ประธาน :- ท่านหมายความว่าอย่างไร ?

สัยยิดอะละวีย์ :- เพราะท่านอุมัรฺได้กล่าวไว้ว่า :- มุตอะฮฺ 2 ประเภทที่เคยเป็นสิ่งหะลาลในสมัยท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ซึ่งฉันขอประกาศให้บทบัญญัติทั้งสองเป็นสิ่งหะรอม นั่นคือมุตอะฮฺหัจญ์ และมุตอะฮฺสตรี

ดังนั้น ถ้าหากอุละมาอ์เหล่านั้นยึดถือคำสั่งห้ามของท่านอุมัรฺเป็นสรณะและเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว เหตุใดพวกเขาจึงไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามในกรณีของมุตอะฮฺหัจญ์ ? พวกเขาได้ละเมิดและฝ่าฝืนคำสั่งของท่านอุมัรฺด้วยการกล่าวว่า :- “มุตอะฮฺหัจญ์ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง” ทั้ง ๆ ที่ท่านอุมัรฺได้สั่งห้ามและถือเป็นสิ่งหะรอม !
แต่ถ้าหากอุละมาอ์เหล่านั้นถือว่าคำสั่งห้ามของท่านอุมัรฺเป็นโมฆะและไม่ถูกต้อง ทำไมพวกเขาจึงยอมเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งห้ามของเขาในเรื่องมุตอะฮฺสตรี ด้วยการคล้อยตามทัศนะของเขาอย่างเป็นเอกฉันท์ ? !

ประธานองคมนตรีได้แต่นิ่งเงียบไม่สามารถกล่าวสิ่งใดออกมา

กษัตริย์จึงได้หันไปทางอุละมาอ์ของสุนนีและถามขึ้นว่า :- ทำไมพวกท่านจึงไม่ยอมตอบคำถามของสัยยิดอะละวีย์ ? !

เชคหะสัน กอสิมีย์ ผู้เป็นอุละมาอ์คนหนึ่งของชีอะฮฺที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า :- เพราะหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่สัยยิดอะละวีย์ได้นำเสนอเพื่อหักล้างคำสั่งห้ามของท่านอุมัรฺ และบรรดาผู้ที่เจริญรอยตามเขาตรงประเด็นทุกประการนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ บรรดาอุละมาอ์ของฝ่ายท่านจึงไม่มีหลักฐานและข้อพิสูจน์ใด ๆ ที่จะโต้แย้งหรือคัดค้าน

กษัตริย์ :- ถ้าเช่นนั้น ขอให้พวกท่านผ่านประเด็นนี้ไป และเริ่มต้นประเด็นอื่นต่อไป

ความชอบธรรมของท่านอุมัรในฐานะผู้ขยายอาณาจักรมุสลิม

เชคอับบาสีย์ :- กรณีที่พวกชีอะฮฺกล่าวหาว่าท่านอุมัรฺไม่มีฟะฏีละฮฺหรือคุณงามความดีใด ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาคือผู้ที่ขยายอาณาเขตอิสลามออกสู่แว่นแคว้นต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนี่แค่เพียงคุณความดีหนึ่งเท่านั้น

สัยยิดอะละวีย์ :- คำตอบของเราต่อกรณีดังกล่าว คือ :-
1. บรรดากษัตริย์หรือผู้ปกครองส่วนใหญ่ต่างก็พยายามที่จะขยายอาณาเขตหรือดินแดนออกไปให้กว้างขวางทั้งสิ้น ดังนั้น จะมีข้อแตกต่างอันใดระหว่างท่านอุมัรฺกับพวกเขาเหล่านั้น ? !
2. มาตรว่าเราให้การยอมรับว่าการสามารถขยายดินแดนให้กว้างขวางว่าเป็นฟะฎีละฮฺหรือคุณงามความดีของเขาแล้ว ท่านคิดว่ามันจะสามารถนำมาทดแทนกับพฤติกรรมที่เขาได้ล่วงละเมิดและปล้นตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้กำหนดเอาไว้กระนั้นหรือ ? !

ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ ท่านศาสดา (ศ) ได้ประกาศแต่งตั้งท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ให้เป็นเคาะลีฟะฮฺอย่างชัดเจน โดยท่านไม่เคยเอ่ยปากแต่งตั้งเขามาก่อนเลย
โอ้ กษัตริย์ ! มาตรว่าท่านได้ประกาศแต่งตั้งตัวแทนเพื่อสืบราชสมบัติต่อจากท่าน แต่ทว่า ในเวลาต่อมาได้มีบุคคลอื่นช่วงชิงราชบัลลังก์ไปจากเขา และสามารถแผ่ขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง ท่านจะมีความยินดีต่อกรณีดังกล่าวหรือไม่?

กษัตริย์ :- ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่า ข้าพเจ้าจะต้องมีความโกรธกริ้วเขาอย่างแน่นอน และผลงานที่เขาได้สร้างเอาไว้ไม่อาจจะลบล้างความผิดของเขาได้

สัยยิดอะละวีย์ :- ในทำนองเดียวกัน ท่านอุมัรฺได้ละเมิดคำสั่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ด้วยการปล้นตำแหน่งไปจากตัวแทนของท่าน (ศ) และได้ทำการปกครองและบริหารแผ่นดินโดยมิได้ผ่านการเห็นชอบของท่าน (ศ) มาก่อน

3. เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการทำสงครามของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) กับท่านอุมัรฺแล้ว เราจะประจักษ์ว่าท่านอุมัรฺได้ทำสงครามเพื่อขยายดินแดน ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติภารกิจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ และยังสร้างภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียต่ออิสลาม ทั้งนี้ เนื่องจากประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ไม่เคยทำสงครามรุกรานประเทศใดมาก่อน แต่ทว่าสงครามที่อุบัติขึ้นทุกครั้งเป็นไปเพื่อปกป้องอิสลาม หรือภายหลังจากถูกศัตรูรุกรานเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ท่าน (ศ) จึงสามารถพิชิตชัยชนะเหนือหัวใจของประชาชน ทำให้พวกเขามีความประทับใจอิสลาม และเข้ามาสู่ร่มเงาแห่งศาสนาของอัลลอฮฺเป็นหมู่เหล่า

ในขณะที่ท่านอุมัรฺกลับใช้วิธีการรุกรานแผ่นดินต่าง ๆ ด้วยสาเหตุดังกล่าว ที่ทำให้พวกเขามีอคติต่ออิสลามและก่นด่าประณามศาสนาอันสูงเกียรติว่าเผยแผ่หลักธรรมคำสอนโดยอาศัยสงครามและคมดาบ แทนที่จะเป็นศาสนาแห่งตรรกะและความนอบน้อมถ่อมตน ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ศัตรูของอิสลามเพิ่มจำนวนมากขึ้น

มาตรว่าท่านอบูบักรฺ อุมัรฺ อุษมาน มิได้ริบตำแหน่งของอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ผู้มีสิทธิอันชอบธรรมต่อตำแหน่งผู้นำแล้ว เป็นที่มั่นใจได้ว่าท่านจะสามารถธำรงรักษาสุนนะฮฺหรือแบบฉบับอันงดงามของท่าน (ศ) ในท่ามกลางประชาชนไว้อย่างเคร่งครัดอย่างแน่นอน และด้วยการดำเนินภารกิจที่ถูกครรลองคลองธรรม จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามแก่อิสลาม และทำให้ประชาชนเข้าสู่ร่มเงาคำสอนอันสัจจริงนี้ด้วยความจำนนและภาคภูมิใจ และเมื่อนั้น ธงชัยแห่งอิสลามจะโบกสะพัดเหนือแผ่นดินต่าง ๆ อย่างสมภาคภูมิ

แต่ทว่า “ลาเหาละวะลากู วะตะอิลลาฮฺบิลลาฮฺ อัลอะลียิลอะซีม...”

กษัตริย์ จึงหันไปถามเชคอับบาสว่า :- ท่านมีคำพูดที่จะโต้แย้งสัยยิดอะละวีย์ ไหม ?

เชคอับบาสีย์ :- ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินสิ่งเหล่านี้มาก่อนเลย

สัยยิดอะละวีย์ :- บัดนี้ ความจริงได้ประจักษ์ต่อท่านแล้ว ดังนั้น ขอให้ท่านสลัดความเชื่อต่อเคาะลีฟะฮฺที่เป็นโมฆะทิ้งเสียเถิด และให้การยอมจำนน เชื่อฟังและปฏิบัติตามเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงสิทธิของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) นั่นคือ อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (อ) เถิด

สัยยิดอะละวีย์กล่าวต่อไปว่า :- โอ้ พี่น้องทั้งหลาย ! พวกท่านได้ทำในสิ่งที่น่าพิศวงด้วยการหลงลืมสารัตถะ และหันไปยึดถือสิ่งที่เป็นโมฆะแทน

เชคอับบาสีย์ :- หมายความว่าอย่างไร ?

การพิชิตของท่านอะลี

สัยยิดอะละวีย์ :- พวกท่านยินดีปรีดาต่อการสามารถขยายดินแดนของท่านอุมัรฺ แต่กลับหลงลืม “ฟุตูหาต”(การพิชิต) ของท่านอะลี

เชคอับบาสีย์ :- อะลี (อ) เคยพิชิตชัยชนะที่ไหน ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- ชัยชนะที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้รับมาเกือบทุกสมรภูมิเกิดจากฝีมือของอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ทั้งในสงครามบะดัรฺ ฟัตหฺ ค็อยบัรฺ หุนัยนฺ อุหุด ค็อนดัก ถ้ามิใช่ชัยชนะในสมรภูมิเหล่านี้ จะไม่มีอิสลามและความศรัทธาหลงเหลือจนถึงทุกวันนี้ หลักฐานและข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ก็คือ วจนะของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เมื่อท่านได้กล่าวในขณะที่ส่งอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ออกไปเผชิญหน้ากับ “อัมรฺ อิบนุอับดะวุด” ในสงคราม “ค็อนดัก” (หรืออะหฺซาบ) ว่า :-

“(พลังแห่ง) ความศรัทธาทั้งหมดกำลังจะเผชิญหน้ากับ (กองทัพแห่ง) การตั้งภาคีทั้งหลาย โอ้ อัลลอฮฺ ! มาตรว่าพระองค์ทรงประสงค์ให้การเคารพภักดีต่อพระองค์ผู้ทรงเอกะได้ดำเนินต่อไปแล้วไซร้ ขอพระองคืได้ทรงโปรดประทานชัยชนะแก่อะลีด้วยเถิด”

นัยดังกล่าวก็คือ มาตรว่าอะลีต้องถูกสังหารในสงครามค็อนดักแล้ว จะเป็นการเสริมสร้างความเหิมเกริมให้พวกบูชาเจว็ดที่จะฆ่าสังหารฉันและมุสลิมทั้งมวล และเมื่อนั้นอิสลามและความศรัทธาจะไม่หลงเหลืออีกต่อไป และท่าน (ศ) ยังได้กล่าวอีกว่า :-

“การฟันของอะลี (อ) เพียงหนึ่งครั้งในวันแห่งค็อนดัก มีความประเสริฐ (อัฟฎ็อล) กว่าการอิบาดะฮฺของษะเกาะลัยน ฺ (ญินและมนุษย์รวมกันทั้งหมด)” 1
1. นิฮายะตุลมะอฺกูล ฟัครุรฺรอซีย์ 104 – มุสตัดร็อกหากิม 3 / 32 – ตารีคบัฆดาด 3 / 19 – ตัลคีศุลมุสตัดร็อก ซะฮะบีย์ 3 / 32 – เอาญะฮุลมะฏอลิบ 481 - อิหฺกอกุลหักก์ 6 / 4 และ 16 / 402

ด้วยเหตุนี้ จึงถือเป็นสิ่งชอบธรรมที่เราจะกล่าวว่า :-
“อิสลามถูกอุบัติขึ้นมาเพราะมุหัมมัด (ศ) และสามารถยืนหยัดเพราะอะลี (อ)”

ดังนั้น เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจ และการธำรงคงอยู่ของอิสลามก็เนื่องจากอัลลอฮฺได้ทรงประทานผ่านภารกิจของอะลี (อ) นั่นเอง

เชคอับบาสีย์ :- เอาละ มาตรว่าพวกเรายอมรับหลักฐานและข้อพิสูจน์ของท่านว่าสอดคล้องกับความเป็นจริง และท่านอุมัรฺมีความผิดพลาดจากการปล้นตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ และได้เปลี่ยนแปลงดีนของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) แล้ว ท่านจะชี้แจงข้อครหาที่ท่านมีต่อท่านอบูบักรฺอย่างไร ? !

ท่านอบูบักรกับคอลิด อิบนุวะลีด

สัยยิดอะละวีย์ :- เรามีหลักฐานและข้อพิสูจน์ต่อการที่ชาวชีอะฮฺไม่ให้การยอมรับอบูบักรฺ ดังนี้ :-

1. กรณีที่เขาได้ละเมิดต่อสิทธิอันชอบธรรมของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออ์ (ส) ผู้เป็นบุตรีของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) และเป็นหัวหน้าสตรีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
2. กรณีที่เขาไม่ยอมตัดสินและจัดการลงโทษการกระทำอันเป็นอาชญากรของ “คอลิด อิบนุวะลีด”

กษัตริย์จึงถามด้วยความประหลาดใจว่า :- คอลิด อิบนุวะลีดเป็นอาชญากร กระนั้นหรือ ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- ใช่แล้ว

กษัตริย์ :- เขาได้ทำความผิดอันใดหรือ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- อาชญากรรมของเขาก็คือ เมื่อครั้งที่ท่านอบูบักรฺได้ส่งเขาไปพบกับ “มาลิก อิบนุนุวัยเราะฮฺ” ผู้เป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) และท่าน (ศ) ยังได้เคยแจ้งข่าวดีถึงเกียรติคุณแห่งความเป็นชาวสวรรค์ของเขามาก่อน แต่แล้วอบูบักรฺได้ออกคำสั่งให้คอลิดจัดการสังหารเขาและกลุ่มชนของเขา ในขณะที่กองทหารของคอลิดได้ยาตราทัพเข้าใกล้เมืองของมาลิกนั้น เขากำลังอยู่นอกเมืองมะดีนะฮฺ และเมื่อเขาได้มองเห็นคอลิดยกกองทัพมาเพื่อทำสงครามกับเขา เขาจึงสั่งให้กลุ่มชนของตนเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับกองทัพของคอลิด แต่เมื่อคอลิดได้เห็นการตระเตรียมการที่ดีของมาลิก จึงได้ใช้กลอุบายด้วยการสาบานเท็จว่า เขามิได้มีเจตนาร้ายในการมาครั้งนี้ว่า :-

“เรามิได้มาเพื่อทำสงครามกับท่าน เราจะขอเป็นอาคันตุกะของท่านเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น”

หลังจากที่คอลิดได้กล่าวสาบานในนามของอัลลอฮฺแล้ว ทำให้มาลิกเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขามิได้มีเล่ห์เพทุบายอื่นใด จึงได้สั่งให้กลุ่มชนของตนเก็บอาวุธ แต่แล้วในขณะที่มาลิกและกลุ่มชนของเขากำลังยืนนมาซอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง คอลิดและทหารของเขาได้จู่โจมเข้าจับพวกเขาทั้งหมด !

ภารกิจอันชั่วร้ายของคอลิดยังไม่ยุติเพียงแค่นั้น หลังจากเขาได้ฆ่ามาลิก อิบนุ นุวัยเราะฮฺแล้ว ในค่ำคืนนั้นเองเขาได้จัดการข่มขืนภรรยาของมาลิก ซึ่งเป็นสตรีที่มีความสง่างาม หลังจากนั้นเขาได้สั่งให้ทหารตัดศีรษะของมาลิกและกลุ่มชนของเขาใส่ลงในกระทะอาหาร และพวกเขาได้ร่วมสำรับอาหารมื้อนั้นด้วยศีรษะมนุษย์ !

ภายหลังจากคอลิดและทหารของเขาได้เดินทางกลับสู่มะดีนะฮฺแล้ว ท่านอุมัรฺได้แสดงเจตน์จำนงที่จะให้พิพากษาและลงโทษจอมอาชญากรคอลิดในข้อหาร่วมกันฆ่าสังหารมุสลิม และยังข่มขืนภรรยาของผู้เป็นหัวหน้าเผ่า แต่แล้ว อบูบักรฺ ผู้ศรัทธาในทัศนะของพวกท่านได้ทัดทานอย่างรุนแรง จากกรณีนี้เองที่เขาได้ปล่อยให้เลือดของผู้ศรัทธาต้องหลั่งลงมาโดยมิได้จัดการตัดสินพิพากษาเหล่าอาชญากรให้เป็นไปตามกระบวนการแห่งพระบัญชาของอัลลอฮฺ !

กษัตริย์จึงหันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- สิ่งที่สัยยิดอะละวีย์ได้กล่าวเกี่ยวกับคอลิด อิบนุวาลีด และอบูบักรฺ เป็นความจริงกระนั้นหรือ ?

ประธานองคมนตรี:- นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้เช่นนั้น

กษัตริย์ :- แล้วเหตุใดคอลิดจึงได้รับสมญานาม ว่า “ดาบที่ถูกดึงจากฝักของอัลลอฮฺ” เล่า ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- หามิได้ ในทางกลับกัน เขาคือ “ดาบที่แกว่งไกวเพื่อชัยฏอน” ต่างหาก เพราะเขาคือศัตรูตัวฉกาจของอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) และเคยเป็นหนึ่งในสหายของท่านอุมัรฺที่บุกรุกเข้าไปเผาบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะฮฺรออ์ (ส) ผู้ที่ประกอบอาชญากรรมเฉกเช่นคอลิดนี้หรือที่สมควรจะได้รับสมญานามว่าเป็น “ดาบของอัลลอฮฺ” ? ! !

กษัตริย์ :- ชาวสุนนีทั้งหมดตั้งตนเป็นศัตรูกับอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) กระนั้นหรือ ?

การเชิดชูผู้กรรโชกสิทธิอันชอบธรรมของท่านอะลี

สัยยิดอะละวีย์ :- ถ้าหากพวกเขามิได้เป็นศัตรูกับอะลี (อ) แล้วเหตุใดพวกเขาจึงพากันยกย่องสรรเสริญผู้ที่ปล้นสิทธิอันชอบธรรมของเขา และไปร่วมมือกับผู้ที่เป็นศัตรูของเขา ในทางกลับกัน พวกเขาได้ปฏิเสธเกียรติคุณและความประเสริฐของอะลี และยังอิจฉาริษยา และอาฆาตมาดร้ายต่อเขาและช่วยกันโฆษณาชวนเชื่อเพื่อลวงโลกว่า :-
“ท่านอบูฏอลิบตายในสภาพของผู้ปฏิเสธ !”

ทั้ง ๆ ที่ท่านอบูฏอลิบคือผู้ศรัทธาและคือผู้ที่ให้การสนับสนุนอิสลามในขณะที่กำลังตกอยู่ภายใต้วงล้อมของเหล่าศัตรู ซึ่งถือเป็นช่วงวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุด และยังเป็นผู้ที่ปฏิบัติภารกิจให้การปกป้องท่านศาสดา (ศ) ในช่วงที่กำลังเผยแผ่สาส์นแห่งวิวรณ์ด้วยการทุ่มเททุกอย่าง

กษัตริย์ :- อบูฏอลิบเข้ารับอิสลามด้วยหรือ ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- หามิได้ ! ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอบูฏอลิบไม่เคยเป็นผู้ปฏิเสธมาก่อนที่จะเข้ารับอิสลาม ท่านคือ มุวะหิด (ผู้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว) ตั้งแต่เริ่มแรก แต่ได้อำพรางความศรัทธาของตน จนกระทั่งเมื่ออัลลอฮฺได้ทรงสถาปนามุหัมมัด (ศ) ให้เป็นศาสนทูตของพระองค์ ท่านจึงได้สำแดงศรัทธาออกมาอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ อบูฏอลิบ (อ) คือมุสลิมคนที่สามแห่งโลกอิสลาม กล่าวคือบุคคลแรกคือ ท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ)บุคคลที่สองคือท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ ภรรยาของท่านศาสดา (ศ) และบุคคลที่สามคือ อบูฏอลิบ อิบนุอับดิลมุฏเฏาะลิบ

กษัตริย์จึงถามประธานองคมนตรีว่า :- เป็นความจริงหรือที่ว่าอบูฏอลิบคือผู้ศรัทธา ?

ประธานองคมนตรี :- นักประวัติศาสตร์บางส่วนได้กล่าวไว้เช่นนั้น

กษัตริย์ :- แล้วเหตุใดในสายของเราจึงรู้จักกันแพร่หลายว่าอบูฏอลิบจากโลกดุนยาไปในฐานะผู้ปฏิเสธ ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- ไม่มีเหตุผลที่สลับซับซ้อนอื่นใดแฝงไว้ทั้งสิ้น นอกจากสาเหตุที่ท่านอบูฏอลิบเป็นบิดาของอมีรุลมุอ์มินีน อะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) และความอาฆาตพยาบาทของบุคคลชั้นหัวกะทิของพวกท่านที่มีต่ออะลี (อ) นั่นเอง ที่ทำให้พวกเขาพยายามหาสาเหตุที่จะลดคุณค่า เกียรติคุณและฐานภาพของอะลี (อ) ให้ตกต่ำในสายตาของมุสลิมทั่วไป เฉกเช่นที่พวกท่านได้มีความอิจฉาริษยาอะลี (อ) จนทำให้ท่านอิมามหะสันและอิมามหุสัยนฺ (อลัยฮิมัสลาม) บุตรชายทั้งสองของท่าน ผู้ที่ท่านศาสดา (ศ) ได้วจนะไว้ว่า :- “เขาทั้งสองคือหัวหน้าชายหนุ่มในสรวงสวรรค์”

ท่านถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกท่านได้ร่วมมือกันเพื่อที่จะจัดการสังหารท่านอิมามหุสัยนฺ (อ) ณ แผ่นดินกัรฺบะลาอ์นั้น พวกเขาได้กล่าวกับท่านว่า :- “พวกเราจะสังหารเจ้าเพราะความเป็นศัตรูที่พวกเรามีต่อบิดาของเจ้า และผลงานในสงครามบะดัรฺ และหุนัยนฺที่เขาได้ฆ่าบรรพชนของพวกเรา”

กษัตริย์จึงได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ฆาตรกรที่สังหารอิมามหุสัยนฺ (อ) ได้กล่าวเช่นนั้นจริงหรือ ? !

ประธานองคมนตรี :- นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้เช่นนั้นจริง

กษัตริย์จึงได้หันไปถามเชคอับบาสว่า :- ท่านมีหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่จะหักล้างต่อกรณีของคอลิด อิบนุลวะลีดอย่างไรบ้าง ?

เชคอับบาสีย์ :- ท่านอบูบักรฺคงจะมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่ปฏิบัติตามคำฟ้องของท่านอุมัรฺ

สัยยิดอะละวีย์จึงกล่าวออกมาด้วยความพิศวงว่า :- สุบหานัลลอฮฺ ! เหตุผลอะไรกันจนถึงกับทำให้เขากล้าให้น้ำหนักและเข้าข้างคอลิด ผู้ก่ออาชญากรรมสังหารประชาชนที่ไม่มีความผิดบาป และยังข่มขืนภรรยาของเขาให้อยู่เหนือกว่าการปฏิบัติไปตามพระบัญชาของอัลลอฮฺ ด้วยการจัดการลงโทษอาชญากร ยิ่งไปกว่านั้น อบูบักรฺยังได้ปูนบำเหน็จความดีความชอบด้วยการแต่งตั้งคอลิดให้เป็นผู้บัญชาการทหารอีกเป็นคำรบสอง และยังได้กล่าวยกย่องคอลิดว่าเป็น :- “ดาบที่อัลลอฮฺได้ดึงออกจากฝัก”

ท่านคิดว่าดาบของอัลลอฮฺสมควรจะห้ำหั่นกับผู้ศรัทธาหรือผู้ปฏิเสธ ?
ท่านคิดว่าดาบของอัลลออฺคู่ควรจะเป็นผู้พิทักษ์ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของมุสลิม หรือว่าเป็นผู้ที่ทำซินาข่มขืนสตรีมุสลิม ?

เชคอับบาสีย์ :- เอาละ ท่านอบูบักรฺ มีความผิดพลาดในเรื่องนี้ แต่การที่ท่านอุมัรฺได้ฟ้องร้องให้เขาจัดการลงโทษท่านคอลิด ย่อมถือว่าเป็นความดีของท่านอุมัรฺ

สัยยิดอะละวีย์ :- ใช่ เป็นความจริงที่ท่านอุมัรฺประสงค์จะให้พิพากษาและลงโทษคอลิดในข้อหาฆ่าสังหารมุสลิม และข่มขืนภรรยาของพวกเขา แต่ในที่สุดเขาก็มิได้ดำเนินการใด ๆ ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้ ท่านอุมัรฺย่อมมีส่วนร่วมในความผิดกับอบุบักรฺด้วยเช่นกัน

ผู้ใดประทุษร้ายต่อท่านหญิงฟาฎิมะฮ์?

กษัตริย์ :- โอ้ สัยยิดอะละวีย์ ! ก่อนหน้านั้น ท่านได้กล่าวว่าท่านอบูบักรฺได้ประทุษร้ายต่อท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะฮฺรออ์ (ส) ธิดาของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) การประทุษร้ายที่ว่านั้นคืออะไรหรือ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- หลังจากที่อบูบักรฺกับอุมัรฺได้ใช้วิธีการข่มขู่คุกคามให้ประชาชนถวายสัตย์ปฏิญาณต่อตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของอบูบักรฺแล้ว อุมัรฺพร้อมด้วยสมุนบริวารของเขาซึ่งประกอบด้วย กุนฟุซ, คอลิด อิบนุวะลีด, อบูอุบัยดะฮฺ อิบนุญัรฺรอหฺ และพวกมุนาฟิกได้บุกไปที่บ้านของอะลีกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ โดยอุมัรฺได้สั่งให้สมุนของเขานำไม้ฟืนมากองสุมที่หน้าประตูบ้านหลังที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เคยยืนที่นั่นเสมอ ๆ และเคยเรียกขานผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนั้นว่า :- ขอความสันติจงประสบแด่พวกท่าน โอ้ สมาชิกแห่งครอบครัวของศาสดา ! และท่าน (ศ) ไม่เคยเข้าไปในบ้านหลังนั้นโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน

อุมัรฺเป็นผู้สั่งการเผาประตูบ้านหลังนั้น และเมื่อท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ได้ออกมาที่ประตูบ้านเพื่อที่จะห้ามเขาและสมุนของเขาให้ยุติการกระทำดังกล่าว อุมัรฺได้ถีบประตูอย่างรุนแรงไปกระแทกท้องของเธอ จนทำให้กุลสตรีผู้สูงเกียรติต้องแท้งบุตรที่อยู่ในครรภ์ และตะปูได้ตำทะลุหน้าอกของเธอ จนกระทั่งเธอได้ร้องตะโกนขึ้นว่า :-
โอ้ พ่อจ๋า ! โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ! ได้โปรดพิจารณาดูเถิดว่าหลังจากพ่อแล้ว ลูกของค็อฏฏอบ กับลูกของอบีกุหาฟะฮฺได้ประทุษร้ายกับเราเช่นไร !

อุมัรฺจึงได้ออกคำสั่งกับสมุนของเขาว่า :- จงจัดการฟาฏิมะฮฺ ซิ !

สมุนของอุมัรฺได้สนองคำบัญชาของเจ้านายด้วยการกระหน่ำตีไปที่ผู้เป็นสุดที่รักของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จนกระทั่งร่างของเธอชุ่มโชกไปด้วยเลือดจากร่องรอยของปลอกดาบที่กระหน่ำอย่างรุนแรง โดยเพชรฆาตจิตทมิฬหินชาติ ทำให้ลำตัวของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) เต็มไปด้วยบาดแผลฉกาจฉกรรจ์และต้องล้มป่วยลง จนในที่สุดเธอได้อำลาจากโลกนี้ไปภายหลังจากบิดาของนางเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) จึงเป็นสตรีที่ได้รับชะฮีดคนแรกแห่งครอบครัวของท่านศาสดา (ศ) โดยคำบงการของอุมัรฺ อิบนุลค็อฏฏอบ

กษัตริย์ :- ได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- เรื่องราวที่สัยยิดกล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นความจริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่แล้ว ข้าพเจ้าเคยอ่านชีวประวัติของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ตรงกับที่สัยยิดได้กล่าวมา

สัยยิดอะละวีย์ :- และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ชาวชีอะฮฺมิได้เชิดชูท่านอบูบักรฺและอุมัรฺ

สัยยิดอะละวีย์ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า :- สิ่งหนึ่งที่ท่านจะประจักษ์ถึงอาชญากรรมและการประทุษร้ายของอบูบักรฺและท่านอุมัรฺที่บรรดานักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้ก็คือ :- ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ได้จากโลกดุนยานี้ไปในสภาพที่มีความโกรธกริ้วต่ออบูบักรฺและอุมัรฺ ในขณะที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะไว้ว่า :-
“แท้จริง อัลลอฮฺจะทรงพึงพอพระทัย เพราะความพึงพอใจของฟาฏิมะฮฺ และจะทรงกริ้ว เพราะความโกรธของนาง” (บิหารุลอันวารฺ 26 / 43)

“แท้จริง อัลลอฮฺผู้ทรงจำเริญและทรงสูงส่ง จะทรงกริ้วเนื่องจากความโกรธของฟาฏิมะฮฺ และทรงพึงพอพระทัยเนื่องจากความพึงพอใจของนาง” (บิหารุลอันวารฺ 43 / 26)
ซึ่งหะดีษในทำนองนี้ได้ถูกบันทึกไว้อย่างมากมาย

โอ้ กษัตริย์ ! ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าผลลัพธ์บั้นปลายของผู้ที่อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วจะเป็นเช่นไร ? !

กษัตริย์จึงหันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- เป็นความจริงหรือที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ได้จากโลกนี้ไปในสภาพที่โกรธแค้นท่านอบูบักรฺและอุมัรฺ ? !

ประธานองคมนตรี :- ใช่แล้ว ! นักบันทึกหะดีษและนักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้เช่นนั้นจริง

สัยยิดอะละวีย์ :- นอกจากนี้ เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าคำพูดของข้าพเจ้ามีความสัตย์จริง ท่านสามารถที่จะพิจารณาจากวะศียะฮฺที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ได้สั่งเสียกับท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ว่าห้ามมิให้อบูบักรฺกับอุมัรฺและกลุ่มชนที่ฉ้อฉลและประทุษร้ายต่อนางเข้าร่วมในพิธีศพของนาง และไม่อนุญาตให้พวกเขานมาซญะนาซะฮฺของนาง

ยิ่งไปกว่านั้น นางยังได้วะศียะฮฺกับท่านอิมามอะลี (อ) ไว้อีกว่าให้จัดการฝังศพของนางโดยมิให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าอยู่ ณ สถานที่ใด ทั้งนี้ เพื่อมิให้พวกเขาสามารถสัมผัสสุสานอันบริสุทธิ์ของนางได้ ซึ่งท่านอิมามอะลี (อ) ก็ได้ปฏิบัติตามวะศียะฮฺของเธอทุกประการ

กษัตริย์ :- ช่างเป็นสิ่งที่น่าพิศวงยิ่งนัก ! อะลี (อ) กับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ได้ทำในสิ่งดังกล่าวจริงหรือ ? !

ประธานองคมนตรี :- นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้เช่นนั้นจริง

สัยยิดอะละวีย์ :- นอกจากนี้ อบูบักรฺกับอุมัรฺยังได้ทำร้ายจิตใจท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) อีก

เชคอับบาสีย์ :- ยังมีอะไรอีกหรือ ? !

เรื่องราวของสวนฟะดัก

สัยยิดอะละวีย์ :- ทั้งสองได้ละเมิดด้วยการช่วงชิงกรรมสิทธิ์ในสวนฟะดักของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส)

เชคบับบาสีย์ :- ท่านมีหลักฐานและข้อพิสูจน์หรือ ที่มากล่าวหาว่าท่านอบูบักรฺ กับท่านอุมัรฺละเมิดกรรมสิทธิ์ในสวนฟะดักของนาง ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้มอบสวนฟะดักให้เป็นมรดกแก่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และมันก็ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเธอเรื่อยมา จนกระทั่งท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้จากโลกนี้ไป หลังจากนั้น อบูบักรฺได้ส่งอุมัรฺพร้อมสมุนของเขาให้ใช้กำลังบีบบังคับและยึดกรรมสิทธิ์ในสวนฟะดักไปจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส)

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ได้พยายามชี้แจงด้วยการใช้หลักตรรกะและหลักฐานทั้งต่ออบูบักรฺและอุมัรฺ แต่คนทั้งสองก็มิได้แยแสต่อคำชี้แจงของนาง มิหนำซ้ำยังขับไล่ไสส่งนางอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) จึงไม่พูดกับคนทั้งสอง และได้อำลาจากโลกนี้ไปในสภาพที่โกรธกริ้วพวกเขา !

เชคอับบาสีย์ :- ถึงอย่างไรก็ตาม ในสมัยของท่านอุมัรฺ อิบนุอับดิลอะซีซขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ เขาได้คืนกรรมสิทธิ์แห่งสวนฟะดักให้แก่ทายาทของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) แล้ว

สัยยิดอะละวีย์ :- จะมีประโยชน์อันใดเล่า ? ถ้าหากมีใครมาช่วงชิงกรรมสิทธิ์ในบ้านของท่าน และภายหลังจากท่านได้ตายไป มีบุคคลอื่นได้คืนบ้านให้แก่ทายาทของท่าน การกระทำของบุคคลนั้นจะสามารถลบล้างความผิดบาปของผู้ล่วงละเมิดในกรรมสิทธิ์ของท่านกระนั้นหรือ ?

กษัตริย์ :- บทสรุปจากคำชี้แจงของท่านทั้งสอง (เชคอับบาสีย์กับสัยยิดอะละวีย์) ก็คือ ท่านอบูบักรฺกับอุมัรฺได้ร่วมสมคบกันช่วงชิงสวนฟะดักไปจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ?

เชคอับบาสีย์ :- ใช่ เป็นไปตามที่นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้

กษัตริย์ :- มีสาเหตุอันใดที่ท่านทั้งสองต้องทำเช่นนั้นด้วย ?

สัยยิดอะละวีย์ :- เพราะตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นกับกรรมสิทธิ์ในสวนฟะดัก เมื่อพวกเขาได้แย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺไปจากสามีของเธอแล้ว ถ้าหากยังขืนปล่อยให้ฟะดักตกอยู่ในกำมือของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) อยู่ต่อไป รายได้ที่ครอบครัวของเธอเคยได้รับเป็นกอบเป็นกำและได้นำไปบริจาคแก่ประชาชนผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า และคนอนาถานั้น จะสามารถโน้มน้าวหัวใจของพวกเขาให้อยู่กับอะลี (อ) อย่างไม่ต้องสงสัย และด้วยเหตุนี้เองที่อบูบักรฺกับอุมัรฺจึงจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางส่วนได้บันทึกไว้ว่าสวนฟะดักสามารถทำรายได้ให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) ถึงปีละมากกว่า 120,000 ดีนารฺทองคำ

กษัตริย์ :- ถ้าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความจริง การได้มาซึ่งตำแหน่งผู้ปกครองของคนทั้งสามย่อมเป็นสิ่งน่าสนเท่ห์อย่างแน่นอน ! และถ้าหากตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของพวกเขาไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว ท่านคิดว่าเคาะลีฟะฮฺและตัวแทนที่แท้จริงของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) คือใคร ?