ความเมตตาของเจ้าภาพงานเลี้ยงแห่งเดือนรอมฏอน
 
เจ้าภาพที่ดีที่สุดคือใคร?

เดือนรอมฏอนได้รับการขนานนามว่าเป็น "งานเลี้ยงของอัลลอฮ์" หมายความว่ามนุษย์เป็นแขกเหรื่อ ส่วนอัลลอฮ์เป็นเจ้าภาพในงานเลี้ยงนี้

คำถามก็คือ อัลลอฮ์เป็นเจ้าภาพอย่างไร การเลี้ยงดูปูเสื่อที่อัลลอฮ์จัดไว้เพื่อมนุษย์ซึ่งเป็นแขกในงาน เป็นอย่างไร?

เพื่อค้นหาคำตอบ เราขอยกตัวอย่างการต้อนรับขับสู่ของท่านนบียูสุฟมาบางประการเพื่อให้ทราบว่า นบียูสุฟซึ่งเป็นแค่เพียงบ่าวของพระองค์

ยังมีความเอื้อเฟื้อต่อผู้มาเยือนเพียงนี้ แล้วงานเลี้ยงของอัลลอฮ์ผู้เป็นจ้าวแห่งสากลโลก จะยิ่งใหญ่กว่าเพียงใด?

ในกุรอานมีคำว่า "ค็อยรุล มุนซิลีน" อยู่สองโองการ โองการหนึ่งเกี่ยวกับท่านนบียูสุฟ และอีกโองการหนึ่งก็กล่าวถึงอัลลอฮ์

ค็อยรุลมุนซิลีน แปลว่า เจ้าภาพที่ให้การต้อนรับขับสู้อย่างดีที่สุด เรามาดูกันว่าท่านนบียูสุฟเป็นเจ้าภาพที่ดีเยี่ยมอย่างไรบ้าง

นบียูสุฟได้กระทำสิ่งต่อไปนี้...

1. รู้ตัวผู้กระทำผิด แต่ยังให้การต้อนรับ

ท่านนบียูสุฟรู้ดีว่าพี่ๆของท่านทำอะไรกับท่าน หย่อนท่านลงไปถึงก้นบ่อ แล้วยังกุเรื่องเท็จต่างๆนานาใส่ท่าน แต่แล้ว เมื่อพี่ๆของท่านเอ่ยขอความช่วยเหลือ (โดยจำไม่ได้ว่านบียูซุฟคือน้องชาย)

ท่านก็ให้การต้อนรับโดยไม่กินแหนงแคลงใจใดๆต่อเรื่องในอดีตที่พี่ๆของท่านก่อไว้ ท่านไม่ได้กล่าวแก่พี่ๆว่า "ไปไกลๆ อย่ามาให้ฉันเห็นหน้า ฉันรู้ดีว่าพวกพี่ทำอะไรกับฉันไว้"

อัลลอฮ์ก็เช่นกัน พระองค์ทรงทราบดีว่าเราแต่ละคนเคยฝ่าฝืนพระองค์มาเพียงใด แต่ก็ยังเชิญเราสู่งานเลี้ยงที่พระองค์จัดอย่างยิ่งใหญ่ในเดือนนี้

2. ท่านนบียูสุฟวางตัวเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งที่ท่านรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านในวัยเด็กช่างขมขื่น เมื่อได้ถูกพี่ๆรวมหัวกันหย่อนลงไปใต้ก้นบ่อเสมือนเป็นการฆาตกรรมอำพราง

แต่เมื่อท่านได้เจอพี่ๆหลายสิบปีต่อมาเมื่อท่านเป็นใหญ่เป็นโตแล้ว ท่านก็วางตัวเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อัลลอฮ์ก็เช่นกัน ทั้งที่ทราบดีว่าเรามีประวัติด่างพร้อยเพียงใด แต่พระองค์ก็ไม่เคยจะแฉหรือเปิดโปงเราต่อผู้อื่น อัลลอฮ์ทรงวางเฉยเสมือนเราไม่ได้มีความผิดกระนั้น



ในบทรำพึงรำพันหนึ่งกล่าวว่า แม้ผู้คนจะทำบาปกันเพียงใด แต่อัลลอฮ์ก็ทรงปกปิดไว้ จะทำบาปนับร้อยนับพันครั้ง อัลลอฮ์ก็ยังปกปิดและไม่เปิดโปงต่อผู้อื่น

ทั้งนี้ก็เพียงหวังว่า สักวันหนึ่ง มนุษย์เราจะเกิดความละอายบ้าง แต่เปล่าเลย แทนที่มนุษย์เราจะอายพระองค์ กลับกลายเป็นว่า เสมือนว่าพระองค์ละอายที่จะเปิดโปงเรา

«كَأَنَّكَ اسْتَحْيَيْتَنِي‏» ในดุอาอีกบทหนึ่งกล่าวว่า «يَا مَنْ أَظْهَرَ الْجَمِيلَ وَ سَتَرَ الْقَبِيح» ซึ่งสื่อว่า อัลลอฮ์ทรงทำให้ความดีงามของเราเป็นที่โจษขานไปทั่ว แต่ความชั่วของเรากลับได้รับการปกปิด

บาปบางอย่างที่เรากระทำในที่ลับตาคน เป็นไปได้สูงว่าหากพ่อแม่พี่น้องของเราล่วงรู้เข้าล่ะก็ ย่อมจะผลักไสไล่ส่งเราอย่างแน่นอน แต่พระองค์ก็ไม่ทรงแฉพฤติกรรมเหล่านั้นให้ผู้อื่นรู้



ที่พูดมาทั้งหมดนี่ก็เพราะเราจะได้คำนึงเสมอว่า หากล่วงรู้ความผิดพลาดของผู้อื่น ของเพื่อนฝูง อย่าได้คิดที่จะนำมาแฉประจานให้เขาได้รับความอับอายโดยเด็ดขาด

บางครั้งเรามีภาพแย่ๆของเพื่อนฝูง เราก็ดันทุรังเก็บไว้เพื่อจะใช้ประจานในอนาคต เพื่อจะใช้กดดันเพื่อนว่า หากวันใดพูดอะไรไม่เข้าหูเรา หรือไม่ทำตามที่เราต้องการแล้วล่ะก็

ฉันจะเอารูปแย่ๆของเธอมาประจานให้คนอื่นรู้ ถามหน่อยว่า นิสัยแบบนี้ตรงกับแบบฉบับของอัลลอฮ์หรือเปล่า?

อย่างไรก็ตาม อัลลอฮ์ก็ไม่ปล่อยคนที่ชอบประจานเรื่องคนอื่นให้ลอยนวล เพราะมีฮะดีษว่า คนที่ชอบประจานความผิดพลาดของคนอื่น ก่อนที่เขาจะตาย สักวันหนึ่งเขาจะถูกประจานเช่นกัน





3. ตอบรับคำขอร้อง

พี่ๆของนบียูสุฟร้องขอข้าวสาลีในยามแล้ง (ขณะนั้นพี่ๆยังไม่รู้ว่าเสนาบดีที่คุมพระคลังอิยิปต์คือน้องของตัวเอง)ท่านนบีก็สั่งให้คนงานขนข้าวสาลีใส่เกวียนของพี่ๆ

อัลลอฮ์ก็เช่นเดียวกัน พระองค์รู้ดีว่าเราทำบาปกันเพียงใด แต่ก็ยังตอบรับดุอาของพวกเราเหมือนเดิม

นอกจากนบียูซุฟจะขนเสบียงอาหารใส่เกวียนของพี่ๆจนเต็มแล้ว ท่านยังได้เชิญให้พี่ๆมารับข้าวสาลีอีกหลังจากที่กลับมาตุภฺมิแล้ว และได้ขอนำน้องชายคนสุดท้องร่วมมาด้วยในคราวหน้า

อัลลอฮ์ก็เชิญเราสู่พระองค์เสมอๆ การนมาซที่เราทำกันอยู่ทุกวัน วันละห้าเวลา ก็ถือเป็นการเชิญเราให้เข้าพบพระองค์อย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

เพียงแต่ว่า เราจะเข้าใจหรือไม่ว่านั่นคือการเข้าพบ เพราะเรามักจะมองว่านมาซคือเรื่องซ้ำซากจำเจและยากลำบาก



4. ให้อภัยทันที

เมื่อพี่ๆของนบียูสุฟรู้ภายหลังว่า เสนาบดีที่คุมคลังหลวงของอิยิปต์ก็คือน้องชายแท้ๆที่เคยถูกพวกตนทิ้งไว้ที่ก้นบ่อในอดีต พวกเขารีบสำนึกผิดและกล่าวขอโทษน้องชายว่า

«إِنَّا كُنَّا خاطِئين‏» ท่านนบียูสุฟกล่าวทันทีว่า «لا تَثْريبَ عَلَيْكُمُ الْيَوْمَ» ในวันนี้ ฉันไม่ถือโทษโกรธพี่ๆแต่อย่างใด

อัลลอฮ์ก็เช่นกัน เมื่อพระองค์ทรงเป็น ค็อยรุลมุนซิลีน หรือเจ้าภาพที่ประเสริฐสุด พระองค์ย่อมให้อภัยอย่างรวดเร็ว

ในดุอากุเมล เราก็อ่านเสมอว่า "ยา สะรีอัร ริฏอ" โอ้ ผู้ทรงเกิดความพอพระทัยอย่างรวดเร็ว

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า ในกุรอานมีคำว่า "ค็อยรุล มุนซิลีน" (เจ้าภาพที่ประเสริฐสุด) ปรากฎอยู่สองแห่ง โองการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวนบียูสุฟ ส่วนอีกโองการหนึ่ง หมายถึงอัลลอฮ์

อัลลอฮ์เป็นเจ้าภาพที่ประเสริฐสุด จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงยกระดับอะมั้ลอิบาดะฮ์ของมนุษย์เราให้สูงค่ายิ่งขึ้นทวีคูณ

เกี่ยวกับผลบุญของอะมั้ลอิบาดะฮ์ กุรอานกล่าวไว้หลายประเภทด้วยกัน

บางครั้งใช้คำว่า "ฏิอ์ฟุน" ซึ่งแปลว่าสองเท่า บางครั้งใช้คำว่า "อัฏอาฟ" ซึ่งแปลว่าหลายเท่า บางครั้งใช้คำว่า "อัชรุ อัมษาลิฮา" อันหมายถึงสิบเท่า

บางครั้งก็ยกระดับให้ถึง 700 เท่า



แต่บางกรณี อัลลอฮ์กล่าวว่าผลบุญที่จะประทานให้นั้น "มากเกินคำนวนนับ"อย่างเช่นกรณีของ นมาซ ศอลาตุลลัยล์ (ละหมาดตะฮัจญุด)

ในเมื่อเราตื่นมาทานข้าวซุโฮร์ช่วงก่อนอะซานซุบฮ์อยู่แล้ว ก็เพิ่มละหมาดนี้เข้าไปด้วยจะเป็นไร

ถามว่ายากมั้ย? ไม่ยากเกินความสามารถของเราทุกคนเลย สิบเอ็ดร็อกอัต นมาซเป็นชุดๆ ชุดละสองรอกอัต ซึ่งก็จะเป็นห้าชุด บวกกับอีกหนึ่งร็อกอัตที่แยกต่างหาก

สามชุดแรกเหนียตนมาซศอลาตุลลัยล์ สองร็อกอัตชุดสุดท้ายเหนียตนมาซชัฟอ์ และหนึ่งร็อกอัตที่เหลือเหนียตนมาซวัตร์ (หรือที่เราคุ้นเคยว่า "วิเตร์"/ผู้แปล)

ถ้าคิดว่าหนักเกินกำลัง จะอ่านฟาติฮะห์อย่างเดียวโดยไม่อ่านซูเราะฮ์ก็ทำได้ ง่ายถึงเพียงนี้แต่ผลบุญมหาศาล ใครจะไม่สนบ้างนอกจากคนไม่ฉลาด

โดยทั่วไปแล้ว หากเราทำอะมั้ลที่ไม่ไช่วาญิบ นี่แหล่ะที่แสดงชัดเจนว่าเรารักอัลลอฮ์มากกว่าปกติ เพราะหากทำเพียงวาญิบอย่างเดียว ใครๆก็กระทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว

ลองนึกดูว่า ถ้าคุณยื่นข้าวเปล่าให้พ่อสักจาน ย่อมจะยังไม่ถือเป็นการให้เกียรติเท่าใดนัก ก็แหม ต่อให้เป็นคนอื่นที่ไม่ไช่พ่อเรา แม้กระทั่งไก่ เรายังให้ข้าวเปล่าเหมือนกัน

แต่ถ้าหากคุณหุงข้าวสวยอย่างดี ทำกับข้าวอย่างดี วางในสำรับอย่างดี ยกไปเสิร์ฟบนโต๊ะที่มีแจกันดอกไม้สวยๆ เหล่านี้ต่างหากที่จะแสดงว่าคุณรักและให้เกียรติพ่อมากกว่าแบบเดิม

เหมือนกัน สมมุติว่าถ้าคุณนมาซอย่างรีบร้อนตอนที่จวนจะหมดเวลา มันก็ไม่ต่างอะไรจากการยื่นข้าวเปล่าแข็งๆให้พระองค์อย่างไม่แยแส



มีหลายคนที่มีลมหายใจเมื่อเดือนรอมฏอนปีที่แล้ว แต่จากไปก่อนที่จะถึงเดือนรอมฏอนปีนี้ เดือนรอมฏอนเหมือนกับห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์

น่าดีใจกับคนที่จับจ่ายช็อปปิ้งในห้างนี้อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยิ่งเดือนนี้ดำเนินไปจนใกล้สิ้นสุดเท่าไร เราก็ยิ่งจะได้พบกับความอลังการในแง่ผลบุญมากขึ้น

เพราะยอดเขาแห่งเดือนรอญับและชะอ์บานก็คือเดือนรอมฏอน และยอดเขาสูงสุดของเดือนรอมฏอนก็คือ ลัยละตุลก็อดร์ ซึ่งมีค่ามหาศาลทุกวินาที




ถอดความจากคำบรรยายของอายะตุลลอฮ์ เชคมุฮ์ซิน กิรออะตี