.

ประเด็นที่ ๒ การประกาศหะดีษษะเกาะลัยนฺต่อหน้าสาธารณชน

เป็นที่ประจักษ์ว่าหะดีษษะเกาะลัยนฺได้รับการประกาศโดยท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน และเป็นที่ชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของท่านศาสดาในการประกาศหะดีษนี้ก็เพื่อให้เป็นที่รับทราบของหมู่ชนโดยทั่วไปและต้องการให้ฮุจญัต (ข้อพิสูจน์)ในหมู่ของพวกเขาปรากฏอย่างชัดเจน

๒.๑ สถานที่แรกที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ประกาศหะดีษฯ คือ ทุ่งอะรอฟะฮฺ ดังที่หนังสือสุนัน ติรฺมิซีย์ได้บันทึกไว้โดยสายรายงานของเขาจากท่านญาบีรฺ บิน อับดุลลอฮฺ กล่าวว่า “ฉันได้เห็นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในช่วงเทศกาลหัจญ์ ณ ทุ่งอะรอฟะฮฺ (ขณะที่ท่านศาสดากำลังขี่อูฐตัวผู้ที่เป็นจ่าฝูง) ท่านกำลังกล่าวคุฎบะฮฺ (กล่าวเทศนาธรรม) ซึ่งฉันได้ยินว่า “โอ้ประชาชนเอ๋ย แท้จริงฉันขอฝากอะมานะฮฺไว้ในหมู่ของพวกท่าน ถ้าใครยึดมั่นต่ออะมานะฮฺนั้น เขาจะไม่หลงทางตลอดไป และสิ่งนั้นได้แก่คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน)กับอิตเราะฮ์ของฉัน (ทายาท)ซึ่งพวกเขาเป็นคนฉลาดและมีวิจารณญาณ” (1)

๒.๒ ทุ่งมินา เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ประกาศหะดีษษะเกาะลัยนฺ ดังที่หนังสือ ฆัยบะตุ้ลนุอฺมานี ได้บันทึกไว้โดยสายรายงานของเขาจากท่านหะรีซ บิน อับดุลลอฮฺ จาก อะบี อัลดิลลาฮฺ ญะอฺฟัร บินมุฮัมมัด จากบิดาของพวกท่านจนถึงท่านอะลี (อ.) ซึ่งได้กล่าวว่า “ในมัสญิด คัยฟ์ ขณะที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กำลังกล่าวคุฎบะฮฺอยู่นั้น” ท่านได้กล่าวว่า “แท้จริง (ณ โลกแห่งอาคิรัต)ซึ่งฉันได้เคยเห็นมาแล้วก่อนพวกท่านทั้งหลาย และ ณ สถานที่นั้นพวกท่านได้เข้ามาหาฉันข้างบ่อน้ำ ซึ่งความกว้างของมันเท่ากับระยะห่างระหว่างบุศรอกับ ซันอาอฺ(เหนือสุดจนถึงใต้สุดคาบสมุทรอรับ) มีแก้วน้ำเท่ากับจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้า

พวกท่านพึงสังวรถึงสิ่งหนักทั้งสองที่มีค่ายิ่งที่ฉันได้ฝากไว้ในหมู่ของพวกท่านให้ดี ซึ่งสิ่งหนึ่งที่มีความยิ่งใหญ่กว่าอันได้แก่ อัล-กุรอานและอีกสิ่งหนึ่งคือ คืออิตเราะฮ์ทายาทแห่งครอบครัวของฉัน ทั้งสองเปรียบเสมือนสายเชือกที่ทอดยาวระหว่างพวกท่านกับอัลลอฮฺ (ซบ.) และใครก็ตามได้ยึดมั่นสิ่งทั้งสอง เขาจะไม่หลงทางตลอดกาล ซึ่งสายเชือกด้านหนึ่งอยู่ในมือของพวกท่าน ส่วนอีกด้านหนึ่งอยู่ ณ อัลลอฮฺ” (2)

๒.๓. เฆาะดีรฺคุม เป็นอีกสถานที่หนึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงหะดีษษะเกาะลัยนฺดังที่มุสตัดร็อกอัลฮากิมและหนังสือเล่มอื่นๆ ได้เล่าจากท่านซัยดฺ บิน อัรฺกอม ว่า ในเวลานั้น ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เดินทางกลับจากการทำหัจญะตุ้ลวะดาเมื่อเดินทางมาถึงเฆาะดีรฺคุมท่านได้ลงจากพาหนะและได้สั่งให้ประชาชนไปหลบตามร่มเงา เมื่อประชาชนทั้งหมดได้มารวมตัวกันแล้ว ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวขึ้นว่า

“เป็นที่แน่นอนว่าฉันคงต้องอำลาจากโลกนี้เพราะพระองค์ได้ตรัสเชิญชวนและฉันได้ตอบรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ฉะนั้นโปรดตั้งใจฟังคำสั่งเสียของฉันให้ดี)แท้จริงฉันขอฝากสิ่งหนักสองสิ่ง ที่มีค่ายิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่านซึ่งหนึ่งในสองนั้นมีความยิ่งใหญ่กว่าอีก สิ่งหนึ่งและนั้นคือ คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน)กับอิตเราะฮ์ของฉัน พวกท่านจงตรึกตรองเถิดว่าจะช่วยเหลือฉันในภาระทั้งสองได้อย่างไร ซึ่งทั้งสองจะไม่มีวันแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะย้อนกลับคืนสู่ฉันณ สระน้ำ (ในวันกิยามะฮฺ) หลังจากนั้นท่านได้กล่าวอีกว่าแท้งจริงอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่และทรงฤทธานุ ภาพยิ่ง ทรงเป็นเมาลาของฉันและฉันก็เป็นเมาลาของผู้ศรัทธาทุกคน ขณะนั้นท่านศาสดาได้จับมือท่านอะลีและกล่าวขึ้นว่า ใครก็ตามที่ฉันเป็นเมาลา (ผู้ปกครอง) ของเขา ดังนั้น อะลีคนนี้ก็เป็นเมาลาของเขาด้วย(3)

๒.๔. มะดีนะฮฺ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ประกาศหะดีษษะเกาะลัยนฺขณะที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กลับจากเดินทาง ท่านอิบนุมะฆอซิลีชาฟิอีย์ได้บันทึกไว้ในมะนากิบของเขา โดยรายงานมาจาก ฮากิม จาก อิบนุอับบาส ว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กลับจากเดินทาง ขณะที่สีหน้าของท่านได้เปลี่ยนไปและร้องไห้ ท่านได้กล่าวคุฎบะฮฺสั้นๆ หลังจากนั้นได้กล่าวอีกว่า ”โอ้ประชาชนเอ๋ย แท้จริงฉันขอฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งในฐานะตัวแทนของฉันไว้ในหมู่ของพวกท่านอันได้แก่ คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน) และอิตเราะฮ์ (ลูกหลานของฉัน)(4)

หะดีษทบนี้เป็นหะดีษที่ถูกกล่าวในคุฎบะฮฺสุดท้ายของท่านศาสดา หนังสือ ยะนาบีอุ้ลบะวัดดะฮฺได้บันทึกไว้โดยรายงานมาจากท่านอะลี (อ.) ท่านได้กล่าวว่า “ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวในคุฎบะฮฺสุดท้าย (ก่อนที่จะสิ้นใจ) ว่า “ฉันขอฝากสองคำสั่งเสียสำคัญไว้ในหมู่ของพวกท่าน และถ้าใครยึดมั่นทั้งสองนั้นเขาจะไม่หลงทางตลอดไป อันได้แก่ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน) และอิตเราะฮ์ (ลูกหลานของฉัน) อันที่จริงอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาและสัพพัญญูได้สัญญากับฉันว่าทั้งสองจะไม่แยก จากกันเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ ในวันกิยามะฮฺเหมือนกับสองสิ่งนี้ (ท่านศาสดาได้ชูนิ้วหัวแม่มือทั้งสองขึ้นคู่กัน)และฉันจะไม่พูดว่าทั้งสองเหมือนกับสองสิ่งนี้ (ท่านศาสดาได้ชูนิ้วกลางขึ้นคู่กับนิ้วหัวแม่มือ)ฉะนั้นพวกท่านทั้งหลายจงยึดมั่นกับสองสิ่งนี้ แต่จงอย่าล้ำหน้าทั้งสองเพราะจะเป็นสาเหตุทำให้พวกท่านหลงทางอย่างแน่นอน(5)

๕. สถานที่ที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวหะดีษษะเกาะลัยนฺ คือบ้านของท่านในวันที่ท่านเจ็บหนักใกล้จะวะฝาต หนังสือยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ (อัลลามะฮฺ กันดูซี) ได้พูดว่า อิบนุอุกบะฮฺ ได้รายงานผ่านสายสืบของ อุรวะฮ์ บิน คอริญะฮฺ จากท่านหญิงฟาฎิมะฮฺ (อ.)ท่านหญิงได้กล่าวว่า “วันที่ท่านศาสดาเจ็บหนักใกล้จะวะฝาต(สิ้นใจ) และภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยเหล่าบรรดาเศาะฮาบะฮฺ)” ฉันได้ยินบิดาของฉันกล่าวว่า “โอ้ประชาชนที่รักทั้งหลาย ใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะต้องจากพวกท่านไปเต็มทีแล้ว ซึ่งก่อนที่จะจากไป ฉันมีเรื่อสำคัญที่จะฝากกับพวกท่านเอาไว้ และเพื่อจะได้เป็นหุจญัต(ข้อพิสูจน์)เหนือพวกท่าน จงตระหนักไว้ให้ดีว่าฉันได้มอบให้คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน) และอิตเราะฮ์ลูกหลานของฉันเป็นตัวแทนของฉัน

หลังจากนั้นท่านได้จับมือท่านอะลี และกล่าวว่า “อะลีคนนี้เขาอยู่กับอัล-กุรอาน และอัล-กุรอานก็อยู่กับเขา ทั้งสองจะไม่แยกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำในวันกิยามะฮฺ และฉันจะถามพวกท่านว่า พวกท่านปฏิบัติอย่างไรกับทั้งสองนั้น(6)

อิบนุหะญัรฺ กล่าวว่า “อันที่จริงบางกระแสรายงานกล่าวว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวหะดีษษะเกาะลัยนฺที่ทุ่งอะรอฟะฮฺ” บางกระแสกล่าวว่า “ท่านศาสดาได้กล่าวที่เฆาะดีรคุม บางกระแสกล่าวว่า ที่มะดีนะฮฺขณะที่ท่านศาสดากำลังเจ็บหนักภายในห้องที่เต็มไปด้วยบรรดาสาวก (เศาะฮาบะฮฺ)บางกระแสกล่าวว่า ภายหลังจากที่ท่านได้เดินทางกลับมาจากเมือง ฎออิฟ ขณะที่ท่านยืนอยู่ท่านได้กล่าวคุฎบะฮฺและหะดีษษะเกาะลัยนฺ(7)

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้อธิบายหะดีษษะเกาะลัยนฺ ในสถานที่ต่างๆ จากสายรายงานจำนวนมากมายซึ่งไม่มีความขัดแย้งกัน เพราะถือว่าไม่มีอุปสรรคอันใดในการให้ความสำคัญกับตำแหน่งของอิตเราะฮ์และอัล-กุรอาน (ในฐานะเป็นตัวแทนของท่านศาสดาในการชี้นำประชาชาติหลังจากท่านศาสดา) ซึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวอธิบายในสถานที่และกาลเวลาที่แตกต่างกัน(8)


การกล่าวซ้ำหลายๆครั้งถือว่าเป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่า

๑.เป็นการให้ความสำคัญต่ออัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ลูกหลานของท่านศาสดา

๒.เป็นเหตุผลแก่สังคมเพื่อจะได้ไม่มีข้อกล่าวอ้างอันใดเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะฝากกับพวกท่านเอาไว้และเพื่อจะได้เป็นหุจญัต(ข้อพิสูจน์)ในหมู่ของพวกท่านตลอดไป”

หะดีษษะเกาะลัยนฺได้ถูกกล่าวในสถานที่และกาลเวลาที่ต่างกันออกไป เช่น ทุ่งอะรอฟะฮฺ มินา เฆาะดีรคุม คุฎบะฮฺสุดท้ายแห่งชีวิตอันจำเริญของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)(ในช่วงที่ท่านเจ็บหนักและใกล้ที่จะวะฝาต) ซึ่งถือว่าเป็นคำเตือนสำทับที่มีค่าและสำคัญอย่างยิ่งแก่ประชาชน เพราะมันหมายถึงความถูกต้องและการหลงผิด เป็นคำเตือนจากผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่มีสิทธิเหนือปวงผู้ศรัทธาทั้งหลาย และเป็นเหตุผลที่สำคัญต่อสังคม เพื่อป้องกันคำกล่าวอ้างและข้อติฉินนินทา อีกทั้งมีอิทธิพลเหนือมวลมุสลิมทุกคนอย่างสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้การกล่าวหะดีษษะเกาะลัยนฺซ้ำ (โดยท่านศาสดา)จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ ประกอบกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มิใช่ผู้ที่จะกล่าวสิ่งใดตามอารมณ์ปรารถนาของตน ทุกๆ คำพูดของท่านคือวะฮีย์ของพระเจ้า และการที่ท่านกล่าวเรื่องเดียวกันซ้ำหลายๆ ครั้งนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่าในวิสัยทัศน์ของท่านและอัลลอฮฺ (ซบ.) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง มิเช่นนั้นแล้วถือว่าคำพูดของท่านเป็นเรื่องไร้สาระเพราะพูดแล้วพูดอีก

สิ่งที่สังเกตเห็นได้อีกอย่างก็คือ ทุกครั้งที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวหะดีษษะเกาะลัยนฺ ท่านจะเน้นเวลาและสถานที่เป็นพิเศษอาทิเช่นในวันเฆาะดีรฺคุม ซึ่งเป็นวันที่แดดร้อนจัดและแออัดไปด้วยผู้คน หรือในช่วงปั้นปลายสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านที่กำลังเจ็บหนักและใกล้จะวะฝาต ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเรียกร้องให้บรรดามุสลิมสนใจต่อเหตุการณ์ที่มีความสำคัญและเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องพยายามเอาใจใส่ต่อเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของหะดีษ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องพิจารณาตัวเองว่า ณ บัดนี้เราได้เป็นผู้ยึดมั่นอยู่กับอัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ลูกหลานของท่านศาสดาแล้วหรือยัง ขณะที่หะดีษได้บรรยายถึงสังคมไว้อย่างชัดเจนว่าควรจะขับเคลื่อนไปอย่างไรและทิศทางใด หะดีษได้กล่าวถึงผู้นำสังคมและมวลมุสลิมอีกทั้งได้นำเสนอแนวทางแห่งการร่วมมือและแสดงความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย โปรดพิจารณาและตระหนักให้ดีและจงปรับปรุงจิตใจของตนด้วยการฟังในสิ่งที่เป็นสัจธรรมที่เชื่อถือได้ เพราะแนวทางนั้นชัดเจน ด้วยคำกล่าวของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)(ที่กล่าวไว้ต่างกรรมต่างวาระบนเงื่อนไขที่ลำบาก)และยังกำชับด้วยคำแนะนำและคำสั่งเสียสุดท้ายว่า“พวกท่านอย่าขัดแย้งและล้ำหน้าทั้งสอง (อัล-กุรอาน,อิตเราะฮ์)”

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับหะดีษษะเกาะลัยนฺการปฏิบัติและการเผยแพร่ในปัจจุบันเป็นวาญิบสำหรับเราสิ่งนี้เป็นมรดกที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ดังที่ท่านอบูซัรฺได้จับประตูกะอฺบะฮฺและหันไปพูดกับประชาชนว่า “ฉันได้ยินท่านศาสดากล่าวว่า ฉันขอฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งไว้ในหมู่พวกท่าน นั่นก็คือคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน) และอิตเราะฮ์ลูกหลานของฉัน แท้จริงทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะกลับคือสู่ฉัน ณ สระน้ำ ในวันกิยามะฮฺ พวกท่านจงพิจารณาดูเถิดว่าพวกท่านจะช่วยเหลือฉันเกี่ยวกับทั้งสองได้อย่างไร”(9)

การพิสูจน์หะดีษษะเกาะลัยนฺ

เมาลาอะมีรุ้ลมุอฺมินีน (อ.) ได้นำเอาหะดีษษะเกาะลัยนฺมาพิสูจน์ตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่านที่มีอยู่เหนือคนอื่นๆในชูรอ(ที่ประชุม)ร่วมเพื่อกำหนดเคาะลิฟะฮฺ

อิบนุมะฆอซิลีย์ ได้รายงานโดยสายสืบของเขาจาก อามิร บินวาษิละฮฺ และพูดว่า “ในวันประชุม ฉันได้นั่งอยู่ในห้องกับท่านอิมามอะลี (อ.)และได้ยินท่านอะลีกล่าวกับที่ประชุมว่า” “แน่นอนฉันจะพิสูจน์อะไรบางอย่างให้พวกท่านได้เห็น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับหรือว่าไม่ใช่อาหรับที่เป็นคนของพวกท่านต่างไม่มี สิทธิที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเด็ดขาด” หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า “ในนามของพวกท่าน ฉันขอสาบานต่ออัลลฮฺว่า ในหมู่ของพวกท่านมีใครยอมรับอิสลามและความเป็นเอกภาพของอัลลอฮฺ (ซบ.) ก่อนฉันบ้างไหม?” พวกเขาตอบว่า “ไม่มีใครเลยในหมู่ของพวกเราที่ล้ำหน้าท่าน”

ท่านอะลีได้กล่าวอีกว่า “ในหมู่ของพวกท่านฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า แท้จริงท่านศาสดา (ศ็อลฯ)ได้กล่าวใช่ไหมว่า ฉันขอฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่าน นั้นคือ อัล-กุรอาน (คัมภีร์ของอัลลอฮฺ) และอิตเราะฮ์ ลูกหลานของฉัน ใครก็ตามตราบที่เขายึดมั่นอยู่กับทั้งสอง เขาจะไม่หลงทางอย่างเด็ดขาด และทั้งสองไม่แยกออกจากกันจนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ ในวันกิยามะฮฺ” พวกเขาพูดว่า “ใช่ท่านศาสดากล่าวเช่นนี้จริง(10)

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้พิสูจน์หะดีษษะเกาะลัยนฺอีกครั้งในมัสญิดนบี ตอนช่วงสมัยเคาะลีฟะฮฺ อุสมาน ต่อหน้าบรรดาสาวกจำนวนมากมายซึ่งพวกเขาทั้งหมดต่างยอมรับและพูดว่า “พวกเราขอยืนยันว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวเช่นนี้จริง" หนังสือ ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๑๑๔-๑๑๖ บาบที่ ๓๘ ได้บันทึกไว้ว่าท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวถึงอิตเราะฮ์ลูกหลานของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)ว่า “ไม่ว่าพวกเขาจะไปทางไหนและหันหน้าไปทางทิศใดก็ตาม พวกเขาจะยืนหยัดอยู่กับสัจธรรมเสมอ สัญลักษณ์ของพวกเขาชัดเจนเสมออันเนื่องจากว่าพวกเขาคือประทีปแห่งทางนำ “โอ้บรรดาผู้ที่หลงทางทั้งหลาย พวกท่านจะไปทางไหนกันเล่า? ทำไมพวกท่านยังเดินหลงผิดอยู่อีกในขณะที่ลูกหลานของศาสดา (ศ็อลฯ) อยู่ในหมู่ของพวกท่าน?

พวกเขาคือผู้นำที่ถูกต้องและเป็นธงชัยของศาสนาคำพูดที่สัตย์จริงนั้น พวกเขาได้รักษาไว้ในที่ๆ ดีที่สุด ดังเช่นที่อัล-กุรอานได้ถูกรักษาไว้ในจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ของพวกเขาดุจ ดั่งผู้กระหายน้ำได้ค้นหาน้ำและมุ่งโจมตีตาน้ำด้วยความกระหาย

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาที่รักทั้งหลายจงเรียนรู้แก่นแท้ความจริงของเรื่องนี้ จากท่านศาสดาเถิด ท่านกล่าวว่า “คนใดในหมู่พวกเราได้จากไป แท้จริงพวกเขายังไม่ตาย และไม่มีสิ่งใดจากเราจะเก่าแก่ลง” ดังนั้น สิ่งใดที่ท่านไม่รู้จงอย่ากล่าวหรือแสดงความคิดเห็น เพราะมีความจริงอยู่ในกิจการงานที่พวกท่านปฏิเสธ ถ้าท่านไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธหรือต่อต้านก็จงกล่าวขออภัยเถิด ฉันคนนี้ยังคงเป็นอลีคนเดิม หรืออลีที่อยู่ท่ามกลางพวกท่านคนนี้ไม่ยอมปฏิบัติตามอัล-กุรอาน ? อัลกุรอานซึ่งเป็น(ษิกิ้ลอักบัรฺ)และอิตเราะฮ์ลูกหลานของศาสดา(ษิกิ้ลอัศฆัร) มิได้อยู่ในหมู่ของพวกท่านดอกหรือ ฉันไม่ได้ปักธงชัยแห่งอีมานไว้ท่ามกลางหมู่พวกท่านดอกหรือ ฉันไม่เคยแจ้งให้พวกท่านรู้ดอกหรือว่า พรมแดนของสิ่งหะล้าลและฮะรอมอยู่ตรงไหน

ฉันไม่เคยให้ความยุติธรรมแก่พวกท่านดอกหรือ ฉันไม่เคยแสดงความดีด้วยการกระทำและคำพูดให้พวกท่านเห็นหรือ ฉันไม่เคยประพฤติจริยธรรมอันดีงามของมนุษย์ให้เป็นแบบอย่างหรืออย่างไร พวกท่านได้แต่จินตนาการและคาดเดาเหตุการณ์ ขณะที่สายตาของพวกท่านไม่เคยประจักษ์ต่อสิ่งนั้นพวกท่านพยายามคิดในสิ่งพันญาณวิสัย ซึ่งความคิดของท่านเข้าไปไม่ถึง(๑) (อัล-มุอฺญิมอับฟิฮฺริส อัลฟาซ นะฮฺญุ้ลบะลาเฆาะฮฺ หน้าที่ ๓๗ ส่วนนหนึ่งจากคุฏบะฮฺที่ ๘๗)

ท่านอิมามฮะซัน (อ.)ได้ใช้หะดีษษะเกาะลัยนฺเป็นเครื่องพิสูจน์ความเหมาะสมในตำแหน่งอิมามะฮฺของท่านเช่นกัน ท่านซัยดฺ สุไลมาน กุนดูซีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ คัดลอกมาจาก อัลมะนากิบ ซึ่งรายงานมาจาก ฮิชาม บินฮัสซาน ได้พูดว่า “ภายหลังจากที่ประชาชนได้ให้บัยอัตกับท่านอิมามฮะซัน (อ.) เรียบร้อยแล้ว ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวว่า “เราคือพลพรรคของพระเจ้าที่ได้รับชัยชนะตลอดเวลา เราคืออหฺลุลบัยตฺที่สะอาดบริสุทธิ์ เราคือหนึ่งในสองสิ่งหนักที่มี่ค่ายิ่งที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ตาของฉันได้ฝากไว้ในฐานะของตัวแทนของท่านในหมู่ประชาชาติ เราคือผู้อรรถาธิบายคัมภีร์ของอัลลอฮฺที่อธิบายและให้ความกระจ่างชัดแก่ทุกสิ่ง และไม่มีสิ่งบาฎิลใดสามารถเข้ามาปะปนได้(ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๒๑)

ประเด็นที่ ๓ ตัวบทสายสืบและสะนัดของหะดีษษะเกาะลัยนฺ

๑. ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ฉันคงต้องอำลาจากพวกท่านไป ซึ่งฉันได้ตอบรับแล้วแต่ก่อนที่ฉันจะจากไปฉันขอฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่าง ยิ่งอันได้แก่คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ซึ่งเปรียบเสมือนสายเชือกที่ทอดตรงจากฟากฟ้าสู่แดนดิน และอิตเราะฮ์ลูกหลานของฉัน อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตาและสัพพัญญูได้แจ้งให้ฉันทราบว่า แท้จริงแล้วทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำในวันกิยามะฮฺ ดังนั้น พวกท่านจงตรึกตรองเถิดว่าพวกท่านจะช่วยเหลือฉันในภารกิจทั้งสองได้อย่างไร(11)

๒.แน่นอนฉันขอฝากสิ่งสำคัญยิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่าน และใครก็ตามได้ยึดมั่นต่อสิ่งนั้น (ปฏิบัติตาม) ภายหลังจากฉันเขาจะไม่หลงทางตลอดไป และสิ่งสำคัญนั้นคือสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่ง ซึ่งสิ่งหนึ่งนั้นใหญ่กว่าอีกสิ่งหนึ่ง

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวเพิ่มประโยคต่อไปนี้ในหัจญะตุ้ลวะดา ณ เฆาะดีรคุม “ดังนั้นพวกท่านจงตรึกตรองเถิดว่า พวกท่านจะช่วยเหลือฉันและปฏิบัติกับทั้งสองอย่างไรแน่นอนทั้งสองจะไม่แยกออก จากกันเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ บ่อน้ำในวันกิยามะฮฺ”

หลังจากนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวอีกว่า “อัลลอฮฺพระผู้อภิบาลผู้ทรงเกรียงไกร คือ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของฉัน และฉันคือเมาลาและเป็นนายของผู้ศรัทธาทุกคน” หลังจากนั้นท่านได้จับมือท่านอะลี (อ.) และกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ฉันเป็นเมาลาของเขา ดังนั้น อะลีคนนี้ก็เป็นเมาลาของเขาด้วยเช่นกัน(12)

๓. ที่เฆาะดีรคุมนั้น ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวเช่นกันว่า “และเกี่ยวกับอหฺลุลบัยตฺของฉันฉันขอเตือนพวกท่านในนามของอัลลอฮฺ (จงเอาใจใส่และผดุงสิทธิ์ของพวกเขาและจงเป็นผู้ปฏิบัติตามเขา) ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวประโยคดังกล่าวซ้ำถึง ๓ ครั้ง(13)

๔. ก่อนที่อัลลอฮฺ (ซบ.)จะทรงรับคืนวิญญาณของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ท่านได้กล่าวเทศนาสุดท้ายเป็นการอำลาโดยกล่าวว่า “แน่นอนฉันขอฝากสิ่งสำคัญสองสิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่าน ใครได้ยึดมั่นกับทั้งสองภายหลังจากฉัน เขาจะไม่หลงทางตลอดไป ประการที่หนึ่งคือคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ประการที่สองอิตเราะฮ์ผู้เป็นลูกหลานของฉัน ดังนั้น อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกรทรงแจ้งให้ฉันทราบและทรงสัญญากับฉันว่าทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉันณ สระน้ำในวันกิยามะฮฺ และทั้งสองนั้นเหมือนกับสิ่งนี้ (ขณะนั้นท่านชูนิ้วชี้ทั้งสองขึ้นคู่กัน)ซึ่งฉันจะไม่กล่าวว่าทั้งสองนั้น เหมือนกับสิ่งนี้ (โดยชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นเคียงคู่กัน) ฉะนั้น พวกท่านจงยึดมั่นกับทั้งสอง แต่จงอย่าล้ำหน้าหรือล้าหลังจากทั้งสอง เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้ท่านหลงทาง(14)

๕. แน่นอนภายหลังจากฉัน ฉันขอฝากสิ่งสำคัญยิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่าน ใครก็ตามได้ยึดมั่นกับทั้งสอง เขาจะไม่หลงทางตลอดไปอันได้แก่ คัมภีร์แห่งพระเจ้าที่อยู่เบื้องหน้าของพวกท่านทั้งหลาย ซึ่งพวกท่านได้อ่านอยู่เป็นประจำทุกเช้าค่ำ และสิ่งใดที่พวกท่านชอบ เรื่องใดที่พวกท่านปรารถนามีบันทึกอยู่คัมภีร์ จงอย่ารบกวนหรือสร้างความรำคาญใจให้กับคนอื่นจงอย่าอิจฉาริษยากัน จงอย่าเป็นศัตรูต่อกันและกันจงรักใคร่กลมเกลียวและมีความสมานฉันท์ต่อกัน ดุจดังที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้มีบัญชาให้พวกท่านปฏิบัติเช่นนั้น และพวกท่านจงสังวรไว้เถิด ซึ่งฉันขอสั่งเสียและแนะนำพวกท่านเกี่ยวกับอหฺลุลบัยตฺผู้เป็นลูกหลานของฉัน(15)

๖. ดังนั้น พวกท่านจงอย่าล้ำหน้าทั้งสอง (อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์)เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้ท่านพบกับความพินาศ และจงอย่าสอนสั่งทั้งสองเพราะทั้งสองรู้ดีกว่าพวกท่าน(๑๖)

๗. พวกท่านจงอย่าล้ำหน้าอหฺลุลบัยตฺของฉัน เพราะจะทำให้หลงทาง และพบกับความพินาศเกี่ยวกับความรู้ต่างๆ ในอิสลาม พวกท่านจงอย่าอวดดีว่าพวกท่านไม่ต้องพึ่งพาพวกเขาเพราะความวิบัติจะเข้ามาเยือนพวกท่าน ดังนั้น อุปมาอหฺลุลบัยตฺของฉันในหมู่ของพวกท่านเปรียบเสมือนเรือของนบีนูห์ ใครก็ตามที่ได้ลงเรือ เขาจะได้พบกับความปลอดภัยและถ้าผู้ใดปลีกตัวออกโดยไม่ร่วมทางไปด้วย พวกเขาจะพบกับความพินาศ อุปมาของพวกเขาในหมู่พวกท่านเปรียบเสมือน บาบุ้ลหิฏเฏาะฮฺ (ประตูแห่งการไถ่บาป)ของชาวอิสรออีล ซึ่งใครก็ตามเดินผ่านประตูนั้น พระเจ้าจะทรงอภัยความผิดบาปให้กับเขา

พวกท่านพึงสังวรไว้เถิด “แท้จริงอหฺลุลบัยตฺของฉันคือสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยสำหรับประชาชาติ ในเวลานั้นเมื่ออหฺลุลบัยตฺของฉันจากไป ฉันจะถามพวกท่านถึงสัญญาที่ได้ให้ไว้ พวกท่านจงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ปกป้องพวกเขาจากการหลงทาง ทรงทำให้พวกเขาสะอาดจากสิ่งโสมม มลทินต่างๆ และความผิดบาปทั้งปวง ทรงเลือกพวกเขาไว้สำหรับชาวประชา และจงรู้ไว้เถิดว่าอัลลอฮฺทรงทำให้ความรักที่มีต่อพวกเขาเป็นวาญิบสำหรับพวกท่าน และทรงมีบัญชาให้พวกท่านปฏิบัติตามพวกเขาด้วยความรัก”(17)

๘.แท้จริงฉันได้แต่งตั้งสองเคาะลิฟะฮฺและสองตัวแทนไว้ในหมู่ของพวกท่าน อันได้แก่ คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นสายเชือกที่เชื่อมตรงระหว่างฟากฟ้าและแดนดิน และอิตเราะฮ์ผู้เป็นลูกหลานของฉัน แน่นอนทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ บ่อน้ำในวันกิยามะฮฺ(18)

๙. แน่นอนฉันได้ฝากสองตัวแทนไว้ในหมู่ประชาชาติ หนึ่งนั้นคือคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน) และสองคืออหฺลุลบัยตฺของฉัน แท้จริงทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ ในวันกิยามะฮฺ(19)

๑๐. แท้จริงอัลลอฮฺพระผู้อภิบาลผู้ทรงเมตตาได้แจ้งข่าวให้ฉันทราบว่า ทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดจนกว่าทั้งสองจะกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ และสิ่งนี้คือ สิ่งที่ฉันทูลขอจากพระผู้อภิบาลของฉัน ดังนั้น พวกท่านจงอย่าล้ำหน้าพวกเขา และจงอย่าสอนสั่งสิ่งใดให้กับพวกเขา เพราะพวกเขารู้ดีกว่าพวกท่าน และใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา อะลีคนนี้ก็เป็นผู้ปกครองเขาด้วย อัลลอฮฺทรงรักผู้ที่รักอะลี และทรงเป็นศัตรูกับผู้ที่เป็นศัตรูกับอะลี(20)

๑๑. ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ได้กล่าวคุฏบะฮฺที่ ญุห์ฟะฮฺ ซึ่งเป็นสถานที่อยู่ระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ เป็นสถานที่ครองอิหฺรอมของชาวแคว้นซีเรีย ว่า “ฉันมิได้มีอภิสิทธิเหนือพวกท่าน มากกว่าที่พวกท่านมีอภิสิทธิเหนือตนเองดอกหรือ?" พวกเขาตอบว่า "หามิได้ โอ้ศาสดาของอัลลอฮ์" ท่านศาสดา ได้กล่าวต่อไปว่า “ฉะนั้น ขอฝากให้พวกท่านรับผิดชอบกับสองภารกิจสำคัญนั้นคือ อัล-กุรอานและอิตเราะฮ์ของฉัน” (21)



เปิดหน้าต่อไป


--------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
1. สุนัน ติรบิซีย์ เล่มที่ ๕ หน้า ๓๒๗-๓๒๘ หะดีษที่ ๓๘๗๔
2. ฆัยบะตุ้ลนุอฺมานี หน้าที่ ๔๒-๔๓ (คำว่า ฟะรอเฎาะเหมือนกับตะ บะอะหมายถึงการล่าวงหน้าไปก่อนเพื่อหาน้ำ และได้จัดเตรียมถุงใส่น้ำพร้อมไว้บุศรอคือ เมืองหนึ่งในชาม ซีเรีย ในปัจจุบัน ส่วน ซันอาอ์คือ เมืองต่างๆในประเทศเยเมน)
3. มุสตัดร็อก อัล-ฮากิม ๓/๑๐๙ มุสนัดนะซาอีย์ กิตาบ อัลคิศออิก หน้าที่ ๑๐๕เศษะฮีย์มุสลิม ๕/๒๕ หะดีษที่ ๒๔๐๘ อัลมุฮฺญิมุ้ลกะบีรฺ ๕/๑๖๖ หะดีษที่ ๔๙๖๙ อินะหะญัรฺ หนังสือ เศาะวาอิกุ้ลมุหัรฺรอเกาะฮฺ หน้าที่ ๔๓ พิมพ์ที่อียิปต์
4. อิหฺกอกุ้ลฮัก ๙/๓๕๕
5. ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๑๑๖-๑๑๗ พิมพ์ที่ อิสตัมบูล ตุรกี ฆัยบะตุ้ลนุอฺมานี และหนังสือ อัรฺญะหุ้ลมะฎอลิบ ได้บันทึกหะดีษไว้ซึ่งคล้ายคลึงกับหะดีษในยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ
6. ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๓๘
7. คัดลอกมาจากหนังสือของ อิบนุหะญัร ที่กล่าวว่า หะดีษษะเกาะลัยนฺมีสายสืบรายงานจำนวนมาก อัศเศาะวาอิกุ้ลหัรฺเราะเกาะฮฺ หน้าที่ ๒๒๘
8. หะดีษษะเกาะลัยนฺ เขียนโดย ซัยดฺ กิวามุดดีน หน้าที่ ๑๓-๑๔ (เศาะวาอิกุ้ลมุหัรฺรอเกาะฮฺ หน้าที่ ๑๕๐ พิมพ์ที่ อียิปต์)
9. ยะนาบีอุ้ลบะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๓๗-๓๘
10. อัล-มะนากิบ อิบนะมะฆอซิลีย์หน้าที่ ๑๑๒-๑๑๕
11. มุสนัดอหฺมัดเล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๗
12.มุสตัดร็อก อัล-ฮากิม เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๑๐๙
13. มุสนัด อหฺมัน ฮันนัล เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๒๖๗
14. ยะนาบีอุ้ลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๑๑๖-๑๑๗
15.อัรฺญุ้ลมะฎอลิบ หน้าที่ ๒๔๑
16. อัลมุอฺญิมุ้ล กะบีรฺ เล่มที่ ๓ หน้าที่๖๓ หะดีษที่ ๒๖๘๑
17. อัลมุอฺญิมุ้ล กะบีรฺ เล่มที่ ๓ หน้าที่๖๓ หะดีษที่ ๒๖๘๑
18. อิหฺยาอุ้ลมัยยิต ลิซซุยูฏีย์หน้าที่๖๔ พิมพ์ที่ ดารุ้ลอุลูมและหน้าที่ ๔๘ พิมพ์ที่ เบรุต
19. มัจมะอูซซะวาอิดฺ หน้าที่ ๑๖๒
20. อัล-มุอิญิมุ้ลกะบีรฺ ลิฎฎ็อบรอนี เล่ม ๕ หน้าที่ ๑๖๗ หะดีษที่ ๔๙๗๑
21. ฮีละตุ้ลเอาลิยาอฺ เล่มที่๙ หน้าที่ ๖๔ อิหฺยาอุ้ลมัยยิต หน้าที่ ๕๗-๕๘ พิมพ์ที่ ดารุ้ลอุลูน หน้าที่ ๓๘ พิมพ์ที่ เบรุต




ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์