กษัตริย์ :- ขอให้ท่านผ่านประเด็นนี้ และเริ่มต้นประเด็นอื่นต่อไปเถิด

ท่านนบีเบือนหน้าหนีสาวกตาบอดของตนจริงหรือ?

สัยยิดอะละวีย์ :- หลักความเชื่อของพวกท่านได้กล่าวพาดพิงถึงบุคลิกภาพของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ที่แม้แต่ปุถุชนทั่วไปยังไม่คู่ควรต่อบุคลิกภาพดังกล่าว

เชคอับบาสีย์ :- หมายความว่าอย่างไร ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ตัวอย่างเช่น พวกเขามีความเชื่อว่า สูเราะฮฺอะบะสะ 80 : 1 ﴿ عَبَسَ وَتَوَلَّى ﴾ “ เขาได้ทำหน้าบึ้งและผินหน้าไปทางอื่น ” ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ)

เชคอับบาสีย์ :- ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหน !

สัยยิดอะละวีย์ :- ความเสียหายย่อมมีอย่างแน่นอน เพราะเป็นความเชื่อที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับโองการที่อัลลอฮฺได้ทรงค้ำประกันถึงบุคลิกภาพที่งดงาม ของศาสนทูตของพระองค์ (ศ) ว่า :-

وَإِنَّكَ لَعَلى خُلُقٍ عَظِيمٍ
“และแท้จริง เจ้าคือผู้มีจริยธรรมที่สูงส่ง” (สูเราะฮฺเกาะลัม 68 : 4)

หรือโองการที่พระองค์ทรงตรัสว่า :-
وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ
“และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด นอกจาก เพื่อความเมตตาแก่ชาวโลกทั้งผอง” (สูเราะฮฺอัมบิยาอ์ 21 : 107)

ท่านคิดว่าสติปัญญาของวิญญูชนจะจำนนหรือว่า ศาสนทูตที่อัลลอฮฺได้ทรงค้ำประกันทั้งในด้านศีลธรรม จริยธรรมของเขาว่ายิ่งใหญ่ สูงส่งและงดงาม และยังถูกประทานมาเพื่อเป็นความเมตตาแก่ชาวโลกทั้งผอง จะกลับกลายเป็นผู้ที่ไร้มารยาท ไร้มนุษยธรรม ประพฤติไม่เหมาะสมต่อผู้ศรัทธาเพียงแค่เขาเป็นผู้มีดวงตาบอดทั้งสองข้าง ? !

กษัตริย์ :- สิ่งนี้ย่อมไม่กินกับสติปัญญาอย่างแน่นอน ที่ศาสนทูตผู้ชี้นำประชาชาติ และศาสดาแห่งความเมตตาจะมีวัตรปฏิบัติเช่นนี้
ถ้าเช่นนั้น ตามหลักความเชื่อของชาวชีอะฮฺถือว่าสูเราะฮฺดังกล่าวถูกประทานลงมาเกี่ยวกับใครหรือ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- มีหะดีษเศาะหี๊หฺที่ได้รับการรายงานผ่านบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ ของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) (ซึ่งอัลกุรฺอานได้ถูกประทานลงมา ณ บ้านของพวกเขา) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สูเราะฮฺ “อะบะสะ” ถูกประทานลงมาเพื่อตำหนิ “อุษมาน บินอัฟฟาน” เมื่อครั้งที่ “อับดุลลอฮฺ อิบนุอุมมิมักตูม” ได้ไปหาเขา แต่แล้วอุษมานได้ทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา และได้แสดงความรังเกียจด้วยการผินหน้าออกไปจากเขา

เมื่อ สัยยิดอะละวีย์ กล่าวจบ สัยยิดญะมาลุดดีน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุละมาอ์ชีอะฮฺที่เข้าร่วมสนทนาทางวิชาการในครั้งนี้ด้วย ได้ขออนุญาตที่ประชุมกล่าวเสริมขึ้นว่า :-
เกี่ยวกับสูเราะฮฺอะบะสะนี้ ข้าพเจ้ามีเรื่องเล่าที่ใคร่จะเรียนกับท่านผู้มีเกียรติ ณ ที่นี้ว่า ครั้งหนึ่ง บาทหลวงชาวคริสเตียนคนหนึ่งได้สำแดงความภาคภูมิใจในศาสดาของเขาให้ข้าพเจ้าฟังว่า :- ท่านเยซู (อ) ผู้เป็นศาสดาของเราชาวคริสเตียนมีบุคลิกภาพและจริยธรรมสูงส่งเหนือกว่าศาสดามุหัมมัด (ศ) ของพวกท่าน”

ข้าพเจ้าจึงถามเขาว่า :- ท่านพอจะหยิบยกหลักฐาน และข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ไหม ?

บาทหลวงคริสเตียน :- เนื่องจากศาสดาของพวกท่านเป็นบุคคลที่ไร้มารยาทในวัตรปฏิบัติต่อชายตาบอด เมื่อเขาได้แสดงความรังเกียจทำสีหน้าบึ้งตึงและผินหน้าออกจากชายตาบอดผู้นั้น ในขณะที่ศาสดาเยซู (อ) ของเราเป็นผู้ที่มีมารยาทงดงาม และยังเป็นผู้ที่มีวัตรปฏิบัติด้วยการช่วยเหลือคนเจ็บป่วยอย่างมากมายอีกด้วย

ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับเขาว่า :- โอ้ ท่านบาทหลวง ! เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ท่านจะได้รับทราบว่า ตามหลักความเชื่อของเราชาวชีอะฮฺถือว่า สูเราะฮฺอะบะสะที่พวกท่านเชื่อว่าถูกประทานลงมา เพื่อตำหนิมารยาทที่ไม่เหมาะสมของท่านศาสดามุหัมมัด (ศ) นั้น แท้ที่จริง บุคคลผู้นั้นคือ อุษมาน บินอัฟฟาน ต่างหากเล่า ทั้งนี้ เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะได้ทรงประทานโองการมากมายที่เป็นการรับรองผู้เป็นศาสดาสุดท้ายของพระองค์ ว่าเป็นผู้ที่มีแบบฉบับอันงดงาม และมีจริยธรรมอันสูงส่ง และท่านถูกส่งลงมาเพื่อเป็นความเมตตาแก่ชาวโลกทั้งผอง

บาทหลวงผู้นั้นจึงกล่าวกับข้าพเจ้าว่า :- สิ่งที่ฉันกล่าวกับท่านนั้น ฉันได้ฟังมาจากคำปราศรัยในมัสญิดกรุงแบกแดดนี้เอง

ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับเขาว่า :- ตามหลักความเชื่อของชาวชีอะฮฺ ถือว่าหะดีษในทำนองนี้ถูกรายงานจากบุคคลที่มีประวัติเสื่อมเสีย และเป็นคนโป้ปดมดเท็จ ทั้งนี้ พวกเขาปรารถนาจะประพันธ์นิยายขึ้นมาเพื่อดับรัศมีของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) และปิดบังโฉมหน้าที่เต็มไปด้วยมลทินและความมัวหมองของท่านอุษมานให้พ้นไปจากการประณามสาปแช่งของประชาคมมุสลิม

ข้าพเจ้า ได้กล่าวกับบาทหลวงต่อไปว่า : - พวกเขาพยายามใส่ร้ายท่าน เราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เพียงเพื่อที่จะช่วยกันปกปิดมลทินและความเสื่อมเสียให้พ้นจากระบบราชวงศ์และบรรดาเคาะลีฟะฮฺของตนนั่นเอง

กษัตริย์ :- ขอให้ท่านผู้รู้ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มประเด็นต่อไปเถิด

เคาะลีฟะฮ์บางท่านถูกศาสดาประณามจริงหรือ?

เชคอับบาสีย์ :- เหตุผลที่พวกชีอะฮฺปฏิเสธต่อเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมทั้งสามเป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น เพราะถ้าบุคคลทั้งสามมิได้เป็นผู้ศรัทธาแล้วไซร้ ท่านศาสดา (ศ) จะยอมยกบุตรีให้สมรสกับพวกเขา และตัวท่านเองจะยอมสมรสกับบุตรีของพวกเขาได้อย่างไร ?

สัยยิดอะละวีย์ :- บุคคลทั้งสามมิได้มีศรัทธาจากก้นบึ้งของหัวใจถึงแม้ว่ารูปภายนอกและลิ้นของพวกเขาจะเปล่งวาจาและสำแดงอิสลามออกมาก็ตาม แต่หน้าที่ของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ก็คือ ใครก็ตามที่ปฏิญาณตนต่อปฏิญญาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง(กะลิมะฮ์ชะฮาดะฮ์) ท่านศาสดาก็จะปฏิบัติต่อเขาเหมือนมุสลิมทั่วไป ถึงแม้ว่าในความเป็นจริง บุคคลผู้นั้นจะไม่จริงใจก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ การที่ท่าน (ศ) ยกบุตรีให้แต่งงานกับพวกเขา หรือการที่ท่านสมรสกับบุตรีของพวกเขา จึงเป็นไปด้วยเหตุผลดังกล่าว

เชคอับบาสีย์ :- ท่านมีหลักฐานและข้อพิสูจน์อะไรที่กล่าวหาว่า ท่านอบูบักรฺ มิใช่ผู้ศรัทธาอย่างมั่นคง ?

ท่านอบูบักรเคยหนีทัพ

สัยยิดอะลาวีย์ :- หลักฐานและข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้มีอย่างมากมาย ตัวอย่างเช่นบ่อยครั้งที่ อบูบักรฺ ได้สำแดงความเป็นผู้ทรยศต่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ดังที่เขาได้หนีทัพภายใต้การบังคับบัญชาของอุสามะฮฺ ซึ่งเท่ากับเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) และคัมภีร์อัลกุรฺอานได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่าน (ศ) เขาผู้นั้นมิได้มีความศรัทธา :-

فَلاَ وَرَبِّكَ لاَ يُؤْمِنُونَ حَتَّىَ يُحَكِّمُوكَ فِيمَا شَجَرَ
بَيْنَهُمْ ثُمَّ لاَ يَجِدُواْ فِي أَنفُسِهِمْ حَرَجًا مِّمَّا قَضَيْتَ
وَيُسَلِّمُواْ تَسْلِيمًا
“หาใช่เช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า พวกเขาจะไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะมอบหมายให้เจ้าตัดสินข้อพิพาทระหว่างพวกเขา หลังจากนั้น พวกเขาจะไม่ประสบกับความคับแค้นใด ๆ ในหัวใจของพวกเขาจากที่เจ้าได้ตัดสิน และพวกเขายอมมอบหมายโดยดุษฎี”(สูเราะฮฺนิสาอ์ 4 : 65)

จากหลักฐานดังกล่าว ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่า ท่านอบูบักรฺ ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) และตกอยู่ในฐานะของผู้ที่โองการดังกล่าวได้สาธยายไว้

นอกจากนั้น ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ยังได้สาปแช่งบุคคลที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของอุสามะฮฺ ดังที่ข้าพเจ้าได้เคยกล่าวไปแล้วว่า ท่านอบูบักรฺได้หนีทัพกลับสู่นครมะดีนะฮฺกับท่านอุมัรฺ
ท่านเชคคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จะประณามสาปแช่งผู้ศรัทธา ? !
แน่นอนย่อมเป็นสิ่งที่ห่างไกลและเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

กษัตริย์ :- ถ้าเช่นนั้นถ้อยคำของ สัยยิดอะละวีย์ ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่กล่าวว่าท่านอบูบักรฺ มิได้เป็นผู้มั่นคงในศรัทธา

ประธานองคมนตรี :- อุละมาอ์ชาวอะฮฺลิสสุนนะฮฺได้ตีความและมีคำอธิบาย เกี่ยวกับการฝ่าฝืนและบ่ายเบี่ยงของ ท่านอบูบักรฺ

กษัตริย์ :- การตีความและคำอธิบายจะสามารถขจัดสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ให้ตกไปกระนั้นหรือ ? มาตรว่า เราประสงค์จะเปิดประตูของการตีความ โดยไม่ใส่ใจต่อหลักการแล้วไซร้ อาชญากรและผู้สร้างความเสื่อมทรามบนหน้าแผ่นดิน ย่อมจะมีข้ออ้างที่จะหยิบยกมาปกป้องอาชญากรรมของตนอย่างไม่ต้องสงสัย ! หัวขโมยจะอ้างว่า เพราะความยากจนข้นแค้น ฉันจึงต้องยึดอาชีพโจร !

พวกขี้เหล้าก็จะพากันกล่าวว่า :- เพราะความกลัดกลุ้มในปัญหาที่รุมเร้า จนไม่สามารถหาทางออกอย่างอื่นได้ เราจึงต้องตั้งวงสุราเมรัย
พวกที่ประพฤติผิดประเวณี ก็จะอ้างว่า :- เพราะเหล่าหญิงสาวยั่วยวนใจ
พวกที่ชอบเล่นการพนัน ก็จะอ้างว่า :- เพราะว่างไม่รู้จะทำอะไร หรือเพราะอยากรวยทางลัด ดังนี้เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ สังคมก็จะเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบวินัย และประชาชนจะกล้าที่จะประพฤติผิดศีลธรรมและก่ออาชญากรรม ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่เชื่อว่าการยึดถือการตีความและหาข้ออ้างให้อยู่เหนือหลักการจะใช้ได้ผลกับคำสอนของศาสนา

สีหน้าของ เชคอับบาสีย์ แดงก่ำและเต็มไปด้วยความระส่ำระสายจนไม่รู้ว่าจะกล่าวอย่างไร แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงตั้งคำถามต่อไปว่า :-
ความเคลือบแคลงของท่านอุมัร

แล้วหลักฐานและข้อพิสูจน์ว่า ท่านอุมัรฺ มิได้เป็นผู้ศรัทธาอย่างสนิทใจล่ะ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- แน่นอน กรณีการไม่มั่นคงในศรัทธาของท่านอุมัรฺ ก็มีหลักฐานและข้อพิสูจน์อย่างมากมายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านอุมัรฺเป็นผู้สารภาพถึงการไม่ศรัทธาของเขา !

เชคอับบาสีย์ :- ที่ไหน ? เมื่อไร ?

สัยยิดอะลาวีย์ :- เมื่อครั้งที่เขากล่าวว่า :- “ฉันไม่เคยมีความเคลือบแคลงสงสัยในความเป็นศาสดา (นบี) ของมุหัมมัด (ศ) เท่ากับวันแห่ง “สงครามหุดัยบียะฮฺ” เลย

ถ้อยคำของ ท่านอุมัรฺข้างต้นถือเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่า ตลอดระยะเวลาเขาไม่เคยมีความศรัทธาในความเป็นศาสดาของท่าน (ศ) มาก่อน และความเคลือบแคลงสงสัยของเขาได้เดินทางไปสู่จุดเดือดเหนือกรณีอื่นใดทั้งหมดในวันแห่งหุดัยบียะฮฺนั่นเอง

โอ้ เชคอับบาส ! ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ! ขอให้ท่านได้ตอบข้าพเจ้าเถิดว่าบุคคลที่มีความเคลือบแคลงสงสัยในความเป็นศาสดาของมุหัมมัด (ศ) ท่านจะยังถือว่าเขาเป็น “มุอ์มิน” อยู่หรือ ?

เชคอับบาสีย์ นั่งนิ่งเงียบและก้มหน้าลงต่ำด้วยความอับอาย

กษัตริย์ จึงหันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- คำชี้แจงของสัยยิดอะละวีย์ เกี่ยวกับท่านอุมัรฺ อิบนุลค็อฏฏอบ มีมูลความจริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- นักรายงานหะดีษได้รายงานเอาไว้เช่นนั้นจริง

กษัตริย์ :- มันช่างเป็นสิ่งที่น่าพิศวงงงงันยิ่งนัก ! ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านอุมัรฺ คือหนึ่งในชนกลุ่มแรกที่เข้ารับอิสลาม และเป็นผู้ที่มีความศรัทธาอย่างมั่นคง แต่ทว่า ณ บัดนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ความศรัทธาต่ออิสลามของเขาเป็นสิ่งที่น่าคลางแคลงยิ่งนัก

เชคอับบาสีย์ :- ขอให้ท่านอดทนเถิด โอ้ กษัตริย์ ! ขอให้ยืนหยัดอย่างมั่นคงในหลักศรัทธาของท่านต่อไปเถิด อย่าให้ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความโป้ปดมดเท็จของสัยยิดอะละวีย์ทำให้ท่านหันเหไปจากสัจธรรมเลย

กษัตริย์ จึงหันไปทาง เชคอับบาสีย์ และกล่าวด้วยความโกรธกริ้วว่า :- ท่านนิซอมุลมุลก์ ประธานองคมนตรีได้ยืนยันแล้วว่า :- คำชี้แจงของท่านสัยยิดอะละวีย์มีมูลความจริงตามที่ตำราหะดีษได้บันทึกไว้ แต่ท่านเชคกลับกล่าวหาว่าเขาโกหก จะไม่ถือว่าท่านเป็นผู้ที่ถือทิฐิ (ตะอัศศุบ) หรอกหรือ ?

ความเงียบได้ปกคลุมสถานที่ประชุมนั้นเป็นเวลานาน ในขณะที่กษัตริย์ยังคงอยู่ในอารมณ์ขุ่นเคือง .... เชคอับบาสีย์กับอุละมาอ์สุนนีต่างก้มหน้านิ่งเงียบ ...... ส่วนประธานองคมนตรีก็ไม่ต่างอะไรกับพวกเขา .. ในขณะที่สัยยิดอะละวีย์ได้เงยหน้าขึ้นมองกษัตริย์เพื่อรอฟังผลลัพท์ว่าจะเป็นเช่นไร

ช่วงวินาทีวิกฤติได้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า จนดูประหนึ่งว่าเชคอับบาสีย์ อยากจะแทรกแผ่นดินหนีจากธารกำนัน หรือให้พื้นธรณีสูบพวกเขาไปเสีย หรือไม่ก็ให้ทูตมรณะ (มลิกุลเมาตฺ) รีบลงมาปลิดวิญญาณของพวกเขาไปโดยพลัน พวกเขาต่างได้รับความอับอายและประสบกับภาวะคับขันนั้นอย่างลำเค็ญ โมฆะกรรมแห่งหลักศรัทธาได้ถูกแฉท่ามกลางสาธารณชน พวกเขาจะหาทางออกในภาวะคับขันนี้อย่างไร ?

สถานภาพของท่านอุษมาน

ในที่สุด กษัตริย์จึงได้ทำลายความเงียบด้วยการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการสนทนาต่อไปเพื่อให้สัจธรรมกับความเท็จได้ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น และแล้วเชคอับบาสีย์ ได้รวบรวมความกล้าเชิดหน้าถามขึ้นว่า :-

โอ้ สัยยิดอะละวีย์ ! ท่านกล้าใส่ร้ายท่านอุษมาน บินอัฟฟาน ว่ามิได้ศรัทธาจากก้นบึ้งของหัวใจ ในขณะที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้ยก “รุก็อยยะฮฺ” และ “อุมมุกุลษูม” บุตรีทั้งสองของท่านให้สมรสกับเขา ? !

สัยยิดอะละวีย์ :- มีหลักฐานและข้อพิสูจน์มากมายที่บ่งบอกว่าท่านอุษมานมิได้มีความศรัทธาอย่างแท้จริง และย่อมถือเป็นการเพียงพอแล้วที่เศาะหาบะฮฺและมุสลิมในสมัยนั้นต่างมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเขาสมควรจะถูกฆ่า ซึ่งในที่สุด พวกเขาก็ได้ร่วมกันสังหารเขาในที่สุด

พวกท่านเองเป็นผู้รายงานหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) มิใช่หรือว่า ท่าน (ศ) ได้วจนะว่า :-

“ประชาชาติของฉันจะไม่ร่วมลงมติในสิ่งที่เป็นโมฆะ“

ด้วยเหตุนี้ ท่านคิดว่ามุสลิมในยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศาะหาบะฮฺชั้นนำหลายท่านรวมอยู่ด้วย จะมีทัศนะที่ตรงกันในการสังหารเศาะหาบะฮฺผู้มีอีมานของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) กระนั้นหรือ ?

ในขณะเดียวกัน ท่านหญิงอาอิชะฮฺเองยังได้เปรียบเปรยท่านอุษมาน ว่าเป็นยะฮูดีย์ (ยิว) และได้ออกคำสั่งให้สังหารเขา โดยนางได้กล่าวว่า :-
“ท่านทั้งหลายจงจัดการสังหาร “นะอฺษัล” (ชื่อของชาวยิวคนหนึ่ง) เพราะเขาได้ตกอยู่ในฐานะของผู้ปฏิเสธ (กาฟิรฺ) เสียแล้ว จงสังหารนะอฺษัลเสีย และขออัลลอฮฺ ทรงสังหารเขาด้วยเถิด ขอให้นะอฺษัลจงพินาศ และห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์”

นอกจากนี้ เขายังสบประมาทและแสดงความเหยียดหยามด้วยการสั่งให้เฆี่ยน ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุมัสอูด เศาะหาบะฮฺผู้ทรงเกียรติคนหนึ่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จนเนื้อตัวของเขาแตกและระบมไปทั้งตัวและต้องจบชีวิตจากพิษของการเฆี่ยนตีดังกล่าว !
ยิ่งไปกว่านั้น อุษมาน บินอัฟฟาน ยังได้ออกคำสั่งเนรเทศ ท่านอบูซัรฺ ฆิฟารีย์ กัลยาณมิตรผู้สัตย์จริงของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ออกจากนครมะดีนะฮฺ มุเนาวะเราะฮฺ ถึงสองครั้งสองครา และได้ขับไล่เขาไปอยู่ที่ชาม (ซีเรีย) ถึงสองครั้งเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อจะทำลายเสี้ยนหนามและก้างขวางคอจากการใช้อำนาจอันอธรรมของเขา และครั้งสุดท้าย เขาได้เนรเทศท่านอบูซัรฺให้ไปตกระกำลำบาก และทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ยังทะเลทราย “รุบซะฮฺ” (ตั้งอยู่ระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ) ที่เต็มไปด้วยความทุรกันดาร ปราศจากน้ำ และสิ่งมีชีวิตทั้งธัญพืชและสัตว์ จนกระทั่ง ท่านอบูซัรฺ ต้องจบชีวิตลงเพราะความหิวโหย ณ ท้องทะเลทรายแห่งนั้น ในขณะที่ตัวของเขาและเครือญาติที่เป็นบริวารห้อมล้อม ทั้งจากราชวงศ์อะมาวีย์และมัรฺวานีย์ ต่างเสวยสุขด้วยการคอรัปชั่นจากบัยตุลมาล (กองคลัง) ของมุสลิมอย่างสุขเกษมเปรมปรีย์ อิ่มหมีพีมัน ในขณะที่ท่านอบูซัรฺ คือบุคคลที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เคยวจนะเกี่ยวกับเขาไว้ว่า :-

“ท้องฟ้ามิได้ปกคลุมผู้ใด และแผ่นดินก็มิได้รองรับผู้ใดที่จะมีความสัตย์จริงไปกว่าอบูซัรฺ” (หมายถึงบนพื้นปฐพีนี้ไม่มีใครที่จะสัตย์จริงยิ่งกว่าอบูซัรฺ) (ค้นคว้าเพิ่มเติมใน อัลเฆาะดีรฺ 8 / 294, 299, 305, 306)

หลังจากนั้น กษัตริย์ได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- คำตอบของสัยยิดอะละวีย์มีมูลความจริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้เช่นนั้นจริง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชูรอ(คณะกรรมการ)สรรหาเคาะลีฟะฮ์หลังท่านอุมัร

กษัตริย์ :- แล้วเหตุใดมุสลิมในยุคนั้นจึงเลือกเขาขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ

ประธาน องคมนตรี:- ที่ประชุม (ชูรอ) ได้ลงมติเลือกเขาขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ ท่านประธาน ! ข้าพเจ้าขออนุญาตทักท้วง ได้โปรดอย่ากล่าวในสิ่งที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเลย

กษัตริย์ ! หมายความว่าอย่างไรหรือ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- สิ่งที่ท่านประธานองคมนตรีได้กล่าวไปข้างต้นนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เนื่องจากเริ่มแรก ท่านอุษมานได้ขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺจากคำสั่งเสีย (วะศียะฮฺ) ของท่านอุมัรฺที่ให้จัดการเลือกเคาะลีฟะฮฺสืบต่อจากเขา โดยใช้ระบบชูรอ 6 คน หลังจากนั้น คนจำนวน 3 คน ได้เลือกเขาขึ้นมา

ท่านคิดว่าการตัดสินใจของคนทั้งสามจะสามารถนำมาเป็นบรรทัดฐานแทนเสียงของประชาคมมุสลิมทั้งหมดได้กระนั้นหรือ ?

นอกจากนั้น ตำราประวัติศาสตร์ยังได้บันทึกอีกว่าหลังจากที่พวกเขาทั้งสามได้ประจักษ์ชัดถึงความไม่ดำรงในธรรมของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน กอปรกับการที่เขาปฏิบัติต่อบรรดาเศาะหาบะฮฺ ผู้เป็นกัลยาณมิตรของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) อย่างลบหลู่ดูแคลน และยังได้แต่งตั้ง “กะอฺบุลอะหฺบารฺ” ชาวยิวขึ้นเป็นที่ปรึกษาแทนเศาะหาบะฮฺชั้นนำ ซึ่งถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีมุสลิม และยังเล่นพรรคเล่นพวกในการจัดสรรปันส่วนบัยตุลมาล (ทรัพย์สินจากกองคลัง) เฉพาะในวงศ์ตระกูลมัรฺวานแล้ว พวกเขาจึงได้สนับสนุนประชาชนให้ร่วมกันสังหารอุษมาน !

กษัตริย์ ได้หันไปถามประธานว่า :- สิ่งที่สัยยิดกล่าวมาเป็นความจริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้เช่นนั้นจริง

กษัตริย์ :- แล้วเหตุใดท่านจึงกล่าวว่า ท่านอุษมาน ได้รับเลือกตั้งให้เป็น เคาะลีฟะฮฺจากมติที่ประชุม (ชูรอ) ?

ประธานองคมนตรี :- ที่ประชุมในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงมติของคน 3 คน

กษัตริย์ :- การตัดสินใจของคนเพียง 3 คน (จากจำนวน 6 คน) ในการเลือกบุคคลหนึ่งขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ ถือว่าเป็นมติของที่ประชุม (ชูรอ) อย่างนั้นหรือ ? !

ประธานองคมนตรี :- ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้แจ้งข่าวดีว่าคนทั้งสามคือชาวสวรรค์

ผู้ได้รับการแจ้งว่าเป็นชาวสวรรค์ก่อสงครามกันเอง?!

สัยยิดอะละวีย์ จึงกล่าวขึ้นว่า :- โอ้ ประธานองคมนตรี ! ข้าพเจ้าขออนุญาตท้วงติงว่าท่าน อย่าได้กล่าวในสิ่งที่ไม่มีมูลความจริงเลย เพราะหะดีษที่กล่าวว่า :-
“บุคคลทั้งสิบที่ได้รับแจ้งข่าวว่าเป็นชาวสวรรค์” นั้นเป็นหะดีษที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา และยังเป็นการโกหกใส่ร้ายท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) อีกด้วย

เชคอับบาสีย์ :- ทำไมท่านจึงกล้าพูดเช่นนั้น ในเมื่อผู้ที่รายงานหะดีษดังกล่าว เป็นผู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- มีหลักฐานและเหตุผลมากมายที่สามารถใช้เป็นข้อพิสูจน์ว่าหะดีษข้างต้นถูกอุปโลกน์ขึ้นมา ซึ่งในที่นี้ข้าพเจ้าจะขอหยิบยกมาเพียง 3 ข้อกล่าวคือ :-

1.เป็นไปได้อย่างไร ที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จะแจ้งข่าวดีว่า บุคคลที่ประทุษร้ายต่อท่านจะได้เข้าสู่สวรรค์ ? ทั้งนี้ เนื่องจากบรรดามุฟัสสิรีน (นักอรรถาธิบายอัลกุรฺอาน) และนักประวัติศาสตร์ได้กล่าวไว้ตรงกันว่า “ฏ็อลหะฮฺ” ได้เคยกล่าวว่า :-
“มุหัมมัดสิ้นชีวิตเมื่อไร ฉันจะแต่งงานกับภรรยา (คนหนึ่ง) ของเขาอย่างแน่นอน”

หรือที่เขาได้กล่าวประโยคนี้อย่างชัดเจนว่า :-
“ฉันจะต้องแต่งงานกับอาอิชะฮฺอย่างแน่นอน”

จากคำพูดดังกล่าว เท่ากับเขาได้ประทุษร้ายต่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) อย่างเปิดเผยและไม่ยี่หระต่อกฎเกณฑ์ใด ๆ ในขณะที่อัลลอฮฺ ทรงตรัสในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :-

وَمَا كَانَ لَكُمْ أَن تُؤْذُوا رَسُولَ اللَّهِ وَلَا أَن تَنكِحُوا
أَزْوَاجَهُ مِن بَعْدِهِ أَبَدًا إِنَّ ذَلِكُمْ كَانَ عِندَ اللَّهِ عَظِيمًا
“ไม่เป็นการสมควร (อย่างยิ่ง) ที่พวกเจ้าจะประทุษร้ายต่อเราะสูลุลลอฮฺ และพวกเจ้าจะต้องไม่แต่งงานกับบรรดาภริยาของเขา ภายหลังจากเขา (ได้เสียชีวิต) โดยเด็ดขาด แท้จริง การกระทำเช่นนี้ ณ อัลลอฮฺ ถือเป็นความผิดอันมหันต์” (สูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ 33 : 53)

2. ฏ็อลหะฮฺกับซุบัยรฺ ได้ร่วมกันก่อสงครามกับท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ในสงครามญะมัล ซึ่งท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้กล่าวถึงเขาว่า :-

“โอ้ อะลี ! การทำสงครามกับเจ้า หมายถึง การทำสงครามกับฉันนั่นเอง และการเป็นพันธมิตรกับเจ้า ก็คือการเป็นพันธมิตรกับฉันนั่นเอง” (อิหฺกอกุลหักก์ 6 / 440 และ 7 / 296)

“บุคคลใดที่เชื่อฟังปฏิบัติตามอะลี แท้จริง เขาได้เชื่อฟังปฏิบัติตามฉัน และใครก็ตามที่ต่อต้านเขา แท้จริง เขาได้ต่อต้านฉันนั่นเอง” (อิหฺกอกุลหักก์ 6 / 419 และ 16 / 621)

“อะลี จะเคียงคู่กับกุรฺอาน และกุรฺอานจะเคียงคู่กับอะลี ทั้งสองจะไม่มีวันพรากจากกัน จนกว่าจะไปพบฉัน ณ สระน้ำเกาษัรฺ” (บิหารุลอันวารฺ 38 / 35)

“อะลีจะอยู่คู่สัจธรรม และสัจธรรมจะอยู่คู่อะลี สัจธรรมอยู่ที่ไหน อะลีจะอยู่ที่นั่นเสมอ” (อิหฺกอกุลหักก์ 4 / 27)

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ทำสงครามกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) และฝ่าฝืนคำสั่งของท่าน จะได้เข้าสู่สวรรค์กระนั้นหรือ ? และบุคคลที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับสัจธรรมและอัลกุรฺอาน จะเป็นผู้ศรัทธา (มุอ์มิน) กระนั้นหรือ ? !

3. ฏ็อลหะฮฺกับซุบัยรฺได้เพียรพยายามอย่างหนักในการสังหารท่านอุษมาน จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเป็นไปได้อย่างไรกันที่บุคคลทั้งสามจะได้อยู่ร่วมกันในสรวงสวรรค์ เพราะสองในสามได้ร่วมกันก่ออาชญากรรมสังหารอีกหนึ่งที่เหลือ ในขณะที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะไว้ว่า :-

“ทั้งผู้สังหารและผู้ถูกสังหารจะอยู่ในไฟนรก” ? !

กษัตริย์จึงถามด้วยความตะลึงงันว่า :- สิ่งที่ สัยยิดอะละวีย์ กล่าวมาทั้งหมดเป็นความจริงหรือ ? !

ประธานองคมนตรี ได้แต่นั่งเงียบไม่ยอมกล่าวถ้อยคำใด ๆ ออกมา
ทางด้าน เชคอับบาสีย์ และคณะต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงันเช่นกัน

พวกเขาจะพูดอย่างไรดี ? จะพูดความจริงออกมากระนั้นหรือ ?
ชัยฏอนจะเปิดโอกาสให้สามารถพูดในสิ่งที่เป็นสัจธรรมกระนั้นหรือ ? จิตสำนึกที่ตกเป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำอยู่ตลอดเวลา จะกล้ายืนหยัดเผชิญหน้ากับ สัจธรรมความจริงได้อย่างไร ?

ท่านผู้มีวิจารณญาณคิดหรือว่า การยอมรับในสัจธรรมเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ?
หามิได้ ช่างเป็นสิ่งที่ยากลำบาก เพราะนั่นหมายถึงการสลัดทิ้งสิ่งที่เป็นโมหคติ (ตะอัศศุบ) อวิชชา (ญาฮิลียะฮฺ) และการฝืนต่อนัฟซูที่เคยมีมาก่อนหน้านั้นอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่มนุษย์มักจะนิยมชมชอบที่จะปฏิบัติตามอำนาจแห่งอารมณ์ร้ายและสิ่งที่เป็นโมฆะกรรมทั้งหลาย ยกเว้น กลุ่มชนจำนวนเพียงเล็กน้อยที่เป็นผู้ศรัทธา

สัยยิดอะละวีย์ ได้ทำลายความเงียบด้วยการกล่าวขึ้นว่า :-
โอ้ กษัตริย์ ! ท่านประธานองคมนตรี เชคอับบาสีย์ และอุละมาอ์ผู้มีเกียรติที่นั่งอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ ท่านทั้งหลายต่างตระหนักถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปข้างต้นว่าคือสัจธรรมความจริงทั้งหมด และถ้าหากท่านเหล่านี้จะปฏิเสธคำพูดของข้าพเจ้า พวกเขาสามารถเรียกบรรดาอุละมาอ์ในกรุงแบกแดดเพื่อมาร่วมเป็นสักขีพยานในความสัตย์จริงนี้ได้ ในขณะเดียวกัน ห้องสมุดซึ่งถือเป็นขุมคลังแห่งความรู้ในโรงเรียนแห่งนี้ (นิซอมียะฮฺ) มีหนังสือและตำรับตำราที่ถือเป็นหลักฐานอ้างอิงที่ได้รับความเชื่อถือมากมายที่สามารถตรวจสอบความจริงจากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาทั้งหมด ...... ถ้าหากพวกเขายอมรับว่าสิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวมาว่าเป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นข้อยุติและยอมรับโดยปริยาย แต่ถ้าหากพวกเขาปฏิเสธ ข้าพเจ้าพร้อมที่จะนำตำราและหลักฐานอ้างอิงมาเสนอให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของท่านเดี๋ยวนี้

กษัตริย์ ได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ท่านจะยืนยันในสิ่งที่สัยยิดอะละวีย์กล่าวมาทั้งหมดว่ามีหลักฐานปรากฎอยู่จริงในหนังสือและตำราหะดีษหรือไม่ ? !

ประธานองคมนตรี :- ใช่ครับ

กษัตริย์ :- แล้วเหตุใดในตอนแรกท่านจึงนิ่งเงียบ ? !

ประธานองคมนตรี:- ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะกล่าวพาดพิงในสิ่งที่เป็นอัปมงคลเกี่ยวกับเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ)

สัยยิดอะละวีย์ :- ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก ! ท่านห่วงกังวลในสิ่งที่อัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์มิได้ห่วงกังวล อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ได้ทรงกล่าวถึงเศาะหาบะฮฺบางคนว่าเป็นมุนาฟิก และยังได้บัญชาให้เราะสูลของพระองค์ทำสงครามกับพวกเขา เฉกเช่นเดียวกับที่ได้ทำสงครามกับพวกกาฟิรฺ ในขณะที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ก็ยังได้สาปแช่งเศาะหาบะฮฺของท่านด้วยเช่นกัน

ประธานองคมนตรี :- โอ้ สัยยิดอะละวีย์ ! ท่านไม่เคยได้ยินคำพูดของบรรดา อุละมาอ์ที่กล่าวว่า :- เศาะหาบะฮฺทั้งหมดของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีคุณธรรมและความสัตย์จริง ?