.

ประเด็นที่ ๔ ประโยชน์ของหะดีษ

ประเด็นต่างๆ ที่สามารถศึกษาได้จากหะดีษษะเกาะลัยนฺ

๑. ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แจ้งข่าวถึงการวะฝาตของท่าน

ซึ่งเป็นข่าวที่บ่งชี้ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างดี เช่น ท่านศาสดาได้กล่าวว่า “ความตายใกล้จะมาถึงฉันแล้ว ซึ่งฉันนั้นพร้อมเสมอ” กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้มีวะฮีย์มายังฉันว่า ในไม่ช้านี้ฉันต้องจากพวกท่านไป” การที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แจ้งข่าวว่าท่านกำลังจะอำลาประชาชาติไปนั้น ย่อมเป็นการเตือนประชาชาติให้รู้จักหน้าที่ของตนภายหลังจากการวะฝาตของท่านศาสดาว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ตามความเป็นจริงแล้วบุคคลเฉกเช่นท่านศาสดา (ศ็อลฯ)(ในฐานะของผู้เผยแพร่และวางรากฐานศาสนาอิสลาม) จะมีความพอใจกระนั้นหรือที่ปล่อยให้ประชาชาติต้องเผชิญกับชะตากรรมตามลำพังภายหลังจากการวะฝาตของท่าน ทั้งๆ ที่ท่านทราบถึงความยากลำบากเป็นอย่างดีในการวางรากฐานอิสลาม โดยสติปัญญาสมบูรณ์แล้ว ท่านศาสดา (ศ็อลฯ)ย่อมไม่พอใจต่อการกระทำดังกล่าวอย่างแน่นอน

๒. การฝากฝังอัล-กรุอานและอหฺลุลบัยตฺไว้ย่อมเท่ากับได้แต่งตั้งให้ทั้งสองเป็นตัวแทนภายหลังจากท่าน

ด้วยเหตุนี้อัล-กุรอานและอหฺลุลบัยตฺจึงเป็นตัวแทนของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในหมู่ประชาชาติอิสลามและเนื่องจากทั้งสองอยู่เคียงคู่กันโดยไม่แยกออกจากกัน ทั้งสองจึงอยู่ในตำแหน่งตัวแทนของศาสดา ด้วยเหตุนี้เองบางริวายะฮฺจึงได้เรียกทั้งสองว่าเป็นเคาะลิฟะฮฺ(ผู้ทำหน้าที่แทนศาสดา) ท่านอหฺมัด บิน ฮันบั้ลจากสายรายงานของเขา จาก ซัยดฺ บิน ษาบิต เล่าว่า ที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “แท้จริง ฉันได้แต่งตั้งสองเคาะลิฟะฮฺไว้ในหมู่ของพวกท่าน”(1)

ท่านสะอีด บิน คุดรีย์ เล่าว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวคุฏบะฮฺว่า “โอ้ประชาชนเอ๋ยแท้จริงฉันได้ละทิ้งสองตัวแทนที่มีค่ายิ่ง (อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์)ไว้ในหมู่ของพวกท่าน(2)

หรือที่ท่านกล่าวว่า “แท้จริงฉันได้ฝากไว้ในหมู่ของพวกท่านสองสิ่งที่มีค่ายิ่งให้ฐานะของเคาะลีฟะฮฺและเป็นตัวแทน”(3)

การที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แต่งตั้งให้อิตเราะฮ์ลูกหลานของท่านเป็นเคาะลิฟะฮฺแทนท่าน แสดงให้เห็นว่าฐานะภาพที่ท่านศาสดาเคยมี อิตเราะฮ์ของท่านก็มีเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ความหมายของ เคาะลิฟะฮฺ ในหะดีษจึงบ่งบอกถึง อิมามะฮฺ อิตเราะฮ์ และที่ย้อนกลับของการเมือง การปกครอง ความรู้และอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

หลักฐานยืนยันกล่าวอ้างข้างต้น คือคำสั่งใช้ของท่านศาสดาที่สั่งว่า “ให้ปฏิบัติตามอหฺลุลบัยตฺทุกประการโดยไม่มีเงื่อนไข” และคำสั่งห้ามของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่ว่า “จงอย่าล้ำหน้าหรือล้าหลังจากพวกเขา จงอย่าแสดงความอคติ" ประกอบกับการเตือนสำทับหลายครั้งของท่านศาสดาที่ว่า “หากประชาชาติไม่ยอมปฏิบัติตามอหฺลุลบัยตฺ ไม่ใส่ใจต่อสิทธิของพวกเขา ไม่ยอมรับในวิลายะฮฺและอิมามะฮฺ ดำเนินชีวิตไปตามหนทางที่ตนเองปรารถนา พวกเขาจะประสบกับความพินาศ"

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาในเวลาและสถานที่ต่างๆ ว่าให้ปฏิบัติตามอหฺลุลบัยตฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ เฆาะดีรคุม และช่วงเวลาใกล้วะฝาตของท่าน

แต่น่าเสียใจที่ว่าคำสั่งเสียของท่านศาสดาดูเหมือนว่าจะหมดความหมายลง เนื่องจากบรรดาสาวก (เศาะฮาบะฮฺ) และอุมมัต (ประชาชาติของท่าน) ไม่ได้ใส่ใจต่อคำสั่งเสียดังกล่าว มิหนำซ้ำสาวกบางท่านยังกล่าวหาว่า “ท่านศาสดาเพ้อเจอไปแล้ว” การไม่ยอมรับอหฺกาม,จริยธรรมและแบบฉบับจากบรรดาอหฺลุลบัยตฺ (อ.) ตลอดจนวิชาการความรู้ของพวกเขา และการไม่เรียนรู้สารธรรมจากพวกเขา ทำให้เกิดความเสียต่างๆ มากมาย จนถึงขึ้นที่ว่า การอธิบายอหฺกามอิสลามต้องพึ่งหลักการกิยาส(4) และหลักอิสติหฺซาน(5)และหลักการอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกับทั้งสอง ทำให้พวกเขาไม่มีแบบฉบับที่สมบูรณ์ของท่านศาสดาอยู่ในมือ

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะท่านอุมัรฺ เคาะลิฟะฮฺที่สองเคยได้สั่งห้ามการจดบันทึกหะดีษ(6)อย่างเด็ดขาดจนถึงปลายศตวรรษที่ ๒ ซึ่งเป็นยุคปกครองของ อุมัรฺ บิน อับดุลอะซีซ ขณะนั้น เขาเริ่มเป็นกังวลแล้วว่าถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไป หะดีษของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)ก็คงสูญสิ้นเป็นแน่ จึงได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งของท่านอุมัรฺ (ที่สั่งไม่ให้มีการจดบันทึกหะดีษของท่านศาสดา)หลังจากนั้นอุละมาอฺฝ่ายอหฺลิซซุนนะฮฺ เช่น ท่านมาลิก อหฺมัด บิน ฮัมบัล บุคอรีย์และท่านอื่นๆ ได้เริ่มต้นบันทึกหะดีษของท่านศาสดาจากแหล่งต่างๆที่ยังคงหลงเหลืออยู่

การเริ่มต้นจดบันทึกหะดีษของอหฺลิซซุนนะฮฺหลังจากที่ซุนนะฮฺส่วนใหญ่ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)ได้ถูกลืมและสูญหาย ประกอบกับนักท่องจำหะดีษก็ได้เสียชีวิตไปแล้วมากมาย ทำให้ประสบกับอุปสรรคอย่างหนักจนกระทั่งผู้เชี่ยวชาญฝ่ายอหฺลิซซุนนะฮฺได้พูดว่า “ริวายะฮฺเกี่ยวกับอหฺกาม (กฎการปฏิบัติ) ที่อยู่ ณ อหฺลิซซุนนะฮฺมีไม่เกิน ๕๐๐ ริวายะฮฺ” แต่อย่างไรก็ตามแบบฉบับของท่านศาสดา (ซุนนะฮฺ) ในหมู่ของอหฺลิซซุนนะฮฺไม่ได้ถูกรวบรวมและเรียบเรียงจนกระทั่งถึงต้นศตวรรษที่สอง

การเริ่มบันทึกและเรียบเรียงหะดีษใหม่ของผู้รู้ฝ่ายซุนนะฮฺไม่ได้มาจากเศาะฮาบะฮฺที่ได้ยินหะดีษโดยตรงจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ปัญหาที่ตามมาใครคือผู้รับรองความถูกต้องของหะดีษ เพราะช่วงเวลา ๑๐๐ ปีหลังการวะฝาตของท่านศาสดามิใช่เวลาเพียงน้อยนิด

ผิดกับฝ่ายชีอะฮฺที่มีอหฺลุลบัยตฺเป็นผู้เก็บรักษาซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ไว้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ฉะนั้นมีเหตุผลอะไรหรือพวกเขาไม่ยอมกลับไปหาอหฺลุลบัยตฺในฐานะของคลังแห่งวิชาการ และผู้เก็บรักษาซุนนะฮฺของท่านศาสดา ดังที่ท่านศาสดากล่าวว่า “ฉันคือนครของความรู้ส่วนอะลีคือประตูของมัน”

ท่านอายะตุ้ลลอฮฺบุรูญิรดี นักปราชญ์และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิชาฟิกฮฺและอุศูลได้กล่าวว่า “หะดีษจำนวนมากมายถูกเก็บรักษาไว้โดยอหฺลุลบัยตฺ (อ.) ซึ่ง ณ พวกเขามีหนังสือหะดีษที่กล่าวโดยท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และเขียนด้วยลายมือของท่านอิมามอะลี (อ.) ซุนนะฮฺทั้งหมดของท่านศาสดาและสิ่งที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้มีบัญชาให้เผยแพร่ในหมู่ประชาชาติ (ความรู้ต่างๆในอิสลามและหลักการปฏิบัติในศาสนา) ได้ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือดังกล่าว”

หลังจากนั้นท่านได้เอ่ยถึงหะดีษบางบท อาทิเช่น ท่านอิมามศอดิก (อ.) กล่าวว่า “เรามีหนังสือญามิอฺ ความยาวของมันประมาณ ๗๐ ศอก เป็นหนังสือที่บันทึกคำกล่าวของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และจดบันทึกด้วยลายมือของท่านอิมามอะลี (อ.) ทุกสิ่งที่เป็นหะล้าล และฮะรอม ที่เป็นความต้องการของประชาชนได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือดังกล่าวการตัดสิน คดีความทุกประเภท แม้กระทั่งคดีที่เล็กที่สุดก็ถูกบันทึกไว้เช่นกัน”(7)

จากหะดีษของท่านอิมามศอดิก (อ.) สรุปประเด็นได้ดังนี้ว่า

ก. ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มิได้ปล่อยให้ประชาชาติของท่านอยู่ตามเวรตามกรรมโดยปราศจากผู้นำที่คอยชี้แนะแนวทาง ทว่าท่านได้แต่งตั้งผู้นำที่คอยชี้แนะแนวทางทำหน้าที่เชิญชวนไปสู่สัจธรรม ทำการปกครองประชาชาติและปกป้องอิสลามกับอัล-กุรอานตลอดจนความรู้ต่างๆ ในอิสลาม สิ่งที่เป็นวาญิบ (ข้อบังคับ) ของศาสนา ซุนนะฮฺ (แบบฉบับ) หะล้าล ฮะรอม กฎเกณฑ์ต่างๆ และหะดีษ

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำการออกกฎหรือวินิจฉัยตามทัศนะของตนเอง หรือทำการกิยาสเพราะไม่มีเรื่องใดหรือคำสั่งใดที่จะปราศจากกฎเกณฑ์ อันเป็นกฎเกณฑ์ที่มาจากอัลลอฮฺ (ซบ.) และท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้อธิบายกฎเกณฑ์เหล่านั้นจนหมดสิ้นแก่ท่านอะลีและสั่งให้ท่านอิมามอะลี (อ.) จดบันทึกพร้อมทั้งเก็บรักษาตำรานั้นเอาไว้และให้ถ่ายทอดสืบต่อกันไปตามสายตระกูลของท่านอิมามอะลี (อ.)

ข. ความรู้ต่างๆ เหล่านั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวอธิบายเฉพาะแต่ท่านอะลี (อ.) ซึ่งหมายความว่าในยุคของท่านศาสดานอกจากท่านศาสดาแล้วไม่มีใครได้ล่วงรู้ถึง ความรู้เหล่านั้นเลยนอกจากท่านอิมามอะลี (อ.) และท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ยังได้สั่งสำทับกับท่านอิมามอะลีอีกว่า “จงถ่ายทอดความรู้นั้นให้กับอิมามอีก ๑๑ ท่านภายหลังจากท่าน” ดังนั้นจึงเป็นวาญิบสำหรับประชาชาติอิสลามทั้งหลายที่ต้องเรียนรู้สิ่งที่ เป็นหะล้าลและฮะรอมและสิ่งที่ศาสนาได้สั่งอันเป็นความต้องการของพวกเขา อาทิเช่น เรื่องสิทธิและความรู้ต่างๆ ในอิสลามจากท่านอิมามอะลี (อ.) และอิมามท่านอื่นๆ

เพราะบรรดาอิมามคือตัวแทนแห่งซุนนะฮฺของท่านศาสดาเป็นคลัง แห่งวิชาการและเป็นผู้ปกป้องศาสนาของพระองค์

ค. ตำราที่ได้รับการบอกกล่าวโดยท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นผู้จดบันทึกนั้นอยู่ ณ บรรดาอิมามทั้งหลาย ซึ่งท่านอิมามบากิรฺและท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้แสดงให้เหล่าบรรดาสาวกของท่านและคนอื่นๆ ได้เห็นแล้วจนพวกเขาเกิดความเชื่อมั่นไม่สงสัย ท่านมุฮักกิก บุรูญิรดี ได้กล่าวว่า “การเรียนรู้หะดีษจากบรรดาอหฺลุลบัยตฺถือว่าเป็นวาญิบ เพราะหะดีษเหล่านั้นที่อยู่ ณ พวกเขามีความหน้าเชื่อมากกว่าหะดีษที่อยู่กับคนอื่น”(8)

๓.เป็นวาญิบสำหรับมุสลิมทั้งหลายที่ต้องยึดมั่นอัล-กุรอานและ บรรดาอหฺลุลบัยตฺ

เนื่องจากว่าการยึดมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามลำพังถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะการยึดมั่นต่อทั้งสองเป็นคำสั่งของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ดังที่ปรากฏในหะดีษษะเกาะลัยนฺ

ฉะนั้นจะเห็นว่าได้มีคำสั่งต่อประชาชาติอิสลามว่า “ให้ยึดมั่นต่ออัล-กุรอาน” ทำนองเดียวกันได้มีคำสั่งให้ยึดมั่นต่ออหฺลุลบัยตฺ ซึ่งบางริวายะฮฺได้กล่าว ว่า “แท้จริงฉันได้ฝากสิทธิทั้งหมดของฉันไว้ในหมู่ของพวกท่าน” ถ้าหากพวกท่านได้ยึดมั่นภายหลังจากฉัน พวกท่านจะไม่หลงทางอย่างเด็ดขาด คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งอยู่ตรงหน้าของพวกท่านทั้งหลาย พวกท่านได้อ่านอยู่ทุกเช้าค่ำและในคัมภีร์นั้นมีสิ่งที่พวกท่านชอบและปรารถนา(9)

ดังนั้นคำสั่งที่สั่งให้ย้อนกลับไปหาอัล-กุรอานและยึดมั่นกับมันนั้นถือว่า ชัดเจนไม่มีข้องสงสัยใดๆ ซึ่งการย้อนกลับไปยังอัล-กุอานจะถูกต้องก็ต่อเมื่อซอฮิรของอัล-กุรอานเป็น ฮุจญัต (ความหมายอัล-กุรอานตามหลักภาษาอันชัดเจนถือเป็นเหตุผล) และแน่นอนซอฮิรและมุหฺกะมาต(โองการที่มีความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยการตีความใดๆ)ของอัล-กุรอานถือเป็นฮิดายะฮฺและนูร(แสงสว่างแห่งทางนำ)อยู่แล้ว แต่จะลืมเสียมิได้ว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอหฺลุลบัยตฺของท่านคือผู้อธิบายอัล-กุรอาน อันเนื่องจากว่าซอฮิรของอัล-กุรอานไม่ได้อยู่ในฐานะของการอธิบายชัรอีย์(หลักศาสนบัญญัติ) เช่น คุณลักษณะพิเศษของขั้นตอนและวิธีการนมาซ ซะกาตฺ หัจญ์และการปฏิบัติอื่นๆ ทำนองเดียวกันการให้ความกระจ่างเกี่ยวกับสารธรรมและปัญหาต่างๆของสังคมและอัล-กุรอานเป็นหน้าที่อหฺลุลบัยตฺผู้บริสุทธิ์

แต่อย่างไรก็ตามการยึดมั่นกับอหฺลุลบัยตฺมิสามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการที่จะละทิ้งอัล-กุรอานเพราะมาตรว่าอหฺลุลบัยตฺมีหะดีษที่ขัดแย้งกันจำเป็นต้องนำมาเทียบเคียงกับอัล-กุรอานเพื่อจะได้จำแนกว่าหะดีษใดถูกต้อง และการย้อนกลับไปหาอัล-กุรอานนั้นเป็นคำสั่งที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดคุ้นเคยและนำไปสู่การครุ่นคิดในอัล-กุรอาน

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “จงตระหนักไว้เถิดว่า แท้จริงอัล-กุรอาน คือ ผู้ให้คำแนะนำที่ไม่เคยหลอกลวงมนุษย์ เป็นประทีปนำทางที่ไม่ทำให้หลงทาง เป็นถ้อยจำนรรจ์ที่ไม่เคยโกหก ใครก็ตามที่เริ่มด้วยกับอัล-กุรอาน เขาจะได้รับประโยชน์จากอัล-กุรอานไม่มากก็น้อย จงรู้ไว้เถิดว่าใครก็ตามภายหลังจากได้เรียนรู้อัล-กุรอานแล้ว เขาจะไม่อับจนหมดหนทาง ซึ่งไม่มีใครร่ำรวยความรู้มาก่อนหน้านั้น”

ด้วยเหตุนี้ พวกท่านจะขอชะฟาอฺ(การเยี่ยวยารักษาโรคภัยต่างๆ) จากอัล-กุรอาน เพราะอัล-กุรอาน คือโอสถที่บำบัดโรคที่เลวร้ายที่สุด อันได้แก่ กุฟร์ (การปฏิเสธ) นิฟาก (การกลับกลอก) การฝ่าฝืนและการหลงทางซึ่งเหล่านี้เป็นความป่วยไข้ทางจิตใจ ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่ท่านปรารถนาจากอัลลอฮฺ (ซบ.) จงใช้อัล-กุรอานเป็นสื่อในการวิงวอน จงมุ่งมั่นไปยังอัลลอฮฺด้วยความรักที่มีต่ออัล-กุรอาน แต่จงอย่าใช้อัล-กุรอานเป็นสื่อขอจากมนุษย์ด้วยกันเด็ดขาด และจงอย่าใช้อัล-กุรอานเป็นสื่อเพื่อสร้างความหวังที่เป็นวัตถุ เพราะไม่มีสิ่งใดที่บ่าวใช้เป็นสื่อเพื่อสร้างความใกล้ชิดยังอัลลอฮฺ (ซบ.) จะมีเกียรติยิ่งเกินไปกว่าอัล-กุรอาน

จงตระหนักไว้เถิดว่าแท้จริงอัล-กุรอานคือผู้ให้ชะฟาอฺอันเป็นชะฟาอฺที่ถูก ตอบรับเพราะเจ้าของพจนารถคือผู้รับรองในถ้อยจำนรรจ์ของพระองค์และใครก็ตาม ที่อัล-กุรอานให้ชะฟาอัตเขาในวันกิยามะฮฺเขาก็จะได้ชะฟาอฺนั้นและใครก็ตาม ที่อัล-กุรอานร้องเรียนเขา คำยืนยันที่ต่อต้านเขาถือว่าถูกยอมรับ(10)

ท่านอิมามศอดิก (อ.) กล่าวว่า “มีอยู่สามสิ่งที่จะทำการร้องเรียนมนุษย์ในวันกิยามะฮฺต่อเอกองค์อัลลอฮฺ

๑.มัสญิดที่ผุฟังโดยไม่มีการดำรงนมาซในนั้น

๒.ผู้รู้นักปราชญ์ที่อยู่ท่ามกลางคนโง่เขลา

๓.กุรอานที่ถูกทิ้งไว้จนฝุ่นจับโดยที่ไม่ได้อ่าน(11)

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวอีกว่า “แท้จริงอัล-กุรอานคือประทีปแห่งทางนำ เป็นตะเกียงที่สว่างไสวในความมืด (หลงทาง) ฉะนั้นจำเป็นสำหรับผู้ที่มีความฉลาดต้องไตร่ตรองในอัล-กุรอานและใช้ทรรศนะของกุรอานพิจารณาให้ชัดเจน เพราะการไตร่ตรองในอัล-กุรอานเป็นการชุบชีวิตแก่หัวใจที่ตายด้าน ดุจดังเช่นคนที่ต้องการแสงสว่างเพื่อส่องทางเดินเมื่อเขาอยู่ในความมืด”

จงตระหนักไว้เถิดสำหรับผู้ที่คิดว่าการรำลึกถึงอหฺลุลบัยตฺ (อ.) เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วโดยไม่คำนึงถึงคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของ อัล-กุรอานถือเป็นความศรัทธาที่ไม่สมบูรณ์ เพราะแท้จริงบรรดาอหฺลุลบัยตฺ (อ.) นั้นไม่พึงพอใจต่อบุคคลที่ละทิ้งการปฏิบัติอัล-กุรอาน

ทำนองเดียวกันสำหรับผู้ที่คิดว่าอัล-กุรอานเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้วโดย ไม่ใส่ใจต่ออหฺลุลบัยตฺ (อ.) ถือว่าไม่ถูกต้องเช่นกันเพราะผู้อธิบายความละเอียดอ่อนของอหฺกาม (กฎเงื่อนไขในการปฏิบัติ) และความรู้ต่างๆเกี่ยวกับอัล-กุรอานคือ อหฺลุลบัยตฺ และนอกเหนือจากนี้แล้วประชาชาติอิสลามยังต้องพึ่งอหฺลุลบัยตฺของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในการสร้างพื้นฐานความยุติธรรม การอบรมสั่งสอน การขัดเกลาและยกระดับจิตใจ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัจเจกชน สังคม และอื่นๆ

เหนือไปกว่านี้ การยึดมั่นในอัล-กุรอานโดยปราศจาก อหฺลุลบัยตฺ ถือว่าเป็นการยึดมั่นที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากว่ามีโองการอัล-กุรอานหลายโองการที่ได้แนะนำเกี่ยวกับอำนาจวิลายะฮฺ (ปกครอง) ความจำเป็นของอหฺลุลบัยตฺ การปฏิบัติตามและเป็นวาญิบต้องรักพวกเขา และทั้งสองนั้น (กุรอาน-อหฺลุลบัยตฺ) ริวายะฮฺที่เศาะฮีย์ได้กล่าวว่า “เป็นการอธิบายซึ่งกันและกัน มีความคิดเห็นพร้องตรงกันและทั้งสองต้องอยู่ร่วมกัน”(12)

ฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตามการยึดมั่นต่อทั้งสอง ถือว่าจำเป็นดังที่หะดีษษะเกาะลัยนฺได้ย้ำเน้นไว้ว่า “ถ้าภายหลังจากฉันพวกท่านได้ยึดมั่นกับทั้งสองจะไม่หลงทางตลอดไป” และยังมีริวายะฮฺอื่นที่มีความหมายคล้ายคลึงกันอีกมากได้กล่าวเอาไว้

๔. การเรียกชื่ออัล-กุรอานและอหฺลุลบัยตฺว่าเป็นษิกล์ (สิ่งหนัก)

บางทีอาจกล่าวได้ว่า เพราะทั้งสองคือสิ่งที่มีค่า ยิ่งใหญ่ สูงส่งและมีเกียรติทีสุด ซึ่งคำว่า ษิกล์ โดยแก่นแท้ของมันเป็นการบอกข่าวถึงความยิ่งใหญ่แห่งเกียรติยศ อำนาจและตำแหน่งของอัล-กุรอานและความยิ่งใหญ่ด้านฐานันดรและระดับชั้นของอหฺลุลบัยตฺ (อ.)

หนังสืออับกอต ได้คัดลอกมาจากอัลนิฮายะฮฺ ของ อิบนุอะษีร ว่า “คำว่าษิกล์จะใช้กับผู้มีตำแหน่งหรือฐานันดรอันสูงส่ง” ดังนั้นจะสังเกตเห็นว่าอัล-กุรอานและอหฺลุลบัยตฺ มีความยิ่งใหญ่ด้านฐานะภาพ และเกียรติยศที่สูงส่งจึงเรียกทั้งสองว่าเป็นษะก็อล อัล-กุรอานเมื่อเทียบชั้นกับคัมภีร์เล่มอื่นๆที่ถูกประทานลงมามีความยิ่งใหญ่มากกว่า และเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่และดำเนินต่อไป ดุจดั่งเช่นดวงอาทิตย์ที่ยังโคจรอยู่ในปัจจุบันเป็นเพราะว่าอัล-กุรอานคือ พจนารถของพระผู้เป็นเจ้าจึงไม่มีสิ่งที่เป็นโมฆะทั้งหลายย่ามกายเข้ามาสู่ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังอีกทั้งเป็นนูรรัศมีและเป็นประทีปนำทาง

ส่วนอหฺลุลบัยตฺของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ความรู้และคุณวิเศษอื่นๆ ของท่านไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้เพราะคนอื่นไม่มีคุณสมบัติที่ เพียงพอ ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับอหฺลุลบัยตฺ (อ.) ไม่ว่าในมิติใดก็ตาม ดังเช่นที่เราไม่สามารถนำบรรดาศาสดา (อ.) ทั้งหลายไปเปรียบเทียบกับมนุษย์คนอื่นๆ ได้ เพราะว่าเป็นความผิดพลาดการเปรียบเทียบอหฺลุลบัยตฺกับคนอื่นก็ถือว่าเป็น ความผิดพลาดเช่นกันเพราะบุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็น หุจญัตของอัลลอฮฺ (ซบฺ) ที่มีต่อสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งกลาย และเป็นคลังแห่งวิชาการของพระองค์

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวถึงตำแหน่งของอหฺลุลบัยตฺด้วยคำพูดสั้นๆ ไว้อย่างชัดเจนว่า “พวกเขาคือเคหะสถานที่เร้นลับ เป็นรูปลักษณ์ของคำบัญชา เป็นคลังแห่งวิชาการเป็นสถานที่ย้อนกลับของอหฺกาม สถานเก็บรักษาตำราความรู้และเป็นกำบังที่มั่งคงแข็งแรงของศาสนา เป็นพลังงานที่สนับสนุนศาสนาและโดยสื่อของพวกเขาทำให้ศาสนาธำรงอยู่ และความจอมปลอมทั้งหลายต้องมลายสิ้นไม่มีประชาชาติคนใดสามารถเทียบเคียงกับ อหฺลุลบัยตฺของท่านศาสดามุฮัมมัดได้ซึ่งประชาชาติทั่วไปดำรงอยู่ได้เพราะคุณ ความดี และนิอฺมัตของอาลิมุฮัมมัด

ฉะนั้น มนุษย์ปุถุชนธรรมดาจึงไม่มีวันที่จะมีรัศมีเทียบเคียงเท่าอหฺลุลบัยตฺพวกเขา คือเสาหลักของศาสนาและเป็นมูลฐานของการยะกีน (เชื่อมั่น)ผู้ที่เลยเถิดไปอย่างสุดโต่งต้องย้อนกลับมาหาพวกเขาทำนองเดียว กันผู้ที่ล้าหลังต้องเร่งรีบตัวเองและไปให้ทันพวกเขา คุณวิเศษ อำนาจการปกครองเป็นสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขาคำสั่งเสียพินัยกรรมและผู้สืบ ทอดมรดกของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อยู่ ณ พวกเขา ปัจจุบันสิทธิของเขาได้ถูกฉ้อฉลจึงเป็นหน้าที่ต้องนำมันกลับไปยังตำแหน่งที่ ถูกเคลื่อนย้ายออกไป”(13)

ท่านซะมัคชะรีย์ ได้กล่าวว่า การใช้คำว่า ษะกะลัยนฺ (อ่านโดยให้ ษา และก๊อฟ เป็นฟัตหฺ) กับอัล-กุรอานและอหฺลุลบัยตฺนั้นเป็นการเปรียบเทียบความคล้ายเหมือน ดังเช่นมนุษย์กับญินฺ ในลักษณะที่ว่า การสร้างโลกให้เกิดขึ้นเป็นเพราะการมีอยู่ของมนุษย์และญิน การปรับปรุงและความถูกต้องของศาสนาขึ้นอยู่กับอัล-กุรอานและอหฺลุลบัยตฺ แต่ทว่าประเด็นดังกล่าวขัดแย้งกับความเป็นจริงของหะดีษ อันเนื่องจากว่าไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ เลยในหะดีษที่บ่งบอกว่าการใช้คำว่า ษิกล์ กับอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ มาจากบาบของการตัชบีห์ (การเปรียบเทียบ)

สามารถตั้งสมมติได้ว่า “จุดประสงค์ของ คำว่า ษะก็อล หมายถึง การปฏิบัติและการยึดมั่นกับทั้งสองการเชื่อฟังและปฏิบัติตามการผดุงสิทธิและ การเอาใจใส่ต่ออัล-กุรอานและอิตเราะฮ์เป็นภาระที่หนักอึ้งและเป็นการกระทำที่ ยากลำบากดังที่นักภาษาศาสตร์และนักรายงานหะดีษบางคนได้อธิบายไว้

ท่านหะมะวี ได้รายงานริวายะฮฺจากท่านอบิ้ลอับบาส “ได้มีผู้ถามอบิ้ลอับบาสว่า เพราะเหตุใดท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงได้เรียกอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ว่าเป็น ษะกะลัยนฺ ตอบว่า : “การยึดมั่นกับทั้งสองเป็นภาระที่หนักอึ้งนั่นเอง”(14) อีกริวายะฮฺหนึ่งได้กล่าวว่า “เพราะการยึดมั่นกับทั้งสองเป็นการปฏิบัติที่หนักอึ้ง”(15)

หนังสืออับกอตุ้ลอันวารฺได้บันทึกเรื่องนี้เอาไว้โดยคัดลอกมาจาก อัซชะรีย์ จากหนังสือ ตะฮฺซีบุ้ลลุเฆาะฮฺและหนังสือเล่มอื่นๆ (นะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๒/๒๕๑)

แต่ถ้าจะกล่าวว่า ษิกล์ (โดยให้อ่าน ษา เป็น กัสเราะฮฺ และก็อฟ เป็นสุกูน) หมายถึงการแบกของหนักซึ่งเป็นเอกพจนของคำว่า อัษกอล ทว่าขัดแย้งกับความเป็นจริงของหะดีษเพราะคำอธิบายดังกล่าวเป็นย้อนกลับซิฟาต ไปยังหาลฺ(16) (คุณลักษณะ) แต่ถ้าพูดว่าهَذارَجُلٌ عَالِمْ คำว่า อาลิมุน จะเป็นคุณลักษณะของคำว่า รอญุลุน ทันที ดังนั้นถ้าคำว่า ษะก็อล เป็นซิฟัตสำหรับคำว่า ตะมัสสุก หรือ อมั้ล แล้วละก็ มันจะไม่เป็นนิอฺมัตสำหรับอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์อีกต่อไป

ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ขัดแย้งกับความเป็นจริงของหะดีษ เพราะแท้จริงแล้วคำว่า ษะก็อล เป็น นิอฺมัต สำหรับอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ซึ่งความเหมะสมตามสภาพความเป็นจริงของหะดีษ คือ ษะก็อล นั้น เป็น ซิฟาต (คุณลักษณะ) ของตัวตนของทั้งสอง (กุรอานและอิตเราะฮ์) ด้วยเหตุที่ว่าอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์เป็นเครื่องประดับ และเป็นเจ้าของฐานันดรและตำแหน่งอันสูงส่ง (ณ อัลลอฮฺ (ซบ.) และศาสดา (ศ็อลฯ)



เปิดหน้าต่อไป


--------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
1.ِانی تارک فيکم خليفتين มุสนัดอหฺมัด บิน ฮัลบั้ล เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๑๘๒-๑๘๙ ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๓๘
2. ايها الناس انی ترکت فيکم الثقلينนะฟาหาตุ้ลอัซฮารฺ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๔๕๙
3. انی مخلف فيکم الثقلين อัลอะวาลี ๒/๕๐๒ นะฟะหาตุ้ลอัซฮารฺ ๒/๒๐๙
4. กิยาส หมายถึง การพิสูจน์ถึงสาเหตุ ที่ฟะกีฮฺ (ผู้เชี่ยวชาญ)ท่านนั้นได้ค้นหาและประดิษฐ์สาเหตุขึ้นเองโดยที่สาเหตุดัง กล่าวมิได้มีอยู่ในอัล-กุรอานหรือซุนนะฮฺ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “จงอย่าทำการกิยาศในศาสนา เพราะจะทำให้ศาสนาไม่มีมาตรฐาน ซึ่งคนแรกที่ทำการกิยาสคือ อิบลีสซัยฎอน” กล่าวว่า “ใครก็ตามทำการกิยาสในศาสนาตามทัศนะของตัวเองเท่ากับดูถูกฉัน”
5. อิสติหฺซาน หมายถึง การออกฮุกุ่มหรือคำวินิจฉัย ซึ่ง ณ เขาแล้วเป็นสิ่งดีงาม แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลชัรอีย์ก็ตาม
6. อิบนุ อับดุลบิรฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ญามิอฺบัยยานุลอิลมฺ ๑/๖๕ ว่า ท่านอุมัรฺประสงค์ที่จะจดบันทึกหะดีษของท่านศาสดาแต่หลังจากนั้นท่านตัดสิน ใจว่าไม่ทำดีกว่า และได้ส่งจ.ม ไปตามเมืองต่างๆพร้อมกับสั่งว่า ใครก็ตามที่มีต้นฉบับหะดีษบันทึกไว้ให้ทำลายทิ้งให้หมด”
7. อุศูลกาฟีย์ ๑/๒๓๙ บะศออิรุ้ลดะรอญาต หน้าที่ ๑๔๒-๑๔๕ บุคคอรีย์ในเศาะฮีย์ของเขาได้บันทึกว่า หนังสือดังกล่าวอยู่ ณ อะลี (อ.) ซึ่งเขากล่าวซ้ำกันไว้ในหลายบาบของตำรา แต่ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของมันเศาะฮีย์บุคคอรีย์ ๑/๓๖ , ๒/๒๒๑ , ๔/๖๗-๖๙ เศาะฮีย์มุสลิม ๔/๑๑๕ อหฺลุซซุนนะฮฺวากิอี ๑/๘๔
8. ญามิอุ้ลหะดีษ ๑/๗-๑๒
9. อัรญะหุ้ลมะฏอลิบ หน้าที่ ๓๔๑ พิมพ์ที่ ละฮอร์ (คัดลอกมาจากหนังสือ อิหฺกอกุ้ลฮัก ๙/๑๓๗
10. นะฮฺญุลมาเฆาะฮฺ ฟัยฏุลอิสลาม คุฏบะฮฺที่ ๑๗๖
11. อุศูลกาฟีย์ ๒/๔๔๙
12. ฆอยะตุ้ลรอม หน้าที่ ๒๒๖ ริวายะฮฺที่ ๓๔
13. นะฮฺญุ้ลบะลาเฆาะฮฺ ฟัยฎุ้ลอิสลาม คุฎบะฮฺที่ ๒
14. ฟะรออิดุ้ส สิมฏอยน์
15. ตะฮ์ซีบุ้ลลุเฆาะฮฺ ๙/๗๘
16. คำว่า อบูฮุ ซึ่งคำๆ นี้ตัวอย่างเช่น هَذَارَجُلٌ عالِمْ اَبُوهُ คำว่า อาลิมุนเป็นซิฟาต



ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์