ส่วนตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอุมัรฺนั้นเล่า ก็ได้รับมาเพราะคำสั่งเสีย (วะศียะฮฺ) ของอบูบักรฺเพียงคนเดียว ดังนั้น ความชอบธรรม (มัชรูอียะฮฺ) แห่งการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านอุมัรฺ จึงขึ้นอยู่กับท่านอบูบักรฺเพียงคนเดียวเช่นกัน

ในขณะที่ตัวของท่านอบูบักรฺเอง ซึ่งได้ขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺจากการเลือกตั้งของคนเพียงหยิบมือเดียว และยิ่งไปกว่านั้นบางส่วนของพวกเขาต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคมดาบและการใช้กำลังข่มขู่คุกคาม ดังนั้น ความชอบธรรมในตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอบูบักรฺ จึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคมดาบและกฎหมู่ !

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เอง ที่ในเวลาต่อมาท่านอุมัรฺได้กล่าวสารภาพด้วยตนเองว่า :-
“การให้สัตยาบัน (บัยอะฮฺ) ของประชาชนต่อท่านอบูบักรฺ เป็นเหตุการณ์คับขันและฉุกละหุก ปราศจากการตระเตรียมการที่ดี และเป็นการกระทำตามแบบฉบับญาฮิลียะฮฺ ขออัลลอฮฺได้ทรงโปรดขจัดปัดเป่าความชั่วร้ายออกจากมวลมุสลิมด้วยเถิด ดังนั้น นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ใครก็ตามที่ลอกเลียนแบบอย่างการขอสัตยาบันเช่นนั้นอีก พวกท่านจงจัดการสังหารเขาเสีย”

นอกจากนี้ ท่านอบูบักรฺเองก็สารภาพเช่นกันว่า :- “พวกท่านจงปล่อยฉันให้ไปตามยถากรรมของฉันเถิด และจงยึดการให้สัตยาบันของพวกท่านคืนไปเถิด เพราะตราบใดที่อะลี (อ) ยังอยู่ในท่ามกลางพวกท่าน ฉันย่อมมิใช่ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน”

จากหลักฐานและข้อพิสูจน์ดังกล่าวนี้เอง ที่ชาวชีอะฮฺมีความเชื่อว่า รากเหง้าแห่งการได้มาซึ่งตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของบุคคลทั้งสามเป็นสิ่งโมฆะและผิดครรลองคลองธรรมมาตั้งแต่ต้น

กษัตริย์ ได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ที่สัยยิดอะละวีย์กล่าวถึงท่านอบูบักรฺและท่านอุมัรฺ มีมูลความจริงและเป็นสิ่งที่ถูกต้องกระนั้นหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่แล้ว นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้เช่นนั้นจริง

กษัตริย์ จึงถามว่า :- แล้วเหตุใดพวกเราชาวสุนนีจึงยกย่องให้เกียรติบุคคลทั้งสาม ? !

ประธานองคมนตรี :- เป็นการปฏิบัติตามบรรพชนผู้ทรงคุณธรรมของพวกเรา

สัยยิดอะละวีย์ จึงกล่าวกับกษัตริย์ว่า :- โอ้ กษัตริย์ ! ได้โปรดถามท่านประธานองคมนตรีเถิดว่าระหว่างการดำเนินตามสัจธรรมกับบรรพชน อันไหนเป็นสิ่งวาญิบ (จำเป็น)กว่ากัน ? มาตรว่าการลอกเลียนแบบบรรพชนขัดแย้งกับสัจธรรมความจริงแล้ว จะมิตกอยู่ในฐานะที่คัมภีร์อัลกุรฺอานได้ตรัสไว้หรอกหรือว่า :-

﴾ إِنَّا وَجَدْنَا آبَاءَنَا عَلَى أُمَّةٍ وَإِنَّا عَلَى آثَارِهِم مُّقْتَدُونَ ﴿
“แท้จริง พวกเราได้ประจักษ์ว่าบรรพบุรุษของพวกเราอยู่ในวิถีทางนี้มาก่อน ดังนั้น พวกเราจึงดำเนินตามร่องรอยของพวกเขาด้วย” (สูเราะฮฺซุครุฟ 43 : 23)

กษัตริย์ จึงกล่าวกับสัยยิดอะละวีย์ว่า :- ถ้าบุคคลทั้งสามมิได้เป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) แล้วใครคือเคาะลีฟะฮฺของท่าน ?

อะลี อิบนิ อบีฎอลิบคือเคาะลีฟะฮ์ท่านศาสดาเพียงผู้เดียว

สัยยิดอะละวีย์ จึงตอบว่า :- เฉพาะอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) เท่านั้นที่เป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ)

กษัตริย์ :- อะไรคือหลักฐานและข้อพิสูจน์ของท่าน ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้แต่งตั้งเขาให้เป็นเคาะลีฟะฮฺและตัวแทนภายหลังจากท่าน โดยท่าน (ศ) ได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อหน้าประชาชนในต่างกรรมต่างวาระกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ “เฆาะดีรฺคุม” ตำบลที่ตั้งอยู่ระหว่างนครมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ เมื่อท่าน (ศ) ได้บัญชาให้พวกเขาชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนั้น และได้ชูมือของอะลี (อ) ขึ้น พร้อมกับประกาศด้วยเสียงก้องกังวานว่า :-
“ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครอง (เมาลา) ของเขา อะลี (อ) ก็เป็นผู้ปกครอง (เมาลา) ของเขาด้วย

โอ้ อัลลอฮฺ ! ได้โปรดมอบความรักและให้การคุ้มครองแก่ผู้ที่รักอะลี และยืนยันฐานภาพแห่งการเป็นผู้ปกครองของเขาด้วยเถิด

และโปรดเป็นศัตรูกับผู้ที่เป็นศัตรูกับเขาด้วยเถิด
และโปรดให้การสนับสนุนผู้ที่สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเขาด้วยเถิด
และบุคคลใดที่ละทิ้งไม่ให้ความช่วยเหลือเขา ขอพระองค์โปรดละทิ้งเขา (ให้ระหน) ด้วยเถิด”

หลังจากนั้น ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้ลงมาจากมิมบัรฺ และกล่าวกับประชาชนที่ร่วมชุมนุมอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นซึ่งมีจำนวน 120,000 คน ว่า เฉพาะอะลี (อ) เท่านั้นที่มีเกียรติคุณคู่ควรต่อการที่พวกท่านจะเรียกขานเขาว่า “อมีรุลมุอ์มินีน” (ผู้ปกครองของศรัทธาชน)

หลังจากนั้น มุสลิมได้ค่อย ๆ ทยอยเข้าไปแสดงความปิติยินดีกับอะลี (อ) ด้วยการกล่าวประโยค :- “ความสันติจงประสบแด่ท่าน โอ้ อมีรุลมุอ์มินีน !”

โดยเฉพาะท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ ก็ได้เข้าไปแสดงความยินดีต่ออะลี (อ) โดยเรียกขานสมญานามของเขาว่า :- “อมีรุลมุอ์มินีน” ท่านอุมัรฺได้กล่าวว่า :- “ความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้ อมีรุลมุอ์มินีน ! ความจำเริญจงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของอบูฏอลิบ นับจากนี้ไป ท่านคือผู้ปกครอง (เมาลา) ของฉัน และคือผู้ปกครอง (เมาลา) ของศรัทธาชนชายและหญิง)

จากหลักฐานดังกล่าวนี้เองที่พิสูจน์ให้ประจักษ์ว่า เฉพาะอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) เท่านั้นที่เป็นเคาะลีฟะฮฺที่ถูกครรลองคลองธรรมของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ)

กษัตริย์ จึงได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ถ้อยคำของสัยยิดอะละวีย์ มีมูลความจริงกระนั้นหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่แล้ว นักประวัติศาสตร์และนักอรรถาธิบายอัลกุรฺอานได้บันทึกเช่นนั้นจริง

กษัตริย์ :- ถ้าเช่นนั้น ขอให้ทั้งสองฝ่ายจบประเด็นนี้ และเริ่มต้นประเด็นอื่นต่อไปเถิด

ชีอะฮฺเชื่อว่าอัลกุรอานถูกเปลี่ยนแปลงจริงหรือ?

เชคอับบาสีย์ :- พวกชีอะฮฺมีความเชื่อว่าคัมภีร์อัลกุรฺอาน ถูกสังคายนา เปลี่ยนแปลง แก้ไข (ตะหฺรีฟ)

สัยยิดอะละวีย์ :- หามิได้ แต่ทว่า เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในหมู่พวกท่าน ถึงความเชื่อในเรื่องการถูกสังคายนาและเปลี่ยนแปลง แก้ไขคัมภีร์อัลกุรฺอาน

เชคอับบาสีย์ :- ช่างเป็นคำพูดที่โป้ปดมดเท็จอย่างชัดเจนที่สุด

สัยยิดอะละวีย์ :- ท่านเชคไม่เคยอ่านตำราของพวกท่านที่กล่าวว่า โองการที่เกี่ยวกับ “เฆาะรอนีก” (พหูพจน์ ของ “ฆุรฺนูก” และ “ฆุรนัยก” ตามตัวแปลว่า นกกระสา หรือคนหนุ่มที่มีรูปร่างสัดทัด = ผู้แปล) ได้ถูกประทานลงมาแก่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) หลังจากนั้น โองการเหล่านี้ได้ถูกยกเลิก (นัสคฺ) และถูกลบทิ้งออกไปจากคัมภีร์อัลกุรฺอาน ?

กษัตริย์ จึงได้ถามประธานองคมนตรีว่า :- คำกล่าวอ้างของสัยยิดอะละวีย์มีมูลความจริงหรือ ?

ประธาน :- ใช่แล้ว มุฟัสสิรีนได้กล่าวเช่นนั้นจริง

กษัตริย์ จึงถามว่า :- ถ้าเช่นนั้น อัลกุรฺอานที่ถูกสังคายนาจะมีคุณค่าน่าเชื่อถือได้อย่างไร ?

สัยยิดอะละวีย์ :- โอ้ กษัตริย์ ! เป็นการสมควรที่พระองค์จะทรงทราบว่า เราชาวชีอะฮฺมิได้มีความเชื่อในสิ่งนี้ (ตะหฺรีฟ) เฉพาะพวกท่านเท่านั้นที่มีความเชื่อเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ อัลกุรฺอานสำหรับเราชาวชีอะฮฺคือคัมภีร์ที่มีความน่าเชื่อถือเสมอ แต่พวกท่านกลับถือว่าเป็นคัมภีร์ที่ไม่มีคุณค่าต่อการเชื่อถือแต่อย่างใด

เชคอับบาสีย์ :- เกี่ยวกับการตะหฺรีฟกุรฺอาน มีหะดีษจำนวนหนึ่งที่อุละมาอ์ของพวกท่านได้บันทึกไว้ในตำราของพวกท่านเอง

สัยยิดอะละวีย์ :- หะดีษจำนวนเล็กน้อยเหล่านั้นถูกอุปโลกน์และเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ภายใต้แผนการณ์และเล่ห์เพทุบายของเหล่าศัตรูของชีอะฮฺ เพื่อที่จะสร้างกระแสล้มล้างวิถีทางของชีอะฮฺ และให้ประชาคมรุมประณามสาปแช่งชีอะฮฺ ในขณะที่นักรายงานหะดีษ (รอวีย์) และสายสืบของหะดีษเหล่านั้นล้วนแล้วแต่อ่อนแอและขาดความน่าเชื่อถือ เพราะอุละมาอ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงของเรามิได้มีความเชื่อในเรื่องของการตะหฺรีฟ และพวกเขาก็ไม่ยอมรับในสิ่งที่พวกท่านกล่าวว่า :-
อัลลอฮฺ ทรงประทานโองการบางส่วนลงมาเพื่อสรรเสริญบรรดาเจว็ด (โดยแน่นอนยิ่ง อัลลอฮฺ ทรงบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ในสิ่งที่พวกเขาได้เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาใส่ร้ายพระองค์) ว่า :- เหล่าเจว็ดที่มีฐานภาพสูงส่งเท่านั้น ที่จะช่วยให้การขอชะฟาอะฮฺ (การไถ่โทษ) ของพวกเจ้าสัมฤทธิ์ผล”

กษัตริย์ :- ขอให้ทั้งสองฝ่ายได้จบประเด็นนี้ และเริ่มต้นประเด็นต่อไปเถิด

การปรักปรำพระผู้เป็นเจ้าว่าพระองค์มีเรือนร่าง

สัยยิดอะละวีย์ :- พวกท่านได้ปรักปรำตำหนิอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ซึ่งถือเป็นการลดฐานภาพและฐานันดรศักดิ์อันสูงส่งของพระผู้อภิบาลผู้ทรงคู่ควรต่อการได้รับการสรรเสริญ

เชคอับบาสีย์ :- ลองหยิบยกตัวอย่างซิว่ามีอะไรบ้าง ?

สัยยิดอะละวีย์ :- อาทิเช่น พวกท่านมีความเชื่อว่า อัลลอฮฺทรงมีเรือนร่าง (ญิสม์) ทรงสนทนาและหัวเราะเหมือนมนุษย์ มีมือ เท้า ดวงตา และอวัยวะ และในวันกิยามะฮฺ พระองค์จะแหย่เท้าข้างหนึ่งลงในขุมนรก และจะทรงเสด็จจากฟากฟ้าเบื้องบนลงมาสู่ฟากฟ้าของโลกดุนยา และจะทรงขี่ฬ่อหรือลาของพระองค์ลงมา..........

เชคอับบาสีย์ :- มิได้เป็นสิ่งแปลกประหลาดแต่อย่างใด ในเมื่อคัมภีร์อัลกุรฺอานได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า :- وَجَاء رَبُّكَ “ และพระผู้อภิบาลของเจ้า (มุหัมมัด) จะมาพร้อมกับมลาอิกะฮฺเป็นแถว ๆ” (สูเราะฮฺฟัจญ์รุ 89 : 22)

* * อัลกุรฺอานฉบับแปลภาษาไทยของสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับได้อธิบายในฟุตโน๊ท ภายใต้อายะฮฺดังกล่าวนี้ว่า :- ... พระเจ้าของเจ้า โอ้ มุฮัมมัด เอ๋ย ก็จะเสด็จมาปรากฎตัว เพื่อพิพากษาตัดสินระหว่างปวงบ่าว ....... โปรดดูหน้า 1698 = ผู้แปล) หรือ يَوْمَ يُكْشَفُ عَن سَاق “วันที่หน้าแข้งจะถูกเผยออกมา” (สูเราะฮฺเกาะลัม 68 : 42) ** อัลกุรฺอานฉบับแปลภาษาไทยของสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับได้อธิบายในวงเล็บภายใต้อายะฮฺนี้ว่า (ในวันกิยามะฮฺ พระเจ้าจะมาตัดสินคดี หน้าแข้งของพระองค์จะถูกเลิกขึ้น โปรดดูหน้า 1546 = ผู้แปล) หรือ يَدُ اللَّهِ فَوْقَ أَيْدِيهِم “พระหัตถ์ของอัลลอฮฺอยู่เหนือมือของพวกเขา”(สูเราะฮฺฟัตหฺ 48 : 10)

นอกจากนี้ ยังมีหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะไว้อีกว่า ในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺจะทรงแหย่เท้าของพระองค์ลงในขุมนรก !

อบูฮุร็อยเราะฮฺถูกท่านอุมัรเฆี่ยนตี!

สัยยิดอะละวีย์ :- ตามหลักศรัทธาของเราชาวชีอะฮฺถือว่า หะดีษในทำนองนี้ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อปรักปรำ ใส่ร้ายพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ ทั้งนี้เนื่องจาก อบูฮุร็อยเราะฮฺ และผู้ที่มีคุณสมบัติเยี่ยงเขาได้รายงานเท็จและเสกสรรปั้นแต่งว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เป็นผู้วจนะ อบูฮุร็อยเราะฮฺได้เพียรพยายามในการนี้ จนในที่สุด ท่านอุมัรฺได้ออกคำสั่งให้เฆี่ยนตีโทษฐานที่รายงานหะดีษและยังสั่งห้ามมิให้เขารายงานหะดีษอีกต่อไป

กษัตริย์ จึงได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- ท่านอุมัรฺได้ออกคำสั่งห้ามมิให้ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺรายงานหะดีษจริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่แล้ว เขาได้สั่งห้ามจริงดังที่ถูกบันทึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์

กษัตริย์ :- ถ้าเช่นนั้น เราจะให้ความเชื่อถือหะดีษที่รายงานโดยท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺได้อย่างไร ? !

ประธานองคมนตรี :- บรรดาอุละมาอ์ได้ให้การยอมรับและเชื่อถือมาก่อน

กษัตริย์ :- แสดงว่าอุละมาอ์เหล่านั้นต้องมีความรู้เหนือกว่าท่านอุมัรฺ ? เพราะท่านอุมัรฺ ได้ออกคำสั่งห้ามมิให้อบูฮุร็อยเราะฮฺรายงานหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เพราะการโกหกของเขา แต่อุละมาอ์ของเรากลับนำหะดีษที่เขาได้อุปโลกน์มาเผยแพร่และสั่งสอนพวกเรา

เชคอับบาสีย์ :- โอ้ อะลาวีย์ ! เอาละ ถึงแม้ว่าหะดีษที่พาดพิงถึงอัลลอฮฺจะถูกอุปโลกน์ขึ้นมา แล้วในกรณีโองการแห่งคัมภีร์อัลกุรฺอานท่านจะว่าอย่างไร ?

ชี้แจงเกี่ยวกับโองการที่กล่าวถึงสรีระพระองค์

สัยยิดอะละวีย์ :- โองการจากคัมภีร์อัลกุรฺอานมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
1. โองการที่ชัดเจน (อายะตุลมุหฺกะมะฮฺ) ซึ่งถือเป็นโองการพื้นฐานของคัมภีร์
2. โองการที่คลุมเครือ (อายะตุลมุตะชาบิฮะฮฺ) ซึ่งต้องอาศัยโองการที่ชัดเจนมาอรรถาธิบาย จึงจะได้ความหมายตรงตามเจตนารมณ์ของพระผู้อภิบาล

และอัลกุรฺอานยังมีลักษณะด้านนอก (ซอฮิรฺ) และด้านใน (บาฎิน) อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ เราสามารถเข้าใจโองการซอฮิรฺที่ชัดเจน และถือปฏิบัติตามได้ แต่ในกรณีโองการบาฏินที่คลุมเครือหรือซ่อนเร้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยวิชาวาทศาสตร์ (อิลมุลบะลาเฆาะฮฺ) และจะต้องวินิจฉัยถึงอุปมาน (กินายะฮฺ) หรืออุปมัย (มะญาซ) ว่ามีรหัสนัยแฝงเร้นหรือไม่อย่างไร ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว นัยหรือความหมายจะไม่เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของผู้ทรงประทานคัมภีร์ นอกจากนี้ ยังจะไม่กินกับสติปัญญาอีกด้วย ตัวอย่างเช่น :- ถ้าท่านเชคตีความหมายของโองการ ...

وَجَاء رَبُّكَ

ว่าหมายถึง “และพระผู้อภิบาลของเจ้าจะเสด็จลงมา” ตามตัวบทตัวอักษรอย่างเคร่งครัด (ซอฮิรฺ) แล้วไซร้ นัยของมันจะขัดแย้งทั้งต่อสติปัญญาและต่อเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้าทันที ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งสติปัญญาและบทบัญญัติถือว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงดำรงอยู่ในทุกสภาวการณ์และสถานที่ ไม่มีที่ใดที่จะปราศจากพระองค์ ในขณะที่ตามซอฮิรฺของอายะฮฺนี้ถือว่า พระองค์ทรงมีเรือนร่าง ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สรรพสิ่งที่มีเรือนร่างจำเป็นต้องอาศัยสภาวะการณ์และสถานที่เสมอ

ดังนั้น ผลลัพท์ของความหมายซอฮิรฺของอายะฮฺนี้ก็คือ
“มาตรว่า พระผู้เป็นเจ้าประทับอยู่บนฟากฟ้า บนพื้นโลกย่อมไม่มีพระองค์อยู่ ในทางกลับกัน ถ้าพระองค์ทรงเสด็จลงมาบนพื้นโลก บนฟากฟ้าก็จะว่างเว้นจากการมีอยู่ของพระองค์”

ซึ่งนอกจากจะสวนทางกับศาสนบัญญัติของพระองค์แล้ว และยังสวนทางกับสติปัญญาอีกด้วย
คำตอบที่เต็มไปด้วยหลักตรรกะนี้เอง ทำให้เชคอับบาสีย์จนแต้มไม่สามารถหาหลักฐานมาโต้แย้งได้

การตีความตามความหมายทั่วไปของโองการอัลกุรอาน

ในที่สุด ท่านเชคจึงกล่าวขึ้นว่า :- ข้าพเจ้าไม่อาจยอมรับเหตุผลของท่านได้ เพราะถึงอย่างไรก็ตาม เราจะต้องยึดถือตามความหมายซอฮิรฺของโองการจากคัมภีร์อัลกุรฺอานอยู่ดี

**เผอิญว่าในการสนทนาทางวิชาการครั้งนี้หนึ่งในอุละมาอ์สุนนีที่นั่งเคียงข้างเชคอับบาสีย์ ดวงตาทั้งสองของท่านบอดสนิท
สัยยิดอะละวีย์ :- ถ้าเช่นนั้น ท่านเชคจะยึดถือและปฏิบัติตามโองการที่คลุมเครือ (อายะตุลมุตะชาบิฮฺะฮฺ) อย่างไร ในเมื่อด้านหนึ่ง ท่านไม่สามารถที่จะยึดถือความหมายแห่งโองการที่เป็นซอฮิรฺของอัลกุรฺอานได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ท่านเชคอะหฺมัด อุษมาน เพื่อนของท่านก็จะตกอยู่ในฐานะของชาวนรกอย่างไม่ต้องสงสัย

เชคอับบาสีย์ :- ทำไมท่านจึงกล่าวเช่นนี้ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ทั้งนี้ เนื่องจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงตรัสว่า :-

وَمَن كَانَ فِي هَذِهِ أَعْمَى فَهُوَ فِي الآخِرَةِ أَعْمَى
وَأَضَلُّ سَبِيلاً

“และบุคคลใดที่บอดในโลกนี้ ดังนั้น เขาจะบอดในปรโลกด้วย และเป็นการหลงทางอันไกลลิบ” (สูเราะฮฺอิสรออ์ 17 : 72)

ถ้าท่านตีความไปตามความหมายซอฮิรฺของอายะฮฺข้างต้น ดังนั้น ในเมื่อดวงตาของเชคอะหฺมัด อุษมาน บอดในโลกดุนยา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในโลกอาคิเราะฮฺ ดวงตาของเขาจะต้องบอดด้วยอย่างแน่นอน และยิ่งไปกว่านั้น เขาจะต้องเป็นผู้หลงทางอย่างไกลลิบ นั่นก็หมายความว่าเขาต้องเป็นชาวนรกนั่นเอง

โอ้ ท่านเชคอะหฺมัด ! ท่านเห็นด้วยและพึงพอใจกับความหมายนี้หรือ ?

เชคอะหฺมัด อุษมาน :- เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง เพราะนัยของคำว่า “บอด” ในที่นี้หมายถึงบุคคลที่หลงออกจากวิถีทางที่เที่ยงธรรมต่างหาก

สัยยิดอะละวีย์ :- ดังนั้น ย่อมเป็นข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า มนุษย์ไม่สามารถยึดถือและปฏิบัติตามความหมายซอฮิรฺของโองการจากคัมภีร์อัลกุรฺอานได้ทั้งหมด
การถกเถียงทางวิชาการในประเด็นดังกล่าวได้ดำเนินต่อไปอย่างเผ็ดร้อน แต่ด้วยหลักฐาน ข้อพิสูจน์ และหลักตรรกที่แข็งแรง ทำให้ สัยยิดอะละวีย์ สามารถพิชิตชัยชนะเหนือ เชคอับบาสีย์ ในที่สุด

กษัตริย์ :- ขอให้ท่านผู้มีเกียรติทั้งสองฝ่ายได้ผ่านประเด็นนี้ไป และเริ่มประเด็นใหม่ต่อไปเถิด

ถกประเด็นการกำหนดสภาวะ

สัยยิดอะละวีย์ :- ความเชื่อที่ผิดพลาดและหลงทางประการหนึ่งของพวกท่านก็คือ การที่พวกท่านกล่าวว่า :- อัลลอฮฺทรงกำหนดให้ปวงบ่าวของพระองค์ประกอบอกุศลกรรมความผิดบาปและสิ่งต้องห้าม และในวันกิยามะฮฺ พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา จากสาเหตุที่พวกเขาได้ประกอบกรรมชั่วและสิ่งต้องห้ามนั้น ๆ

เชคอับบาสีย์ :- ใช่แล้ว นี่เป็นหลักความเชื่อที่เป็นไปตามโองการที่อัลลออฺได้ทรงตรัสในคัมภีร์ของพระองค์ เช่น :-

وَمَن يُضْلِلِ اللّهُ
“และบุคคลใดที่อัลลออฺทรงให้เขาหลงทาง” (สูเราะฮฺนิสาอ์ 4 : 88)

﴿ وَطَبَعَ اللّهُ عَلَى قُلُوبِهِمْ ﴾
“และอัลลอฮฺทรงประทับตราบนหัวใจของพวกเขา” (สูเราะฮฺเตาบะฮฺ 9 : 93)

สัยยิดอะละวีย์ :- สิ่งที่ท่านเชคกล่าวว่าคัมภีร์อัลกุรฺอานได้ตรัสไว้เช่นนี้ ดังที่ท่านเพิ่งประจักษ์ไปแล้วว่า โองการจำนวนมากที่จำเป็นต้องอาศัยกินายะฮฺ (อุปมาน) และมะญาซ (อุปมัย) และต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถ่องแท้ ตัวอย่างเช่น นัยของ “บุคคลที่อัลลอฮฺทรงทำให้เขาหลงทาง” ในที่นี้ หมายถึงพระองค์จะทรงปล่อยให้มนุษย์ที่หยิ่งยะโส ดื้อด้าน ระหนไปในทางหลงตามที่พวกเขาปรารถนา อุปมัยดังเช่นประชาชนที่กล่าวว่า :- “รัฐบาลทำให้ประชาชนประพฤติผิดศีลธรรมและสร้างความเสื่อมเสีย” ซึ่งโดยนัยแล้วหมายถึง รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้ประชาชนก่ออาชญากรรม โดยมิได้มีมาตรการใด ๆ กับพวกเขานั่นเอง

ในขณะเดียวกัน ท่านเชคไม่เคยอ่านโองการที่อัลลอฮฺทรงตรัสหรอกหรือว่า :-

﴿ إِنَّ اللّهَ لاَ يَأْمُرُ بِالْفَحْشَاءِ ﴾
“แท้จริง อัลลอฮฺจะไม่ทรงบัญชาให้ปฏิบัติในสิ่งที่ชั่วช้าน่ารังเกียจหรอก” (สูเราะฮฺอะอฺรอฟ 7 : 28)

และที่พระองค์ทรงตรัสว่า :-

﴿ إِنَّا هَدَيْنَاهُ السَّبِيلَ إِمَّا شَاكِرًا وَإِمَّا كَفُورًا ﴾
“แท้จริง เราได้ชี้นำวิถีทางแก่เขาแล้ว (ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองว่าจะ) เป็นผู้กตัญญู หรือ (จะ) เป็นผู้เนรคุณ” (สูเราะฮฺอินสาน 76 : 3)

หรือดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า :-

﴿ وَهَدَيْنَاهُ النَّجْدَيْنِ ﴾
“และเราได้ชี้นำวิถีทางทั้งสอง (ความดีและความชั่ว) แก่เขาแล้ว” (สูเราะฮฺบะลัด 90 : 10)

กอปรกับสติปัญญาไม่อาจจะยอมรับได้ว่าอัลลอฮฺ ผู้ทรงวิทยปัญญา ผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม จะทรงบัญชาใช้ให้ปวงบ่าวของพระองค์ประพฤติปฏิบัติความผิดบาป ชั่วช้าเสื่อมทราม แต่แล้ว พระองค์กลับเป็นผู้คิดบัญชีความผิดบาปด้วยการลงทัณฑ์พวกเขา ทั้ง ๆ ที่พวกเขาปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ ซึ่งแม้แต่ปุถุชนทั่วไปก็ยังห่างไกลจากการประพฤติเช่นนี้ นับประสาอะไรกับอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยวิทยาปัญญาและทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และบริสุทธิ์จากข้อบกพร่องทั้งปวง และพระองค์ยังทรงอยู่เหนือคำติฉินนินทาและการเสกสรรปั้นแต่งของพวกบูชาเจว็ด และพวกฉ้อฉลทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง

กษัตริย์ได้กล่าวด้วยเสียงอันดังว่า :- เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง พระองค์จะทรงบังคับให้มนุษย์ประกอบอกุลกรรมความผิดบาป แล้วทรงจัดการชำระบัญชีพวกเขาในภายหลัง เพราะเป็นการอธรรมและฉ้อฉลอย่างชัดเจนที่สุด และพระองค์ทรงบริสุทธิ์และห่างไกลจากคุณลักษณะแห่งความอธรรมทั้งปวง ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้เองว่า :-

﴿وَأَنَّ اللَّهَ لَيْسَ بِظَلَّامٍ لِّلْعَبِيدِ﴾
“และแท้จริง อัลลอฮฺ จะไม่ทรงอธรรมต่อปวงบ่าว (ของพระองค์)” (สูเราะฮฺหัจญ์ 22 : 10)

แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าชาวอะฮฺลิสสุนนะฮฺทั้งหมดจะมีทัศนะและความเชื่อเช่นเดียวกับ ท่านเชคอับบาสีย์

กษัตริย์ได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- อุละมาอะฮ์ของเรามีความเชื่อเช่นนี้จริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่แล้วขอรับ เป็นความเชื่อที่แพร่หลายในหมู่พวกเรา !

กษัตริย์ :- พวกเขาเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่สติปัญญาไม่อาจจะยอมรับได้อย่างไรกัน ? !

ประธานองคมนตรี จึงตอบว่า :- พวกเขาตีความ (ตะอ์วีล) ไปตามหลักฐานบนพื้นฐานแห่งหลักความเชื่อของพวกเขา

กษัตริย์จึงแสดงทัศนะต่อไปว่า :- ถึงแม้ว่าพวกเขาจะตีความหรือนำหลักฐานที่แข็งแรงมาเสนอก็ตาม แต่สติปัญญาก็มิอาจจะยอมรับได้อยู่นั่นเอง ตามทัศนะของข้าพเจ้าแล้ว เห็นว่าลำพังหลักฐานและเหตุผลที่ สัยยิดอะละวีย์ ได้นำเสนอมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องชัดเจนว่าอัลกุรฺอานจะไม่ทรงบังคับมนุษย์คนใดให้ทำบาป แล้วพระองค์ทรงจัดการลงโทษเขาในภายหลัง

นบีสงสัยในสถานภาพของตนเอง?!

สัยยิดอะละวีย์ :- นอกจากนี้ พวกท่านมีความเชื่ออีกว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เคลือบแคลงสงสัยในความเป็นศาสดา (นบี) ของท่านเอง !

เชคอับบาสีย์ :- นี่ช่างเป็นการโกหกที่ร้ายกาจที่สุด

สัยยิดอะละวีย์ :- อุละมาอ์ของพวกท่าน มิได้รายงานในตำราของพวกเขาหรอกหรือว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้วจนะไว้ว่า :- “ไม่มีครั้งใดที่ท่านญิบเราะอีล (อ)ลงมาหาฉัน นอกจากฉันจะเข้าใจว่าท่านอาจจะลงมาหาอุมัรฺ อิบนุ ค็อฏฏอบ !

หะดีษในทำนองนี้ซึ่งอุละมาอ์ของพวกท่านได้รายงานไว้กลับขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคัมภีร์อัลกุรฺอานหลายโองการ ที่อัลลอฮฺทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า มุหัมมัด (ศ) ผู้เป็นศาสนทูตของพระองค์ได้ให้สัตยาบันและพันธสัญญาต่อพระองค์ว่า จะแบกรับภารกิจดังกล่าวอย่างไม่อิดเอื้อน

กษัตริย์ จึงได้หันไปถามประธานองคมนตรีว่า :- สิ่งที่สัยยิดอะละวีย์ได้หยิบยกมานี้มีมูลความจริงหรือ ? และตำราของชาวสุนนีได้บันทึกไว้เช่นนี้หรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ตำราของชาวสุนนีบางเล่มได้บันทึกไว้เช่นนี้จริง (อิบนุอบิลหะดีด มุอฺตะซิลีย์ ใน ชัรฺหฺนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ และอุละมาอ์อื่น ๆ ได้รายงานมาจากเขา)

กษัตริย์ :- ถ้าเช่นนั้น ถือเป็นการปฏิเสธ (กุฟรฺ) อย่างชัดเจนที่สุด

สัยยิดอะละวีย์ :- นอกจากนี้ อุละมาอ์พวกท่านยังได้รายงานหะดีษในตำราของพวกเขาอีกว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้ให้ท่านหญิงอาอิชะฮฺขึ้นขี่คอของท่านเพื่อชมการแสดงดนตรีและการเต้นระบำของเหล่านักแสดงสตรี พวกท่านคิดว่าหะดีษในทำนองนี้คู่ควรต่อฐานภาพและเกียรติคุณอันสูงส่งของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) หรือ ?

เชคอับบาสีย์ :- ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะไปเกี่ยวข้องกับฐานภาพและเกียรติยศของท่านแต่อย่างใด

สัยยิดอะละวีย์ :- ในฐานะที่ท่านเป็นสามัญชนคนหนึ่ง ท่านกล้าที่จะประพฤติเช่นนั้นไหม ?

กษัตริย์ :- บุคคลที่มีสามัญสำนึกและความละอายอยู่ในหัวใจแม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง เขาจะไม่หาญกล้าที่จะกระทำสิ่งที่น่าอับอายเช่นนั้นเป็นอันขาด นับประสาอะไรกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ผู้ซึ่งคือแบบฉบับอันงดงามทั้งในด้านความศรัทธาและความละอายต่อบาป และการกระทำที่ไร้สาระและน่าตลกขบขัน

แล้วกษัตริย์ ได้ถามประธานองคมนตรีว่า :- ตำราของเราได้บันทึกในทำนองนี้ไว้จริงหรือ ?

ประธานองคมนตรี :- ใช่แล้วขอรับ ! มีตำราบางส่วนได้กล่าวไว้เช่นนั้นจริง

กษัตริย์ :- ถ้าเช่นนั้น พวกเราจะศรัทธาต่อศาสดาที่มีความเคลือบแคลงสงสัยในความเป็นศาสดาของตนได้อย่างไร ? และเราจะมีความภาคภูมิใจในแบบฉบับอันงดงามและดำเนินตามท่านได้อย่างไร ?

เชคอับบาสีย์ :- ในที่นี้ เราจำเป็นจะต้องตีความ (ตะอ์วีล) หะดีษในทำนองนี้

สัยยิดอะละวีย์ :- หะดีษที่รายงานชัดเจนเช่นนี้ยังจะมีช่องโหว่ให้สามารถตีความได้อีกกระนั้นหรือ ? โอ้ กษัตริย์ ! พระองค์ทรงเป็นสักขีพยานแล้วว่า พวกท่านมีหลักความเชื่อและศรัทธาที่เหลวไหลไร้สาระและเต็มไปด้วยโมฆะอย่างไร ?

เชคอับบาสีย์ :- อะไรคือสิ่งที่ท่านกล่าวหาว่าเป็นความเชื่อที่เหลวไหลไร้สาระและเต็มไปด้วยโมฆะ ?

สัยยิดอะละวีย์ :- ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งพอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้ คือ :-

1. อัลลอฮฺ ทรงมีคุณลักษณะเหมือนมนุษย์ คือ มีมือ มีเท้า ดวงตา และ ........
2. คัมภีร์อัลกุรฺอานถูกสังคายนาและแก้ไขเปลี่ยนแปลง โดยมีทั้งในส่วนที่ถูกเพิ่มเติม และส่วนที่ถูกตัดทอน
3. ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) มีวัตรปฏิบัติที่แม้แต่สามัญชนหรือปุถุชนทั่วไป ๆ ไปยังมีความละอายใจที่จะปฏิบัติเช่นนี้ โดยให้ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ขึ้นขี่คอของท่านเพื่อชมมหรสพ
4. เราะสูลุลลอฮฺ (ศ) มีความเคลือบแคลงสงสัยในความเป็นศาสดาของท่าน
5. บุคคลที่เสวยอำนาจการปกครองและตั้งตนขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺก่อนท่านอะลี อิบนุอบีฏอลิบ (อ) ล้วนแล้วแต่อาศัยอิทธิพลแห่งคมดาบ หรือได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมตามศาสนบัญญัติทั้งสิ้น
6. ตำราของอุละมาอ์พวกท่าน ที่ได้บันทึกหะดีษจากการรายงานของ อบูฮุร็อยเราะฮฺ และนักอุปโลกน์หะดีษคนอื่น ๆ ล้วนแต่เป็นบุคคลที่คดในข้องอในกระดูก ขาดความน่าเชื่อถือ ...... นอกจากนี้ยังมีหลักความเชื่อที่โมฆะและเฉไฉออกจากวิถีที่เที่ยงธรรม