.

๕.อิตเราะฮ์ คือใคร?

ดังที่กล่าวไว้ในอัลนิฮายะฮฺและหนังสือเล่มอื่นๆ ว่า “เป็นลูกหลานชั้นใกล้ชิดที่พิเศษของท่านศาสดา”(1)

อิตเราะฮ์เป็นสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิดกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ)เป็นพิเศษ และแน่นอนว่าบุคคลที่มีใช่ลูกหลานนั้นอยู่นอกประเด็น อันสืบเนื่องจากว่าความเหมาะสมของฮุกุ่มกับประเด็นที่กล่าวถึงซึ่งไม่ได้หมายรวมถึงสมาชิกทุกคนในครอบครัว เพราะคุณลักษณะ (ซิฟาต) สำหรับอิตเราะฮ์ตรงนี้ได้ถูกอธิบายไว้เฉพาะอย่างชัดเจน (พวกเขาเท่าเทียมกับอัล-กุรอาน เป็นแบบอย่างของสัจธรรมและเป็นทางนำ)มิได้มีความหมายรวมเชิงครอบคลุม (อาม) แต่อย่างไร ทว่าจุดประสงค์ของอิตเราะฮ์(ที่ตรงตามความเป็นจริงของริวายะฮฺจำนวนมากมาย) หมายถึงอหฺลุลบัยตฺนั่นเอง ผู้ซึ่งอัล-กุรอานได้รับรองถึงความสะอาดบริสุทธิ์ของพวกเขาเอาไว้ พวกเขาคือผู้นำผู้บริสุทธิ์

อิบนุอบิ้ลหะดีด พูดว่า “ท่านศาสดาได้แจ้งไว้อย่างชัดเจนว่าใครคืออิตเราะฮ์ ของท่าน โดยกล่าวว่า “แท้จริงฉันได้ฝากไว้ในหมู่พวกของท่านสองสิ่งที่มีค่ายิ่ง” หลังจากนั้นได้กล่าวว่า “อิตเราะฮ์อหฺลุลบัยตฺของฉัน” และในที่อื่นท่านได้อธิบายวัตถุประสงค์ของท่านที่มีต่ออหฺลุลบัยตฺ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ท่านได้นำกิซาอฺ(ผ้าคลุมใหล่)คลุมพวกเขา ซึ่งในขณะนั้นโองการอัฏฏัตฮีด(๑๑) ประทานลงมาพอดี ท่านศาสดาจึงได้กล่าวว่า “โอ้ข้าแต่พระองค์ บุคคลเหล่านี้คืออหฺลุลบัยตฺของฉัน โปรดนำความโสมมทั้งหลายออกห่างจากพวกเขา”(2) ญุรฺญานี ชาฟีอีย์ เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ๓๖๕ ได้เล่าริวายะฮฺจาก อบีสะอีดว่า “โองการอัฏฏัตฮีด ได้ถูกประทานให้กับบุคคล ๕ คน กล่าวคือ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ท่านอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านฮะซัน และท่านฮุซัยนฺ (อ.)” (3)

ซะฮะบีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือตัลคีศ มุสตัดร็อก เล่าริวายะฮฺจาก ท่านหญิงอุมมุซะลามะฮฺ ท่านกล่าวว่า “โองการอัฏฏัตฮีรฺ ได้ถูกประทานลงมาที่บ้านของฉันหลังจากท่านศาสดาแล้วผู้ที่ติดตามคือท่านอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านฮะซันท่านฮุซัยนฺ และมะลากิกะฮฺญิบรออีล” ขณะนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “โอ้ข้าแต่พระองค์บุคคลเหล่านี้คืออหฺลุลบัยตฺของฉัน” อุมมุซะลามะฮฺได้ถามว่า “ยารอซูล และฉันมิใช่อหฺลุลบัยตฺของท่านหรือ?” ท่านได้ตอบว่า “เจ้าอยู่ ณ ที่ของเจ้านั้นประเสริฐอยู่แล้ว อหฺลุลบัยตฺของฉันคือบุคคลเหล่านี้ (ผู้ที่อยู่ภายใต้กิซาอฺขณะนั้น) โอ้ข้าแต่พระองค์โปรดยกฐานันดรแก่ครอบครัวของฉัน”(4)

นอกเหนือจากริวายะฮฺนี้แล้ว ยังมีสัญลักษณ์บ่งชี้อื่นๆ อีกมากมายว่า “จุดประสงค์ของอหฺลุลบัยตฺจากโองการอัฏฏัตฮีรฺ หมายถึงบุคคลพิเศษจากครอบครัวของท่านศาสดา” และยังมีโองการมุบาฮะละฮฺ ซึ่งตัฟสีรฺส่วนใหญ่ได้อธิบายว่าเป็นการระบุตัวบุคคลที่เป็นอหฺลุลบัยตฺไว้อย่างชัดเจน(5)

มุสลิมได้รายงานโดยสายสืบของตนว่า “ขณะที่โองการอัฏฏัตฮีรได้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เรียกท่านอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านฮะซันและท่านฮุซัยนฺมา พร้อมทั้งยกมือขึ้นแล้วกล่าวว่า “โอ้ข้าแต่พระองค์ บุคคลเหล่านี้คืออหฺลุลบัยตฺของฉัน (ครอบครัวของฉัน)”(6)

และบนพื้นฐานของหะดีษทำนองเดียวกันนี้เองที่หนังสืออับกอตุ้ลอันวารได้กล่าวว่า “มีผู้รู้ที่มีชื่อเสียงฝ่ายซุนนีหลายคน ได้ยอมรับการเป็นผู้นำของบรรดาอหฺลุลบัยตฺ (อ.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยกับหะดีษษะเกาะลัยนฺ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ หะกีมติรฺมิซีย์ ครั้งหนึ่งเขาพูดว่า “คำอธิบายของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่ว่าอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์จะไม่มีวันแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะกลับคือสู่ฉัน ณ สระน้ำ” และกล่าวอีกว่า “มาตรว่าพวกท่านได้ทำการยึดมั่นต่อพวกเขา (อิตเราะฮ์) จะไม่มีวันหลงทางอย่างเด็ดขาด” คำพูดของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) บ่งบอกว่าบรรดาอหฺลุลบัยตฺ คือ ผู้นำประชาชาติอิสลาม มิใช่คนอื่นที่นอกเหนือจากพวกเขา” (7)

สิบฏุ อิบนุ เญาซีย์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้นำหะดีษษะเกาะลัยนฺไปกล่าวอธิบายไว้ในตัซกิรอตุ้ลคอวาศภายใต้หัวข้อ ซิกรุ้ลอะอิมมะฮฺ (การระลึกถึงอะอิมมะฮฺ)(8)

ท่านกันญี ชาฟิอีย์ ได้กล่าวไว้ในกิฟายะตุ้ฎฎอลิบ หลังจากหะดีษของซัยดฺ บิน อัรกอม โดยอธิบายจุดประสงค์ของอหฺลุลบัยตฺ ว่าหมายถึง บุคคลผู้ซึ่งเศาะดะเกาะฮฺเป็นฮะรอมสำหรับพวกเขาว่า แท้จริงคำอธิบายของซัยดฺเกี่ยวกับอหฺลุลบัยตฺถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะซัยดฺได้พูดว่า อหฺลุลบัยตฺคือบุคคลผู้ซึ่งเป็นฮะรอมสำหรับพวกเขาที่จะรับเศาะดะเกาะฮฺ ซึ่งการเป็นฮะรอมของเศาะดะเกาะฮฺไม่ได้เจาะจงเวลาใดเป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้าและหลังจากการเป็นวะฝาตของศาสดา (ศ็อลฯ) ถือว่าเป็นฮะรอม และสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่แค่บุคคลที่เอ่ยนามมา ทว่าบรรดาบุตรหลานคนอื่นๆ ของมุฏ๊อลลิบก็ถือว่าเป็นที่ต้องห้ามด้วยเช่นกัน จนกระทั่งเขาได้พูดว่า “ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วที่ถูกต้องอหฺลุลบัยตฺ คือ อะลี ฟาฏิมะฮฺ ฮะซันและฮุซัยนฺ

เขาได้กล่าวริวายะฮฺที่รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “วันหนึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ออกไปข้างนอกในตอนเช้า ขณะที่สวมอะบาที่ทำจากขนสัตว์สีดำ หลังจากนั้นฮะซันบุตรของอะลีได้มาและเข้าไปในอะบานั้น ต่อมาฮุซัยนฺบตรของอะลี ฟาฏิมะฮฺและอะลีก็ได้มาและเข้าไปในอะบานั้นเช่นกัน ในเวลานั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้อ่านโองการอัฏฏัตฮีรฺ “อันที่จริงอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินออกไปจากพวกเจ้า โอ้อหฺลุลบัยตฺ(อัล-อะหฺซาบ ๓๓)

ซึ่งหะดีษษะเกาะลัยนฺนั้นได้บ่งบอกถึงบรรดาอหฺลุลบัยตฺ คือ บุคคลผู้ซึ่งอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ตรัสเรียกพวกเขาว่าอหฺลุลบัยตฺไว้ในอัล-กุรอาน และท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เรียกพวกเขาให้เข้ามาอยู่ในอะบาของท่าน(9)

นอกเหนือจากนักวิชาการที่เอ่ยนามมาแล้วยังมีนักวิชาการท่านอื่นๆ อีกที่ยอมรับว่า (อหฺลุลบัยตฺที่อัล-กุรอานและหะดีษได้กล่าวถึง คือ บุคคลที่ถูกระบุไว้เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษเท่านั้น) ซึ่งรายนามของพวกเขากล่าวไว้ในอะบะกอตุ้ลอันวารฺ(10)

จากที่อธิบายผ่านมาถ้าจะไม่นับถึงความเป็น"มุตะวาติรฺ"(สายรายงานที่หลากหลายและเชื่อถือได้)ของหะดีษแล้ว กระนั้นหะดีษดังกล่าวก็ยังมีประเด็นที่ต้องพูดถึงอีกมากมายอาทิเช่น ท่านอิบนุ บาบะวัยฮ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อุยูน อัคบารฺ อัรริฎอ จากท่านอิมามศอดิก จากบิดาของท่าน จากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน กล่าวว่า

“ได้มีผู้ถามท่านอิมามอะลี (อ.) เกี่ยวกับคำพูดของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่ว่า (แท้จริงฉันได้ฝากไว้ในหมู่ของพวกท่านสองสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งในฐานะเป็นตัวแทนของฉันอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์) อิตเราะฮ์นั้นหมายถึงใคร? ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวตอบว่า “หมายถึง ฉัน ฮะซัน ฮุซัยนฺ และอีก ๙ ท่านจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ ซึ่งท่านที่ ๙ มีนามว่ามะฮฺดี พวกเราจะไม่แยกออกจากอัล-กุรอานและอัล-กุรอานก็จะไม่แยกไปจากพวกเรา จนกว่าทั้งหมดจะย้อนกลับคืนสู่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ณ สระน้ำในวันกิยามะฮฺ(11)

๖. อัล-กุรอาน คือ สายเชือกที่ทอดมาจากอัลลอฮฺ (ซบ.)

ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า “จงยึดมั่นสายเชือกของอัลลอฮฺ (กุรอาน) และจงอย่างแตกแยก”(อาลิอิมรอน ๑๐๓)ได้มีริวายะฮฺยืนยันเรื่องดังกล่าว โดยรายงานจากท่านอบี สะอีด คุดรีย์ จากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า ท่านศาสดาได้กล่าวว่า “แน่นอนในไม่ช้านี้ฉันคงต้องอำลาจากพวกท่านไป ฉันได้รับบัญชาให้คืนกลับสู่พระองค์ และฉันได้ตอบรับเรียบร้อยแล้ว (แต่ก่อนที่จะจากไป) ฉันขอฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งนั้นคือ คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน) และอิตเราะฮ์ของฉัน

คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺเปรียบเสมือนสายเชือกที่ทอดมาจากฟากฟ้าสู่แดนดิน ส่วนอิตเราะฮ์นั้นคืออหฺลุลบัยตฺผู้เป็นลูกหลานของฉัน อัลลอฮฺผู้ทรงสัพพัญญูได้แจ้งกับฉันว่า ทั้งสองจะไม่มีวันแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ พวกท่านจงตรึกตรองเถิดว่า เกี่ยวกับทั้งสองนั้นจะตอบฉันอย่างไร?

สาเหตุที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ในหะดีษษะเกาะลัยนฺว่า “อหฺลุลบัยตฺของท่านเท่าเทียมกับอัล-กุรอาน และทั้งสองคือสายเชือกที่ทอดมาจากอัลลอฮฺ (ซบ.) นั้นเป็นเพราะว่า ทั้งสองได้รับการแต่งตั้งมาเพื่อชี้นำประชาชาติ ดังนั้น การยึดมั่นกับอหฺลุลบัยตฺ (อ.) จึงเหมือนกับการยึดมั่นกับอัล-กุรอาน อันเนื่องจากว่าทั้งสองมีหน้าที่ช่วยเหลือมวลประชาชาติให้รอดพ้นจากความผิดบาปและการหลงทาง

ตัฟซีร อาลาอุรฺเราะหฺมาน ได้อธิบายถึงโองการ "อิอฺติศอม(การยึดเหนี่ยวเชือก)" เอาไว้ว่า การช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการหลงทาง จำเป็นต้องยึดมั่นต่ออัล-กุรอาน ขณะที่พวกท่านทั้งหลายได้ยึดมั่นต่อสายเชือกแห่งอัลลอฮฺ (ซบ.) อยู่แล้ว และอัลลอฮฺได้แนะนำว่า อหฺลุลบัยตฺ คือผู้ดูแลประชาชาติมิให้หลงทางออกไป ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า อหฺลุลบัยตฺจะไม่หลงทางอย่างเด็ดขาด ดังที่ท่านกล่าวไว้ในหะดีษษะเกาะลัยนฺว่า “ใครก็ตามยึดมั่นกับทั้งสอง เขาจะไม่หลงทางตลอดไปอันได้แก่ "กิตาบุ้ลลอฮฺ" และ "อิตร่อตี อหฺลุบัยตี” ดังนั้น คำว่าหับลุน(สายเชือก) ที่กล่าวไว้ในโองการต้องการบอกว่า การไม่ยึดมั่นกับสิ่งนั้นเป็นเหตุทำให้หลงทางอยู่ในความผิดบาป(22) ขณะที่มีการยืนยันว่าหับลุลลอฮฺ(สายเชือกของอัลลอฮ์) มิได้เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษอยู่แค่อัล-กุรอาน แต่ทว่ารวมถึงท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ด้วย

ฉะนั้น จะสังเกตเห็นว่าพระองค์ได้สั่งว่า “จงยึดเหนี่ยวสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกันและจงอย่าได้แตกแยก” หลังจากที่พระองค์ได้ตรัสว่า “พวกเจ้าจะปฏิเสธได้อย่างไร ทั้งที่โองการของอัลลอฮฺถูกสาธยายให้พวกเจ้าฟัง และในหมู่ของพวกเจ้าก็มีศาสดาของพระองค์อยู่ และบุคคลใดยึดมั่นต่ออัลลอฮฺแน่นอนเขาต้องได้รับการชี้นำสู่แนวทางอันเที่ยงตรง(13) ซึ่งสิ่งที่อัล-กุรอานต้องการจะบอกก็คือ เป็นหน้าที่ของประชาชาติที่ต้องยึดมั่นกับโองการของอัลลอฮฺ ปฏิบัติตามท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และยึดเหนี่ยวสายเชือกของพระองค์ ดังที่โองการก่อนหน้านี้ตรัสว่า การยึดมั่นในโองการของพระองค์ และปฏิบัติตามท่านศาสดาเท่ากับเป็นการยึดมั่นต่อพระองค์ ดังนั้น จะเห็นว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกับอัล-กุรอาน ฉะนั้น อิตเราะฮ์ในฐานะตัวแทนของท่านศาสดาก็เท่าเทียมกับอัล-กุรอานด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ยังมีริวายะฮฺอีกจำนวนมากที่กล่าวว่า อิตเราะฮ์ของท่านศาสดาคือ เชือกแห่งอัลลอฮฺ (หับลุลลอฮฺ) ในหนังสือ อับกอตุ้ลอันวารฺ ซัยดฺ สุไลมาน หะนะฟีย์ กันดูซีย์ ได้อธิบายโองการที่ว่า “จงยึดเหนี่ยวสายเชือกของอัลลอฮฺ โดยพร้อมเพรียงกันและจงอย่าแตกแยก” โดยรายงานริวายะฮฺจาก ษุอฺละบี จากสายรายงานของเขาจาก อะบาน บิน ตัฆลิบ จาก อิมามศอดิก (อ.) ท่านอิมามได้กล่าวว่า “พวกเราคือความหมายของหับลุ้ลลอฮฺ” ของโองการที่ว่า “จงยึดเหนี่ยวสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกัน”

ในหนังสือ มะนากิบ ได้บันทึกไว้โดยรายงานจาก สะอีด บิน ญุเบรฺ จากท่านอิบนุอับบาส ซึ่งกล่าวว่า ขณะที่ฉันอยู่กับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้มีอาหรับคนหนึ่งเดินเข้ามาและพูดว่า “ยารอซูล ฉันได้ยินท่านกล่าวว่า จงยึดเหนี่ยวสายเชือกของอัลลอฮฺ โดยพร้อมเพรียงกัน สายเชือกพวกเราต้องยึดเหนี่ยวหมายถึงอะไร” ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้จับมือท่านอะลี (อ.) และกล่าวว่า “ท่านจงยึดมั่นต่ออะลี เพราะเขาคือสายเชือกที่เหนียวแน่นของอัลลอฮฺ”

ท่านนุอฺมานี ได้รายงานโดยสายสืบของท่านจนถึง หะรีซ บิน อับดุลลอฮฺ จากท่านอิมามศอดิก (อ.) จากบิดาของท่านและจากบิดา-บิดาของท่าน จากอิมามอะลี (อ.) ท่านอิมาม (อ.)ได้กล่าวว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้อ่านคุฏบะฮฺที่มัสญิดคัยฟฺว่า (ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เป็นคุฏบะฮฺในพิธีหัจญ์ครั้งสุดท้าย) “พวกท่านจงรู้ไว้เถิดว่า ฉันได้ฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่านในฐานะตัวแทนของ ฉัน สิ่งหนักที่ยิ่งใหญ่ คือ อัล-กุรอานและสิ่งที่รองลงมา คือ อิตเราะฮ์ อหฺลุลบัยตฺของฉัน ทั้งสองคือสายเชือกที่เชือมต่อระหว่างพวกท่านกับอัลลอฮฺ (ซบ.) และถ้าใครยึดมั่นกับทั้งสองเขาจะไม่หลงทางตลอดไป ซึ่งสายเชือกด้านหนึ่งอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ และอีกด้านหนึ่งอยู่ในมือของพวกท่าน”(14)

ริวายะฮฺจากอบิ้ลหะดีด เกี่ยวกับเรื่องนี้กล่าวว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ฉันได้ฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่านอันได้แก่ คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ อิตเราะฮ์ อหฺลุลบัยตฺของฉัน ทั้งสองเป็นสายเชือกที่ทอดตรงจากฟากฟ้าสู่แดนดิน และจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ” (15)

ด้วยเหตุนี้ การเกิดและปรากฏการกระทำที่เป็นหนึ่งเดียวกันโดยห่างไกลจากการแตกแยก สิ่งที่จำเป็นคือ ต้องยึดมั่นต่ออหฺลุลบัยตฺและอัล-กุรอาน เนื่องจากว่า ทั้งสองคือสาเหตุของความเป็นเอกภาพสำหรับประชาชาติอิสลาม ดังเช่นในสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) สื่อสำคัญในความเป็นเอกภาพของมุสลิมคือ อัล-กุรอานและตัวของท่านศาสดา จึงจำเป็นสำหรับเราทั้งหลายที่ต้องพิจารณาที่มูลเหตุที่เป็นรากฐานสำคัญของความเป็นเอกภาพ ดังที่อัล-กุรอานได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับสิ่งนั้นไว้แล้ว

สรุปการที่เรียกอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ว่าเป็นหับลุ้ลลอฮฺ (สายเชือกของอัลลอฮฺ) นั้นเป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่น มีความถาวรยิ่งระหว่างทั้งสองกับอัลลอฮฺ (ซบ.) ด้วยเหตุนี้ ใครที่ยึดมั่นกับทั้งสองเท่ากับเขาได้ยึดมั่นต่ออัลลอฮฺ แน่นอนการยึดเหนี่ยวกับสายเชือกของอัลลอฮฺ (ซบ.) เท่านั้นที่สามารถปกป้องท่านให้รอดพ้นจากหลงทางและการหลงผิดทั้งหลาย ในทางกลับกันการออกห่างจากสายเชือกของพระองค์ เท่ากับอยู่ในหนทางที่หลงผิด และเป็นการหลงทางออกไปจากความจริง เขาจึงไม่สามารถปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากความไร้สาระและความผิดพลาดได้

๗. แท้จริงอัล-กุรอานกับอิตเราะฮ์มีความสัมพันธ์ที่ถาวรต่อกัน

โดยจะไม่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด ดังที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ในหะดีษษะเกาะลัยนฺว่า “จงรู้ไว้เถิดว่าทั้งสองอัล-กุรอาน กับอิตเราะฮ์ จะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ”

หรือกล่าวว่า “อัลลอฮฺผู้ทรงสัพพัญญูได้แจ้งให้ฉันรู้ว่าทั้งสอง จะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด” ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นข่าวที่เร้นลับ (ฆ็อยบี) ที่บ่งบอกถึงการดำรงอยู่ของอัล-กุรอานและอหฺลุลบัยตฺตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ และนั้นหมายความว่า ทั้งสองอยู่เหนือมิติของกาลเวลา ดังที่ทราบดีว่า อัล-กุรอานนั้นเป็นความมหัศจรรย์ที่มีความเป็นอมตะ อิตเราะฮ์ก็เช่นกัน (ในฐานะที่เป็นปัจจัยที่คู่กับอัล-กุรอาน) มีความเป็นอมตะที่แผ่นดินจะปราศจากพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด(16) มีริวายะฮฺจำนวนมากมายที่ได้กล่าวถึงตำแหน่งอันทรงเกียรติของพวกเขา

ดังเช่นที่ ท่านซัยดฺ สุไลมาน หะนะฟีย์ กุนดูซี ได้รายงานโดยสายสืบของท่านจนถึง ท่านอิมามฮะซัน (อ.) กล่าวว่า “วันหนึ่งตาของฉันรอซูลุลลอฮฺได้อ่านคุฏบะฮฺ หลังจากกล่าวสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า : โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลายแน่นอนแล้วว่า ฉันต้องจากพวกท่านไปในไม่ช้านี้ ซึ่งตัวฉันได้ตอบรับสิ่งนั้นแล้ว (ก่อนจากไป) ฉันขอฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่างยิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่านอันได้แก่ อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ อหฺลุลบัยตฺของฉัน ถ้าหากพวกท่านยึดมั่นกับทั้งสองจะไม่มีวันหลงทางตลอดไป และแท้จริงแล้วทั้งสองจะไม่มีวันแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำในวันกิยามะฮฺ

ฉะนั้น พวกท่านจงเรียนรู้จากพวกเขา แต่จงอย่างสอนสั่งพวกเขา เนื่องจากว่าพวกเขารู้ดีกว่าพวกท่าน และแผ่นดินจะไม่มีวันว่างเว้นจากพวกเขาเด็ดขาด เพราะเมื่อใดก็ตามที่แผ่นดินปราศจากพวกเขา ประชาชาติจะพบกับความหายนะอย่างแน่นอน”(17)

การที่แผ่นดินไม่ว่างเว้นจากหุจญัตของอัลลอฮฺ (ซบ.) เป็นสิ่งหนึ่งที่สติปัญญาสามารถยอมรับได้ เพราะการปราศจากหุจญัตของพระองค์บนหน้าแผ่นดิน (ในฐานะที่เป็นหุจญัตสมบูรณ์ ณ ประชาชาติ) ไม่เข้ากันกับวิทยปัญญาของพระองค์ ประกอบกับมีริวายะฮิจำนวนมากกล่าวสนับสนุนสิ่งนี้เอาไว้ (ซึ่งสามารถแบ่งริวายะฮฺเหล่านั้นออกเป็นกลุ่มได้ดังต่อไปนี้)

ก. ริวายะฮฺกลุ่มหนึ่งกล่าวว่า “แท้จริงอหฺลุลบัยตฺของฉันเป็นสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยสำหรับชาวดิน” หนังสือฟะฎออิ้ล อะลี บิน อบีฏอลิบ ของอหฺมัด บิน มุฮัมมัดหันบัล โดยสายรายงานของท่านจากท่านอิมามอะลี (อ.) ท่านอิมามกล่าวว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ดวงดาว คือ สัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยของชาวฟ้า เมื่อใดก็ตามที่หมู่ดวงดาวได้เลือนหายไป ชาวฟ้าก็ย่อมสลายหายไปด้วย และเมื่อใดที่อหฺลุลบัยตฺของฉันสูญสิ้น ชาวพิภพก็สูญสิ้นไปด้วย”(18)

ข. ริวายะฮิที่กล่าวยืนยันความต่อเนื่องของเคาะลิฟะฮฺผู้เป็นตัวแทนของท่าน ศาสดา (ศ็อลฯ) และเป็นหุจญัตของอัลลอฮฺ (ซบ.) บนหน้าแผ่นดินจนถึงวันกิยามะฮฺ

ท่านหะมะวีนีย์ โดยสายรายงานของท่านจนถึงท่านอับดุลลอฮฺ บิน อับบาส ได้ริวายะฮฺว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “แน่นอนตัวแทนและวะศีย์ของฉันและเป็นหุจญัตของอัลลอฮฺ (ซบ.) ในหมู่ประชาชาติภายหลังจากฉันมีทั้งสิ้น ๑๒ ท่าน คนแรกจากพวกเขาคือ ลูกพี่ลูกน้องของฉัน ส่วนคนสุดท้ายจากพวกเป็นบุตรชายของฉัน ได้มีคนถามท่านศาสดาว่า “ยารอซูลุลลอฮฺ ลูกพี่ลูกน้องของท่านเป็นใคร?” ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ตอบว่า “อะลี บุตรของอบูฎอลิบ” ได้มีคนถามว่า “และบุตรชายของท่านล่ะเป็นใคร?”

ท่านตอบว่า “มะฮฺดี ซึ่งเขาจะเป็นผู้ทำให้โลกเต็มไปด้วยความยุติธรรม ดุจดังเช่นที่โลกได้เคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรม ฉันขอสาบานต่ออัลลอฺฮฺ ผู้ทรงแจ้งข่าวแก่ฉัน ผู้ทรงอุบัติโลกขึ้นมาบนความสัตย์จริงว่า มาตรว่าโลกจะมีเวลาเหลืออยู่แค่วันเดียว พระองค์จะทรงทำให้วันนั้นยาวนาน เพื่อให้มะฮฺบุตรชายของฉันได้ปรากฏตัว หลังจากนั้น อีซา รูหุ้ลลอฮฺก็จะปรากฏตัวเช่นกัน และเขาจะปฏิบัตินมาซตามหลังมะฮฺดี แผ่นดินจะสว่างไสวไปด้วยนูรรัศมีของพระองค์ การปกครองของเขาจะครอบครองตั้งแต่ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก”(19)

มุวัฟฟัก บิน อะหฺมัด นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอหฺลิซซุนนะฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน โดยสายรายงานท่าน จากสุไลมาน มุฮัมมะดี กล่าวว่า “ฉันได้เข้าไปหาท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ขณะที่ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) นั่งอยู่บนตักของท่านศาสดาและท่านได้จูบที่ดวงตาทั้งสองของฮุซัยนฺพร้อมทั้ง กล่าวว่า “เจ้านั้นเป็นผู้ทรงเกียรติ เป็นบุตรชายของผู้ทรงเกียรติเป็นน้องชายของผู้ทรงเกียรติ และเป็นบิดาของบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย เจ้านั้นเป็นอิมาม เป็นบุตรชายของอิมาม เป็นน้องชายของอิมาม และเป็นบิดาของอิมามทั้งหลาย เจ้านั้นเป็นหหุจญัตบุตรของหุจญัต เป็นน้องชายของหุจญัตและเป็นบิดาของหุจญัตอีก ๙ ท่าน ซึ่งคนที่เก้าจากพวกเขานามว่า กออิม เขาเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้า”(20)

ท่านมุสลิมได้กล่าวไว้ในเศาะฮีย์ โดยสายสืบของท่านจากท่านญาบีรฺ บิน ซุมเราะฮฺ ได้รายงานว่า “ความต่อเนื่องในภารกิจของประชาชาติขึ้นอยู่กับผู้นำทั้งหลาย ซึ่งพวกเขามี ๑๒ ท่าน” หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวคำพูดหนึ่งออกมาแต่ฉันไม่เข้าใจ จึงได้ถามบิดาของฉันว่าท่านศาสดาได้กล่าวอะไร บิดาฉันตอบว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าว “พวกเขาทั้งหมดเป็นชาวกุเรช”(21)ท่านหะมะวี ได้รายงานจากสายสืบของท่าน จากนาฟิฮอฺ ท่านได้กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “ความต่อเนื่องของศาสนานั้นมั่งคงถาวรจนถึงวันกิยามะฮฺ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพวกท่านทั้งหลายที่ต้องปฏิบัติตามผู้นำทั้ง ๑๒ ท่าน ซึ่งพวกเขาทั้งหมดเป็นชาวกุเรช”(22)

ในหนังสือญะวาฮิรุ้ลอักดัยนฺ จาก ซัมฮูดี ตอนอธิบายหะดีษษะเกาะลัยนฺกล่าวว่า “การมีอยู่ของรรดาอหฺลุลบัยตฺอิตเราะฮ์ผู้บิรสุทธิ์ ซึ่งมีความเหมาะสมและสมควรอย่างยิ่งที่ต้องยึดมั่นกับพวกเขา (ทุกเวลาตราบจนกว่าจะถึงวันกิยามะฮฺ) สิ่งที่สามารถเข้าใจได้จากหะดีษษะเกาะลัยนฺ ที่ถือว่าเป็นประเด็นหลักซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งคือ เรื่องการยึดมั่นต่ออหฺลุลบัยตฺ เพราะว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้อธิบายสิ่งดังกล่าวดัวยวิสัยทัศน์ที่กล่าวไกลครอบคลุมอนาคตอันมั่นคงของอิสลามไว้ทั้งหมด (และเป็นการปฏิเสธการหลงทางอย่างสิ้นเชิง) พร้อมทั้งได้สร้างความเข้าที่ชัดเจนแก่ประชาชน อัล-กุรอานก็เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เอง อหฺลุลบัยตฺของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงอยู่ในฐานะของสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยสำหรับประชาชาติ เมื่อใดก็ตามที่แผ่นดินปราศจากอหฺลุลบัยตฺ บรรดาประชาชาติก็ไม่อาจดำรงสืบต่อไปได้(23)

ท่านอิบนุหะญัรฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ เศาะวาอิก ของท่านว่า “มีหะดีษมากมายที่กล่าวให้ยึดมั่นต่ออหฺลุลบัยตฺ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บรรดาอหฺลุลบัยตฺมีคุณสมบัติดังกล่าวตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ ดุจดังเช่นอัล-กุรอาน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงยังความปลอดภัยแก่ประชาชาติ”(24)



เปิดหน้าต่อไป


--------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
1. อันที่จริงอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินให้ออกจากเจ้า โอ้อหฺลุลบัยตฺ
2. ชัรห์ นะฮฺญุ้ลบะลาเฆาะฮฺ อิบนุอบิ้ลหะดีด ๖/๓๗๕-๓๗๖
3. อัลกามาลุ ฟิรฺริญาล เล่มที่ ๖ หะดีษที่ ๒๐๘๖ พิมพ์ที่ เบรุตคัดลอกมาจาก อิหฺกอกุ้ลหัก ๒๔/๕๙-๖๐
4 อิหฺกอกุ้ลหัก ๒/๕๑๙ คัดลอกมาจาก อัลตั้ลดีศมุสตัดร็อก และมุสตัดร็อก ๓/๔๑๖ พิมพ์ที่ ฮัยเดอราบัด
5. يريد الله ليذهب عنکم الرجس اهل البيت و يطهرکم تطهيرا
6. เศาะฮีย์มุสลิม เล่มที่ ๔/๑๘๗๑ ท่านมุสลิม ติรมะซีย์ อิบนุมุนซัร ฮากิม บัยฮะกีย์ ได้รายงานโดยสายสืบของเขาจาก สะอฺดิบนิ อบีวะกอศ กล่าวว่า “สาเหตุของการลงโองการมุบาฮิละฮฺ คืออะไร เขาได้ตอบว่า เพราะท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เรียกท่านอะลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านฮะซัน ท่านฮุซัยนฺ ให้ออกมาและหลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า “โอ้ข้าแต่พระองค์บุคคลพวกนี้ คือ ครอบครัวของฉัน” อิหฺกอกุ้ลฮัก เล่มที่ ๓/๕๘-๕๙
7. นะวาดิรุ้ลอุศูล หน้าที่ ๖๙
8. ตัชกิรอตุ้ลคอวาศ หน้าที่ ๒๙๐
9. กิฟายะตุ้ฎฎอลิบ หน้าที่ ๕๔
10. นะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๒/๓๔๑-๓๔๗
11. อุยูนุ้ล อัคบารุริฎอ ๑/๔๖ หะดีษที่ ๒๕ ฉะนั้นจุดประสงค์ของอิตเราะฮ์ คือ อหฺลุลบัยตฺ (อ.) ผู้เป็นอิมามที่บริสุทธิ์จากมลทินทั้งหลาย
12. อะลาอุรฺเราะหฺนาม หน้าที่ ๓๒๒
13. อาลิอิมรอน ๑๐๑
14. นะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๒/๒๕๔ ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ ๑/๑๑๘
15. ฆัยบะตุนนุอฺมานี หน้าที่ ๔๒-๔๓
16. ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๑๙-๒๗
17. ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๒๐ พิมพ์ที่ อิสตันบูล
18. อะมาลี ซัยดฺ ฎูซีย์ หน้าที่ ๓๗๙-๘๑๒
19. ฟะรออิด อัลซิมฏอยน์ ๒/๓๑๘-๕๖๒
20. มักตั้ลฮุซัยนฺ หน้าที่ ๑๔๖
21. เศาะฮีย์มุสลิม ๓/ หะดีษที่ ๑๔๕๒
22. ฟะรออิดุลมุสฎีน ๒/๑๕๐
23. นะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๒/๒๖๒ จากญะวาฮิดุ้ลอักดัยนฺ ฟัยฎัลกอดีรฺ ๓/๑๕
24. อัศเศาะวาอิกุ้ลมุห์ริเกาะฮฺ หน้าที่ ๒๓๒ (เศาะวาอิกุ้ลมุหัรฺซอเกาะฮฺ พิมพ์ที่ อียิปตฺ หน้าที่ ๑๕๐-๑๕๑



ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์