บรรดาเศาะฮาบะฮ์เป็นผู้ทรงธรรมทุกคนหรือไม่?

สัยยิดอะละวีย์ :- ทำไมข้าพเจ้าจะไม่เคยได้ยิน เพียงแต่ข้าพเจ้าตระหนักดีว่ามันเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อที่เต็มไปด้วยการปกปิดความจริง ทั้งนี้เนื่องจากจะเป็นไปได้อย่างไรกันที่เศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลฮฺ (ศ) จะมีคุณธรรมและความสัตย์จริงทุกคน มิเช่นนั้น อัลลอฮฺจะทรงประณามสาปแช่งบางส่วนพวกเขาได้อย่างไร และท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เองก็ได้สาปแช่งพวกเขาด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการสาปแช่งและทำสงครามในระหว่างพวกเขากันเองอีกด้วย โดยฝ่ายหนึ่งด่าประณามอีกฝ่าย และหรือได้ฆ่าสังหารอีกฝ่ายหนึ่ง

เมื่อถึงตรงนี้ เชคอับบาสีย์ จึงตระหนักว่าไม่มีทางที่จะโต้แย้งสัยยิดอะละวีย์ ได้ เขาจึงคิดหาหนทางใหม่ โดยกล่าวว่า :- โอ้ กษัตริย์ ! ได้โปรดถาม สัยยิด อะละวีย์เถิดว่า มาตรว่า เคาะลีฟะฮฺทั้งสามมิใช่ผู้ศรัทธาแล้วไซร้ ด้วยเหตุใดที่มวลมุสลิมจึงพร้อมใจกันเลือกพวกเขาขึ้นเป็นผู้นำ และยอมเชื่อฟังปฏิบัติตามพวกเขาโดยดุษฏี ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ประการแรก มุสลิมมิได้มีมติเป็นเอกฉันท์ยอมรับเคาะลีฟะฮฺทั้งสาม จะมีก็เพียงเฉพาะพวกท่านเท่านั้น
ประการต่อมา กลุ่มชนที่ให้การยอมรับคนทั้งสามเป็นเคาะลีฟะฮฺ มี 2 จำพวกคือ ประเภทไม่มีความรู้ หรือไม่ก็ตั้งตนเป็นศัตรูกับสัจธรรม

สำหรับกลุ่มชนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง พวกเขาไม่เคยล่วงรู้ความจริงในสิ่งที่บุคคลทั้งสามได้ประพฤติมิชอบ โดยเข้าใจว่าเคาะลีฟะฮฺของพวกเขาเป็นผู้ทรงคุณธรรมและสะอาดบริสุทธิ์
ส่วนพวกที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับสัจธรรม พวกเขาไม่มีหลักฐานและข้อพิสูจน์ใด ๆ นอกจากความลุ่มหลงมัวเมา ดื้อด้านและความอคติเท่านั้น

อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงตรัสว่า :-

﴿ وَإِن يَرَوْاْ كُلَّ آيَةٍ لاَّ يُؤْمِنُواْ بِهَا ﴾
แม้ว่าพวกเขาจะมองเห็นสัญญาณทั้งหมด พวกเขาก็จะไม่ศรัทธาต่อมันอยู่นั่นเอง” (สูเราะฮฺอะอฺรอฟ 7 : 146)

และพระองค์ยังตรัสอีกว่า :-

﴿سَوَاءٌ عَلَيْهِمْ أَأَنذَرْتَهُمْ أَمْ لَمْ تُنذِرْهُمْ لاَ يُؤْمِنُونَ﴾
“แท้จริง บรรดาผู้ปฏิเสธนั้น ย่อมเท่าเทียมกันสำหรับพวกเขา (ไม่ว่า) เจ้าจะเตือนสำทับพวกเขาหรือมิได้เตือนสำทับ พวกเขาก็ไม่ศรัทธา (หรอก)” (สูเราะฮฺบะเกาะเราะฮฺ 2 : 6)

ประการที่สาม กลุ่มชนที่เลือกบุคคลทั้งสามขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺล้วนได้ก่อความผิดบาปอย่างมหันต์ เฉกเช่นที่ชาวคริสต์ได้เคยก่อความผิดบาปมาแล้ว เมื่อพวกเขากล่าวว่า :- “เยซูคือบุตรของพระเจ้า” และที่ชาวยิวได้กล่าวว่า :- “อุซัยรฺ คือ บุตรของพระเจ้า”

ด้วยเหตุนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค์ และอยู่ในวิถีแห่งสัจธรรม มิใช่ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างความผิดพลาดและเคยหลงทางมาก่อน ดังที่อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งทรงตรัสว่า :-

أَطِيعُواْ اللّهَ وَأَطِيعُواْ الرَّسُولَ
“จงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามศาสนทูต” (สูเราะฮฺนิสาอ์ 4 : 59)

กษัตริย์ :- ขอให้ท่านปล่อยประเด็นนี้ให้ผ่านไป และเริ่มต้นประเด็นใหม่ต่อไปเถิด

การละทิ้งท่านอะลีเพื่อเชิดชูบุคคลอื่น

สัยยิดอะละวีย์ :- ความผิดพลาดอย่างมหันต์ของพวกท่านอีกประการหนึ่งก็คือการที่พวกท่านละทิ้งท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) แล้วหันไปปฏิบัติตามวิถีทางของบุคคลอื่น

เชคอับบาสีย์ :- ทำไม ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ)ได้แต่งตั้งและสถาปนา อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (อ) ให้เป็นตัวแทนและผู้ปกครองสืบต่อจากท่าน ในขณะที่ไม่เคยแต่งตั้งทั้ง อบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ และอุษมาน ให้เป็นตัวแทนของท่านแต่อย่างใด หลังจากนั้น สัยยิดอะละวีย์ได้กล่าวกับกษัตริย์ว่า :- โอ้ กษัตริย์ ! มาตรว่าท่านได้แต่งตั้งหรือกำหนดตัวบุคคลหนึ่งให้สืบราชสมบัติต่อจากท่าน ข้าราชบริพารและบุคคลชั้นนำจำเป็นต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามท่านด้วยหรือไม่ ?

หรือพวกเขามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธบุคคลที่ท่านได้แต่งตั้งขึ้นมา และหันไปเลือกใครก็ได้ตามอำเภอใจของพวกเขา ?

กษัตริย์ :- เป็นสิ่งที่ชัดเจนที่พวกเขาจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้ที่ฉันได้แต่งตั้ง ซึ่งเท่ากับพวกเขาได้ปฏิบัติตามฉันนั่นเอง

สัยยิดอะละวีย์ :- ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอยืนยันว่าชาวชีอะฮฺได้ยึดมั่นในกฏกติกานี้อย่างเคร่งครัดตลอดมา พวกเขาเชื่อฟังปฏิบัติตามตัวแทนที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งได้ทรงบัญชาให้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) แต่งตั้งและสถาปนา กล่าวคือ อะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) เท่านั้น โดยพวกเขาปฏิเสธบุคคลอื่นที่มิได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากท่านอย่างสิ้นเชิง

เชคอับบาสีย์ :- อะลี อิบนุอบีฏอลิบ ไม่มีคุณสมบัติคู่ควรต่อการขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ทั้งนี้เนื่องจากเขายังมีอายุน้อย ในขณะที่ท่านอบูบักรฺ เป็นผู้อาวุโสกว่า นอกจากนั้น อะลียังได้สังหารบุคคลชั้นแนวหน้าชาวอาหรับผู้มีความองอาจกล้าหาญในสมรภูมิต่าง ๆ อย่างมากมาย ทำให้เป็นผู้ที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบและพึงประสงค์ของชาวอาหรับต่อการขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ในขณะที่ท่านอบูบักรฺ ไม่เคยมีประวัติเช่นนี้มาก่อน !

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! ท่านได้ยินแล้วใช่ไหมว่า เชคอับบาสีย์ ได้กล่าวอะไรออกไป ? นัยแห่งถ้อยคำของเขาก็คือ ประชาชนมีความเหนือกว่าทั้งอัลลอฮฺและเราะสูลุลลอฮฺของพระองค์ ในการกำหนดบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ! ทั้งนี้ เนื่องจากท่านเชคไม่ยอมรับในพระบัญชาของอัลลอฮฺและสิ่งที่เราะสูลของพระองค์ได้แต่งตั้ง อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (อ) เป็นตัวแทนต่อจากท่าน แต่กลับให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของชาวอาหรับบางกลุ่มที่เล็งเห็นว่า ท่านอบูบักรฺ มีความเหมาะสมกว่า !

ประหนึ่งว่า ท่านเชคมิได้มีความยะกีนว่าอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง คือผู้ทรงรอบรู้และทรงวิทยปัญญาที่จะทรงสถาปนาบุคคลที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมและมีความประเสริฐ จนต้องปล่อยให้ประชาชนผู้โง่เขลาจัดการเลือกตั้งผู้ที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะสมกว่าขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ ? !

อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งมิได้ทรงตรัสหรอกหรือว่า :-

﴿ وَمَا كَانَ لِمُؤْمِنٍ وَلَا مُؤْمِنَةٍ إِذَا قَضَى اللَّهُ وَرَسُولُهُ أَمْرًا
أَن يَكُونَ لَهُمُ الْخِيَرَةُ مِنْ أَمْرِهِمْ وَمَن يَعْصِ اللَّهَ
وَرَسُولَهُ فَقَدْ ضَلَّ ضَلَالًا مُّبِينًا﴾
“ไม่บังควรสำหรับผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง เมื่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว พวกเขาไม่มีทางเลือก (เป็นอย่างอื่น) ในระหว่างพวกเขาเอง และบุคคลใดดื้อดึงต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ โดยแน่นอนยิ่ง เขาได้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง “ (สูเราะฮฺอะหฺซาบ 33 : 36)

พระองค์มิได้ทรงตรัสหรอกหรือว่า :-

﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ اسْتَجِيبُواْ لِلّهِ وَلِلرَّسُولِ إِذَا
دَعَاكُم لِمَا يُحْيِيكُمْ ﴾
“โอ้ ศรัทธาชน ! จงตอบรับอัลลอฮฺและศาสนทูตเมื่อเขาได้เรียกร้องพวกเจ้าสู่สิ่งที่ช่วยชุบชีวิตของพวกเจ้า (ให้ได้รับทางนำที่สว่างไสว)” (สูเราะฮฺอันฟาล 8 : 24)

เชคอับบาสีย์ :- ข้าพเจ้าไม่เคยกล่าวว่าประชาชนมีความรู้เหนือกว่าอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์

สัยยิดอะละวีย์ :- ถ้าเช่นนั้น คำพูดของท่านก็ย่อมไร้ความหมาย เพราะในเมื่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ได้กำหนดตัวบุคคลขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺและอิมามแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามเขาไม่ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะยอมจำนนหรือเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

ท่านอะลีมีคุณสมบัติไม่คู่ควรต่อตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺกระนั้นหรือ?!

เชคอับบาสีย์ :- แต่ในขณะนั้น ท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ ยังมีคุณสมบัติที่ไม่คู่ควรต่อตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ

สัยยิดอะละวีย์ :- ประการแรก คำพูดของท่านมีนัยว่าอัลลอฮฺทรงรู้จัก อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (อ) น้อยไป และพระองค์ไม่ทรงตระหนักว่าเขามีคุณสมบัติที่ยังไม่เหมาะสมต่อตำแหน่งดังกล่าว แต่กลับทรงบัญชาให้เราะสูลของพระองค์แต่งตั้งเขาขึ้นมา คำพูดของท่านดังกล่าวได้สำแดงการปฏิเสธ (กุฟรฺ) ออกมาอย่างชัดเจน
ประการที่สอง คุณสมบัติ เกียรติคุณ และฐานภาพของ อะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ต่อตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺและอิมามนั้น มีอย่างสมบูรณ์แบบและครอบคลุมที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีบุคคลใดที่จะมีความเหมาะสมคู่ควรเทียบเท่ากับเขา

เชคอับบาสีย์ :- ไหนท่านลองยกตัวอย่างมาซิว่ามีอะไรบ้าง ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ฐานภาพ เกียรติคุณ และคุณสมบัติต่อตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของเขามีอย่างมากมาย เช่น

ประการแรก :- เขาได้รับการสถาปนาและแต่งตั้งจากอัลลอฮฺและเราะสูลุลของพระองค์
ประการต่อมา เป็นที่ยอมรับอย่างเอกฉันท์ว่า เขาเป็นผู้ที่มีความรู้สูงสุดเหนือกว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺทั้งหมด ดังที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะไว้ว่า :-
“ผู้ที่มีความรู้สูงสุดและมีความเที่ยงธรรมที่สุดในหมู่พวกเจ้าคือ อะลี” (อิหฺกอกุลหักก์ 4 / 321 และ 15 / 370)

ท่านอุมัรฺ อิบนุลค็อฏฏอบ กล่าวว่า :- “ผู้ที่มีความเที่ยงธรรมที่สุดในหมู่พวกเราคืออะลี” 1
1. เศาะหี๊หฺบุคอรีย์ – ตัฟสีรฺอายะฮฺ” มานันสัคมินอายะฮฺ .............. “เฏาะบะกอต อิบนุสะอฺดฺ 6 / 102 – อัลอิสตีอาบ 1 / 8 และ 2 / 164 – หิลยะตุลเอาลิยาอ์ 1 / 65 – อิหฺกอกุลหักก์ 8 / 61 และ 66

ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะอีกว่า :- “ฉันคือนครแห่งความรู้ และอะลีคือประตูของมัน ดังนั้น บุคคลใดที่ประสงค์จะเข้าสู่นครและวิทยปัญญา เขาจะต้องเข้าทางประตูนี้เท่านั้น” (อิหฺกอกุลหักก์ 4 / 376 และ 5 / 52)
ท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) เองได้กล่าวไว้ว่า :- “เราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้ถ่ายทอดความรู้แก่ฉันถึงหนึ่งพันประตู แต่ละประตูจะมีประตูอื่นที่ถูกเปิดแก่ฉันอีกถึงหนึ่งพันประตู” (อิหฺกอกุลหักก์ 4 / 342 และ 6 / 40)

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่านักปราชญ์หรือผู้รู้นั้นย่อมขึ้นหน้าและมาก่อนผู้โง่เขลาเบาปัญญา ดังที่อัลลอฮฺได้ทรงตรัสว่า :-

﴿ هَلْ يَسْتَوِي الَّذِينَ يَعْلَمُونَ وَالَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ ﴾
“จงกล่าวเถิด บรรดาผู้ที่มีความรู้จะเท่าเทียมกับผู้ไม่รู้กระนั้นหรือ ?” (สูเราะฮฺซุมัรฺ 39 : 9)

คุณสมบัติที่เหมาะสมประการที่สาม :- กล่าวเฉพาะในด้านของความรู้ อะลี (อ) ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงบุคคลอื่นใด ในขณะที่บุคคลอื่นต่างจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเขา ดังที่ท่านอบูบักรฺเป็นผู้กล่าวสารภาพเองว่า :- “ท่านทั้งหลายจงปล่อยฉันไปเถิด เพราะตราบใดที่อะลีอยู่ในท่ามกลางพวกท่าน ฉันจะไม่ใช่ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน” (อิหฺกอกุลหักก์ 8 / 240)

หรือที่ท่านอุมัรฺได้กล่าวสารภาพถึงความไม่เหมาะสมคู่ควรของตนในต่างกรรมต่างวาระกันไม่น้อยกว่า 70 ครั้ง ดังถ้อยคำที่ว่า :- “มาตรว่าปราศจากอะลีแล้วไซร้ ท่านอุมัรฺจะต้องประสบกับความพินาศอย่างแน่นอน” (มุสตัดร็อกหากิม กิตาบุศเศาะลาฮฺ 1 / 358 – อัลอิสตีอาบ อิบนุอับดิร็อบบะฮฺ 3 / 39 – มะนากิบคอรัซมีย์ 48 – ตัซกิเราะฮฺ อิบนุเญาซีย์ 87 – ตัฟสีรฺนีชาบูรีย์ สูเราะฮฺอะหฺกอฟ)

หรือที่เขากล่าวว่า :- “ขออัลลอฮฺอย่าให้อุปสรรคปัญหาแผ้วพานมาสู่ฉันโดยไม่มีท่านคอยขจัดมันออกไป โอ้ อบัลหะสัน ! (ตัซกิเราะฮฺ อิบนุเญาซีย์ 87 – มะนากิบคอรัซมีย์ 60 – ฟัยฎุลเฆาะดีรฺ 4 / 357)

หรือ ที่ท่านอุมัรฺได้สั่งสำทับไว้ว่า :- “ตราบใดที่อะลีอยู่ในมัสญิด พวกท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินพิพากษาข้อพิพาทใด ๆ”

คุณสมบัติที่เหมาะสมประการที่สี่ :- กรณีที่อะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ไม่เคยฝ่าฝืนอัลลอฮฺด้วยการประกอบความผิดอย่างสิ้นเชิงทั้งที่เป็นบาปเล็กและบาปใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยเคารพสักการะเจว็ดใด ๆ นอกจากอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ตลอดชั่วชีวิต เขาไม่เคยก้มกราบต่อเจว็ดและพระเจ้าจอมปลอมทั้งหลาย ในขณะที่ทั้ง อบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ และอุษมาน ล้วนต่างเคยฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺและกระทำความผิดบาป และเคยก้มกราบและเคารพสักการะบูชาเจว็ดมาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ทรงตรัสว่า :-
﴿ لاَ يَنَالُ عَهْدِي الظَّالِمِينَ ﴾
“พันธสัญญาของข้าจะไม่ตกถึงบรรดาผู้อธรรม”(สูเราะฮฺบะเกาะเราะฮฺ 2 : 124)

เป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าผู้ที่ประกอบกรรมความผิดบาป ก็คือผู้อธรรมนั่นเอง ด้วยสาเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่มีฐานภาพคู่ควรที่จะได้รับพันธสัญญาจากอัลลอฮฺ ต่อการรับตำแหน่งศาสดา (นบี) และตัวแทน (เคาะลีฟะฮฺ) ของศาสดา

คุณสมบัติที่เหมาะสมประการที่ห้า :-
อะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) เป็นผู้ที่มีความคิด สติปัญญา และโลกทัศน์ที่บริสุทธิ์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและเจริญเติบโตภายใต้อ้อมกอดของอิสลาม ในขณะที่ทั้งอบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ และอุษมาน ล้วนต่างมีความคิด สติปัญญา และโลกทัศน์มาจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความโสมมและป่วยไข้ของสังคม และคนทั้งสามยังเติบโตภายใต้อ้อมแขนของชัยฏอน ดังที่ท่านอบูบักรฺ ได้สารภาพเองว่า :-

“ในตัวของฉันมีชัยฏอนสิงสถิตย์อยู่ ซึ่งมันคอยหลอกหลอนฉันอยู่ตลอดเวลา” ในขณะที่ท่านอุมัรฺมักจะเป็นผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) อยู่เสมอ ส่วนท่านอุษมานนั้นเล่า เป็นบุคคลที่มีอุดมการณ์ที่เฉไฉไปจากอิสลาม มีโลกทัศน์ที่คับแคบ และยังมีข้าราชบริพารที่มีความประพฤติเสื่อมเสียด้านศีลธรรมและจริยธรรม และคนเหล่านี้เองที่มีอิทธิพลทั้งด้านการบริหารราชการแผ่นดินและการตัดสินปัญหาสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ของเขา และมีผลต่อชะตากรรมของประชาชาติมุสลิม เฉกเช่น “วะซัม อิบนุวะซัม” ผู้ที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้สาปแช่งทั้งตัวเขาและบุตรที่อยู่ที่ไขสันหลังของเขา ซึ่งจะถือกำเนิดในภายหลัง หรือ “มัรฺวาน บินหะกัม” และ “กะฮฺบุลอะหฺบารฺ” ชาวยะฮูดีย์ เป็นต้น

กษัตริย์ได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- เป็นความจริงหรือที่ ท่านอบูบักรฺ เคยกล่าวว่า :- ในตัวของฉันมีชัยฏอนสิงสถิตย์อยู่ ซึ่งมันจะคอยหลอกหลอนฉันอยู่ตลอดเวลา” ? !

ประธานองคมนตรี :- มีรายงานในตำราหะดีษไว้เช่นนั้นจริง

ท่านอุมัรเคยฝ่าฝืนเราะสูลุลลอฮฺกระนั้นหรือ?!

กษัตริย์ :- เป็นความจริงหรือที่ท่านอุมัรฺได้ฝ่าฝืนต่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ? !

ประธานองคมนตรี :- คงจะต้องถามสัยยิดอะละวีย์ว่า .... หมายถึงอะไร ?

สัยยิดอะลาวีย์ :- เป็นความจริงที่อุละมาอ์พวกท่านได้บันทึกในหนังสือหรือตำราที่เชื่อถือได้ของพวกเขาว่า ท่านอุมัรฺได้ฝ่าฝืนและคัดค้านคำสั่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ครั้งแล้วครั้งเล่า ต่างกรรมต่างวาระกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ :-

1. เมื่อครั้งที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จะร่วมนมาซญะนะซะฮฺ (ศพ) อับดุลลอฮฺ อิบนุอุบัย ท่านอุมัรฺได้คัดค้านท่านด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวและไร้มารยาท ซึ่งถือเป็นการประทุษร้ายจิตใจของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ดังที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงตรัสว่า :-
﴿ وَالَّذِينَ يُؤْذُونَ رَسُولَ اللّهِ لَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ ﴾
“บรรดาผู้ที่ประทุษร้ายต่อศาสนทูตของอัลลอฮฺ พวกเขาจะถูกลงโทษอย่างเจ็บปวด” (สูเราะฮฺเตาบะฮฺ 9 : 61)

2. เมื่อครั้งที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) บัญชาให้เว้นช่วงเวลาระหว่างอุมเราะฮฺตะมัตตุ๊อฺ กับหัจญ์ตะมัตตุ๊อฺ และอนุญาตให้สามีภรรยาสามารถร่วมหลับนอนกันได ระหว่างหัจญ์กับอุมเราะฮฺ ทำให้ท่านอุมัรฺแสดงความไม่พอใจและคัดค้านท่าน (ศ) ด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า “ท่านจะให้น้ำอสุจิหลั่งออกจากอวัยวะเพศ ในขณะที่พวกเราครองชุดอิหฺรอมอยู่หรืออย่างไร ? ! “
ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จึงตอบเขาไปว่า :-
“โดยธาตุแท้แล้วเจ้ามิได้มีความศรัทธาต่อสิ่งนี้อย่างสิ้นเชิง”

ประโยคดังกล่าว ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ต้องการจะประกาศให้สาธารณชนได้ประจักษ์ว่า ท่านอุมัรฺเป็นผู้ที่ปฏิเสธบทบัญญัติบางอย่างของอิสลาม

3. ท่านอุมัรฺ ยังต่อต้านการแต่งงานชั่วคราว (มุตอะฮฺ) อีกด้วย โดยเขามิได้ศรัทธาต่อบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าในเรื่องนี้แต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาได้ขึ้นสู่บัลลังก์กษัตริย์เขาได้ประกาศอย่างเปิดเผยว่า :-
“มีมุตอะฮฺ 2 ประเภทที่เคยเป็นสิ่งอนุมัติ (หะลาล) ในสมัยท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) บัดนี้ ฉันขอประกาศให้เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ในสมัยของฉัน และใครก็ตามที่ฝ่าฝืน ฉันจะจัดการลงโทษเขา”

ในขณะที่ อัลลอฮฺ ผู้ทรงเกริกเกียรติเกรียงไกร ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :-
فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ
“ดังนั้น สตรีคนใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับนาง ก็จงมอบสินตอบแทนแก่นางเถิด”(สูเราะฮฺนิสาอ์ 4 : 24)

มุฟัสสิรีนได้อรรถาธิบายว่าอายะฮฺนี้ได้กล่าวถึงการอนุมัติให้มุตอะฮฺกับสตรี และภายหลังท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) แล้ว บรรดามุสลิมได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงสมัยการปกครองของท่านอุมัรฺ อิบนุลค็อฏฏอบ และผลพวงจากการที่ท่านอุมัรฺได้ประกาศให้การมุตอะฮฺกับสตรีเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) นี้เอง ที่ทำให้การประพฤติผิดประเวณี (ซินา) ในหมู่มุสลิมเริ่มระบาดและแพร่หลายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา )

อิมามอะลี (อ) กล่าวว่า :- “ถ้าท่านอุมัรฺไม่สั่งห้ามให้การมุตอะฮฺเป็นสิ่งหะรอมแล้ว จะไม่มีมุสลิมคนใดประพฤติผิดประเวณี (ซินา) นอกจากคนชั่วช้าบัดซบเท่านั้น”

ด้วยคำสั่งดังกล่าว เท่ากับ ท่านอุมัรฺ ได้สั่งยกเลิกและเพิกถอนชะรีอะฮฺหรือบทบัญญัติของอัลลอฮฺและแบบฉบับของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จนกระทั่งการ ซินาและการประพฤติเสื่อมทรามในทางเพศได้กลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งคัมภีร์อัลกุรฺอานได้สำทับไว้ว่า :-
﴿ وَمَن لَّمْ يَحْكُم بِمَا أَنزَلَ اللّهُ فَأُوْلَئِكَ هُمُ الْكَافِرُونَ ﴾
“และบุคคลใดที่ไม่ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมา ชนเหล่านี้คือ الظَّالِمُونَ ผู้ปฏิเสธ
الْفَاسِقُونَ คือผู้อธรรม คือผู้ละเมิด” (สูเราะฮฺมาอิดะฮฺ 5 : 44, 45, 47)

4. ในการทำสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺ ก็เช่นกันที่ท่านอุมัรฺได้จาบจ้วงและล่วงละเมิดคำสั่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) อย่างเปิดเผยโดยไม่เกรงกลัวความผิดบาปใด ๆ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีอื่น ๆ อีกมากมายที่เขาได้ฝ่าฝืนและขัดคำสั่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) และยังประทุษร้ายด้วยการใช้วาจาสามหาวและก้าวร้าวกับท่าน (ศ)

มุตอะฮฺเป็นสิ่งต้องห้ามจริงหรือ?

กษัตริย์ :- โดยส่วนตัว ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นด้วยกับการมุตอะฮฺกับบรรดาสตรี

สัยยิดอะละวีย์ :- ก่อนอื่น ท่านให้การยอมรับไหมว่า หลักการมุตอะฮฺ คือ ชะรีอะฮฺหรือศาสนบัญญัติในอิสลาม ?

กษัตริย์ :- ข้าพเจ้าไม่ยอมรับ

สัยยิดอะละวีย์ :- แล้วอายะฮฺข้างต้นที่อัลลอฮฺทรงตรัสไว้จะมีความหมายว่าอย่างไร ? !
“ดังนั้น สตรีคนใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับนาง ก็จงมอบสินตอบแทนแก่นางเถิด”

นอกจากนี้ ถ้อยคำของท่านอุมัรฺที่กล่าวว่า :- มุตอะฮฺ 2 ประเภทที่เคยเป็นสิ่งหะลาลในสมัยเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ฉันได้ออกคำสั่งให้มันทั้งสองเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม)” จะมีความหมายว่าอย่างไร ? !
คำพูดของเขามิได้บ่งบอกหรือว่าการมุตอะฮฺกับสตรีทั้งที่เป็นไทและและเชลย เคยเป็นที่อนุมัติและถือปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในสมัยท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จนกระทั่งเข้าสู่ยุคสมัยการปกครองของอบูบักรฺ และสืบเรื่อยมาจนถึงช่วงการปกครองของท่านอุมัรฺ แต่ในที่สุดเขาได้สั่งยกเลิกและห้ามมุตอะฮฺอย่างสิ้นเชิง ?

โอ้ กษัตริย์ ! ท่านอุมัรฺเองก็เคยนิกาหฺมุตอะฮฺกับสตรีมาก่อน นอกจากนั้น อับดุลลอฮฺ อิบนุซุบัยรฺ ก็คือผลพวงของการแต่งงานแบบมุตอะฮฺ ด้วยเช่นกัน !

กษัตริย์ :- โอ้ นิซอมุลมุลก์ ! ท่านมีทัศนะอย่างไรในเรื่องนี้ ?

ประธานองคมนตรี :- หลักฐานและข้อพิสูจน์ที่สัยยิดอะละวีย์ได้หยิบยกมานั้นเป็นสิ่งถูกต้อง และไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แต่เนื่องจากท่านอุมัรฺเป็นผู้ออกคำสั่งห้ามมัน ดังนั้น จำเป็นที่เราจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม

สัยยิดอะละวีย์ :- ระหว่าง อัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ กับท่านอุมัรฺ ท่านคิดว่าใครที่คู่ควรต่อการเชื่อฟังและปฏิบัติตามมากกว่า ?

โอ้ ประธานองคมนตรี ! ท่านไม่เคยอ่านโองการนี้หรอกหรือ ? :-
مَا آتَاكُمُ الرَّسُولُ فَخُذُوهُ
”และสิ่งใดที่เราะสูลุลลอฮฺได้นำมายังพวกเจ้า ก็จงยึดถือปฏิบัติตามเถิด”(สูเราะฮฺหัชรฺ 59 : 7)

وَأَطِيعُواْ الرَّسُولَ
“และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามเราะสูลเถิด”(สูเราะฮฺนิสาอ์ 4 : 59)

لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ
“โดยแน่นอนยิ่ง ในศาสนทูตของอัลลอฮฺ มีแบบฉบับที่งดงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว” (สูเราะฮฺอะหฺซาบ 33 : 21)

และท่านไม่เคยได้ยินหะดีษที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนี้หรอกหรือ ? :-
“หะลาล (ข้ออนุมัติ) ของมุหัมมัด (ศ) จะเป็นสิ่งที่หะลาลจนถึงวันกิยามะฮฺ และหะรอม (ข้อห้าม) ของมุหัมมัด (ศ) จะเป็นสิ่งที่หะรอมจนถึงวันกิยามะฮฺ (เช่นกัน)”

กษัตริย์ :- ข้าพเจ้าศรัทธาและยอมจำนนต่อชะรีอะฮฺหรือบทบัญญัติแห่งอิสลามอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับกรณีของการนิกาหฺแบบมุตอะฮฺแล้ว ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีบทบัญญัติเช่นนี้ด้วย ? มีใครในหมู่พวกท่านที่ยินดียกบุตรีหรือน้องสาวของตนให้แต่งงานชั่วคราวกับผู้ชาย ? นี่จะไม่ถือเป็นบทบัญญัติที่น่ารังเกียจและน่าอับอายขายหน้ากระนั้นหรือ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! แล้วในกรณีที่ผู้ปกครอง (วะลีย์) ยกลูกสาวหรือน้องสาวของตนให้แต่งงานแบบถาวรกับชายคนหนึ่ง โดยที่เขาตระหนักดีว่าภายหลังจากทั้งคู่ได้ร่วมหลับนอนกันไม่นาน ฝ่ายสามีจะหย่า (เฏาะล๊าก) ภรรยาของเขา ?

กษัตริย์ :- ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมรับกรณีนี้เช่นกัน

สัยยิดอะละวีย์ :- ในขณะที่พวกท่านถือว่าการแต่งงานถาวรโดยที่ฝ่ายชายสามารถหย่าภรรยาของตนภายหลังจากได้เสพสุขกับนางนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้น แล้วจะมีข้อแตกต่างอันใดระหว่างการแต่งงานถาวรดังกล่าว กับการแต่งงานชั่วคราว เพียงแต่การแต่งงานชั่วคราวจะมีเงื่อนไขเวลาที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้เป็นข้อยุติ ในขณะที่การแต่งงานแบบถาวรจะมีคำหย่าของสามีเป็นที่สิ้นสุดแห่งความเป็นสามีภรรยากันเท่านั้น

ดังนั้น หลักชะรีอะฮฺของมุตอะฮฺจึงถือเป็นบทบัญญัติที่ถูกต้องสมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยขจัดความต้องการทางเพศของมนุษย์ ในขณะที่ชะรีอะฮฺของนิกาหฺดาอิม ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยการเฏาะล๊าก ก็เป็นบทบัญญัติที่ถูกต้องสมบูรณ์ เพื่อช่วยบรรเทาความปรารถนาทางธรรมชาติของมนุษย์เช่นเดียวกัน
โอ้ กษัตริย์ ! ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตถามท่านบ้างว่าในกรณีของหญิงหม้ายที่ขาดไร้สามี และไม่มีชายใดมาสู่ขอเป็นภรรยาอย่างถาวร ท่านจะมีคำตอบและแก้ปัญหานี้อย่างไร ?

ท่านคิดว่าจะมีวิธีการใดที่จะปกป้องนางให้พ้นจากการประพฤติผิดประเวณีและสร้างความเสื่อมเสียต่อสังคม นอกจากวิถีแห่งมุตอะฮฺ ? !
ด้วยวิถีทางมุตอะฮฺ จะไม่เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพวกนาง ตลอดจนลูกกำพร้าที่พวกนางต้องให้การเลี้ยงดูหรอกหรือ ? !

ในกรณีของคนหนุ่ม วัยรุ่น หรือผู้ชายที่ยังไม่สามารถจะแต่งงานแบบถาวรได้ ท่านจะมีคำตอบในเรื่องนี้อย่างไร ?
การนิกาหฺมุตอะฮฺมิใช่หนทางที่จะช่วยแก้ปัญหาความต้องการทางเพศ และปกป้องพวกเขาให้พ้นจากการประพฤตินอกลู่นอกทางหรอกหรือ ? !

การมุตอะฮฺจะไม่ดีกว่าการทำซินา ซึ่งถือเป็นบาปมหันต์ หรือรักร่วมเพศ หรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองหรอกหรือ ?
โอ้ กษัตริย์ ! โดยข้อเท็จจริงแล้ว สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้มีการประพฤติผิดประเวณี การทำรักร่วมเพศ และการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองกลายเป็นสิ่งแพร่หลายในสังคม ก็คือคำสั่งห้ามมิให้มีมุตอะฮฺของท่านอุมัรฺนั่นเอง และไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ท่านอุมัรฺจะต้องมีส่วนรับผิดชอบและมีภาคีในความผิดบาปที่ประชาชนในยุคหลังได้ประพฤติผิดประเวณีด้วยอย่างแน่นอน ทั้งนี้ เนื่องจากเขาเป็นผู้ออกคำสั่งให้สิ่งหะลาลกลายเป็นสิ่งหะรอมนั่นเอง

มีรายงานมากมายที่ได้กล่าวว่าการประพฤติผิดประเวณีได้แพร่ระบาดในสังคมก็เนื่องจากคำสั่งห้ามมิให้มีการมุตอะฮฺของท่านอุมัรฺนั่นเอง

โอ้ กษัตริย์ ! คำตอบต่อกรณีที่ท่านได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติในเรื่องมุตอะฮฺ .... นั้นก็คือ อัลลอฮฺมิได้ประทานบทบัญญัติในเรื่องมุตอะฮฺลงมาเพื่อบังคับให้บ่าวทุกคนต้องปฏิบัติตาม เช่นเดียวกับกรณีของการนิกาหฺแบบถาวร ท่านก็มิได้ถูกบีบบังคับว่าจะต้องยกธิดาของท่านให้แต่งงานถาวรกับบุรุษคนใด โดยที่ท่านตระหนักดีว่าเขาอาจจะหย่าขาดจากธิดาของท่านภายหลังจากได้แต่งงานผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ นอกจากนั้น การที่ท่านหรือประชาชนไม่เห็นด้วยในบทบัญญัติใดบทบัญญัติหนึ่งนั้น หาใช่เหตุผลที่จะนำมาหักล้างหรือถือว่าบทบัญญัตินั้น ๆ เป็นสิ่งไม่ถูกต้องหรือเป็นสิ่งต้องห้ามแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้เนื่องจากชะรีอะฮฺหรือคำสั่งของอัลลอฮฺนั้นเป็นสิ่งมั่นคงถาวรและจะไม่มีผลกระทบหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะทัศนคติ การไม่ชอบหรือไม่ยอมรับของประชาชนอย่างแน่นอน !

กษัตริย์จึงได้หันไปถามประทานองคมนตรีว่า :- หลักฐานและข้อพิสูจน์ของสัยยิดอะละวีย์ในกรณีข้ออนุมัติให้มุตอะฮฺได้นั้นเชื่อถือได้หรือไม่ ?

ประธานองคมนตรีมิได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่เขากลับเลี่ยงด้วยการกล่าวว่า :- บรรดาอุละมาอ์ได้ถือปฏิบัติตามทัศนะของท่านอุมัรฺ

สัยยิดอะละวีย์ จึงกล่าวว่า :-
ประการที่หนึ่ง :- เฉพาะอุละมาอ์ของสุนนีเท่านั้นที่ถือปฏิบัติตามทัศนะของท่านอุมัรฺ มิใช่อุละมาอ์ทั้งหมด
ประการที่สอง :- พระบัญชาของอัลลอฮฺคู่ควรต่อการเชื่อฟังและปฏิบัติตามมากกว่า หรือว่าคำสั่งของท่านอุมัรฺ ? !
ประการที่สาม :- อุละมาอ์ของพวกท่านเองที่เป็นผู้ฝ่าฝืนและทำลายคำสั่งของท่านอุมัรฺ !