.

๘.หะดีษษะเกาะลัยนฺบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของอัล-กุรอานและอหฺลุลบัยตฺ

เนื่องจากว่าทั้งสองได้รับการสัญญาว่าจะสามารถปกป้องประชาชาติให้รอดพ้นจากการหลงทางและการหลงผิดด้วยการปฏิบัติตามทั้งสองอย่างสมบูรณ์แบบปราศจากเงื่อนไข ซึ่งสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้นอกเสียจากว่า ทั้งสองต้องเป็นมะฮอฺซูม (บริสุทธิ์) และโดยแก่นแท้แล้ว จะเห็นว่าหะดีษษะเกาะลัยนฺได้อธิบายด้วยคำพูดที่แตกต่างกัน เช่นบางครั้งกล่าวว่า

๘.๑ โอ้ประชาชนทั้งหลายแท้จริงแล้ว ฉันได้ฝากไว้ในหมู่ของพวกท่านซึ่งสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ถ้าหากพวกท่านยึดมั่นกับสิ่งนั้น จะไม่หลงทางตลอดไป อันได้แก่ อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ (อหฺลุลบัยตฺ) ของฉัน(1)

๘.๒ หะดีษบางบทได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “อะลีอยู่กับอัล-กุรอานและอัล-กุรอานนั้นอยู่กับอะลีทั้งสองจะไม่แยกออกจาก กันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งจะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ(2)

๘.๓ หะดีษบางบทกล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ขอดุอาอฺให้กับท่านอะลีว่า “โอ้ข้าแต่พระองค์ โปรดประทานสัจธรรมให้กับอะลี และให้สิ่งนั้นอยู่กับเขาในทุกที่ตลอดไป(3)

๘.๔ สิ่งหนึ่งถ้าหากพวกท่านยึดมั่นจะไม่หลงทางไปตลอดกาล อันได้แก่ คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และอิตเราะฮ์อหฺลุลบัยตฺของฉัน นอกเหนือจากคำกล่าวเหล่านี้แล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของอหฺลุลบัยตฺ (อ.) อย่างเช่นโองการตัฏฮีรฺ(อินนะมายุรีดุลลอฮุ..) หรือหะดีษที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของอหฺลุลบัยตฺโดยตรง

ก. ท่านฮากิมรายงานริวายะฮฺ โดยสายสืบของท่านจนถึงท่าน อบูซัรฺ โดยกล่าวว่า “ท่านศาสดาได้กล่าวว่า : "อุปมาอหฺลุลบัยตฺของฉันเปรียบเสมือนเรือของนบีนูหฺ ใครที่ได้ขึ้นเรือเขาจะได้รับความปลอดภัย ส่วนผู้ที่ปฏิเสธเขาจะจมน้ำตาย" (สาเหตุที่เปรียบเทียบอหฺลุลบัยตฺเหมือนกับเรือของนบีนูหฺ เป็นเพราะว่า ใครก็ตามที่รักอหฺลุลบัยตฺและให้เกียรติพวกเขา อัลลอฮฺ (ซบ.)จะประทานเพิ่มพูนนิอฺมะฮฺ(ความโปรดปราน)ให้กับเขา ใครก็ตามได้รับทางนำจากการชี้นำของพวกเขาจะมีความปลอดภัยจากเล่ห์เพทุบาย ต่างๆ ส่วนใครก็ตามทีทำตนเป็นปรปักษ์ พวกเขาจะจมน้ำตายอยู่ท่ามกลางทะเลของการปฏิเสธและการยะโสอวดดี)(4)

ข. ท่านฎ็อบรอนีย์ได้รายงานจาก อบี สะอีดโดยกล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัย อุปมาอหฺลุลบัยตฺของฉันเปรียบเสมือนบาบุ้ลหิฏเฏาะฮฺของชาวบนีอิสรออีล

**หมายเหตุ การเปรียบเทียบอหฺลุลบัยตฺ (อ.) เหมือนกับบาบุ้ลหิฏเฏาะฮฺ หมายถึงประตูอะรีฮาหรือประตูของบัยตุ้ลมุก็อดดิส ซึ่งการเข้าประตูดังกล่าวนั้นเอง ด้วยกับความนอบน้อมถ่อมตน และหวังการให้อภัยจากพระผู้เป็นเจ้า หนทางการให้อภัยได้เปิดสำหรับพวกเขาเสมอ และสำหรับประชาชาติของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กำหนดให้ความรักที่มีต่ออหฺลุลบัยตฺ (อ.) เป็นประตูสำหรับการถ่ายโทษความผิด) ใครที่เดินผ่านประตูเขาจะได้รับการอภัย” (5)

ท่านซัยยิด ชะรอฟุดดีนได้กล่าวว่า “สาเหตุของการเปรียบเทียบอหฺลุลบัยตฺว่า เหมือนกับประตูแห่งการไถ่บาป เป็นเพราะว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมอบให้ประตูนั้นเป็นสถานที่สำแดงความนอบน้อมถ่อมตนต่อความเกรียงไกร และยอมจำนนต่อวิทยปัญญาของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ ประตูดังกล่าวจึงเป็นประตูแห่งการไถ่บาป จึงได้อุปมา อหฺลุลบัยตฺนั้นเสมือนกับ บาบุ้ลหิฏเฏาะฮฺ(6)

ให้หลอดพ้นจากการหลงทางและการหลงผิด ด้วยการปฏิบัติตามทั้งสองอย่างสมบูรณ์แบบปราศจากเงื่อนไข ซึ่งสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้นอกเสียจากว่า ทั้งสองต้องเป็นมะฮอฺซูม (บริสุทธิ์) และโดยแก่นแท้แล้ว จะเห็นว่า หะดีษษะเกาะลัยนฺ) ได้อธิบายด้วยคำพูดที่แตกต่างกันซึ่ง เช่นบางครั้งกล่าวว่า

๘.๑ โอ้ประชาชนทั้งหลายแท้จริงแล้ว ฉันได้ฝากไว้ในหมู่ของพวกท่านสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ถ้าหากพวกท่านยึดมั่นกับสิ่งนั้น จะไม่หลงทางตลอดไป อันได้แก่ อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ (อหฺลุลบัยตฺ) ของฉัน(7)

๘.๒ หะดีษบางบทได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “อะลีอยู่กับอัล-กุรอานและอัล-กุรอานนั้นอยู่กับอะลี ทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งจะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ(8)

๘.๓ หะดีษบางบทกล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ขอดุอาอฺให้กับท่านอะลีว่า “โอ้ข้าแต่พระองค์ โปรดประทานสัจธรรมให้กับอะลี และให้สิ่งนั้นอยู่กับเขาในทุกที่ตลอดไป(9)

๘.๔ สิ่งหนึ่งถ้าหากพวกท่านยึดมั่นจะไม่หลงทางไปตลอดกาล อันได้แก่ คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และอิตเราะฮ์อหฺลุลบัยตฺของฉัน(10) นอกเหนือจากคำกล่าวเหล่านี้แล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของอหฺลุลบัยตฺ (อ.) ย่างเช่น โองการอัตตัฏฮีรฺ หรือหะดีษที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของอหฺลุลบัยตฺโดยตรง

ก. ท่านฮากิมรายงานริวายะฮฺ โดยสายสืบของท่านจนถึงท่าน อบูซัรฺ โดยกล่าวว่า “ท่านศาสดาได้กล่าวว่า : อุปมาอหฺลุลบัยตฺของฉันเปรียบเสมือนเรือของนบีนูหฺ หมายเหตุ สาเหตุที่เปรียบเทียบอหฺลุลบัยตฺเหมือนกับเรือของนบีนูหฺ เป็นเพราะว่า ใครก็ตามที่รักอหฺลุลบัยตฺและให้เกียรติพวกเขา อัลลอฮฺ (ซบ.) จะประเพิ่มพูนนิอฺมะฮฺให้กับเขา ใครก็ตามได้รับทางนำจากการชี้นำของพวกเขาจะมีความปลอดภัยจากเล่ห์เพทุบาย ต่างๆ ส่วนใครก็ตามทีทำตนเป็นปรปักษ์ พวกเขาจะจมน้ำตายอยู่ท่ามกลางทะเลของการปฏิเสธและการยะโสอวดดี) ใครที่ได้ขึ้นเรือเขาจะได้รับความปลอดภัย ส่วนผู้ที่ปฏิเสธเขาจะจมน้ำตาย(11)

ข. ท่านฎ็อบรอนีย์ได้รายงานจาก อบีสะอีดโดยกล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยอุปมาอหฺลุลบัยตฺของฉันเปรียบเสมือนบาบุ้ลหิฏเฏาะฮฺของชาวบนี อิสรออีล

หมายเหตุ การเปรียบเทียบอหฺลุลบัยตฺ (อ.) เหมือนกับบาบุ้ลหิฏเฏาะฮฺ หมายถึงประตูอะรีฮาหรือประตูของบัยตุ้ลมุก็อดดิส ซึ่งการเข้าประตูดังกล่าว นั้นเอง ด้วยกับความนอบน้อมถ่อมตน และหวังการให้อภัยจากพระผู้เป็นเจ้า หนทางการให้อภัยได้เปิดสำหรับพวกเขาเสมอ และสำหรับประชาชาติของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กำหนดให้ความรักที่มีต่ออหฺลุลบัยตฺ (อ.) เป็นประตูสำหรับการถ่ายโทษความผิด) ใครที่เดินผ่านประตูเขาจะได้รับการอภัย” (12)

ท่านซัยยิด ชะรอฟุดดีนได้กล่าวว่า “สาเหตุของการเปรียบเทียบอหฺลุลบัยตฺว่า เหมือนกับประตูแห่งการไถ่บาป เป็นเพราะว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมอบให้ประตูนั้นเป็นสถานที่สำแดงความ นอบน้อมถ่อมตนต่อความเกียรงไกล และยอมจำนนต่อวิทยปัญญาของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ ประตูดังกล่าวจึงเป็นประตูแห่งการไถ่บาป จึงได้อุปมา อหฺลุลบัยตฺนั้นเสมือนกับ บาบุ้ลหิฏเฏาะฮฺ(13)

อย่างไรก็ตามได้มีนักปราชญ์บางคนจากฝ่ายซุนนะฮฺ เช่น ท่านฟัครุรฺ-รอซีย์ อิบนุหะญัรฺฮัยตัมมี ญะลาลุดดีน ซุยูฎีย สะนะดีย์และท่านอื่นๆ ได้ยอมรับเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว(14)

อิบนุอบิ้ลหะดีด ได้นำสะนัดของหะดีษ (สายสืบ) มาจาก อบีมุฮัมมัด บิน มัตวียะฮฺ ซึ่งกล่าวไว้ในหนังสือกิฟายะฮฺว่า ขณะที่ได้พูดว่า “แน่นอนอะลีนั้นเป็นมะอฺซูม แม้ว่าคุณลักษณะของการเป็นมะอฺซูมจะไม่จำเป็นสำหรับอะลีก็ตาม ประกอบกับการเป็นมะอฺซูมมิใช่เงื่อนไขของการเป็นอิมาม แต่ทว่ามีหลักฐานมากมายที่บ่งบอกถึงความเป็นมะอฺซูม (ผู้บิรสุทธิ์) ความรู้ด้านในและการรู้แจ้งของท่านอะลี สิ่งเหล่านี้คือคุณวิเศษที่เฉพาะเจาะจงสำหรับท่าน ซึ่งไม่มีอยู่ในเศาะฮาบะฮฺ (สาวก) ท่านอื่นๆ แน่นอนย่อมแตกต่างกันในการที่จะพูดว่า นาย ก. มีความเป็นมะอฺซูมกับเป็นความจำเป็นสำหรับนาย ก. ต้องเป็นมะอฺซูม เพราะเขาเป็นอิมามและเงื่อนไขประการหนึ่งของการเป็นอิมามคือ ต้องเป็นมะอฺซูม ข้อความประโยคแรกเป็นความสัมพันธ์ของนิกายของเรา ส่วนข้อความที่สองเป็นความสัมพันธ์ของนิกายอิมามียะฮฺ(15)

เป็นที่ประจักษ์ว่าอัล-กุรอานนั้นบริสุทธิ์(จากความผิดพลาดทั้งปวง) เพราะเป็นคัมภีร์ที่มาจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งอาตมันสากลของพระองค์ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง การประทานคัมภีร์ การรับวะฮีย์ โดยท่านศาสดาและนำไปเผยแพร่ต่อประชาชน ขั้นตอนทั้งหมดเหล่านี้ปราศจากความผิดพลาด และนอกเหนือจากนี้วัตถุประสงค์ของการประทานคัมภีร์ก็เพื่อชี้นำประชาชนไปสู่ ความบริสุทธิ์ที่แท้จริง ถ้าสมมติว่าไม่เป็นไปตามกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นการขัดต่อวิทยปัญญาของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง

ทำนองเดียวกันความบริสุทธิ์ของอะอิมมะฮฺ (อ.) สืบเนื่องจากว่า ความรู้ของพวกเขามาจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งในสภาวะความเป็นจิรงนั้น ปราศจากความผิดพลาดอยู่แล้ว พวกเขาได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ให้ทำหน้าที่ชี้นำและขัดเกลามนุษยชาติ ฉะนั้น ความผิดพลาดการหลงผิดการหลงทางไม่อาจอยู่เคียงข้างกับการชี้นำและการขัดเกลา ได้ ประกอบกับสิ่งเหล่านี้ขัดแย้งกับพระราชกิจของพระองค์ ด้วยเหตุนี้เองจะเห็นว่า ทั้งอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์นั้นเป็นมะอฺซูม ปราศจากความผิดพลาด ส่วนการปฏิบัติตามทั้งสองเป็นเหตุทำให้มีความบริสุทธิ์ปกป้องตนเองออกจากการ หลงผิดและการหลงทาง ซึ่งความประเสริฐดังกล่าวเป็นคุณวิเศษสำหรับอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์เท่านั้น

๙. ใจความที่แตกต่างกันในคำพูดของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)

ซึ่งให้ความชัดเจนที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างอหฺลุลบัยตฺ (อ.) กับอัลลอฮฺ (ซบ.) เช่น คำพูดที่ว่า “ทั้งสองคือสายเชือกที่ทอดตรงมาจากฟากฟ้าระหว่างท่านกับพระผู้เป็นเจ้า”

هما حبل ممدود من السماء بينکم وبين الله عزوجل
ด้านหนึ่งของสายเชือกอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ส่วนอีกด้านหนึ่งอยู่ในมือของพวกท่าน”

سبب منه بيد الله و سبب بأيديکم
“แน่นอนทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้ง สองจะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ”

انهما لن يفترقا حتی يردا علی الحوض
“ตราบเท่าที่พวกท่านยึดมั่นทั้งสองอยู่ พวกท่านจะไม่หลงทางตลอดไป”

ما ان تمسّکتم بهما لن تضلّوا
“อะลีอยู่กับอัล-กุรอานและอัล-กุรอานนั้นอยู่กับอะลี ทั้งสองจะไม่แยกออกจากกัน”

هذا علیّ مع القرآن و القرآن مع علیّ لا يفترقان
ฉะนั้น พวกท่านจะต้องไม่ล้ำหน้าพวกเขา เพราะจะทำให้พบกับความพินาศ และจะต้องไม่ล้าหลังจากพวกเขา เพราะจะทำให้หลงทางตลอดไป ทำนองเดียวกันท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้อุปมาว่าอหฺลุลบัยตฺของท่านเหมือนกับเรือของนบีนูห์ เหมือนกับหมู่ดวงดาว อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ คือ เคาะลิฟะฮิ (ตัวแทน) ของท่าน และคำพูดอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นการแสดงให้เห็นว่า บรรดาอหฺลุลบัยตฺ (อ.) นั้นมีความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ (ซบ.) เป็นพิเศษประกอบกับบรรดาอหฺลุลบัยตฺได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือ และได้รับการดลใจจากพระองค์เสมอ ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงสามารถพูดว่า การเป็นอิมามของพวกเขาไม่มีข้อสงสัยหรือข้อเคลือบแคลงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เหมือนกับตำแหน่งของเคาลิฟะฮฺที่พี่น้องฝ่ายหนึ่งยังมีความสงสัยเคลือบ แคลงอยู่เหตุที่ไม่มีการสงสัย เพราะชีวาตมันของเขาแตกต่างกัน

แก่นแท้ของอิมามะฮฺในทัศนะของอิมามียะฮฺ ถือเป็นแก่นแท้เดียวกันกับนุบูวัตจะมีความแกต่างกันตรงที่ว่า นุบูวัต ได้รับวะฮีย์จากอัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งวะฮีย์นั้นเป็นคุณลักษณะพิเศษสำหรับบรรดาศาสดา อย่างไรก็ตามบรรดาอิมาม ถือว่าเป็นตัวแทนของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในการปฏิบัติหน้าที่ชี้นำมนุษย์และเป็นตัวแทนแห่งเกียรติยศทั้งหมดของท่านศาสดา ทัศนะของชีอะฮฺไม่ตรงกับทัศนะของสุนนี ในเรื่องแก่นแท้ของอิมาม เนื่องจากว่า อิมามในทัศนะของพวกเขา คือ ผู้นำทั่วๆ ไป โดยไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นมะอฺซูม หรือมีความยุติธรรม หรือต้องได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ (ซบ.)

อย่างไรก็ตามชีอะฮฺมีความเชื่อว่า หะดีษษะเกาะลัยนฺเป็นหนึ่งในหะดีษที่ทำการพิสูจน์ว่าอิตเราะฮ์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เป็นอิมาม ซึ่งอยู่ในฐานะของผู้นำแห่งศาสนจักรและอาณาจักร เช่นเดียวกันกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จะต่างกับท่านศาสดาตรงที่ว่า บรรดาอหฺลุลบัยตฺได้เรียนรู้อหฺกามและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของอิสลามจากท่านศาสดา มีนูรฺอันเจิดจรัสด้วยกับนูรฺของท่านศาสดา และเป็นตัวแทนของท่านในหมู่ประชาชาติ ดังนั้น เกียรติยศทั้งหมดของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงเป็นเกียรติยศของอหฺลุลบัยตด้วยเช่นเดียวกัน อาทิ การเป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้ปกครองอิสลาม

ด้วยเหตุนี้ แก่นแท้ของอิมามะฮฺในทัศนะของชีอะฮฺ จึงแตกต่างไปจากทัศนะของสุนนี หะดีษษะเกาะลัยนฺจึงเข้ากับทัศนะของชีอะฮฺมากกว่าสุนนี ดังเช่น เหตุผลของสติปัญญาก็สนับสนุนทัศนะของชีอะฮฺ และความพิเศษของชีอะฮฺที่ต่างไปอีกประเด็นหนึ่งคือ มีความเชื่อในอิมามผู้บริสุทธิ์ ๑๒ ท่านภายหลังจากท่านศาสดา

๑๐. การปฏิบัติตามอหฺลุลบัยตฺ (อ.) เป็นวาญิบเหมือนกับการปฏิบัติตามอัล-กุรอาน

ตามที่หะดีษษะเกาะลัยนฺได้กล่าวไว้ ฉะนั้น การแสดงความรักหรือการให้เกียรติกับอหฺลุลบัยตฺ โดยปราศจากการปฏิบัติตาม ถือว่าไม่เพียงพอ อันสืบเนื่องจากว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ยกย่องอหฺลุลบัยตฺของท่านไว้ในฐานะเดียวกับอัล-กุรอาน อีกทั้งยังสั่งห้ามล้ำหน้าหรือล้าหลังจากพวกเขาเด็ดขาด เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้พวกท่านทั้งหลายหลงทางออกไป ด้วยเหตุนี้ คำพูดที่กล่าวว่า “จงจับพวกเขาไว้ให้มั่นเพื่อพวกท่านจะได้ไม่หลงทางตลอดไป” หมายถึง การแสดงความรักที่รวมกับการปฏิบัติตาม และเป็นที่ประจักษ์ว่า ความหมายของการยึดให้มั่นนั้น หมายถึง การปฏิบัติตามคำสั่งทั้งคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ การรับคำชี้นำและการยึดมั่นแนวทางและจริยธรรมของพวกเขา

ท่านตัฟตาซานี หลังจากอธิบายหะดีษษะเกาะลัยนฺได้กล่าวว่า พวกท่านมิได้พิจารณาหรือว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้นำเอาอหฺลุลบัยตฺของท่านไว้เคียงข้างกับอัล-กุรอาน ซึ่งในความเป็นจริงการยึดมั่นกับอหฺลุลบัยตฺจะทำให้ไม่หลงทางและรอดพ้นจาก การหลงผิด ส่วนการยึดมั่นต่ออัล-กุรอานนั้น ไม่มีสิ่งใดเกินเลยไปจากการยึดมั่นบนความรู้และการชี้นำของอัล-กุรอาน ฉะนั้น อหฺลุลบัยตฺก็ไม่มีสิ่งใดที่ต่างไปจากอัล-กุรอาน(16)

ท่านอิบนุหะญัรฺได้กล่าวว่า แน่นอนท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้ทรงเกียรติได้ปลุกเร้าให้ประชาชนทำการปฏิบัติยึดมั่น และเรียนรู้จากอหฺลุลบัยตฺ(1)

ดังนั้น จากสิ่งที่อธิบายมาทำให้ประจักษ์ว่า การปฏิบัติตามอัล-กุรอานเป็นวาญิบเหนือมวลมุสลิมทั้งหลาย การภักดีต่อคำสั่งห้ามและคำสั่งใฃ้ของอหฺลุลบัยตฺ (อ.) ก็เป็นวาญิบเช่นเดียวกัน และถือว่าไม่ถูกต้องที่จะคิดว่าคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของอหฺลุลบัยตฺ คือ คำสั่งของอัล-กุรอาน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นวาญิบต้องปฏิบัติตามอหฺลุลบัยตฺ เนื่องจากว่าอหฺลุลบัยตฺอยู่ในฐานะของผู้ปกครองภารกิจทั้งหมดของมวลมุสลิม ในบางครั้งได้ออกคำสั่งในฐานะของผู้ปกครอง ซึ่งครอบคลุมทั้งคำสั่งที่มีอยู่ในอัล-กุรอานและไม่มี ขณะที่หะดีษษะเกาะลัยนฺได้กล่าวว่า เป็นวาญิบต้องปฏิบัติตามพวกเขาทั้งคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ ซึ่งสิ่งนี้บ่งบอกถึงวิลายะฮฺที่สมบูรณ์ของพวกเขา

หนังสืออับกอตุ้ลอันวารฺ ได้แนะนำและให้ความกระจ่างไว้ว่า “ความเข้าใจที่ได้รับจากหะดีษษะเกาะลัยนฺ คือ เป็นวาญิบต้องปฏิบัติตามอหฺลุลบัยตฺทั้งคำพูด การกระทำ หลักอหฺกามและหลักการศรัทธา และแน่นอนสิ่งนี้จะไม่มีอยู่ในคนอื่น นอกจากบุคคลที่เป็นอิมามหรือผู้ปกครองภายหลังจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ)(18)

หะดีษษะเกาะลัยนฺได้นำเสนออย่างชัดเจน ถึงฐานะภาพที่เท่าเทียมกันระหว่างอัล-กุรอานกับอหฺลุลบัยตฺ เพื่อให้มวลมุสลิมได้ปฏิบัติตามทั้งสอง มิใช่ถือปฏิบัติตามอย่างหนึ่งอย่างใด ท่านอิมามศอดิ (อ.) กล่าวว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สั่งให้ประชาชาติภักดีและปฏิบัติตามอัล-กุรอานและอาลิมุฮัมมัด” ดังคำพูดที่ท่านกล่าวไว้ในคุฎบะฮฺสุดท้ายว่า “แท้จริงฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่ของพวกท่าน สิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่ง สิ่งหนักอันยิ่งใหญ่ได้แก่ อัล-กุรอานคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ส่วนสิ่งหนักที่รองลงมาคือ อิตเราะฮ์ อหฺลุลบัยตฺของฉัน พวกท่านจงช่วยเหลือฉันเกี่ยวกับภารกิจทั้งสอง และจงจับทั้งสองไว้ให้มั่น เพื่อพวกท่านจะได้ไม่หลงทางตลอดไป”(19)

๑๑. อิตร่อตี หรือ ซุนนะตี?

และไม่ต้องสงสัยเลยเกี่ยวกับหะดีษที่กล่าวไว้ใน มัจญะอุซซะวาอิด โดยใช้คำว่า ซุนนะตี แทนคำว่า อิตร่อตี ส่วนริวายะฮฺที่มีสายรายงานแข็งแรง นั้นจะใช้คำว่า "อิตร่อตี อหฺลุบัยตี" ทั้งสองคำพูดไม่มีความแตกต่างกัน

หะดีษที่กล่าวไว้ในหนังสือ มัจมะอุซซะวาอิด โดยสายสืบของเขาจากอบูหุรอยเราะฮฺ พูดว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า : ฉันได้ละทิ้งสิ่งสำคัญสองสิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่านในฐานะตัวแทน ซึ่งหลังจาก (ยึดมั่นกับทั้งสอง) นั้นแล้วจะไม่หลงทางตลอดไป อันได้แก่ อัล-กุรอานและซุนนะฮฺของฉัน ซึ่งทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ (วันกิยามะฮฺ)(20)

อัคบารมุตะวาติร เช่นกันได้กล่าวว่า “ท่านศาสดาได้ฝากอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ไว้ในหมู่ประชาชาติ” ซึ่งสามารถนำเอาหะดีษที่กล่าวว่า อัล-กุรอานและซุนนะฮฺมารวมกับหะดีษ อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ได้เช่นนี้ว่า จุดประสงค์ของอิตเราะฮ์ตามที่อธิบายมาแล้ว หมายถึง ลูกหลานชั้นใกล้ชิด พิเศษของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) หรือกลุ่มชนที่เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ ซึ่งกลุ่มนี้มีคุณวิเศษกว่า การปฏิบัติตามพวกเขาจะไม่ทำให้หลงทางนั้นหมายถึงว่า มิใช่คนใกล้ชิดของท่านศาสดาทุกคนแต่หมายถึง กลุ่มบุคคลที่เป็นมะอฺซูมเท่านั้น ดังที่มีหลักฐานจากริวายะฮฺและโองการกล่าวยืนยันไว้

ไม่มีความแตกต่างกันตามที่บางริวายะฮฺได้กล่าวไว้ว่า “ประชาชาติอิสลามต้องย้อนกลับไปหาอัล-กุรอานและซุนนะฮฺ” กับริวายะฮฺมุตะวาติรฺที่กล่าวว่า อัล-กุรอานกับอิตเราะฮ์ เพราะซุนนะฮฺที่สมบูรณ์มิได้มีสิ่งใดเกินเลยไปจากอิตเราะฮ์ (ผู้ให้การชี้นำ) ดังนั้น สมมติว่าหะดีษดังกล่าว (อัล-กุรอานกับซุนนะฮฺ) ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับมันก็มิได้แย้งกับหะดีษมุตะวาติรฺแต่อย่างไร

บางริวายะฮฺได้กล่าวว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า : แน่นอนว่าอัล-กุรอานได้ถูกอธิบายแล้วแก่พวกท่าน และพวกท่านไม่มีคำกล่าวอ้างใดๆ ที่จะไม่ปฏิบัติตามอัล-กุรอาน ฉะนั้น ถ้ากฎเกณฑ์ข้อใดไม่ปรากฏในอัล-กุรอานพวกท่านจงย้อนกลับไปหาหะดีษของฉันที่ยังคงเหลืออยู่ แต่ถ้านอกเหนือจากนี้แล้ว พวกท่านจงย้อนกลับไปยังอัครสาวกของฉัน (เศาะฮาบะฮฺ) แน่นอนพวกเขาอยู่ในฐานะของหมู่ดวงดาวแห่งท้องฟ้า ไม่ว่าท่านจะยึดมั่นกับคนใดล้วนได้รับการชี้นำทั้งสิ้น ข้อควรพิจารณาจากหะดีษบทนี้

ประการที่หนึ่ง บรรดานักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติฝ่ายอหฺลิซซุนนะฮฺ หลายท่านได้กล่าวว่า หะดีษบทนี้ถูกอุปโลคขึ้นมา เจ้าของหนังสือ อับกอตุ้ลอันวารฺ ได้กล่าวว่า ได้มีนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งของอหฺลิซซุนนะฮฺ อาทิเช่น ท่านอหฺมันหันบั้ล บัซซาซ ดารฺกุฎนีย์ อิบนุหิซัม บัยหะกีย์ในหนังสืออัล-มัดคัลของตน (ทั้งที่ตนเองเป็นผู้รายงานหะดีษ) อิบนุอะซากีรฺ อิบนุญูซีย์ อิบนุดุหัยยะฮฺ อบูหัยยาน ซะฮะบีย์ อิบนุฮัยษัม อิบนุหะญัรฺ อัสกะลานีย์ และบุคคลอื่นๆ ต่างยอมรับว่า (หะดีษอัศฮาบเปรียบเหมือนหมู่ดวงดาว) ไม่ใช่หะดีษเศาะฮีย์ เป็นหะดีษที่สะนัดฎออีฟ (สายสืบอ่อน) และถูกอุปโลคขึ้นมา ดังนั้น ไม่อาจนำเอาหะดีษที่อ่อน (ฎออีฟ) มาเทียบเคียงกับหะดีษที่มุตะวาติรฺเช่น หะดีษษะเกาะลัยนฺได้

**หมายเหตุ มุตะวาติรฺหฺ หมายถึง หะดีษที่มีบุคคลจำนวนมากในทุกสมัยได้รายงานสืบทอดกันมา โดยที่สติปัญญาไม่อาจรับได้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะร่วมกันกล่าวเท็จ หะดีษมุตะวาติรฺจึงเป็นหะดีษที่เชื่อมั่นได้สมบูรณ์

ประการที่สอง หะดีษดังกล่าวขัดแย้งกับอิจมาอฺ(ทรรศนะอันเป็นเอกฉันท์ในหมู่ผู้รู้) ดังที่ท่าน อัลลามะฮฺ มีรฺ ฮามิด ฮุซัยนี ได้กล่าวว่า หะดีษนุญูมบ่งบอกถึงคุณวิเศษของสาวกนบีทั้งหมดนั่นคือ พวกเขาคือผู้ให้การชี้นำประชาชาติ ซึ่งคุณวิเศษดังกล่าวในทัศนะของอิจมาอฺ ถือว่าบาฎิล อันเนื่องจากว่า อัครสาวกจำนวนมากมายได้ทำให้ประชาชนหลงทาง (แม้แต่ตัวของสาวกเอง) ดังนั้น การที่กล่าวว่า สาวกคือผู้ให้การชี้นำจึงบาฎิล อันเนื่องจากว่า ส่วนมากขอสาวกไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ทั้งอัล-กุรอานและหะดีษได้กล่าวอธิบายถึงการไม่มีศีลธรรมและมโนธรรม ตลอดจนความประพฤติที่ไม่ดีของสาวก อาทิเช่น โองการในซูเราะฮฺอันฟาล บะรออะฮฺ อะหฺซาบ ญุมอะฮฺ และมุนาฟิกีน เป็นต้น เมื่อพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าวแล้วลองคิดดูซิว่า เป็นไปได้ไหมที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จะมีคำสั่งให้ปฏิบัติตามอัครสาวกทุกคนของท่านและแต่งตั้งให้พวกเขาเป็นผู้นำ ประชาชาติ ขณะที่พวกเขามีความประพฤติและกริยามารยามที่ไม่ดี

มีหะดีษจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่กล่าวถึงความประพฤติที่ไม่ได้อยู่ในศีลธรรมของอัครสาวก และหะดีษบางบทของท่านศาสดาที่ได้ลดเกียรติของอัครสาวกเหล่านี้ อาทิเช่น หะดีษเหาฎิ หะดีษอิรฺติดาดฺ

หะดีษเหล่านี้ เป็นหะดีษที่กล่าวตำหนิถึงความประพฤติและข้อบกพร่องต่างๆ ของบรรดาอัครสาวก ตำราของอหฺลิซซุนนะฮฺบางเล่มบันทึกไว้ว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สั่งห้ามปฏิบัติตามอัครสาวกบางคน ซึ่งหนึ่งในหะดีษเหล่านั้นกล่าวว่า “แน่นอนใครปฏิบัติตามคนเหล่านี้สถานที่พำนักของเขาคือไฟนรก”(21)

ประการที่สาม สมมติว่าหะดีษนั้นถูกต้อง (เศาะฮีห์) กระนั้นก็ไม่มีความขัดแย้งกับหะดีษษะเกาะลัยนฺ เพราะถือว่าหะดีษนุญูมอยู่ในแนวตั้งของหะดีษษะเกาะลัยนฺ ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องปฏิบัติตามอัล-กุรอาน จำเป็นต้องปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในกรณีที่ซุนนะฮฺไม่ได้ครอบคลุมกฎข้อนั้นต้องย้อนไปหาสาวก แต่เป็นที่ชัดเจนว่า ซุนนะฮฺที่แท้จริงของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อยู่ ณ อหฺลุลบัยตฺ (อ.) และเป็นวาญิบต้องปฏิบัติตามพวกเขาก่อนใครอื่น ดังนั้น เมื่ออหฺลุลบัยตฺยังคงอยู่จึงไม่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามบรรดาสาวก (เศาะฮาบะฮฺ)

ประการที่สี่ มิต้องสงสัยว่า ในหมู่เศาะฮาบะฮฺมีความขัดแย้งกันทั้งในเรื่องอหฺกามและอื่นๆ ซึ่งตามความเป็นจริงบรรดาเศาะฮาบะฮฺส่วนมากไม่มีความเข้าใจเรื่องของอหฺกาม ซึ่งพวกเขาสาระภาพเองว่า พวกเราไม่รู้เรื่องอหฺกาม เมื่อเป็นเช่นนี้เราสามารถพูดได้อย่างไรว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แต่งตั้งให้เหล่าบรรดาเศาะฮาบะฮฺเป็นที่ย้อนกลับของประชาชนและเป็นผู้ชี้ นำประชาชาติ

นอกจากนั้นแล้วมีเศาะฮาบะฮฺบางคนปฏิบัติในสิ่งที่เป็นหะรามเสียด้วยซ้ำ เช่น ขายสุรา กินดอกเบี้ย ข้อความดังกล่าวหนังสือ อับกอตุ้ลอันวารฺได้อธิบายไว้(22) ดังนั้น สมควรแล้วหรือที่เราจะกล่าวอ้างคำพูดเหล่านี้ว่าเป็นของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้ที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ปรงประทานลงมาเพื่อชี้นำมวลมนุษยชาติ และช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นจากการหลงทาง

ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) สะอาดและบริสุทธิ์กว่าคำกล่าวอ้างข้างต้นที่กล่าวว่าเป็นคำสั่งของท่านและหะ ดีษษะเกาะลัยนฺ เท่านั้นที่กำหนดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับประชาชาติ พร้อมทั้งรับประกันว่าทุกคนจะรอดพ้นจาการหลงทางและหลงผิดทั้งหลาย แต่ถ้ามีความคิดเป็นอย่างอื่นที่นอกเหนือจากนี้ เท่ากับว่าเขาผู้นั้นกำลังถอยห่างจากแนวทางที่มั่นคงไปสู่แนวทางที่หลงผิด ออกไป เขามิได้ทำสิ่งใดนอกจากทำให้ตัวเองหลงทาง สร้างความอิจฉาริษยา สร้างศัตรู และสร้างความห่างเหินกับสิ่งที่เป็นสัจธรรม ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สั่งห้ามไว้แล้วและกำชับหนักหนา พวกท่านต้องออกห่างจากมัน ท่านเตือนสำทับเสมอว่า แท้จริงฉันได้มอบให้พวกท่านรับผิดชอบกับสิ่งสำคัญสองสิ่ง อันได้แก่ อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ของฉัน(23)

๑๒. หะดีษษะเกาะลัยนฺได้ทำการพิสูจน์ว่า อิตเราะฮ์คือ อิมามผู้นำภายหลังจากการวะฝาต(เสียชีวิต)ของท่านศาสดา ซึ่งเป็นทัศนะเดียวที่ยืนยันว่า เป็นคำสั่งของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่สั่งให้ปฏิบัติตาม นอกเหนือจากนี้แล้วยังมีริวายะฮฺมุตะวาติรฺอีกจำนวนมากที่ยืนยันถึงเรื่อง ดังกล่าว ริวายะฮฺกล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แต่งตั้งให้ท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ เป็นวะศีย์ เคาะลิฟะฮฺ และเป็นวะลี ภายหลังจากท่าน

๑๓. ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ยืนยันในหะดีษษะเกาะลัยนฺว่า หากยึดมั่นกับอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์แล้ว พวกท่านจะไม่หลงทางตลอดไป ซึ่งการยึดมั่นกับทั้งสองในฐานะของผู้ให้การชี้นำ ดังนั้น การที่ใส่ร้ายชีอะฮฺว่า หลงทางออกไปจากซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงไม่เป็นความจริง และไม่อาจสร้างความเสียหายให้กับชีอะฮฺได้ สืบเนืองจากว่า คำยืนยันของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในหะดีษษะเกาะลัยนฺนั้นไม่มีความผิดพลาด ประกอบกับริวายะฮฺจำนวนมากได้สนับสนุนเรื่องดังกล่าว นอกจากนั้นแล้วท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เป็นผู้รับรองเองว่า ชีอะฮฺ คือ ผู้ถูกต้อง กล่าวว่า “โอ้อะลี ท่านและชีอะฮฺของท่านคือผู้ที่ถูกต้อง”

ฉะนั้น หากผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อย่างเคร่งครัดเป็นฝ่ายผิดแล้วละก็ ท่านจะมีหนทางอื่นพิสูจน์ความจริงของอิสลามอีกหรือไม่? ถ้าผู้ปฏิบัติตามอหฺลุลบัยตฺเป็นฝ่ายผิดแล้ว ยังจะมีใครประเสริฐยิ่งไปกว่าอหฺลุลบัยตฺอีกหรือ? เพราะหากลูกหลานของท่านศาสดายังเชื่อถือไม่ได้แล้ว ถามว่าเรายังจะสามารถเสาะหาผู้ใดที่ประเสริฐและน่าเชื่อถือไปกว่าอะฮฺลุลบัยตฺได้อีกกระนั้นหรือ?



จบบริบูรณ์
--------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
1. เศาะฮีย์ ติรฺมะซี ๕/๓๒๘ หะดีษที่ ๓๘๗๔-๓๘๗๖
2. มุสตัดร็อก อัลฮากิม ๓/๑๒๘ ฟะรออิดุ้ล ซัมฎีน ๑/๑๓๘-๑๗๖ (กิยามะฮฺ)
3. มุสตัดร็อก อัลฮากิม ๓/๑๒๔-๑๒๕ นะฟะหาตุ้ล อัซฮารฺ ๒/๒๖๗
4. มุสตัดร็อกอัลฮากิม ๓/๑๕๑
5. อัล-มุอฺญิบ อัศ-เศาะฆีเราะฮฺ ๒/๒๒
6. อัล-มุรอญะอาตฺ หน้าที่ ๒๔
7. เศาะฮีย์ ติรฺมะซี ๕/๓๒๘ หะดีษที่ ๓๘๗๔-๓๘๗๖
8. มุสตัดร็อก อัลฮากิม ๓/๑๒๘ ฟะรออิดุ้ล ซัมฎีน ๑/๑๓๘-๑๗๖ (กิยามะฮฺ)
9. มุสตัดร็อก อัลฮากิม ๓/๑๒๔-๑๒๕ นะฟะหาตุ้ล อัซฮารฺ ๒/๒๖๗
10. อะหฺยาอุ้ลมัยยิต หน้าที่ ๓๐-๓๒ (อะหฺยาอุ้ลมัยยิต พิมพ์ที่ เบรุตฺ หน้าที่ ๒๔-๒๕)
11. มุสตัดร็อกอัลฮากิม ๓/๑๕๑
12.อัล-มุอฺญิม อัศ-เศาะฆีเราะฮฺ ๒/๒๒
13. อัล-มุรอญะอาตฺ หน้าที่ ๒๔
14. นะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๒/๒๖๘-๒๖๙
15. ชัรห์นะฮฺญุ้ลบาะลาเฆาะฮฺ อิบนุอบิ้ลหะดีด ๖/๓๗๖-๓๗๗
16. ชัรหุ้ลมะกอศิด ๒/๒๒๒ คัดลอกมาจากนะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๒/๒๔๘
17. อัศศอวาอิก หน้าที่ ๒๓๑ (พิมพ์ที่อียิปต์ หน้าที่ ๑๕๑)
18. นะฟะหาตุ้ล อัซฮารฺ ๒/๒๔๗
19. ฆอยะตุ้ลมะรอม หน้า ๒๒๕ หะดีษที่ ๒๖
20. มัจมะอุซซะวาอิด เล่มที่ ๙ หน้าที่ ๑๖๓ พิมพ์ที่อิยิปต์
21. นะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๓/๑๖๘-๑๗๑ กันซุ้ลอุมมาล ๑๑/๑๑๔
22. นะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๒/๑๗๘-๒๑๘
23. ฮิ้ลยะตุ้ลเอาลิยาอฺ ๙/๖๔



ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์