์และประชาชนทั่วไปได้มากกว่าอิมามมะอฺศูม (อ) ท่านอื่น ๆ โดยมีลูกศิษย์ที่ร่ำเรียนวิชาการจากท่านถึง 4,000 คน (อัลอิมามุศศอดิก (อ) วัลมะซาฮิบุลอัรฺบะอะฮฺ – ตารีคบัฆดาด ฯลฯ)

และท่าน (ศ) ยังสามารถปูพื้นฐานทางวิชาการอิสลามให้มั่นคง ภายหลังจากที่ได้ถูกราชวงศ์อะมาวีย์และอับบาสีย์บิดเบือนทำลาย และจากสาเหตุนี้เองที่ชาวชีอะฮฺได้ขนานนามมัซฮับนี้ว่า “ญะอฺฟะรีย์” และถือว่าท่านอิมามญะอฺฟัรฺ ศอดิก (อ) คือผู้ฟื้นฟูและปฏิรูปอิสลามให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

กษัตริย์ :- โอ้ เชคอับบาสีย์ ! ท่านมีคำตอบในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ?

เชคอับบาสีย์ :- พวกเราชาวสุนนีได้ตักลีดและปฏิบัติตามผู้นำแห่งมัซฮับทั้งสี่มาเป็นเวลาเนิ่นนานจนกลายเป็นความเคยชินแล้ว

สัยยิดอะละวีย์ :- หาใช่เช่นนั้นไม่ แต่ทว่า ผู้ปกครองจากราชวงศ์ต่าง ๆ ได้บีบบังคับพวกท่านให้ถือปฏิบัติตามด้วยเหตุผลทางการเมือง และพวกท่านก็ได้ถือปฏิบัติตามพวกเขาอย่างหลับหูหลับตาโดยปราศจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ !

เชคอับบาสีย์จึงนั่งเงียบ

สัยยิดอะละวีย์จึงกล่าวต่อไปว่า :- โอ้ กษัตริย์ ! ณ วินาทีนี้ ข้าพเจ้ามั่นใจว่าถ้าหากท่านเชคอับบาสีย์ได้ตายไปในสภาพเช่นนี้ เขาจะต้องตกเป็นชาวนรกอย่างแน่นอน

กษัตริย์ :- อะไรที่ทำให้ท่านมั่นใจเช่นนั้น ? !

การตายในสภาพญาฮิลียะฮ์

สัยยิดอะละวีย์ :- เพราะท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะไว้ว่า :-
“บุคคลใดที่ตายไปโดยไม่รู้จักอิมามในยุคสมัยของตน เขาได้ตายไปเฉกเช่นผู้ที่ตายในยุคสมัยญาฮิลียะฮฺ”

โอ้ กษัตริย์ ! ได้โปรดถามท่านเชคอับบาสีย์เถิดว่า อิมามของเขาคือใคร ?

เชคอับบาสีย์ :- นี่มิใช่หะดีษจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ)

กษัตริย์จึงหันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ข้อเท็จจริงของหะดีษดังกล่าวเป็นอย่างไรหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่ครับ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะเช่นนั้นจริง
*(หาฟิซ นีชาบูรีย์ได้บันทึกในเศาะหี๊หฺของเขา เล่ม 8 หน้า 107 – ยะนาบีอุลมะวัดดะฮฺ หน้า 117 – นะฟะหาตุลลาฮูต หน้า 3 – เศาะหี๊หฺมุสลิม ฯลฯ)

กษัตริย์จึงกล่าวด้วยความกริ้วว่า :- โอ้ เชคอับบาสีย์ ! ข้าพเจ้าเคยเชื่อมั่นว่าท่านเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือมาก่อน แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าเพิ่งประจักษ์ว่าคำพูดของท่านขาดความน่าเชื่อถือเสียแล้ว เพราะท่านได้กล่าวคำเท็จออกมานั่นเอง

เชคอับบาสีย์ :- แน่นอน ข้าพเจ้ารู้จักอิมามในยุคสมัยของข้าพเจ้าดี

สัยยิดอะละวีย์ :- ใครหรือ ?

เชคอับบาสีย์ :- ก็ท่านกษัตริย์ไงเล่า

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! เป็นความจริงที่ท่านได้กล่าวว่าเขาเป็นคนที่พูดจาโกหก และสิ่งที่เขากล่าวมานั้นไม่มีสารัตถะใด ๆ นอกจากเพียงแค่จะประจบสอพลอท่านเท่านั้น

กษัตริย์ :- แน่นอน ข้าพเจ้ารู้ดีว่าเขากำลังกล่าวโกหกคำโตออกมา และข้าพเจ้ายังรู้จักตัวเองดีว่าไม่มีคุณสมบัติคู่ควรที่จะเป็นอิมามชี้นำประชาชน ทั้งนี้เนื่องจากข้าพเจ้าไม่มีความสันทัดในวิชาการศาสนา นอกจากความสามารถในการบริหารบ้านเมืองแล้ว ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาให้หมดไปกับการล่าสัตว์

หลังจากนั้นกษัตริย์ได้ถามสัยยิดว่า :- แล้วอิมามซะมาน (อิมามแห่งยุคสมัย) คือใครหรือ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- จากหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) อิมามซะมาน (อ) ก็คือ “มะฮฺดีย์” (อัรฺวาหุนาละฮุลฟิดาอ์) ด้วยเหตุนี้ บุคคลใดที่รู้จักท่าน เขาจะตายในสภาพของมุสลิมและเป็นหนึ่งจากชาวสวรรค์ และใครก็ตามที่ตายไปโดยมิได้รู้จักท่าน เขาจะตายในสภาพญาฮิลียะฮฺ (อนารยชน) และจะเข้าอยู่ในไฟนรกร่วมกับประชาชนในยุคญาฮิลียะฮฺ

เมื่อการสนทนาได้ดำเนินมาถึงประเด็นนี้ ใบหน้าของกษัตริย์มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์เริ่มสดใส มีความสุข และมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม และแล้ว โดยที่ไม่มีใคร ณ สถานที่นั้นจะคาดฝันมาก่อน ท่านได้กล่าวกับผู้ที่ชุมนุมด้วยเสียงดังกังวานว่า :-
โอ้ พี่น้องทั้งหลาย ! โปรดรับรู้ด้วยเถิดว่า การสนทนาและถกเถียงทางวิชาการที่ได้ดำเนินมาเป็นเวลา 3 วันเต็ม ๆ นั้น ได้ทำให้ข้าพเจ้ามีดวงตา ดวงใจที่ใสสว่างสามารถจำแนกความจริงออกจากความเท็จได้อย่างมั่นใจว่า หลักฐานและข้อพิสูจน์ของอุละมาอ์ฝ่ายชีอะฮฺเต็มไปด้วยตรรกะและสัจธรรม ในขณะที่หลักความเชื่อถือศรัทธาที่ฝ่ายเราได้นำเสนอนั้นล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความโมฆะและปราศจากสาระแห่งหลักตรรกศาสตร์และสัจธรรมอย่างสิ้นเชิง และเนื่องจากโดยบุคลิกภาพและสัญชาติญาณของข้าพเจ้าแล้ว เป็นผู้ที่ไม่ตะอัศศุบ (มีโมหคติ) ต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ในสัจธรรมแล้ว ย่อมไม่มีหนทางอื่นใดนอกจากจะต้องยอมจำนนต่อมัน ข้าพเจ้ามิใช่บุคคลที่แสวงหาโมฆะธรรมในโลกดุนยา เพื่อที่จะกระโจนไปสู่นรกญะฮันนัมในโลกอาคิเราะฮฺ ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสนี้ประกาศกับท่านทั้งหลายว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าคือชีอะฮฺคนหนึ่ง และบุคคลใดที่ประจักษ์ว่าชีอะฮฺคือสัจธรรม เขาย่อมมีสิทธิที่จะกำหนดชะตากรรมของเขาเอง มาตรว่า เขาเป็นผู้แสวงหาความเมตตา ความจำเริญ และความโปรดปรานอันอสงไขยของอัลลอฮฺ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องเข้ามาสู่วิถีทางแห่งสัจธรรมที่เต็มไปด้วยรัศมี และละทิ้งวิถีแห่งความมืดมนอนธกาลแห่งความโมฆะอย่างไร้เยื่อใย

หลังจากนั้น นิซอมุลมุลก์ ประธานองคมนตรี ได้ประกาศเป็นคนต่อมาว่า :- ข้าพเจ้าทราบดีว่าชีอะฮฺคือวิถีแห่งสัจธรรมเพียงหนึ่งเดียว และความเชื่อมั่นดังกล่าวเกิดจากการศึกษาค้นคว้าจนกระทั่งได้บรรลุสู่ความจริง ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าขอประกาศเช่นกันว่า ข้าพเจ้าคือชีอะฮฺคนหนึ่ง

ในที่สุด บรรดาอุละมาอ์ รัฐมนตรี ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เข้าร่วมรับฟังการสนทนาในครั้งนั้นประมาณ 70 คน ก็ได้น้อมรับวิถีสัจธรรมนั้นด้วยเช่นกัน

กระแสข่าวการเข้ารับชีอะฮฺของกษัตริย์มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์ และนิซอมุลมุลก์ ประธานองคมนตรี และเจ้าหน้าที่ชั้นนำของประเทศได้แพร่ขจายไปทั่วแผ่นดินอิสลาม และมีผลทำให้ประชาชนจำนวนมากได้หันมาน้อมรับแนวทางชีอะฮฺ จนกระทั่งท่านนิซอมุลมุลก์ (ซึ่งเป็นพ่อตาของข้าพเจ้า) ได้ประกาศให้ครูบาอาจารย์ทั่วกรุงแบกแดดจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนมัซฮับชีอะฮฺขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุละมาอ์สุนนีบางส่วนที่ยังคงยืนหยัดอยู่บนวิถีทางแห่งโมฆะและไร้หลักฐานของพวกเขาต่อไป ซึ่งคัมภีร์อัลกุรฺอานได้กล่าวว่า :-
فَهِيَ كَالْحِجَارَةِ أَوْ أَشَدُّ قَسْوَةً
“(หัวใจของพวกเขา) แข็งกระด้างประดุจดังหิน หรือแข็งกระด้างยิ่งกว่า”(สูเราะฮฺบะเกาะเราะฮฺ 2 : 74)

และในที่สุด กลุ่มชนดังกล่าวนี้เองที่ได้เริ่มวางแผนการณ์อันชั่วร้ายเพื่อก่อการรัฐประหารล้มล้างกษัตริย์มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์ และนิซอมุลมุลก์ โดยในขั้นแรกพวกเขาได้จับตัวประธานองคมนตรี ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และในวันที่ 12 เดือนรอมฎอน ปีฮิจญ์เราะฮฺศักราชที่ 485 พวกเขาได้จัดการสังหารนิซอมุลมุลก์ และหลังจากนั้นก็เป็นของกษัตริย์มะลิกชาฮฺ สัลญูกีย์ ที่ต้องประสบชะตากรรมถูกสังหารในที่สุด

อินนาลิลลาฮฺ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน
เพราะจำนนต่อสัจธรรม ท่านทั้งสองจึงถูกฆ่าสังหาร

เราขอขับลำนำเพื่อรำลึกถึงความเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ของผู้มีเกียรติ ท่านเชคนิซอมุดดีน :-

นิซอมุดดีน อัญมณีอันล้ำค่า
อัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตาเทอดเกียรติเขาให้สูงส่ง
ฐานภาพของท่านนั้นยิ่งใหญ่
แต่จะมีคุณค่าอะไรกับคนเนรคุณ
พวกมันได้ส่งท่านไปสู่ผู้เป็นเจ้าแห่งกรรมสิทธิ์
ทันทีที่ประจักษ์ถึงสัจธรรม
ท่านจึงยอมจำนนอย่างไร้เงื่อนงำ
วิถีแห่งอะฮฺลุลบัยต์เต็มไปด้วยสารัตถะ
ในขณะที่วิถีทั้งหลายล้วนคือภาพลวงตา
จิตสำนึกแห่งมาร

ได้ผลาญคร่าชีวิตให้กลายเป็นดวงเดือน
ที่ส่องไสวให้กลางคืนที่มืดมนต์
ศานติจากเจ้าของสันติพึงมีแด่ท่าน
สรวงสวรรค์อันสถาพร
ได้โปรดรับดวงวิญญาณของท่านอย่างถาวรเถิด

ข้าพเจ้าผู้จดบันทึกการสนทนาได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ตั้งแต่วินาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย อย่างไรก็ตาม เนื้อหาที่ได้นำเสนอ ณ ที่นี้ เป็นเพียงบทสรุปของการถกเถียงเชิงวิชาการที่ข้าพเจ้าได้คัดย่อมาเท่านั้น

มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์
ขอความศานติ ความจำเริญพึงมีแด่ศาสดามุหัมมัด (ศ)
และครอบครัวผู้สะอาดบริสุทธิ์ของท่าน (อ)


มุกอติล อิบนุอะฏียะฮฺ
มัดเราะสะฮฺ อิลมียะฮฺ (สถาบันสอนศาสนา) นิซอมียะฮฺ
กรุงแบกแดด


นี่คือวิถีแห่งสัจธรรม
หนังสือเล่มนี้ได้ถูกถ่ายทอดจากภาษาต้นฉบับและจัดพิมพ์เป็นภาษาต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะเป็นแค่เพียงหนังสือเล่มเล็ก ๆ แต่แน่นไปด้วยเนื้อหาสาระจนสามารถชี้นำผู้แสวงหาให้เข้ามาสู่วิถีแห่งสัจธรรมกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า

มวลการสรรเสริญย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
ผู้ทรงเอกะเพียงผู้เดียว


แปลและเรียบเรียงโดย เชคอบูนัสรีน

ทางเว็บไซต์อัลฮะซะนัยน์ได้ปรับเนื้อหาคำแปลบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่